ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เอสเอ็มอีชง 5 ข้อต่อลมหายใจธุรกิจคนตัวเล็ก

สมาคมเอสเอ็มอีไทยภายใต้การนำของนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนจำนวน 5 ข้อ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อย และรายย่อย ภายในระยะเวลาเพียง 4 ถึง 6 เดือน เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ของเศรษฐกิจมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก

เอสเอ็มอีชง 5 ข้อต่อลมหายใจธุรกิจคนตัวเล็ก

นายณพพงศ์กล่าวว่าปัจจุบันธุรกิจพื้นฐานกำลังเผชิญกับความท้าทายหลัก ๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังคงเปราะบาง สภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่คับข้อง ภาระหนี้ธุรกิจและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงถึงร้อยละ 88 รวมไปถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากจีนที่ลุกโชนเข้ามาในทุกช่องทาง ทั้งแฟรนไชส์ เว็บไซต์ออนไลน์ และตลาดท้องถิ่น หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและทันท่วงที อาจทำให้ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากถูกบีบให้ล้มละลาย

แนวทางช่วยเหลือจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า สมาพันธ์เอสเอ็มอีได้จัดทำนโยบายสำคัญเร่งด่วนโดยหวังให้ภาครัฐสามารถเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจังและทันท่วงที มีรายละเอียดดังนี้

  • 1. ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงรุกภายนอกรัฐบาลและภายในสังคมของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความมั่นใจของผู้ประกอบการ
  • 2. กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านโครงการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวกจากประชาชนทั้งในแง่การใช้จ่ายและผลักดันจากเหล่าผู้ประกอบการ
  • 3. เพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนสำหรับรายย่อย โดยเสนอให้มีการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนผ่านธนาคารออมสิน เป็นวงเงิน 100,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 3–3.5% และมีการแบ่งสรรวงเงิน 20,000 ล้านบาทสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ถูกตัดจากระบบการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
  • 4. พักการชำระหนี้ธุรกิจเล็กเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้มีเวลาในการปรับตัวและกลับมายืนหยัดในตลาดอีกครั้ง
  • 5. จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจฐานราก โดยเปิดเวทีให้ภาคเกษตรกรรมและภาคท่องเที่ยวสามารถแสดงเสียงและแบ่งปันแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างตรงประเด็น

“มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการแจกเงินหรือให้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่สำคัญกว่านั้นคือเป็นโอกาสใหม่ในการให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถดำรงอยู่และสู้กับคู่แข่งได้อย่างเท่าเทียม หากภาครัฐพร้อมปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง ก็จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมามีชีวิตชีวา มีความอบอุ่นและเป็นหลักประกันที่เข้มแข็งสำหรับประชาชนทั่วไป”

เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ควรให้ความสำคัญกับกลุ่ม бизнесเล็ก ๆ ส่องพาประเทศสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายย่อย อย่าล้าที่จะติดตามข่าวสารแนวโน้มการดำเนินนโยบายเพื่อเตรียมตัวพร้อมรับโอกาสใหม่ ๆ

ที่มา – เอสเอ็มอีชง 5 ข้อต่อลมหายใจธุรกิจคนตัวเล็ก ขอรัฐบาลใหม่ทำทันทีใน 4 เดือนนี้

พาณิชย์ปทุมธานีติวเข้มผู้ประกอบการ เสริมเทคนิคการตลาดออนไลน์

เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ที่ทันสมัยและสามารถปรับใช้ได้จริง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ได้จัดกิจกรรมพาณิชย์ปทุมธานีติวเข้มผู้ประกอบการ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้าตลาดออนไลน์ ขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมทินิดี จังหวัดปทุมธานี

พาณิชย์ปทุมธานีติวเข้มผู้ประกอบการ

กิจกรรมในครั้งนี้เน้นการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์มากความสามารถ ผู้ประกอบการกว่า 100 ราย ที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้รับการถ่ายทอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ตั้งแต่การสร้างคอนเทนต์ดึงดูดผู้ชม การใช้ระบบ AI ในการวางแผนการตลาด และเทคนิคการไลฟ์สดให้มีประสิทธิภาพ

ยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการจัดกิจกรรมว่า ‘การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การอบรมด้านการตลาดในวันนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจในกลไกตลาด เพื่อสามารถสร้างแบรนด์และเรื่องราวให้กับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น’

นอกจากนี้ นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการให้มีความพร้อมในการแข่งขันในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ‘เราเชื่อว่า ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ด้านการตลาดยุคใหม่และสามารถใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและขยายตลาดได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของจังหวัด’

เทคนิคที่ผู้ประกอบการได้รับจากการอบรม

  • การทำตลาดออนไลน์สมัยใหม่: การวางแผนกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
  • การสร้างตัวตนของแบรนด์บนโลกออนไลน์: การสร้างเรื่องราวของสินค้าและการใช้โซเชียลมีเดียให้มีประสิทธิภาพ
  • การใช้ CAPCUT: การตัดต่อวิดีโออย่างมืออาชีพผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายและแพร่หลาย
  • การใช้งาน AI: เทคนิคการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างคอนเทนต์และจัดการแคมเปญโฆษณา
  • การไลฟ์สดอย่างมืออาชีพ: ทักษะการจัดการไลฟ์สดให้มีประสิทธิภาพและการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิผล

กิจกรรมพาณิชย์ปทุมธานีติวเข้มผู้ประกอบการในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในด้านการส่งเสริมศักยภาพของธุรกิจท้องถิ่นของจังหวัด โดยมุ่งสร้างและพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ tantoในเชิงเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะยังสามารถส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้เป็นการลงทุนในศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์ของจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ประกอบการรายใหม่หรือต้องการพัฒนาธุรกิจของตัวเอง ลองนำเทคนิคและกลยุทธ์ที่ได้จากกิจกรรมนี้ไปปรับใช้ คุณอาจพบความสำเร็จที่ไม่รู้จักจุดหยุด

ที่มา – พาณิชย์ปทุมธานีติวเข้มผู้ประกอบการ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้าตลาดออนไลน์

สมัชชายูเอ็นรับรองปฏิญญานิวยอร์กหนุนสองรัฐ

สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ได้รับรอง ปฏิญญานิวยอร์ก ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่านการแก้ปัญหาแบบ “สองรัฐ” โดยมีข้อกำหนดสำคัญว่า กลุ่มฮามาสต้องยุติการปกครองในกาซาและปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติสงครามอย่างถาวรในเขตริมตลิ่งกาซา

สมัชชายูเอ็นรับรอง “ปฏิญญานิวยอร์ก” หนุนสองรัฐ

ในวันที่ 13 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา สมัชชายูเอ็นจีเอได้มีมติรับรอง ปฏิญญานิวยอร์กเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์ ด้วยการดำเนินการตามแนวทางสองรัฐ โดยเนื้อหาแสดงถึงความเห็นพ้องของประเทศสมาชิกยูเอ็นจำนวน 142 ประเทศ ที่สนับสนุนแนวทางสันติในการแก้ไขปัญหา รวมถึงประณามการโจมตีกลุ่มพลเรือนโดยกลุ่มฮามัสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

เนื้อหาของ ปฏิญญานิวยอร์ก ยังระบุถึงความต้องการให้มี “การดำเนินการร่วมกันเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา” พร้อมทั้งสนับสนุนแนวคิดของการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีเอกราชและมีอธิปไตยภายใต้หลักการสองรัฐ ที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากรัฐบาลโลกจำนวนมาก

ประเทศสมาชิกร่วมลงนามสนับสนุน

ในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ปฏิญญานิวยอร์ก ได้รับการรับรองจากสันนิบาตอาหรับ และมีประเทศสมาชิกยูเอ็นรวม 17 ประเทศร่วมลงนาม เพื่อผลักดันแนวทางใหม่ในการลดบทบาทของกลุ่มฮามัสจากการเมืองในกาซา และให้อำนาจในการฟื้นฟูเขตริมตลิ่งแก่รัฐบาลปาเลสไตน์อย่างแท้จริง

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกยูเอ็นกว่า 145 ประเทศให้การยอมรับรัฐบาลดีน (Palestine) ในฐานะ “ประเทศสมาชิกสังเกตการณ์” อย่างเป็นทางการ ขณะที่ประเทศใหญ่ระดับโลก เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคนาดา ประกาศเจตจำนงจะรับรองสถานะรัฐของปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในช่วงการประชุมยูเอ็นจีเอที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่ช้า

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอใน ปฏิญญานิวยอร์ก ให้มีการจัดตั้งภารกิจรักษาเสถียรภาพชั่วคราวระหว่างประเทศในกาซา โดยจะดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

เป็นที่น่าสังเกตว่ามติครั้งนี้เป็นผลจากการเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกของประเทศสมาชิกโลกที่เห็นว่าแนวทางสองรัฐคือทางสุดท้ายในการบรรลุความสงบสุขในภูมิภาค และยืนยันถึงความจำเป็นในการคืนความมั่นคงและเสรีภาพให้กับประชาชนในกาซาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปะทะทางทหารอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย การผ่านมติ ปฏิญญานิวยอร์ก ที่ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากประเทศสมาชิกโลก แสดงให้เห็นถึงการก้าวไปข้างหน้าของความพยายามในการแก้ไขปัญหาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลอย่างสันติ แม้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและอุปทานทางการเมืองจำนวนมาก

หากท่านสนใจติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบของ ปฏิญญานิวยอร์ก อย่างใกล้ชิด ติดตามเราได้ที่บล็อกรายวันเพื่อรับข่าวสารที่สำคัญและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – สมัชชายูเอ็นรับรอง “ปฏิญญานิวยอร์ก” หนุนสองรัฐ กดดันฮามาสยุติอำนาจในกาซา

มือสังหารชาร์ลีเคิร์กจับหลังสารภาพกับพ่อ

กรณีการลอบสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก นักกิจกรรมการเมืองฝ่ายขวาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ที่ถูกลอบยิงระหว่างการปราศรัยที่มหาวิทยาลัยยูทาห์แวลลีย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ได้คลี่คลายลงแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ

มือสังหารชาร์ลีเคิร์กจับหลังสารภาพกับพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตันว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ ได้แถลงข่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวนายไทเลอร์ โรบินสัน อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุลอบยิงสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก อายุ 31 ปี

หลังเกิดเหตุการณ์ไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้ภายใน 33 ชั่วโมง ซึ่งความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากครอบครัวของโรบินสัน ทำให้กระบวนการจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยครอบครัวได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ว่า เขายอมรับกับบิดาตนเองว่าเป็นผู้ลงมือก่อคดีเสียหายครั้งนี้

บริบทของเหตุการณ์

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในมหาวิทยาลัย พบว่า นายไทเลอร์ โรบินสัน เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุล่วงหน้าประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนที่ชาร์ลีเคิร์กจะเริ่มปราศรัย ทั้งนี้ โรบินสันระบุกับสมาชิกในครอบครัวว่า ชาร์ลีเคิร์กเป็นชายที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และเผยแพร่ความเกลียดชังผ่านข้อความต่างๆ

  • การลอบฆาตกรรม
  • การติดตามตัวผู้ต้องสงสัย
  • ปฏิกิริยาของสังคม

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สอบสวนยืนยันว่า โรบินสันเป็นผู้ก่อเหตุเพียงลำพัง และจะมีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อไป เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงที่กระทบต่อความสงบสุขของสังคม

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังแถลงถึงความต้องการให้จับกุมผู้ก่อเหตุได้เร็วที่สุด และได้เรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิตต่อผู้กระทำผิดตาม มือสังหารชาร์ลีเคิร์กจับหลังสารภาพกับพ่อ

ทว่า ข่าวการจับกุมผู้ก่อเหตุครั้งนี้ ถูกเปิดเผยครั้งแรกทางโซเชียลมีเดียโดยประธานาธิบดีผู้นำสหรัฐเองก่อนจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายชาร์ลีเคิร์ก เป็นหนึ่งในนักกิจกรรมการเมืองฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียง โดยสร้างฐานเสียงให้กับผู้สนับสนุนจนได้รับความนิยมในหมู่เยาวชนก่อนการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว

มือสังหารชาร์ลีเคิร์กจับหลังสารภาพกับพ่อ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นในสหรัฐ โดยศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSI) ระบุว่า เหตุการณ์ทำร้ายเจ้าหน้าที่และข่มขู่ผู้สมัครทางการเมืองมีมากกว่า 25 ครั้ง ระหว่างปี 2016 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็นตัวเลขที่สูงกว่าในช่วง 2 ทศวรรษก่อนหน้าหลายเท่า

ในทางการเมือง กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์ความรุนแรง แต่สื่อถึงความเสื่อมโทรมของค่านิยมประชาธิปไตยที่ควรอยู่บนความเคารพต่อกฎหมายและการแสดงออกทางความคิด

การสังหารครั้งนี้คงเป็นบทเรียนให้ผู้นำของทุกฝ่ายตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่สร้างความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นการปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง

ที่มา – มือสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนจับหลังสารภาพกับพ่อ ทรัมป์เรียกร้องโทษประหาร

สมการรอคอยซีนุนิว คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 ฟินสุดใจ

แฟนคลับของ ซี พฤกษ์ พานิช และ นุนิว ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ ต้องตื่นเต้นกันให้ดี เพราะหลังจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของคอนเสิร์ตครั้งแรก สุดท้ายก็มาถึงคิวของการกลับมาอีกครั้งในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 กับ สมการรอคอยซีนุนิว ที่จะมาเติมเต็มความรักในแบบอบอุ่นและร้อนแรงในทุกองศา

สมการรอคอยซีนุนิว เปิดฉากความฟินสุดมันส์

ภายใต้ชื่อการแสดง “ZeeNuNew 2nd Concert ‘CRAZY IN LOVE’” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี งานนี้ถือเป็นเวทีที่นักเลงหัวใจต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะทั้งสองหนุ่มจะพาแฟนๆ ไปสัมผัสกับพลังของความรักที่มีชีวิตชีวาผ่านบทเพลงสุดฮิตและมิวสิคครบทุกรสชาติ

CRAZY IN LOVE ความฟินระดับ MAXIMUM

งานนี้มีอะไรให้แฟนๆ ลุ้นกันบ้าง? เริ่มตั้งแต่การแสดงที่เต็มไปด้วยช็อตสุดโรแมนติก ไปจนถึงฉากที่มีการเล่นดนตรีสด การเต้น และท่าทางที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือประกายความรักระหว่างซีและนุนิวที่ล้นออกมาอย่างชัดเจนผ่านทุกช่วงของการแสดง

  • บทเพลงเพราะๆ จากทั้งสองคนรวมถึงฮิตติดชาร์ต
  • ผลิตชั่นแสง สี เสียงในสุดอลังการ
  • แขกรับเชิญเซอร์ไพรส์ที่คุณคาดไม่ถึง
  • เวทีหนึ่งเดียวที่ทุกความรักจะได้ถูกต้อนรับ

นอกจากความบันเทิงที่จัดเต็มแล้ว งานนี้ยังเน้นประสบการณ์ของแฟนๆ อย่างเต็มที่ด้วยสเปกตacular ทุกรายละเอียดของเวทีตั้งแต่เวทีย้อนยุคไปจนถึงการตกแต่งภายในที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคที่ความรักยังคงคงอยู่ตลอดกาล

สมการรอคอยซีนุนิว ไม่ได้มีแค่บทเพลงและพิธีกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งความรักที่เรารอคอยกันมา “CRAZY IN LOVE” ยังคือพยานของเรื่องราวความรักที่แท้จริง และเชื่อว่าจะสร้างความทรงจำให้แก่ทุกคนที่เข้าร่วมอย่างแน่นอน

และสำหรับใครที่พลาดโอกาสในครั้งแรก ก็อย่าให้พลาดโอกาสอีกครั้ง เพราะครั้งนี้รายการตั้งใจที่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการเพลงไทย เรียกได้ว่าตั้งตารอสายตาของแฟนๆ กันทั่วประเทศก็毫不夸张地说,这次不仅是演唱会,更是一段爱的旅程,值得每一个热爱音乐与浪漫的人踏出脚步。

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th และแพลตฟอร์มของ Daily News ทุกช่องทาง

ที่มา – สมการรอคอย “ซี-นุนิว” เตรียมแลนดิ้งความสนุกสุดฟินในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้ง 2 ทำแฟนๆตื่นเต้นรอรัวๆ

อดีตประธานศาลฎีกาเนปาลสาบานตน รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ

กรณีพิเศษในวงการการเมืองของประเทศเนปาล เมื่อ อดีตประธานศาลฎีกาเนปาลสาบานตน เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลมีมาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ทำให้ประชาชนทั่วไป แต่เฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่น ตื่นตัวและลุกฮือออกมาประท้วงอย่างรุนแรง

อดีตประธานศาลฎีกาเนปาลสาบานตน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน สำนักงานข่าวกรองรายงานว่า ประธานาธิบดีราม จันทรา พาเดล ได้เป็นผู้กล่าวสาบานตนให้แก่ นางสุชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา เพื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงกาฐมาณฑุ โดยมีสักขีพยานจากอดีตผู้นำ นักการทูต ทหาร และตัวแทนผู้ประท้วง ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทหนักหน่วงของผู้ดำรงตำแหน่งทางกฎหมายระดับสูงในการพัฒนารัฐบาลในภาวะวิกฤต

ความเคลื่อนไหวทางการเมือง

นางคาร์กี วัย 73 ปี เป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งทั้งในศาลฎีกาและนายกรัฐมนตรีของเนปาล ในฐานะผู้นำใหม่ของรัฐ เธอได้มอบกฤษฎีกายุบสภาและลงนามกับประธานาธิบดี พร้อมประกาศวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นโอกาสให้ประชาชนมีเสียงในการเลือกผู้แทนอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตึงเครียดทางสังคม และความไม่พอใจของประชาชนต่อการใช้อำนาจของรัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกผ่านสื่อดิจิทัล ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ

  • ผู้เสียชีวิตกว่า 50 ราย
  • ผู้บาดเจ็บหลายพันราย
  • นักโทษหลบหนีกว่า 13,500 คนจากเรือนจำทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ดุเดือดทำให้เกิดความวุ่นวายหลายด้าน รวมถึงการแทรกแซงของกองทัพ และความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ความปลอดภัยภายในประเทศกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของเนปาลอย่างชัดเจน ซึ่งตามข้อมูลจากธนาคารโลก จีดีพีต่อหัวของประเทศอยู่ที่ประมาณ 1,447 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอัตราการว่างงานของวัยรุ่นอยู่ในระดับสูงถึงหนึ่งในห้าของประชากร

ทั้งนี้ การมี อดีตประธานศาลฎีกาเนปาลสาบานตน มารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญวิกฤตหนักหนา ถือเป็นภาพสะท้อนถึงความพยายามในการฟื้นคืนเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารประเทศภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของเธอจะทำให้สถานการณ์สงบลงไปได้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นคำถามที่ต้องจับตามองกันต่อไป

เครดิตภาพ : AFP

ทดนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของเนปาล หากความมุ่งมั่นของ อดีตประธานศาลฎีคาเนปาลสาบานตน สามารถเปลี่ยนผ่านวิกฤตสู่เสถียรภาพได้จริง ด้วยการยกระดับความโปร่งใส การเปิดเผย สิทธิเสรีภาพ และการสร้างเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและเข้าถึงเยาวชนได้อย่างแท้จริง

หากคุณติดตามเรื่องราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเอเชีย เชิญติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจและสำคัญที่สุด

ที่มา – อดีตประธานศาลฎีกาเนปาลสาบานตน รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ

วัดใจ สว.สีน้ำเงิน หลังจัดตั้งรัฐบาล

การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยังคงอยู่ในช่วงการตัดสินใจ โดยเฉพาะ รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายตำแหน่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา หนึ่งในตำแหน่งที่ได้รับความสนใจคือ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” ซึ่งจะต้องดูแลประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่ต้องเร่งเคลียร์ ทั้ง คดี “ฮั้ว สว.” ฟอกเงิน อั้งยี่ และ ปัญหาที่ดินเขากระโดง ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของภาครัฐ

ล่าสุดมีข้อมูลว่า “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” อดีตรอง ผบช.ภาค 3 อาจถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งดังกล่าว แทน “พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล” ที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้ การเสนอชื่อบุคคลที่มีประวัติในสายงานด้านความมั่นคงอาจเป็นตัวเลือกที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญ โดยอาจต้องการให้ตำแหน่งนี้เคลียร์คดีสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัดใจ สว.สีน้ำเงิน ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อีกประเด็นร้อนแรงที่ต้องใช้ “วัดใจ สว.สีน้ำเงิน” อย่างรอบคอบคือ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยเฉพาะหมวด 15/1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลในอนาคตต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากต้องการเสียง สว. 2 ใน 3 เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขผ่านพ้นเรียบร้อย

เสียงที่ขาดไม่ได้จาก สว.สีน้ำเงิน

ขณะนี้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล มีการเจรจากับพรรคต่างๆ ทั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชน.) เพื่อหาข้อพ้องใจในประเด็นการแก้ไข รธน. อย่างไรก็ตาม พรรค พท. ซึ่งมีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวนมาก ยังไม่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะให้การสนับสนุนหรือคัดค้านร่างดังกล่าว หากไม่ได้รับคำประกันที่ชัดเจน

ยังมีประเด็นสำคัญอื่นที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาล อาทิ ประเด็นที่ดินเขากระโดง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการพิเศษ และมีผลกระทบต่อหน่วยงานหลายภาค ทั้ง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ กรมที่ดิน ด้าน “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ระบุว่า การดำเนินการกรณีดังกล่าวต้องมีความชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล
  • พรรคประชาชนและเพื่อไทยเห็นพ้องในการแก้รธน. บางประเด็น
  • พรรคเพื่อไทยยังสงวนท่าที
  • ต้อง “วัดใจ สว.สีน้ำเงิน” ที่มีอำนาจยับยั้งร่าง

นอกจากนี้ยังมีการเสนอชื่อบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับ พรรคภูมิใจไทย เข้ารับตำแหน่งภาครัฐ เช่น กรณี “น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล” มีชื่อเข้าชิงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ซึ่งเป็นบุตรสาวของขุนพลท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าจะเกิดการแบ่งโควตาตามภูมิภาค แน่นอนว่าจะมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ซึ่งอาจกระทบต่อการตัดสินใจขอ ลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากฝ่ายค้าน

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ต้อง “วัดใจ สว.สีน้ำเงิน” ต่อไปคือ การเสนอแก้ไขมาตรา 256 ที่จะตัดบทบาท สว. ในการชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากแตะเรื่องอำนาจหน้าที่ของ สว. เอง ซึ่งหากเสนอออกมาอาจทำให้ สว. ต้องเลือกระหว่างสิทธิและหน้าที่ จึงต้องดูว่าทัศนคติของ สว.สีน้ำเงิน จะเป็นอย่างไร

เข้าใจได้ว่าขณะนี้ ทั้งผู้บริหารพรรค การเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สว.ต่างตระหนักดีถึงภารกิจใหญ่ที่รออยู่ ดังนั้นทุกส่วนต้องมีบทบาทรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่มี “สละอำนาจ” ประเทศจะต้องเผชิญกับวิกฤติ รัฐธรรมนูญซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นความหายนะต่อเสถียรภาพโดยรวม

ในท้ายที่สุด การ “วัดใจ สว.สีน้ำเงิน” ไม่ใช่เพียงการสังเกตท่าที แต่เป็นการหาจุดเชื่อมโยงว่าความเห็นของ สว.จะไปทางไหนเมื่อต้องตัดสินใจในวาระสำคัญของประเทศ

รัฐบาลชุดใหม่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ความท้าทายได้เริ่มแล้ว และสิ่งที่ประชาชนต้องการคือความจริงจังในการบริหารรางสีน้ำเงินทางการเมืองอย่างเป็นประโยชน์แก่สังคม

ที่มา – วัดใจ “สว. สีน้ำเงิน”

คุณรู้ไหม‘ก๋วยเตี๋ยว’ 5 เมนูยอดฮิต แฝงด้วยโซเดียม?

วันนี้ “เดลินิวส์” ขอนำเสนอข้อมูลจาก กรมอนามัย เรื่องเมนู “ก๋วยเตี๋ยว” ที่หลายคนนิยมบริโภคในทุกมื้อไม่ว่าจะเช้า กลางวัน เย็น หรือดึกดื่น ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่หาซื้อง่ายและรสชาติถูกใจหลาย ๆ คน แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าเมื่อทานบ่อย ๆ แล้วมันจะมีผลกับสุขภาพอย่างไร?

นอกจากรู้จักส้มตำแล้ว “ก๋วยเตี๋ยว” ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยมที่ให้ปริมาณ โซเดียมสูง โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนที่ชอบกินน้ำซุปจนหมดชาม หรือรับประทานบ่อยในแต่ละวัน ทั้งที่ร่างกายของเรานั้นควรได้รับ โซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือมื้อละไม่เกิน 700 มิลลิกรัมเท่านั้น

คุณรู้ไหม‘ก๋วยเตี๋ยว’ 5 เมนูยอดฮิต แฝงด้วยโซเดียม?

หากคุณเป็นแฟนตัวยง “ก๋วยเตี๋ยว” เรามาดูกันว่า 5 เมนูได้รับความนิยมมีปริมาณ โซเดียมอยู่ในระดับใด และควรระวังอย่างไรในการบริโภค

1. ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส

ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส 1 ชาม (ปริมาณ 500 กรัม) มีปริมาณโซเดียมอยู่ที่ 1,406 – 2,397 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะถ้าคุณดื่มน้ำซุปครึ่งชามขึ้นไป

2. ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่ตุ๋น

สำหรับ ก๋วยเตี๋ยวหมูหรือไก่ตุ๋น 1 ชาม มีโซเดียมไม่ต่ำกว่า 1,782 – 2,072 มิลลิกรัม ถือเป็นเมนูที่มีน้ำซุปเป็นสัดส่วนเยอะและมักมีการใช้ซอสปรุงแต่งรส ทำให้ปริมาณโซเดียมเพิ่มขึ้น

3. ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก

เมนู ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก 1 ชาม มีโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 2,104 – 2,316 มิลลิกรัม การใส่เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หรือเนื้อเป็ดผสมกับผักสด ทำให้ต้องมีน้ำซุปหรือซอสปรุงเพิ่มเติม จึงสะสมโซเดียมสูง

4. ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก็ถือว่าเป็นเมนูยอดฮิตที่มีรสชาติจัดจ้าน 1 ชาม (500 กรัม) มีปริมาณโซเดียมตั้งแต่ 1,304 – 2,862 มิลลิกรัม ขึ้นอยู่กับระดับความเผ็ดและความเข้มข้นของรสชาติในน้ำซุป

5. ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ

สุดท้ายคือเมนู “เย็นตาโฟ” ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก 1 ชามก็มีโซเดียมสูงมาก อยู่ที่ 2,233 – 2,723 มิลลิกรัม เพราะเป็นเมนูที่มี “น้ำแดง” และซอสหลายชนิดผสมอยู่ในการปรุง

สรุประยะทาง ว่า “ก๋วยเตี๋ยว” ทั้ง 5 เมนูนี้แฝง โซเดียมสูง กว่าที่ร่างกายควรได้รับใน 1 มื้อ หากบริโภคติดต่อกันเป็นประจำ อาจเป็นภัยต่อสุขภาพระยะยาว เช่น ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

ดังนั้น แนะนำให้ลดการรับประทานน้ำซุป หรือเลือกขอ “ไม่ใส่น้ำซุป” และหลีกเลี่ยงการกินหมดชาม นอกจากนี้ ควรควบคุมปริมาณการรับประทานให้เหมาะสม และเลือกร้านที่มีส่วนผสมสะอาด

ด้วยรักและห่วงใย อยากให้คนไทยสุขภาพดี จาก กรมอนามัย อย่าลืมกดติดตาม Facebook กรมอนามัย เพื่อติดตามซีรีย์สาระสุขภาพจากเรา https://www.facebook.com/anamaidoh และอีกหนึ่งช่องทาง เพื่อ ติดตามสาระความรู้สุขภาพควบคู่ไปกับความบันเทิง เพิ่มเติมได้ที่ https://www.tiktok.com/@health.anamai.thailand และ https://www.tiktok.com/@healthyoffice.thailand

สุขภาพดีเริ่มที่ตัวคุณ บอกเมนูไหนที่คุณชอบกินที่สุดได้เลยในคอมเมนต์ด้านล่างเลย

ที่มา – คุณรู้ไหม‘ก๋วยเตี๋ยว’ 5 เมนูยอดฮิต แฝงด้วยโซเดียม?

กทม.ปริมณฑลฝนตกหนักร้อยละ 70 อีสาน-ตอ.ระวังฝนสะสม

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศของประเทศไทยในช่วงนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยมี กทม.ปริมณฑลฝนตกหนักร้อยละ 70 ซึ่งสูงมาก จนอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจึงควรเตรียมความพร้อมและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงไว้ล่วงหน้า

กทม.ปริมณฑลฝนตกหนักร้อยละ 70 อีสาน-ตอ.ระวังฝนสะสม

จากข้อมูลการพยากรณ์อากาศ ระบุว่าบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้เกือบทุกพื้นที่ ร้อยละ 70 ของพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดใกล้เคียง เช่น นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ก็จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ประชาชนควรระวังภาวะอันตรายเช่น น้ำท่วมและดินถล่ม ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ประสบปัญหาฝนตกสะสมเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีฝนตกในพื้นที่หลายจังหวัด

อันตรายจากฝนตกหนักที่ต้องรู้

เมื่อมี กทม.ปริมณฑลฝนตกหนักร้อยละ 70 ต่อเนื่องในช่วงหลายวัน ความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันซึ่งเกิดขึ้นอย่างกระทันหันและมักไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น น้ำท่วมใต้ดิน ถนนจมน้ำ รวมไปถึงอันตรายจากการจราจรมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่ดี การติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาและระมัดระวังตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • ตรวจสอบข่าวสารอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นประจำ
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ประจำบ้าน เช่น ไฟฉาย วิทยุ น้ำดื่ม และอาหารแห้ง
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงฝนตกหนัก
  • ติดตามข่าวแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ผู้คนในพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ก็ควรมีความระมัดระวัง เนื่องจากมีการพยากรณ์ฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางพื้นที่ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงจากคลื่นลมแรงในทะเลอันดามันและอ่าวไทย นักท่องเที่ยวและชาวเรือควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

ในบริเวณ ภาคกลาง รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงกับกทม.อื่นๆ ก็ยังคงมีฝนตกในหลายพื้นที่ในช่วงเช้าและบ่าย โดยเฉพาะจังหวัด เช่น อ่างทอง สุพรรณบุรี และลพบุรี

พยากรณ์ในภาพรวมของประเทศคือสภาพอากาศที่ยังไม่มั่นคง จึงขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ การมีสติและเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ คือแนวทางที่ดีที่สุดในช่วงฤดูฝน

หากคุณมีครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมแจ้งเตือนและดูแลกันให้ปลอดภัย ความคาดเดาได้ของสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การเตรียมตัวที่ดีสามารถลดความเสียหายลงได้อย่างมาก

ที่มา – “กทม.-ปริมณฑล” ฝนตกหนักร้อยละ 70 “อีสาน-ตอ.” ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม

เดลินิวส์ 13 ก.ย. ‘สุชาติ’ ทิ้งทวน-สั่งสอบเจ้าคุณเก๋น

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 13 ก.ย.2568 มาพร้อมกับข่าวเด่นหลายประเด็นร้อนแรง ที่ประชาชนควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหัวข้อแรกที่สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของรัฐบาลภายใต้การนำของ ‘สุชาติ’ ที่ได้สั่งการตรวจสอบเจ้าคุณเก๋น เจ้าอาวาสวัดโสธร หลังพบความเกี่ยวข้องกับกรณีพัวพันสีกา

เดลินิวส์ 13 ก.ย. ‘สุชาติ’ ทิ้งทวน-สั่งสอบเจ้าคุณเก๋น

หนึ่งในข่าวสะ sensation ที่ครอบครัวประชาชนจับตามองในวันนี้คือ กรณีที่รัฐมนตรีสุชาติ ได้ตัดสินใจทิ้งทวนคำสั่งภายในพรรคพลังก้าวใหม่ และออกคำสั่งสอบเข้มเจ้าคุณเก๋น เจ้าอาวาสวัดโสธร ซึ่งมีข่าวว่าตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับกรณีการพัวพันทางธุรกิจสีกา เรื่องราวนี้ได้รับการติดตามจากสาธารณะอย่างมาก

จับตาผลสอบภายใน 1 สัปดาห์

คาดว่าผลการสอบสวนกรณีเจ้าคุณเก๋นจะทราบได้ชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งหากมีความผิดจริง อาจส่งผลกระทบต่อทั้งศาสนสถานและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากวัดโสธรถือเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและมีอิทธิพลในวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าคณะกรรมการวัดบางคลาน ได้ซุกซ่อนเงินจำนวนมากไว้ในบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาส และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผิดปกติไปยัง信眾 ทำให้มีการสั่งสอบอย่างละเอียดอีกประเด็นหนึ่ง

  • สอบ สุชาติ สั่งตรวจสอบเจ้าคุณเก๋น
  • ตรวจสอบคณะกรรมการวัดบางคลาน
  • กรณีเงินซุกซ่อนบัญชีส่วนตัวเจ้าอาวาส

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นทางการเมืองอีกหลายด้าน เช่น ร่างรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อ ซึ่ง นายสมคิด หัวหน้าพรรคพลังแห่งแผ่นดินไทย ได้ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ด้าน อาจไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด ขณะที่ อนุทิน ผู้นำพรรคก้าวไกล กลับมาเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข หลังจากพัก 2 เดือน

ส่วนในแง่ของสถานการณ์ความมั่นคง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายงานว่า มีแรงงานข้ามชาติชาวพม่าเข้ามาซุกซ่อนเป็นจำนวนมากในป่าชายเขา และพื้นที่ใกล้เขตแดน โดยมีการซุ่มปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายใต้ โดยมีการยึดอาวุธและยุทธปัจจัยจำนวนหนึ่ง

หากคุณกำลังมองหารายละเอียดข่าวที่ครอบคลุมและเป็นกลาง หนังสือพิมพ์เดลินิวส์คือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะในวันเสาร์ที่ 13 และวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันสำคัญของการปฏิบัติราชการและเหตุการณ์ในประเทศ

อย่าลืมติดตามประสบการณ์ข่าวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดแบบใกล้ชิด ด้วยการซื้อหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หรืออ่านได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการก่อนใคร

ที่มา – เดลินิวส์ 13 ก.ย.’สุชาติ’ทิ้งทวน-สั่งสอบ เจ้าคุณเก๋น เจ้าวัดโสธร-พัวพันสีกา