ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เจ้าแม่ใบ้หวย “ภิรดา” แจกเลขเด็ดทะเบียนรถยางแตก

เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “ภิรดา บุญมีฤทธิ์ 519” ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับและคอหวยอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าตัวได้โพสต์ข่าวเกี่ยวกับรถยนต์ที่เกิดเหตุยางแตก พร้อมทั้งนำ เลขทะเบียนรถ 9778 มาแบ่งปันให้กับผู้ติดตาม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเสี่ยงโชคในงวดนี้

เจ้าแม่ใบ้หวย “ภิรดา” แจกเลขเด็ดทะเบียนรถยางแตก

โพสต์ดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนคลับ หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ทั้งส่งกำลังใจและขอบคุณสำหรับเลขเด็ดที่นำมาแจก ที่สำคัญ ต่างคนต่างเริ่มนำเลขทะเบียน 9778 ไปตีความเป็นแนวทางหวยหลากหลายรูปแบบ เช่น หวย 4 ตัวตรง, 3 ตัวท้าย (778, 977) และ 2 ตัวท้าย (97, 77, 78, 87) เพื่อเตรียมลุ้นโชคในวันที่ 16 กันยายนนี้

เจ้าแม่ใบ้หวย ภิรดา แจกเลขเด็ด

แนวทางเลขเด็ดจากเจ้าแม่ใบ้หวย “ภิรดา”

นอกจากนี้ “ภิรดา” ยังได้โพสต์แนวทางเลขเด็ดเพื่อแนะนำให้คอหวยได้นำไปเสี่ยงโชคด้วย ไม่ว่าจะเป็นเลขเด็ด 3 ตัว เช่น 222 และ 2 รวมถึงเลข 2 ตัวเด่นๆ ได้แก่ 26, 28, 21, 68, 61, 81 อีกทั้งยังมีเลขชุดที่น่าสนใจ เช่น 268, 261, 681 ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าจับตาจากเจ้าแม่ใบ้หวยที่มีชื่อเสียงสูง

ไม่ว่าจะเป็นเลขจากเหตุการณ์จริงหรือแนวทางจากพรสวรรค์ คอหวยทั้งหลายต่างให้ความเชื่อมั่นในตัวเลขที่ “ภิรดา” แจกให้ ทั้งความแม่นยำและความน่าเชื่อถือในวงการใบ้หวยไทย

ใครที่กำลังมองหาแนวทางเลขเด็ดเพื่อลุ้นโชคในงวดนี้ อย่าลืมจับตาดู เจ้าแม่ใบ้หวย “ภิรดา” แจกเลขเด็ดทะเบียนรถยางแตก ให้ครบ ทั้งเลขเด็ด 3 ตัวและ 2 ตัว ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกหวย

อย่างไรก็ตาม ขอเตือนเพื่อนๆ คอหวยทุกท่านว่า หวยเป็นการพนันที่มีความเสี่ยง ควรเล่นอย่างมีสติ และไม่ควรวางเงินมากเกินไป ลุ้นโชคอย่างมีความสุขกันมากกว่าครับ

ที่มา – เจ้าแม่ใบ้หวย “ภิรดา” แจกเลขเด็ดทะเบียนรถยางแตก เลขเด็ด3ตัว2ตัว

ครึ่งปีแรก เคซีจี เติบโตน่าพอใจทั้งกำไรและธรรมาภิบาล

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 “เคซีจี คอร์ปอเรชั่น” หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารสไตล์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์ สามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจด้วยการเติบโตของกำไรสุทธิที่พุ่งสูงถึง 33.1% และรายได้รวมที่แตะระดับ 3,932.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ครึ่งปีแรก เคซีจี เติบโตน่าพอใจทั้งกำไรและธรรมาภิบาล

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกช่องทางการจำหน่าย แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของ KCG ในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม

ความสำเร็จด้านธรรมาภิบาลและการได้รับรางวัล

นอกเหนือจากผลประกอบการที่น่าพอใจแล้ว ครึ่งปีแรก เคซีจี ยังประสบความสำเร็จด้านธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับคะแนนเต็ม 100 จากการประเมินคุณภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM Checklist) ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ตอกย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจและความเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้น

“การได้คะแนนเต็มติดต่อกัน 2 ปี เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำอย่างจริงจัง เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ครึ่งปีแรก เคซีจี เดินหน้าในทิศทางที่ถูกต้อง Google อย่างแท้จริง” นายดำรงชัย วิ_have_paswan_kul ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ KCG กล่าว

  • กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.1% จากรอบเดียวกัน
  • รายได้รวมสูงถึง 3,932.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2%
  • ได้รับคะแนนเต็มจาก AGM Checklist ติดต่อกัน 2 ปี
  • ได้รับคัดเลือกให้เป็น ESG100 ของตลาดหลักทรัพย์

ความมุ่งมั่นของบริษัทยังสะท้อนผ่านการได้รับรางวัลในหลากหลายด้านในช่วง ครึ่งปีแรก เคซีจี ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่ม ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง รวมถึงรางวัล Superior Taste Awards จากเบลเยียม ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับโลก นอกจากนี้ยังเพิ่งได้รับการรับรอง HALAL BPJPH จากอินโดนีเซีย แสดงถึงการใส่ใจในตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ด้วยความมั่นคงในด้านการเงินและการดำเนินงานอย่างยั่งยืน KCG ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อยอดผลประกอบการอย่างต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุนที่เข้มงวดและการดำเนินตามพันธกิจเพื่อสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภคทุกคน

ความสำเร็จในครึ่งปีแรกไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต โดยมุ่งสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนทั้งในด้านผลประกอบการและสังคม

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารและพัฒนาการของแบรนด์ KCG อย่างใกล้ชิด ต้องไม่พลาดติดตามข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เช่นเดียวนี้

ที่มา – ครึ่งปีแรก” เคซีจี” เติบโตน่าพอใจ

โรงเรียนเทศบาล 4 สุพรรณบุรี จัดแข่งขันกีฬาสี “ศรีโพธิ์อ้น เกมส์”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โรงเรียนเทศบาล 4 วัดโพธิ์อ้น อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดการแข่งขันกีฬาสีภายในโรงเรียนขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีชื่อว่า “ศรีโพธิ์อ้น เกมส์” ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อส่งเสริมทักษะการกีฬาและการออกกำลังกายอย่างสร้างสรรค์ให้กับนักเรียน

นางนวพรรณ สวัสดิพรรณ์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เปิดเผยว่า โรงเรียนได้มุ่งเน้นพัฒนาทักษะทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้กับนักเรียนผ่านกิจกรรมกีฬา โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคุณธรรม จิตพัฒนาการ และความสามัคคี โดยนักเรียนถูกแบ่งเป็น 2 สีหลัก ได้แก่ สีชมพู และสีฟ้า ซึ่งในงาน “ศรีโพธิ์อ้น เกมส์” นี้ มีการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท

โรงเรียนเทศบาล 4 สุพรรณบุรี จัดแข่งขันกีฬาสี “ศรีโพธิ์อ้น เกมส์”

ในการเปิดการแข่งขันในปีนี้ ทางโรงเรียนได้รับเกียรติจาก นายรัชพล ฉันทดิลก รองนายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง ให้มาเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประธานชุมชน ตลอดจนผู้ปกครองนักเรียนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

เป้าหมายการจัดกีฬาสี “ศรีโพธิ์อ้น เกมส์”

กิจกรรมในงานมุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับประสบการณ์จากการเล่นกีฬาอย่างสนุกสนาน ไม่เน้นการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ใส่ใจในทักษะด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่ดี ไม่หลงไหลในสิ่งเสพติด โดยสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด

  • เน้นความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง และครู
  • พัฒนาสมรรถนะด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์
  • ฝึกทักษะการเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม
  • ส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่างมีคุณภาพ

นางนวพรรณ กล่าวว่า ความสำคัญของการจัดงาน ศรีโพธิ์อ้น เกมส์ คือ การให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดี ใจที่มีความสุข และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ช่วยเตรียมความพร้อมเด็กสู่สังคมในอนาคต

เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมีน้ำใจนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ และรู้จักอภัยอย่างแท้จริง ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีความสุข

หากคุณมีบุตรหลานที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนท้องถิ่น การจัดกีฬาสีเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านทั้งร่างกายและจิตใจ

ที่มา – โรงเรียนเทศบาล 4 สุพรรณบุรี จัดแข่งขันกีฬาสี “ศรีโพธิ์อ้น เกมส์”

‘นอท กองสลากพลัส’ ยันเป็นคดีเก่า ปม ‘ปปง.’ ยึดทรัพย์ 1,373 ล้านบาท

ล่าสุดกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปง.) เปิดเผยว่าได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินใน 70 คดี รวมวงเงินกว่า 1,373 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงคือ ‘นอท กองสลากพลัส’ หรือนายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ผู้มีชื่อเสียงในวงการหวยออนไลน์และแฟนพันธุ์แท้ของหวยกองสลาก

‘นอท กองสลากพลัส’ ชี้แจงกรณียึดทรัพย์เป็นคดีเก่า

ล่าสุด‘นอท กองสลากพลัส’ ได้ออกมาเปิดใจผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเรื่องที่ถูกกล่าวขานในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเจ้าตัวระบุว่า “สำหรับข่าวนะครับ เป็นคดีเก่า 288/2565 และ 6/2566 ซึ่งเป็นคดีเดิมที่โดน DSI อายัดไว้ตรวจสอบอยู่แล้ว เรื่องน่าจะพึ่งถึง ปปง. ครับ ไม่กระทบกับปัจจุบัน ถูกหวยได้เงิน 100%.”

เยื่อแผลเก่าช่วยเสริมพลัง

นอกจากจะให้ข้อมูลในเชิงชัดเจนแล้ว ‘นอท กองสลากพลัส’ ยังแสดงความมั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และย้ำว่าทุกการดำเนินการถูกหวยของเขานั้นดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า “แผลเดิมถ้าไม่ตาย จะแข็งแกร่งขึ้น

สถานการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความนิยมและความน่าเชื่อถือของเขาว่าแม้จะเผชิญกับผลกระทบหรือเสียงวิจารณ์จากคดีเก่า แต่ก็ยังมีฐานแฟนคลังหนาแน่นที่คอยสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ความเคลื่อนไหวของปปง. กับการยึดทรัพย์ผู้มีชื่อเสียง

การยึดทรัพย์ในครั้งนี้โดย ปปง. ถือเป็นการยกระดับในภารกิจปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือคดีเงินทอง ทั้งนี้ในจำนวนเงินที่ถูกยึดมีมูลค่าสูงถึง 1,373 ล้านบาทและเกี่ยวข้องถึง 70 คดี โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาหลายคนที่มีชื่อเสียงในสังคม รวมถึงกรณีของเธอที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสาธารณชน

  • ปี 2565 เริ่มมีการสอบสวนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับพนัน
  • ปี 2566 DSI เข้าตรวจสอบและยึดทรัพย์สิน
  • ล่าสุด ปปง. เข้าดำเนินการต่อยอดจากข้อมูลเดิม

การที่‘นอท กองสลากพลัส’ ออกมาชี้แจงอย่างโปร่งใส ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขารับผิดชอบและพร้อมเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งยังมั่นใจในความชอบธรรมของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ยังกล่าวว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่มีปัญหาหรือเกี่ยวข้องกับคดีที่ถูกกล่าวหา ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือให้กับแฟนคลับoldersและผู้เล่นหวยออนไลน์ในวงกว้าง ที่มองเขาเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ในเรื่องหวยออนไลน์และช่องทางการแทงหวยที่รวดเร็วแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงจับตามองว่าประเด็นนี้จะมีการ后续อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเขามีอิทธิพลในวงการหวยและมีฐานด้านความนิยมอย่างสูง

หากคุณกำลังมองหาช่องทางแทงหวยออนไลน์ที่ปลอดภัย โปร่งใส และมั่นใจว่าเงินรางวัลจะเข้ากระเป๋าอย่างครบถ้วน ‘นอท กองสลากพลัส’ คือหนึ่งในตัวเลือกที่แนะนำ เพราะเขามองทุกอย่างด้วยความซื่อตรงและมีความรับผิดชอบที่สูงสุดต่อลูกค้าและผู้เล่น

ที่มา – ‘นอท กองสลากพลัส’ ยันเป็นคดีเก่า ปม ‘ปปง.’ แถลงยึดอายัดทรัพย์ 70 คดี 1,373 ล้านบาท

มหกรรมวัฒนธรรมสานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี

เริ่มแล้ว! มหกรรมวัฒนธรรมสานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี เมืองแม่กลอง ได้เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ณ ลานด้านหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมบรรยากาศคึกคักไปด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งไทย มอญ จีน กะเหรี่ยง และไทยทรงดำ

มหกรรมวัฒนธรรมสานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–16 กันยายน พ.ศ. 2568 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม Soft Power ทางด้านวัฒนธรรม โดยเน้นความหลากหลายของชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 2 และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ผ่านการแสดง ศิลปะ อาหาร และกิจกรรมด้านวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน

ขบวนแห่เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่

กิจกรรมเปิดอย่างเป็นทางการเริ่มต้นจากการแห่ขบวนจากวัดธรรมนิมิต และตลาดแม่กลอง รวมพลของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั้ง 5 ชาติพันธุ์ เดินทางมุ่งหน้าสู่เวทีกลางแจ้งหน้าศาลากลางจังหวัด พร้อมประทับรอยแห่งมิตรภาพและความสามัคคี โดยมีผู้แทนจาก 4 จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันตกในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ในพิธีเปิด ได้มีการร่วมกันตีกลองสิงโตเพื่อเปิดมหกรรมอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ร่วมงานอย่างคึกคัก นอกจากนี้ยังมีการแสดงเชิดสิงโตและการแสดงรำไทยทรงดำที่งดงาม สื่อถึงเอกลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ที่โดดเด่นเป็นที่น่าประทับใจ

สัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด

นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะเจ้าภาพจัดงานกล่าวว่า “งานนี้ไม่เพียงแค่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ โดยให้ชุมชนมีบทบาทในการมีส่วนร่วมทุกระดับ”

ภายในงาน ผู้ชมสามารถเข้าถึงวัฒนธรรมเชิงลึกได้จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิด เช่น ชาวไทยลุ่มน้ำแม่กลอง กับวิถีชีวิตผูกพันสายน้ำ ชาวมอญผู้สืบทอดภาษา ดนตรี และอาหารพื้นถิ่น หรือ ไทยเชื้อสายจีน ที่มีศิลปะและวัฒนธรรมการค้าสืบทอดกันมาหลายรุ่น ส่วนชาวกะเหรี่ยงขึ้นชื่อในเรื่องงานหัตถกรรม และไทยทรงดำ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านการแต่งกายและเทคนิคการทอผ้า

กิจกรรมภายในงานยังจัดเต็มเพื่อความบันเทิงและความรู้ของผู้เข้าชม อาทิ:

  • การประกวดนางงามชาติพันธุ์ เพื่อเปิดเวทีแสดงความงามของความหลากหลาย
  • การประกวดวาดภาพหัวข้อ “เพชรสมุทรคีรี” เพื่อสะท้อนมุมมองแห่งความคิดสร้างสรรค์
  • คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ แว่นใหญ่ วงสครับ, สงกรานต์ รังสรรค์, โบว์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ และเรไร ไลฟ์สด
  • โซน “ชม ชิม ช้อป” ซึ่งรวมผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจาก 4 จังหวัด ได้แก่ ขนมกงเจ้าสมุทรสาคร น้ำตาลโตนดเพชรบุรี และส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม

ช่วงเวลาแห่งการเชื่อมโยงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

งานจัดขึ้นตลอดช่วงเวลา 10.00 – 20.00 น. พร้อมวิธีการแสดงในช่วงเวลางานภาคค่ำ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ขึ้นไป โดยมีที่จอดรถฟรีตลอดระยะเวลาการจัดงาน ที่ลานด้านหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม

“มหกรรมวัฒนธรรมสานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี” จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงพลังของการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน และยังขับเคลื่อนวัฒนธรรมผ่านงานที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย

หากคุณเป็นผู้ชื่นชอบกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือกำลังมองหากิจกรรมท่องเที่ยวใหม่ ๆ อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจจากหัวใจของคนในพื้นที่

ที่มา – เริ่มแล้ว! มหกรรมวัฒนธรรมสานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี เมืองแม่กลอง

ราคาทองวันนี้ 13 ก.ย. ลดลง 50 บาท

ราคาทองวันนี้ 13 ก.ย. ลดลง 50 บาทอย่างไร

ในเช้าวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 ราคาทองวันนี้ ได้รับการประกาศปรับลดลงครั้งเดียวเมื่อเวลา 09.02 น. โดยลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 54,650 บาท ซึ่งต่างจากประกาศครั้งล่าสุดของเมื่อวานนี้

แม้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำ จะมีการปรับตัวขึ้นถึง 350 บาท แต่เมื่อเทียบกับการประกาศเมื่อวาน พบว่าในวันนี้มีการประกาศราคาทั้งหมด 4 ครั้ง โดยในระหว่างวันมีการปรับขึ้นสูงสุด 100 บาท

รายละเอียดราคาทองคำวันนี้

จากการประกาศราคาในเช้านี้ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 54,550 บาท และขายออกที่บาทละ 54,650 บาท ส่วนสำหรับทองรูปพรรณ รับซื้อที่บาทละ 53,454.16 บาท และขายออกที่บาทละ 55,450 บาท ทำให้ผู้ลงทุนต้องพิจารณาสินทรัพย์นี้เพื่อวางแผนการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านราคาทองคำ Spot ในตลาดโลกนั้น เมื่อปิดตลาดเมื่อวานราคาทองคำร่วงลงสู่บริเวณ 3,622 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ในช่วง 3,622-3,655 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าจะมีจุดสูงสุดอยู่ที่ 3,655 ดอลลาร์ แต่ก็ไม่สามารถยืนนาน

วิเคราะห์ตลาดทองคำจากสากล

ในตลาดทองคำ COMEX ซึ่งเป็นตลาดทองคำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อปิดตลาดเมื่อคืน พบว่าราคาเพิ่มขึ้น 12.80 ดอลลาร์ สู่ระดับ 3,668.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นสัปดาห์

ปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันราคาทองคำเพิ่มขึ้นคือตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า หลังจากที่ข้อมูลตลาดแรงงานในสหรัฐบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำ

ดังนั้น ราคาทองวันนี้ ที่ปรับตัวลดลงแม้จะดูเป็นผลจากการเคลื่อนไหวภายในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับตลาดโลกยังมีโอกาสตีกลับได้อีก โดยเฉพาะหาก FED ยืนยันการปรับลดดอกเบี้ย นักลงทุนควรติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้ว การติดตาม ราคาทองวันนี้ อย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่เดิมพันราคา แต่เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนตัดสินใจซื้อขายได้อย่างแม่นยำ หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มทองคำในสัปดาห์หน้า เราขอแนะนำให้รักษาข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อยู่เสมอ

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 13 ก.ย. ลดลง 50 บาท

ไทย-ยูนนาน ร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เสริมพัฒนาภูมิภาค

เมื่อเร็วๆ นี้มีการจัดกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่าง ไทย-ยูนนาน ที่ได้รับความสนใจจากหลากหลายประเทศ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ธีม “การส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่ออนาคตดิจิทัลระดับโลก” ดึงดูดผู้เข้าร่วมราว 600 คน จากทั่วโลก ทั้งจากจีน ไทย ปากีสถาน และอีกหลายประเทศ

ไทย-ยูนนาน ร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล

งานนี้มีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองฝ่ายร่วมจัด ได้แก่ สำนักอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ประจำมณฑลยูนนาน และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมกล่าวเปิดงาน ได้แก่ นายหลิว หย่ง รองผู้ว่าการมณฑลยูนนาน ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย รวมถึง นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

เปิดตัวโครงการร่วมมือใหม่

ในระหว่างงานมีการเปิดตัวโครงการต่างๆ ที่มีเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น “โครงการความร่วมมือเครือข่ายท่าเรือดิจิทัลระหว่างประเทศ” และ “แผนพัฒนาดิจิทัลสำหรับเยาวชน” พร้อมกับเปิดตัวแพลตฟอร์มบริการครบวงจรสำหรับการขยายธุรกิจดิจิทัลอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังได้มีการเสนอริเริ่มสร้าง ไทย-ยูนนาน ร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านโครงการความร่วมมือหลายประเด็น เช่น

  • ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • พันธมิตรความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวดิจิทัล
  • พันธมิตรเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพดิจิทัล

เสริมสร้างความร่วมมือ跨พรมแดน

เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางดิจิทัลอย่างลึกซึ้งในภูมิภาค มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการในหัวข้อสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ การเกษตรดิจิทัล การขนส่งและโลจิสติกส์ดิจิทัล และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชีย

จากการจัดงานครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดโอกาสในการพัฒนา(collaborative growth)ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาครุ่งเรืองขึ้นในระยะยาว

ใด้วยการร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องระหว่างไทยและยูนนาน ผลักดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลก้าวหน้า และสร้างโอกาสใหม่ในระดับทวีป นี่จึงเป็นแนวทางในการปฏิวัติเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน

มสธ.จับมือสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU

เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เพื่อพัฒนาด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในสาขาสื่อสารมวลชนและธุรกิจระหว่างไทย–จีน งานนี้จัดขึ้น ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์แกรนด์ รัชดา กรุงเทพฯ

มสธ.จับมือสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU

โดยในการลงนามครั้งนี้ มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพัทธ์ สมิตานนท์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้แทนฝ่ายมหาวิทยาลัย ขณะที่อีกฝ่ายคือ น.ส.คันธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ซึ่งเป็นตัวแทนในการลงนามเช่นกัน

เนื้อหาความร่วมมือภายใน MOU

บันทึกความตกลงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร สถานที่ และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงการจัดการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การวิจัย และการให้คำปรึกษาทางวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนและบุคลากรสามารถทำงานร่วมกันในบริบทของไทยและจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพัทธ์ กล่าวว่า การจับมือครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือที่สำคัญของ มสธ. กับภาคสื่อและธุรกิจ ที่ช่วยขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาและผู้ประกอบวิชาชีพให้มีทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต

เป้าหมายระยะยาวด้านการศึกษาไทย-จีน

จากด้าน น.ส.คันธรส ได้กล่าวเสริมอีกว่า สถาบันฯ เห็นความสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของธุรกิจและสื่อสารมวลชน เพราะจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนจีนได้ดียิ่งขึ้น

ด้าน ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจไทย–จีน กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้มีระยะเวลาในการดำเนินการถึง 5 ปี โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ และสร้างแนวทางร่วมที่ยั่งยืนในระดับวิชาการ สังคม และเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน อย่าง ดร.กำพล มหานุกูล ยังกล่าวถึงบทบาทของสมาคมในการสนับสนุนกลุ่มผู้สื่อข่าวและนักธุรกิจให้มีความเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาด้านการประสานงานของนักธุรกิจจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

“เราได้จัดหลักสูตรให้ความรู้ที่ประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว และเราจะขยายโครงการไปสู่รุ่นที่ 2 และ 3 อีกด้วย การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพของผู้สื่อข่าวไทยและกลุ่มนักธุรกิจไทย–จีน” ดร.กำพล กล่าว

การจับมือระหว่าง มสธ. และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่เสริมสร้างความเข้าใจและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างไทย–จีน ซึ่งจะสะท้อนถึงการพัฒนาองค์กรและบุคลากรในระยะยาวอย่างชัดเจน

ผู้อ่านที่สนใจเรื่องการศึกษาไทย–จีน หรือการพัฒนาองค์ความรู้ทางธุรกิจควรติดตามความเคลื่อนไหวจาก มสธ. และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เพราะอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญในอนาคต

หากคุณเป็นนักศึกษา บุคลากร หรือนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ในความร่วมมือไทย-จีน อย่าพลาดโอกาสในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่เกิดจากความร่วมมือครั้งนี้

ที่มา – มสธ.จับมือสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU เสริมความร่วมมือวิชาการ-ธุรกิจ

ปิ่น หทัยรัตน์ ยอมรับผิดกรณีเย็บแผลนักมวย

จากกรณีที่ “ปิ่น หทัยรัตน์ ณ เชียงใหม่” อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ชื่อดัง ได้ทำการเย็บแผลนักมวยนอกสถานที่ทางการแพทย์ จนก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโลกโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 นางปิ่นได้ออกมาชี้แจงและขอโทษอย่างเป็นทางการผ่านแฟนเพจ “ปิ่นหทัย” พร้อมยอมรับผิดและจะไม่ทำสิ่งดังกล่าวอีก

ปิ่น หทัยรัตน์ ยอมรับผิดกรณีเย็บแผลนักมวย

ในข้อความที่นางปิ่นโพสต์นั้น ระบุว่า “สวัสดีค่ะ ปิ่นขอออกมาชี้แจงกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นนะคะ ปิ่นขอน้อมรับทุกคำติเตียนจากทุกท่านและนำไปปรับปรุง ไม่ทำให้เกิดอีกค่ะ ชี้แจงในส่วนของที่ทุกคนเข้าใจผิด ปิ่นจบสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ค่ะ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

นางปิ่นยอมรับว่าการที่ได้ทำการเย็บแผลนักมวยที่บริเวณใบหน้าถือเป็นสิ่งที่ ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะเมื่อทำ นอกสถานที่ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดหลักวิชาชีพและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ในการเรียนแพทย์แผนไทยประยุกต์นั้น มีการสอนเรื่องการเย็บแผลเบื้องต้น แต่ควรทำภายใต้ความดูแลของแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น อย่างไรก็ตามการใช้ความรู้ไปนอกกรอบผิดสถานที่ถือว่าเป็นการละเมิดข้อกำหนดทางวิชาชีพ

การใช้คำว่า ‘หมอ’

นางปิ่นยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า เหตุที่ตนเองมักใช้คำว่า “หมอ” แทนตนเองนั้นเป็นเพราะความมั่นใจและสะดวกในการสื่อสารกับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งตนเองเข้าใจผิดว่าคำว่า หมอ เป็นการกล่าวถึงแพทย์แผนไทยประยุกต์ด้วย

  • ยอมรับผิดและขอโทษทุกฝ่าย
  • จะไม่ใช้คำว่า “หมอ” อีกต่อไป
  • ยืนยันว่าตัวเองเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์เท่านั้น

ในส่วนการเรียกว่า “หมอ” ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดนั้น นางปิ่นได้ยืนยันว่าจะไม่ใช้คำนี้อีก และจะเดินหน้าแก้ไขข้อมูลในทุกแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

นอกจากนี้ นางปิ่นได้กล่าวว่า “ขอโทษทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด ที่ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ขออภัยทุกท่านค่ะ”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแค่สร้างกระแสในโลกโซเชียล แต่ยังเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับขอบเขตวิชาชีพของแพทย์แผนไทยประยุกต์ และการใช้คำว่า “หมอ” อย่างเหมาะสมในสังคมปัจจุบัน

จากกรณีนี้ หลายคนมองว่าเป็นบทเรียนสำคัญทั้งต่อตัวบุคคลและสังคม โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ที่ควรใช้ความรู้และอิทธิพลอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้รับอันตราย

ที่มา – ‘ปิ่น หทัยรัตน์’ ชี้แจงกรณีเย็บแผลนักมวยนอกสถานที่ ยอมรับผิดและขอโทษทุกฝ่าย

2 โปรสาวไทยเจ๋ง! รั้ง 1-2 ศึกกอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์

การแข่งขันกอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์ รายการ “โครเกอร์ ควีน ซีตี แชมเปียนชิพ พรีเซ็นเต็ด บาย พี แอนด์ จี” รายการสำคัญที่แย่งชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 63.3 ล้านบาท) ที่สนาม TPC River’s Bend ใกล้เมืองซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นเวทีที่นักกอล์ฟจากทั่วโลกพากันเข้าร่วมแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งแชมป์และเงินรางวัลสูงสุด

2 โปรสาวไทยเจ๋ง! รั้ง 1-2 ศึกกอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์

ภายหลังการแข่งขันในรอบที่สอง สิ่งที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกต้องจับตามองก็เริ่มผุดขึ้นในชื่อของ “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน นักกอล์ฟสาวชาวไทยอันดับ 40 ของโลก ที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จากการบุกทำสกอร์อีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 สกอร์รวม 13 อันเดอร์พาร์ 131 ยังคงรั้งตำแหน่งผู้นำของการแข่งขันในรายการนี้ได้อย่างมั่นคง

ขณะเดียวกันยังมีอีกหนึ่งโปรสาวไทยที่เริ่มเปล่งประกายออกมาในรอบนี้ “โปรจีโน” อาฒยา ฐิติกุล เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอถึง 5 รายการ และเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ที่ปัดตบเข้าให้ได้ดีในรั้วสอง ทำสกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 64 รวมสกอร์ 11 อันเดอร์พาร์ 133 กระโจนขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ร่วม โดยตามหลังชเนตตีอยู่ 2 สโตรกเท่านั้น

รายชื่อโพรไทยในรายการ

นอกจากสองอันดับแรกที่เรียกได้ว่าเป็นของคนไทยแล้ว ยังมีนักกอล์ฟสาวชาวไทยรายอื่นๆ ที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจดังนี้:

  • “白癜รวน” พรอนงค์ เพชรล้ำ ทำสกอร์ 5 อันเดอร์พาร์ 139 อยู่อันดับ 31 ร่วม
  • “โปรว่าน” จารวี บุญจันทร์ และ “โปรจัสมิน” ธิฎาภา สุวัณณะปุระ ทำสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 140 แบ่งกันอยู่อันดับ 42 ร่วม
  • “โปรเปียโน” อาภิชญา ยุบล สกอร์รวม 3 อันเดอร์พาร์ 141 อยู่อันดับ 51 ร่วม
  • “โปรแพตตี” ปภังกร ธวัชธนกิจ มีสกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 142 อยู่อันดับ 63 ร่วม

ด้าน“โปรแจน” วิชาณี มีชัย ทำสกอร์รวม 2 โอเวอร์พาร์ 146 ไม่ผ่านการตัดตัวในการแข่งขันครั้งนี้

ฟอร์มของโปรสาวไทยตัวเก่ง 2 คนนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดและการเติมเต็มความภาคภูมิใจให้กับวงการกอล์ฟไทย ซึ่งประเทศเราถือว่าพัฒนามาไกลในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับนักกอล์ฟรุ่นเยาว์ให้ฝึกฝนสมัครเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

อย่าลืมติดตามผลงานนักกอล์ฟไทยทั้งหลายในรอบต่อไป และเชียร์ผ่านทีวีหรือช่องทางออนไลน์ตามแพลตฟอร์มต่างๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟก็อย่าพลาด!

ที่มา – 2 โปรสาวไทยเจ๋ง! รั้ง 1-2 ศึกกอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์