ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สิริพงศ์ชี้เปิดด่านต้องให้ทหาร–คนพื้นที่ร่วมพิจารณา

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีขึ้นในวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญคือการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ที่มีข้อพิพาท แม้การแสดงความร่วมมือนี้จะเป็นก้าวหนึ่งเพื่อลดความตึงเครียด แต่สถานการณ์ที่กองกำลังทหารยังคงประจำการอยู่ในแนวชายแดนถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ซึ่งยังมีประชาชนชาวกัมพูชามาอยู่อาศัยในเขตแดนของไทย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลจัดการอย่างครอบคลุมและเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเลือกจะอยู่หรือกลับมาในพื้นที่ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

สิริพงศ์ชี้เปิดด่านต้องให้ทหาร–คนพื้นที่ร่วมพิจารณา

สำหรับเสียงขัดแย้งและข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการเปิดและปิดด่านชายแดน นายสิริพงศ์ ได้เสนอแนวทางว่า หน่วยงานทหารควรมีการหารือร่วมกับชุมชนชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อพิจารณาด้านความมั่นคงร่วมกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เพราะ众所周จนัก กลุ่มผู้ประกอบการจำนวนมากพึ่งพาการค้าชายแดนเป็นรายได้หลัก หลายครัวเรือนแม้แต่ไม่มีเงินเดือนประจำ การค้าขายจึงเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต

ความสมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างมากต่อการให้ประชาชนได้กลับมามีชีวิตแบบปกติ แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศเอาไว้อย่างเต็มที่ โดยหน่วยงานทหารเป็นองค์กรที่อยู่ด่านหน้าและมีบทบาทสำคัญที่สุดในพื้นที่ชายแดน จึงจำเป็นต้องได้รับอำนาจในการตัดสินใจที่เหมาะสมตามสถานการณ์” นายสิริพงศ์ กล่าวเสริม

  • การเปิดด่านควรใช้กรอบความร่วมมือระหว่างทหารและชุมชน
  • พิจารณาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง
  • การมีกฎหมายครอบคลุมช่วยลดความขัดแย้งในอนาคต

ในส่วนของ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสิริพงศ์ ระบุว่า การเข้าร่วมประชุมของ พล.อ.ณัฐพล นั้นสอดคล้องกับกรอบการทำงานของรัฐบาลชุดก่อน และเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการ ท่าทีและแนวทางการบริหารงานของ พล.อ.ณัฐพล จะปรับให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศไว้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการปฏิบัติการบนพื้นที่คือการสื่อสารต่อสาธารณะที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคม ไม่ควรปล่อยให้มีการปลุกปั่นหรือสร้างความขัดแย้งมากเกินไป เพราะอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ การตัดสินใจและแนวทางของรัฐบาลจำเป็นต้องมีความรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับทั้งภาพรวมของความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน จึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

สิริพงศ์ชี้เปิดด่านต้องให้ทหาร–คนพื้นที่ร่วมพิจารณา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่หลากหลายเหล่าฝ่ายสามารถเอื้ออาทรเพื่อสันติภาพร่วมกันได้

ที่มา – ‘สิริพงศ์’ ชี้เปิดด่านต้องให้ทหาร – คนพื้นที่ร่วมพิจารณา

เบน-ชลาทิศ ใช้ AI ทำ MV อีกนานไหม แฟนๆแห่แชร์

ในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังมาแรง ศิลปินดีโว่เสียงทรงพลังอย่าง เบน-ชลาทิศ ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการใช้ AI ในการสร้างมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ล่าสุด “อีกนานไหม” ที่เต็มไปด้วยความหมาย ถ่ายทอดเรื่องราวของ “การรอคอย” อย่างเหน็บแน่นและจับใจ

แม้ MV นี้จะเป็นการใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างกราฟิกและภาพรวมครั้งแรกของศิลปิน แต่กลับประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยมีแฟนเพลงจำนวนมากเข้ามารับชมและตอบรับอย่างคึกคักในโซเชียลมีเดีย หลายคนชื่นชมความกล้าหาญของ เบน-ชลาทิศ ที่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์งานศิลปะ มีข้อความจากแฟนๆ ว่า “ชอบ MV ใช้ AI ทำออกมาดูแปลกใหม่ดี ส่วนเสียงร้องก็ยังคงความงามเสมอ”

เบน-ชลาทิศ กล้าฉีกกฏใช้ AI ทำ MV “อีกนานไหม”

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเสียงบางเสียงที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในแนวทางนี้ โดยแสดงความคิดเห็นว่า MV ที่ใช้ AI ทำแล้วไม่ค่อยสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้เท่ากับการสร้างแบบคลาสสิก แต่โดยรวมแล้ว ผลงานชิ้นนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ และสร้างสีสันใหม่ให้กับวงการเพลงเมืองไทยอย่างแท้จริง

แฟนๆแห่คอมเมนต์ฮือฮารัวๆ หลังชม MV

ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ดึงดูดความสนใจ แต่เนื้อหาเพลง “อีกนานไหม” ก็ถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกของการรอใครบางคนได้อย่างลึกซึ้ง โดย เบน ได้เล่าให้ฟังว่า “เพลงนี้เราตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของการรอคอย เพราะการรอจะมีค่าที่สุด เมื่อสิ่งที่เรารอนั้นได้กลับมา” และด้วยการนำ AI มาใช้ในการสร้าง MV จึงทำให้ทุกเฟรมของวิดีโอเต็มไปด้วยนวัตกรรมที่แปลกใหม่ แต่ยังคงความเป็นศิลปะของเพลงไว้ได้เป็นอย่างดี

  • เพลง “อีกนานไหม” เป็นซิงเกิลล่าสุดจาก เบน-ชลาทิศ
  • ใช้เทคโนโลยี AI สร้าง MV ครั้งแรกในวงการเพลงไทย
  • แฟนเพลงเข้าชมและตอบรับอย่างคึกคักในโซเชียล

ผลงานนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของศิลปินในยุคดิจิทัล ที่ไม่ได้ยึดติดกับแนวทางเดิมๆ แต่กล้าเปลี่ยนแปลงและลองผิดลองถูกเพื่อความก้าวหน้าในวงการเพลงไทย แม้จะมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิจารณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นบทใหม่ที่สำคัญในเส้นทางสายดนตรีของ เบน-ชลาทิศ อย่างแท้จริง

หากคุณยังไม่ได้ชม MV เพลง “อีกนานไหม” ที่ใช้ AI ทำ รีบไปดูกันได้เลย เพราะบอกเลยว่าจะได้สัมผัสนวัตกรรมใหม่ที่ผสมผสานกับความรู้สึกอย่างลงตัว

ที่มา – “เบน-ชลาทิศ” กล้าฉีกกฏใช้ AI ทำ MV “อีกนานไหม” ฟีดแบคจึ้งแฟนๆแห่แชร์และฮือฮารัวๆ

เช็กคิวทุกคู่! ไทยลีกคัมแบ๊ก ‘บุรีรัมย์’ ร้อนแรงเจอ ‘โค้ชเตี้ย’

ฟุตบอลไทยลีก 1 “บีวายดี ซีไลออน 6 ลีก 1” ใกล้มาถึงแมตช์เดย์ที่ 3 ของการแข่งขัน และก็ไม่พ้นดวลเดือดสุดสัปดาห์ ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 19.00 น. คู่ไฮไลต์ที่แฟนบอลรอชมไม่แพ้กันคือ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านรับการมาเยือนของ “ต่อพิฆาต” พีที ประจวบ เอฟซี ที่สนามช้างอารีน่า อีกหนึ่งเกมที่มีน้ำยาเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน คือการชนกันของ “ช้างป่าห้วยขาแข้ง” อุทัยธานี เอฟซี พบกับ “เดอะแรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬากลางจังหวัดอุทัยธานี

เช็กคิวทุกคู่! ไทยลีกคัมแบ๊ก ‘บุรีรัมย์’ ร้อนแรงเจอ ‘โค้ชเตี้ย’

เริ่มต้นที่คู่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมใน 3 นัดแรก โดยชนะรวดโดยไม่แพ้ใครเลย เข้าสู่เกมนี้เป็นทีมอันดับหนึ่งของตาราง หากสามารถเก็บสามแต้มจากเกมนี้ได้อีก บุรีรัมย์ จะยิ่งห่างจากคู่แข่งอีกมาก แต่ในเกมนี้พวกเขาจะได้เจอกับทีมที่ต้องการจุดเปลี่ยน และนั่นคือ พีที ประจวบ เอฟซี

แนวรุกบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฟอร์มร้อนแรง

ภายใต้การนำของ กิลเยร์เม บิสโซลี หัวหอกตัวเก่งที่ยิงไปแล้วถึง 4 ประตูใน 3 นัดแรก และหากนับรวมถึง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา, ธีราทร บุญมาทัน ที่ฟิตสมบูรณ์พร้อมลุย และอดีตทีมชาติอย่าง โรเบิร์ต ซูลจ์ และ ปีเตอร์ ซูลจ์ น้องสองพี่น้องแนวรุกต่างก็เตรียมพร้อมเข้าเกมอย่างเต็มที่

ด้านทีมเยือน พีที ประจวบ เอฟซี ที่แม้จะเก็บชัยยังไม่ได้ในฤดูกาลนี้ และบางทีเกมนี้จะเป็นเกมที่จะทำให้พวกเขาตื่นจากความฝันร้ายก็เป็นได้ โดยทางทัพ “โค้ชเตี้ย” มีทีเด็ดในแนวรุกอย่างแฟร์ไรรา ดอส ซานโตส, โรดริโก ดา ซิลวา และอิคลาส สันหรน ที่เคยทำผลงานได้ดีในทีมชาติชุด 23 ปี ก็อาจจะมาช่วยขึ้นเกมในรอบสุดท้ายได้เช่นกัน

มองอีกมุมหนึ่ง อุทัยธานี เอฟซี เป็นอีกหนึ่งทีมที่เริ่มต้นได้หายนะที่สุด โดยมีเพียงแต้มเดียวจากการเสมอหนึ่งเกม และเสียประตูสูงถึง 10 ลูกใน 3 นัด หากไม่เร่งตัวพวกเขาอาจตกลงไปอยู่ก้นตารางก่อนกำหนด ส่วนคู่ของ “เดอะแรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่เพิ่งมี 4 แต้มจากการผ่าน 3 นัดแรกก็ยังไม่ฟอร์มเต็มร้อยเช่นกัน เพราะยังมีจังหวะทำแต้มถ่วงอยู่เสมอ

การแข่งขันในไทยลีก 1 ช่วงสุดสัปดาห์นี้ถือว่าเต็มอิ่มทั้งเรื่องงานรุกและการแข่งขันที่สนุกเข้มข้น และแน่นอนว่าแฟนบอลทุกคนต้องไม่พลาดนัดที่ บุรีรัมย์รับมือกับโค้ชเตี้ย เป็นอีกเกมสำคัญที่จะยึดตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้ และแน่นอนว่า ปทุม และอุทัยธานีก็ต้องการผลในการแข่งขันเช่นกัน

ติดตามการเคลื่อนไหวกีฬาต่อได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวฟุตบอลลีกอื่นๆ หรือแม้แต่รอบราคาบอล อย่าพลาดทุกการอัปเดตที่เราคัดสรรมาให้คุณ

ที่มา – เช็กคิวทุกคู่! ไทยลีกคัมแบ๊ก ‘บุรีรัมย์’ ร้อนแรงเปิดบ้านเจอ ‘โค้ชเตี้ย’

‘สหรัฐ’ ขอผ่อนจ่าย ‘อุตรดิตถ์ เอฟซี’ 3 งวด หลังโดนเลิกสัญญา-เรียกเงินคืน

เรื่องราวของ ‘สหรัฐ’ แก้วแสงใส อดีตนักเตะ ‘อุตรดิตถ์ เอฟซี’ ทีมในไทยลีก 3 ภาคเหนือ กลับกลายเป็นประเด็นฮือฮาบนโลกโซเชียล หลังจากที่สโมสรตัดสินใจยกเลิกสัญญากับนักเตะรายนี้ พร้อมทั้งเรียกคืนเงินค่าเบี้ยเลี้ยงซ้อมและค่าตอบแทนที่เคยให้ไปแล้ว

‘สหรัฐ’ 承认ผิดหลังเล่นบอลเดินสาย

สาเหตุของกรณีนี้เกิดจากการที่สหรัฐไปเล่น ฟุตบอลเดินสาย ที่จังหวัดเชียงราย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสโมสร ซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงและวินัยในทีม ส่งผลให้อุตรดิตถ์ เอฟซี ไม่เพียงแต่ยกเลิกสัญญากับนักเตะรายนี้ทันที แต่ยังมีความต้องการเรียกเงินคืนจากสหรัฐอีกเป็นจำนวน 46,881 บาท

ขอผ่อนจ่าย 3 งวดทั้งที่โดนเลิกสัญญา

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสหรัฐได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยยินยอมในการจ่ายเงินคืนทั้งหมด พร้อมยื่นข้อเสนอให้จ่ายเป็นงวด โดยให้เหตุผลว่าต้องการแก้ไขตัวเองพร้อมกับเรียนรู้จากความผิดนี้ ดังนี้

  • งวดที่ 1: 15,000 บาท ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568
  • งวดที่ 2: 15,000 บาท ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568
  • งวดที่ 3: 16,881 บาท ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทั้งนี้ เป็นการยืนยันอีกครั้งถึงเจตนาในการทำความผิดชอบในการกระทำของตนเองอย่างจริงใจ

บทเรียนจากเหตุการณ์ ‘สหรัฐ’ กับ ‘อุตรดิตถ์ เอฟซี’

กรณีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า นักกีฬาโดยเฉพาะนักฟุตบอลในระบบทีม ไม่ว่าจะเป็นทีมใหญ่ระดับไทยลีก 1 หรือทีมในลีกภาคจะต้องมีวินัยในการปฏิบัติตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไปทำกิจกรรมภายนอก ซึ่งหากทำโดยไม่แจ้งหรือไม่ได้รับอนุญาตจากสโมสร อาจส่งผลร้ายต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

อีกทั้งยังให้ข้อคิดว่า แม้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น แต่ถ้าสามารถรับผิดชอบได้อย่างจริงใจและตรงไปตรงมา ย่อมได้รับการให้อภัย รวมถึงโอกาสในการทำสิ่งที่ดีขึ้นในอนาคตได้อีก

ที่มา – ‘สหรัฐ’ ขอผ่อนจ่าย ‘อุตรดิตถ์ เอฟซี’ 3 งวด หลังโดนเลิกสัญญา-เรียกเงินคืน

ศาลฎีกาบราซิลสั่งจำคุก ‘โบลโซนารู’ 27 ปี คดีรัฐประหาร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลฎีกาบราซิลได้มีคำตัดสินสำคัญ โดยมีคณะตุลาการมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 ว่านายฌาอีร์ โบลโซนารู อดีตประธานาธิบดีบราซิล มีความผิดในข้อหาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการล้มล้างอำนาจของประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคม 2565

ศาลฎีกาบราซิลสั่งจำคุก ‘โบลโซนารู’ 27 ปี

สำนวนของอัยการระบุอย่างชัดเจนว่า ความพยายามล้มล้างอำนาจของลูลาไม่สำเร็จ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบราซิล อย่างไรก็ตาม โบลโซนารูมีบทบาทสำคัญในการระดมมวลชนบุกรัฐสภาและศาลฎีกาเมื่อช่วงต้นปี 2566 ส่งผลให้เกิดความโกลาหลในประเทศ

บทลงโทษ 27 ปีจำคุก

จากคำพิพากษาดังกล่าว ศาลได้ตัดสินใจลงโทษนายโบลโซนารู โดยให้จำคุกเป็นเวลา 27 ปี อย่างไรก็ตาม ในฐานะอดีตผู้นำบราซิลที่ยังมีอิทธิพล โบลโซนารูยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คำตัดสิน devant คณะตุลาการเต็มคณะของศาลฎีกา หากการอุทธรณ์ล้มเหลว โบลโซนารูอายุ 70 ปี อาจต้องเข้าเรือนจำอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของบราซิลได้ออกแถลงการณ์ประณามต่อการกล่าวโทษจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่มีท่าทีว่าการพิพากษาครั้งนี้เป็นการ “ล่าแม่มด” อย่างไรก็ตาม บราซิลยืนยันว่าจะไม่ยอมข้อยกเว้นใดๆ และย้ำว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลังคำพิพากษาก็ยังเป็นที่จับตามอง โดยนายฟลาวิโอ โบลโซนารู บุตรชายของอดีตผู้นำ ออกมาแสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าพันธมิตรในรัฐสภาจะร่วมผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับบิดา

เหตุการณ์นี้เปิดเผยให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองในบราซิล ซึ่งมีรากฐานลึกซึ้งจากการแบ่งขั้วทางสังคมและการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพิพากษาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล แต่สะท้อนให้เห็นระบบประชาธิปไตยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันภายในและภายนอก

ในแง่นี้ การพิพากษาศาลฎีกาบราซิลสั่งจำคุก ‘โบลโซนารู’ 27 ปีจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินคดีที่โปร่งใสและเป็นธรรมในละครการเมืองใหญ่ของลาตินอเมริกา ที่ผู้นำไม่ว่าจะเคยอยู่ในตำนานหรือภาพลักษณ์ใด จะต้องรับผิดชอบหากฝ่าฝืนกรอบกติกาของรัฐธรรมนูญ

คุณคิดอย่างไรถึงคำตัดสินครั้งนี้? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเราได้ในคอมเมนต์ด้านล่างค่ะ

ที่มา – ศาลฎีกาบราซิลสั่งอดีตผู้นำ “โบลโซนารู” รับโทษจำคุก 27 ปี คดีรัฐประหาร

อีซี่พาสลดค่าทางด่วน 50% ชงบอร์ด กทพ. เริ่มปีนี้ 1 วัน ชดเชย 20 ล้าน

ในปีนี้ ผู้ใช้บัตร อีซี่พาส อาจได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษจากการเดินทางบนทางด่วนในประเทศไทย เมื่อ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เตรียมเสนอโปรโมชั่นลดค่าผ่านทางด่วน 50% ให้กับผู้ใช้บัตรอีซี่พาส ทุกด่านทุกสายทาง เพื่อดึงดูดและกระตุ้นให้ประชาชนเลือกใช้การชำระเงินผ่านบัตรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดโปรโมชั่นนี้ไม่ใช่ทุกวัน แต oluşเพียงวันพิเศษ เช่น วันเกิดของผู้ถือบัตร หรือวันครบรอบของ กทพ. เอง

อีซี่พาสลดค่าทางด่วน 50% 1 วันต่อปี

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. เปิดเผยว่า การจัดโปรโมชั่นลดค่าด่วนพิเศษนี้ไม่ใช่การให้ส่วนลดทุกวัน หากทำเช่นนั้น จะส่งผลให้ กทพ. สูญเสียรายได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคงยากที่คณะกรรมการจะอนุมัติ สิ่งสำคัญคือการเลือกวันพิเศษยิงลูกโดดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเบื้องต้นเตรียมทดลองลด 50% ใน 1 วันภายในปีนี้ และหากได้รับผลตอบรับดี ก็จะพิจารณอขยายระยะเวลาในปีถัดไป

ใช้เงินดอกผลชดเชย 20 ล้านบาท/วัน

สำหรับการดำเนินการในปีนี้ ทาง กทพ. มีแผนจัดสรรงบประมาณชดเชยค่าผ่านทางที่ลดลงในวันจัดโปรโมชั่นไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาทต่อวัน โดยใช้จากเงินดอกผลจากยอดเงินเติมในบัตร อีซี่พาส ซึ่งปัจจุบันมีเงินสะสมในระบบกว่า 100 ล้านบาท

  • ประมาณ 40% (8 ล้านบาท) ชดเชยให้กับบริษัท BEM
  • อีก 60% (12 ล้านบาท) คืนสู่ กทพ.

เพิ่มอัตราผู้ใช้งานอีซี่พาสเป้าถึง 70%

กทพ. มีเป้าหมายชัดเจนในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ อีซี่พาส จากประมาณ 55% ของจำนวนผู้ใช้ทางด่วนทั้งหมด ให้เพิ่มขึ้นเป็น 70% โดยเฉพาะในช่วงที่ทางด่วนหลายด่านได้มีการอัปเกรดช่องผ่านทางจากเงินสดมาเป็นช่องเฉพาะบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น การลดรถติดบริเวณด่านเก็บเงิน และช่วยให้การเดินทางคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เคย有过โปรโมชั่นลด 5% เป็นเวลา 30 วัน มียอดรายได้หายไปถึง 700 ล้านบาท แต่อัตราการเพิ่มของผู้ใช้บัตรเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งถือว่ากระตุ้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ความคืบหน้าเรื่องลดค่าทางด่วนในบางสายทาง

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการปรับปรุงค่าผ่านทางในบางสายทาง เช่น ช่วงงามวงศ์วาน–พระราม 9 โดยมีเป้าหมายลดค่าผ่านทางให้ไม่เกิน 50 บาทตลอดสาย จากเดิม 90 บาท และขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาจากคณะกรรมการ PPP และรอคำสั่งจากรัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่ อย่างไรก็ตาม โครงการระบบผ่านทางอัตโนมัติ M-Flow ถูกยกเลิกไปแล้วในปัจจุบัน

นับเป็นแนวทางที่น่าสนใจจากการที่ กทพ. เริ่มขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจราจรผ่านทางด่วนให้สอดรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้ใช้ทางควรรอดูกิจกรรมพิเศษปีนี้ที่อาจช่วยคุณประหยัดค่าผ่านทางไปได้มากถึงครึ่งหนึ่ง หากคุณมีบัตรอีซี่พาสอยู่แล้ว การเตรียมพร้อมรับสิทธิ์ในวันพิเศษจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ใช้ “อีซี่พาส” ลดค่าทางด่วน 50% ชงบอร์ด “กทพ.” เคาะ เริ่มปีนี้ 1 วัน ชดเชย 20 ล้าน

ไมคอนซ้อมบาเยิร์นชุดใหญ่ เจ้าตัวเซอร์ไพรส์

ไมคอน คาร์โดโซ นักเตะบราซิลที่เติบโตในประเทศไทย ได้รับโอกาสจากโค้ช บาเยิร์น มิวนิค ให้เข้าร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่ หลังจากที่เขาเดินทางกลับจากช่วงฟีฟ่าเดย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของนักเตะระดับโลก โดยบทสัมภาษณ์ที่เปิดเผยออกมาทำให้หลายคนต้องประทับใจในความจริงใจของดาวรุ่งรายนี้

ไมคอนซ้อมบาเยิร์นชุดใหญ่ เจ้าตัวเซอร์ไพรส์กับคำเชิญ

เพจ Bubble Way ระบุว่าในวันแรกที่ ไมคอนซ้อมบาเยิร์นชุดใหญ่ เขาคิดว่าเป็นเพราะมีคนขาด จึงถูกเรียกให้ไปร่วมซ้อมแทน แต่หลังจากซ้อมเสร็จ เกมส์ยูเชียน เกมส์ยูเชียน ผู้จัดการฝึกสอนของ บาเยิร์น มิวนิค ได้สั่งให้เขาอยู่ซ้อมกับชุดใหญ่ตลอดทั้งสัปดาห์นี้เลย

คำพูดจากไมคอนหลังเข้าร่วมซ้อม

“ตอนแรกผมนึกว่าคนขาด คนไม่ครบเลยถูกเรียกไปซ้อมด้วย แต่พอซ้อมเสร็จ กอมปานี บอกให้ผมอยู่ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ต่อตลอดทั้งสัปดาห์นี้เลย ดีใจมากครับ” ไมคอนกล่าวผ่านบทสัมภาษณ์หลังจากเข้าร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่

โค้ชกอมปานี เรียกชื่อ ไมคอนซ้อมบาเยิร์นชุดใหญ่ ด้วยชื่อจริงว่า “คาร์โดโซ” ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าจดจำอย่างยิ่งสำหรับนักเตะวัยเยาว์

ไมคอน เป็นลูกชายของดักลาส คาร์โดโซ ตำนานในวงการฟุตบอลไทยเลก และเติบโตในประเทศไทยมาก่อนย้ายไปเล่นในต่างประเทศ เจ้าตัวพูดภาษาไทยได้ดี อย่างไรก็ตามเนื่องจากพ่อแม่เป็นชาวบราซิเลียน เขาจึงไม่ได้รับสัญชาติไทย แม้ว่าตัวเขาเองจะมีความปรารถนาอยากเล่นให้ทีมชาติไทย

การที่เขาได้รับโอกาสให้ซ้อมกับชุดใหญ่ของหนึ่งในสโมสรที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกอย่างบาเยิร์น มิวนิค ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางอาชีพของเขามากมาย การได้ซ้อมร่วมกับเหล่านักเตะระดับโลกเช่น แฮร์รี เคน เป็นประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนาฝีเท้าและจิตใจให้เขาเติบโตขึ้นอีกขั้น

ไมคอนเป็นหนึ่งในตัวอย่างของนักเตะรุ่นใหม่ที่ใช้แรงบันดาลใจมากจากครอบครัว และการเติบโตในหลายวัฒนธรรม ทำให้เขามีมุมมองที่กว้างขวางต่อวงการฟุตบอล ทั้งในและต่างประเทศ เขากำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางในฝันของตนเองอย่างเต็มตัว

หากพูดถึงอนาคต เขาอาจมีโอกาสในระบบของบาเยิร์น มิวนิค หรือแม้แต่การเป็นตัวแทนของทีมชาติไทยท่ามกลางความต้องการนักเตะแนวรุกในวงการฟุตบอลบ้านเรา

ติดตามการพัฒนาของไมคอนอย่างใกล้ชิดเพื่อ见证 เดอะเน็กซ์สตาร์ในวงการฟุตบอลแห่งอนาคต

อย่าพลาด! อัปเดตข่าวฟุตบอลเยอรมนีและนักเตะไทยระดับโลกได้ที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – ‘ไมคอน’ ซ้อมบาเยิร์นชุดใหญ่ เจ้าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ทีแรกคิดว่าคนขาด

‘เพื่อไทย’ เสนอแก้ ม.256 ใหม่สัปดาห์หน้า รัฐบาลต้องเคาะจะทำประชามติเมื่อไร

พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ใหม่ภายในสัปดาห์หน้า หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดขั้นตอนที่ต้องมีการประชามติ 2 ครั้ง โดยพรรคเพื่อไทยมองว่าควรรวมเป็นครั้งเดียวเพื่อความคล่องตัว และประหยัดเวลา-งบประมาณ

‘เพื่อไทย’ เสนอแก้ ม.256 ใหม่สัปดาห์หน้า รัฐบาลต้องเคาะจะทำประชามติเมื่อไร

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า จำเป็นต้องแก้ไขบทบัญญัติในหมวด 15 เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปอย่างมีหลักแหล่ง

ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น จะต้องมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ในวาระที่ 3 แล้วจึงสามารถนำไปสู่การประชามติได้ตามมาตรา 256 (8)

ต้องพิจารณาเรื่องประชามติ 2 ครั้ง ให้รอบคอบ

พรรคเพื่อไทยได้เน้นย้ำว่า หลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเสนอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สามารถทำได้โดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จำเป็นต้องใช้วิธีทางอ้อม เช่น การตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำสภาสังคมแห่งชาติ (ส.ส.ร.) แล้วจึงดำเนินการต่อ

ประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยต้องการผลักดัน คือความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ว่าควรแยกหรือรวม เพราะหากต้องทำแยกกัน จะใช้เวลานานและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขอให้พรรคการเมืองต่างๆ และรัฐบาลที่กำลังเข้ามาบริหารประเทศ มาร่วมกันคิดทางออกว่าจะทำอย่างไรให้การจัดทำประชามติ 2 ครั้งรวมกันได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสิ้นเปลือง” นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

  • แก้ไขมาตรา 256 ให้สอดคล้องคำตัดสินศาล
  • ปรับกระบวนการประชามติให้คล่องตัว
  • เน้นความเห็นของประชาชนเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถกำหนดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรงได้ ต้องใช้กลไกทางอ้อมผ่าน ส.ส.ร. ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญครั้งใหม่

ทางรัฐบาลในรัชสมัยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการชี้แจงว่า กระบวนการทั้งหมดนี้จะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงต้องมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนดำเนินการประชามติ ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายบริหารว่าจะทำเมื่อใด

การรวมกระบวนการสองครั้งเป็นครั้งเดียวถือเป็นแนวทางที่พรรคเพื่อไทยมองว่าเหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลา แต่ยังช่วยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการวางรากฐานรัฐธรรมนูญใหม่

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในขณะนี้คือ การหารือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดข้อสรุปร่วมกัน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องทั้งภายในและภายนอก parliament เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

หากพรรคเพื่อไทยสามารถผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวคิดนี้ได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนจะมีโอกาสแสดงความเห็นในการออกแบบระบอบการปกครองของตนเองอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทยอดนิยม tambon.in.th

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ เสนอแก้ ม.256 ใหม่สัปดาห์หน้า รัฐบาลต้องเคาะจะทำประชามติเมื่อไร

จีนครองอันดับสองโลกด้านการพัฒนายาใหม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านการวิจัยและพัฒนายาใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มยาต้านมะเร็ง ซึ่งไม่เพียงแต่ได้รับการอนุมัติให้วางจำหน่ายในประเทศของตนเองเท่านั้น แต่ยังก้าวออกสู่ตลาดโลกได้อย่างน่าประทับใจ จีนขึ้นแท่น จีนครองอันดับสองโลกด้านการพัฒนายาใหม่ ก่อนหน้านี้อยู่อันดับสาม และก้าวขึ้นเป็นอันดับสองของโลกในปีนี้

จีนครองอันดับสองโลกด้านการพัฒนายาใหม่

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นของจีนคือการออกฤทธิ์ยา ซานุบูทินิบ (Zanubrutinib) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง ที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานแพทย์แผนป้องกันและควบคุมโรค (FDA) ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงได้รับการอนุมัติในหลายประเทศในเอเชียและยุโรป

ความก้าวหน้าที่มากกว่ายา

การพัฒนายาเพื่อช่วยรักษาโรคเป็นเพียงด้านหนึ่งของการวิจัยทางการแพทย์ ด้านที่จีนก้าวหน้าไม่แพ้กัน คือเรื่องของเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย มีการติดตั้งใช้งาน เครื่องซีทีสแกนตรวจจับโฟตอน เชิงพิเศษในโรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งมีความละเอียดสูงกว่าเครื่องซีทีสแกนแบบเดิมถึง 3 เท่า อีกทั้งยังใช้เวลาในการสแกนน้อยลง และลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา หุ่นยนต์ผ่าตัด ที่มีความสามารถในการจัดการกับกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างแม่นยำ และลดความเจ็บปวดต่อผู้ป่วยได้อย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีการติดตั้งใช้งาน เครื่องเอคโมหัวใจเทียม และระบบบำบัดด้วย โปรตอนและไอออนหนัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษามะเร็งระดับโลก

ทุกนวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของจีน และทำให้ประชาชนได้รับบริการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของจีนไม่ได้อยู่แค่การเอาชนะโรค แต่ยังเป็นการขยายขอบเขตการนำนวัตกรรมไปสู่ระดับนานาชาติ

การพัฒนาเทคโนโลยีและการแพทย์ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางนี้ทำให้จีนก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งที่สองของโลก

หากคุณสนใจเรื่องราวด้านนวัตกรรมการแพทย์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ควรพลาดติดตามข่าวสารเกี่ยวกับจีน เพราะสิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้ อาจกลายเป็นมาตรฐานของการดูแลสุขภาพในอนาคต

ที่มา – จีนขึ้นครองอันดับสองของโลก ด้านการพัฒนายาใหม่

‘ต้นหอม’ กินดีมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

“ต้นหอม” เป็นพืชสมุนไพรที่มีทั้งรสชาติกลิ่นหอมอร่อย และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ถือเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในวงกว้างทั้งในการทำอาหารและการใช้เป็นยาสมุนไพร

‘ต้นหอม’ กินดีมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

จากข้อมูลของ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ ระบุว่า ต้นหอมเป็นพืชล้มลุก เจริญเติบโตได้ไม่ยาก มีหัวใต้ดิน ลำต้นกลม มีใบยาวกลวง สีเขียวเข้ม มีกลิ่นฉุน พืชมีทั้งใบ ดอก หัว และราก ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด

ลักษณะต้นหอม

  • ลำต้น ส่วนที่อยู่เหนือดินมีสีเขียว หุ้มด้วยกาบใบ
  • ใบ มีลักษณะเป็นท่อ ปลายแหลม กลวง สีเขียวเข้ม
  • ดอก ออกเป็นช่อดอกสีขาว คล้ายร่ม
  • หัว อยู่ใต้ดิน มีรูปร่างกลมหรือกลมรี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
  • ราก เป็นรากฝอยสีน้ำตาล มีจำนวนมากใต้หัว

สารอาหารในต้นหอม

ต้นหอมไม่ได้มีแค่กลิ่นหอมและอร่อยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ เช่น

  • วิตามินเอ, วิตามินซี และวิตามินกลุ่มบี
  • แคลเซียม, เหล็ก, สังกะสี และแมกนีเซียม
  • เบต้าแคโรทีน และไฟเบอร์
  • โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

ประโยชน์ดี ๆ จากต้นหอม

ต้นหอมเป็นพืชที่มีคุณค่าทางยา ได้รับการยอมรับให้ช่วยหลายด้าน ทั้งเรื่องสุขภาพและการรักษาอาการบางอย่าง เช่น

  • ช่วยบำรุงหัวใจและป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยลดไข้และบรรเทาอาการหวัดได้ดี
  • ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณให้แข็งแรง
  • มีคุณสมบัติช่วยขับเหงื่อ
  • สามารถแก้แมลงกัดต่อยได้
  • ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
  • ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางและกระดูกพรุน

นอกจากนี้ ต้นหอมยังมีไฟเบอร์ที่ช่วยบำรุงระบบย่อยอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูกได้ รวมถึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย

ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ‘ต้นหอม’ กินดีมีประโยชน์มากกว่าที่คิด มากกว่าการทำเพียงแค่ส่วนประกอบของอาหาร เพราะมันมีคุณค่าทั้งในด้านโภชนาการและการรักษาโรคอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ต้นหอม’ กินดีมีประโยชน์มากกว่าที่คิด