ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปุยฝ้ายเตรียมตัวเป็นคุณแม่ ลุ้นใส่ตัวอ่อนครั้งแรก

ความตั้งใจครั้งใหม่ของนักร้องสาว “ปุยฝ้าย-ณัฎฐพัชร์ วิภัทรเดชตระกูล” ที่เตรียมก้าวเข้าสู่บทบาทคุณแม่ในอีกไม่ช้า โดยในงานเปิดตัว “FIN STARS MARKET” ล่าสุด เธอเผยถึงความก้าวหน้าในขั้นตอนการมีลูกครั้งแรกในชีวิต พร้อมลุ้นเตรียมใส่ตัวอ่อนภายในปีนี้

ปุยฝ้ายเตรียมตัวเป็นคุณแม่

ปุยฝ้ายเปิดใจว่าตอนนี้เธออยู่ในช่วงการเก็บไข่เสร็จแล้ว และมีตัวอ่อนพร้อมสำหรับการนำไปใส่ในเร็วๆ นี้ “ถ้าไม่มีปีนี้ คิดว่าอายุจะมากเกินไป ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เราจะมีทายาทได้” เธอพูดด้วยความตั้งใจ

สำหรับการตัดสินใจมีลูก ทั้งเธอและสามี “ตาม เธียรวิชญ์” ค่อยๆ พัฒนาเป้าหมายนี้มากขึ้น และตกลงกันว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด แม้เธอจะเคยไม่ได้ตั้งใจมีลูกแต่เมื่อช่วงหลังเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น กับความตั้งใจจะ “สร้างคนคนหนึ่งเท่าที่จะทำได้”

การเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและใจ

ความพร้อมนี้ไม่ใช่แค่ทางร่างกาย แต่ยังรวมถึงการจัดงาน สร้างแพลนลดภาระในช่วงตั้งครรภ์ เพื่อให้สามารถโฟกัสเป็นแม่คนใหม่ได้อย่างเต็มที่ “เราก็ยังลืมไปเลยว่ากำลังจะใส่ตัวอ่อนเพราะเลิกไม่ได้ทำงาน” เธอรู้สึกอย่างน่ารัก

สิ่งที่เธอลุ้นที่สุดคือ “การที่ลูกแข็งแรง” มากกว่าความคาดหวังในเพศของทารก ทั้งเธอกับสามีมีลุ้นเพศคนละแบบ แต่ตัดสินใจขอ “เฉลยแบบเซอร์ไพรส์” จากแพทย์ เพราะต้องการให้ตัวอ่อนมีสุขภาพฟิตที่สุด

  • ปุยฝ้ายมีตัวอ่อนพร้อมใช้งานแล้ว
  • เตรียมใส่ตัวอ่อนในอีกไม่ช้า
  • มีแผนลดภาระงานช่วงตั้งครรภ์
  • ตั้งเป้ามีลูก 1-2 คนภายใน 2 ปี

ปุยฝ้ายยังกล่าวอีกว่า “ถ้าคนแรกเป็นผู้ชาย ก็คิดว่าจะพักประมาณปีนึงแล้วมีลูกอีกคน” เพื่อให้ครอบครัวสมบูรณ์ ทั้งในด้านความรู้สึกและการมีพี่น้องร่วมสายเลือดที่อบอุ่น

ส่วนเรื่องฤกษ์หรือดวง เธอบอกว่าไม่ได้เน้นอะไรมาก คิดว่า “ลูกเขาเลือกเวลาเอง” จึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ และไม่ขอตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองมากจนเครียดตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

อัปเดตความคืบหน้าในอีกไม่ช้า ภายในเดือนตุลาคมนี้ แฟนๆ ก็รอลุ้นไปพร้อมๆ กับคุณแม่ฝ้ายว่าจะได้เห็นคำตอบในความฝันครั้งใหญ่นี้พร้อมกัน

ติดตามข่าวสารความคืบหน้าของ ‘ปุยฝ้ายเตรียมตัวเป็นคุณแม่’ ได้เร็วๆ นี้ ที่นี่!

ที่มา – ‘ปุยฝ้าย’ เตรียมตัวเป็นคุณแม่ ลุ้นใส่ตัวอ่อนครั้งแรกในชีวิต

‘สมคิด’ ชี้ แก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือนไม่ทัน คิดได้แต่ทำยาก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคำกล่าวของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ระบุว่า จะให้พรรคการเมืองส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ในสัปดาห์หน้า โดยถามว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมหรือไม่

นายสมคิด เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเคยมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว แต่เขาไม่เข้าใจว่าจะเริ่มจากตรงนั้นทำไม หากพรรคประชาชน หรือพรรคภูมิใจไทยพร้อม ก็สามารถส่งก่อนได้เลย เพราะนี่เป็นเป้าประสงค์หลักมานาน อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการ แก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือนไม่ทัน เพราะขั้นตอนยุ่งยากและมีเงื่อนไขหลายประการ คิดได้แต่ทำยาก

‘สมคิด’ ชี้ แก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือนไม่ทัน

นายสมคิด เผยต่อว่า ในสภาสมัยก่อนหน้านี้ ได้มีการพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่สุดท้ายได้เพียงแค่เรื่องบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งหากนายพริษฐ์มีความกระตือรือร้น ก็สามารถทำได้ แต่สุดท้ายจะต้องไปเจอกันในวาระของสภาที่แท้จริง

กระบวนการที่ซับซ้อน

เขาย้ำว่า เดิมร่างของพรรคเพื่อไทยจะต้องใช้เวลานานถึง 8 เดือนจึงจะได้สำนักงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพราะให้สสร.มาจากการเลือกตั้งทุกจังหวัด 200 คน แต่ถ้าจะทำให้เสร็จภายใน 3-4 เดือน ย่อมเกิดคำถามว่าจะเร่งกระบวนการอย่างไร เพราะ แก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือนไม่ทัน เว้นแต่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ เรื่องการแก้ไขมาตรา 256 ที่ต้องการให้ ส.ส. ยกมือเห็นชอบทั้งหมด แต่หาก ส.ว. 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วย ก็จะสะดุด จึงต้องมีการตกผลึกเพิ่มเติม หากไม่คำนึงถึงเวลาสั้น ๆ ที่จะยุบสภา อาจสูญเปล่า

ข้อเสนอแนะจาก ‘สมคิด’

นายสมคิด ย้ำว่า หากนายพริษฐ์ยืนยันจะทำให้สำเร็จภายในเดือนมกราคม 2569 ก็ต้องใช้เวลากับการทำประชามติอีกอย่างน้อย 4 เดือน รวมกับเวลาในการประชุมของกรรมาธิการเพื่อถกแต่ละมาตรา ก็อาจไม่ทันอยู่ดี

  • เสนอให้รัฐบาลหรือนายกฯ ออกมาแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน
  • เตือนว่าเวลาไม่พอ อาจจะต้องเริ่มใหม่
  • หากอยากให้สำเร็จ ควรยุบสภาแล้วเริ่มกันใหม่

“อย่าไปดองเหมือนประชามติครั้งที่แล้ว” นายสมคิด กล่าว และเน้นว่าหากอยากทำจริง ต้อง แก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือนไม่ทัน จริง อยากให้พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาชน เตรียมให้ดีว่าร่างนั้นเสนอมาจริงหรือแค่สร้างภาพ

ท้ายที่สุด นายสมคิด ชี้ว่า ถ้ารัฐบาลยืนหยัดว่าสัญญาประชาคมไว้แล้ว จะไม่ยุบสภาเพียงเพราะใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากทุกพรรคเข้าใจตรงกันจริง ควรเริ่มต้นใหม่อย่างเปิดเผยแทน

หากคุณติดตามประเด็นการเมืองอยู่ ต้องติดตามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จะเดินหน้าไปได้จริงหรือไม่ และจะ “คิดได้แต่ทำไม่ยาก” จริง ๆ หรือไม่

ที่มา – ‘สมคิด’ ชี้ แก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือนไม่ทัน คิดได้แต่ทำยาก

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังและติดตามผลภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

เมื่อวันที่ 11 กันยายน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปยังจังหวัดหนองคาย เพื่อ กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน และติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย – ลาวอย่างใกล้ชิด

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน

ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย พันตำรวจโท อภิชาติ คลธา สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ได้ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปผลการดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารจัดการด่านตรวจความมั่นคง และการคุมเข้มแนวชายแดนเพื่อป้องกันภัยคุกคาม

สถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับการนำเสนอ คือ สถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง

การคุมเข้มชายแดนถือเป็นภารกิจหลักในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบนำสิ่งเสพติด เครื่องมืออาวุธ รวมถึงผู้โดยสารที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จึงช่วยให้การปฏิบัติตามภารกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ทางหน่วยงานยังได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากหน่วยงานระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เพื่อออกแนวทางแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยงในบริเวณพรมแดน

  • การปฏิบัติหน้าที่ด่านตรวจ
  • การคุมเข้มชายแดน
  • การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้จากหน่วยงานในพื้นที่ เช่น สถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว มาประกอบการพิจารณาและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านการป้องกันประเทศให้เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบัน

การ กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน นี้ ถือเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อการติดตามและสนับสนุนให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และส่งเสริมความปลอดภัยแก่ประชาชนในภูมิภาค

หากคุณเป็นผู้ที่ต้องการข้อมูลด้านการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัย หากอยากรู้ว่าหน่วยงาน/howเราทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไร รับรองว่าไม่ควรพลาดที่จะติดตามเนื้อหานี้ให้จบ

ที่มา – กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังและติดตามผลภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

DSI เดินหน้าสืบสวนคดีเขากระโดง ไม่หวั่นแม้เปลี่ยนขั้วรัฐบาล

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สำนักงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า คณะพนักงานสืบสวนที่เขาเป็นหัวหน้ากำลังดำเนินการสืบสวนคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและโปร่งใส

DSI เดินหน้าสืบสวนคดีเขากระโดง ไม่หวั่นแม้เปลี่ยนขั้วรัฐบาล

“สำหรับคดีเขากระโดง ตอนนี้เรากำลังเก็บรวบรวมหลักฐานจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสอบปากคำเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ รวมทั้งการขอข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์” พ.ต.ต.ณฐพล กล่าว

นอกจากนี้ ทาง DSI ยังได้ประสานงานกับแผนกที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรเพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลแผนที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคดี และอยู่ระหว่างการรอหลักฐานอย่างเป็นทางการจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย รวมถึงกรมที่ดิน ซึ่งยังไม่ได้มีการตอบกลับอย่างเป็นทางการในขณะนี้

ยังไม่เรียกพยานบุคคล รอรวบรวมพยานหลักฐานเอกสาร

ในประเด็นที่ยังไม่มีการเรียกตัวพยานบุคคลใดมารับปากคำ พ.ต.ต.ณฐพล ชี้แจงว่า การดำเนินการในตอนนี้เน้นไปที่การรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานอย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏในสารบบที่ดิน ซึ่งหากได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มเติม จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่

“พยานบุคคลยังไม่เริ่มสอบปากคำ เนื่องจากเราต้องการข้อมูลจากเอกสารการสอบสวนก่อน เพราะหลักฐานจากเอกสารมีความสำคัญมากในขั้นตอนนี้”

  • พยานหลักฐานจากหน่วยงานภาครัฐ
  • ข้อมูลแผนที่และสารบบที่ดิน
  • คำให้การของเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ
  • เอกสารตอบรับจากกรมที่ดิน

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต่อความคืบหน้าของคดีเขากระโดง พ.ต.ต.ณฐพล ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบใด ๆ กับมาตรการสอบสวน ทั้งนี้ “เพราะเราทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นก่อนจะมีการตัดสินใจร่วมกันในคณะพนักงานสืบสวน”

โดยรวมแล้ว การดำเนินคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ DSI ที่จะสืบสวนเรื่องราวอย่างยุติธรรม โปร่งใส แม้จะต้องเผชิญกับความซับซ้อนของหน่วยงานและข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นจุดเด่นในนโยบายต่อต้านการทุจริตขององค์กร

หากคุณติดตามคดีเขากระโดงอย่างใกล้ชิด ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่อาจเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐต่อประชาชน

ที่มา – DSI เดินหน้าสืบสวน “คดีเขากระโดง“ ไม่หวั่นแม้เปลี่ยนขั้วรัฐบาล

ทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 ทานข้าวได้ นอนหลับสนิท ความดันขึ้น

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาคืนที่ 3 ในการติดตัวในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยมีรายงานว่าท่านสามารถนอนหลับได้ปกติ ไม่มีอาการเครียด และสามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วนทุกมื้อ

ทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 ความดันขึ้นสูงกว่าปกติ

แม้ว่าสภาพร่างกายโดยรวมจะไม่เป็นอะไรน่ากังวล แต่พบว่าความดันโลหิตของทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 มีแนวโน้มสูงกว่าเกณฑ์ปกติ ทางเรือนจำได้ดำเนินการให้ยาที่ใช้ประจำตัวเพื่อควบคุมความดันอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

การใช้ชีวิตในเรือนจำ

รายงานยังระบุว่า ทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 เป็นไปอย่างสงบ โดยมีการเข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ตามปกติ ไม่มีการแยกตัวหรือแสดงออกใด ๆ ที่แสดงถึงความไม่สบายใจหรือนอนไม่หลับ แม้จะอยู่ภายใต้มาตรการกักตัวเพื่อป้องกันโควิด-19 เป็นระยะเวลา 5 วันก็ตาม

  • สามารถรับประทานอาหารได้ครบ 3 มื้อ
  • ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ แต่ได้รับการรักษาแล้ว
  • ไม่มีอาการเครียดหรือนอนไม่หลับ
  • พูดคุยกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ได้ตามปกติ

แนวทางการบริหารในช่วงแรกหลังเข้าคุก

พันตำรวจโท เชน กล่าวอีกว่า ในการพิจารณาให้ทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 เข้าร่วมโครงการฝึกทักษะและงานสาธารณะ จะต้องมีกระบวนการตามระเบียบที่ชัดเจน และใช้เวลานานกว่า 30 วัน จึงยังไม่ถึงขั้นตอนการพิจารณาในระยะแรก การอยู่ในเรือนจำจึงเป็นการปรับตัวไปก่อน

ทั้งนี้ การดูแลทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 ถือเป็นกรณีพิเศษที่ได้รับการติดตามจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด โดยคำนึงถึงสุขภาพทั้งกายและใจอย่างรอบด้าน เพื่อให้การติดตามคดีทางกฎหมายไม่กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจ

มุมมองจากการติดตามอาการของทางการแพทย์และพนักงานราชทัณฑ์เผยให้เห็นว่า ทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 สามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมเรือนจำได้อย่างเหมาะสม ไม่มีพฤติกรรมที่ต้องเป็นห่วงในระดับสูง

ด้วยบทบาทในการเมืองอันมีชื่อเสียงของ ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นที่จับตามองของสาธารณชนว่าท่านจะใช้เวลาในเรือนจำอย่างไร การดูแลรักษาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา และอาจมีการพิจารณาแนวทางต่าง ๆ ที่เหมาะสมในการช่วยเหลือเพื่อทำงานสาธารณะในอนาคต

หากใครอยากรู้ว่าเรือนจำจัดการกับนักโทษรายสำคัญอย่างไร การดูแลทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 อาจเป็นกรณีศึกษาเบื้องต้นที่น่าสนใจไม่น้อย การติดตามข่าวสารและเงื่อนไขต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการบริหารเรือนจำในระบบรัฐธรรมนูญไทย

หากคุณติดตามข่าวการเมืองไทยในช่วงนี้ การดูแลสุขภาพของทักษิณนอนคุกคืนที่ 3 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงภาระความรับผิดชอบและการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และจิตใจ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ชินวัตร ได้ที่ Daily News

ที่มา – “ทักษิณ” นอนคุกคืนที่ 3 ทานข้าวได้ นอนหลับสนิท ความดันขึ้นสูงกว่าปกติ

ส่องเลขเด็ด! “พญาบึ้ง” มาตามนัด คอหวยทำพิธีขอโชคลาภลุ้นรวยงวดนี้

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่บริเวณด้านหลังวัดโบสถ์ราษฎรศรัทธา ตำบลบางระกำ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ในช่วงใกล้วันหวยออก บรรดานักเสี่ยงดวงต่างพากันนำดอกไม้ ธูป เทียน และกระดาษเขียนตัวเลข 0 ถึง 9 จำนวน 3 ชุด มาทำพิธีจุดธูปบอกกล่าว ขอตัวเลขเสี่ยงทายจาก “พญาบึ้ง” ตามความเชื่อโบราณ เพื่อหาตัวเลขเด็ดนำไปเสี่ยงดวงในงวดนี้

ส่องเลขเด็ด! “พญาบึ้ง” มาตามนัด คอหวยทำพิธีขอโชคลาภลุ้นรวยงวดนี้

ก่อนหน้านี้มีผู้โชคดีหลายคนที่ได้เลขจากพญาบึ้งแล้วถูกหวย จึงทำให้การจัดพิธีในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เจ้าภาพได้เตรียมพานดอกไม้ กระดาษตัวเลข และเจ้าพญาบึ้งที่อยู่ในรูพร้อมรอรับการขอเลขจากผู้มีเจตนา

พิธีขอเลขจากพญาบึ้งตามวิถีความเชื่อ

ขั้นตอนการจุดธูปบอกกล่าวทำตามประเพณีคือ หลังจากจุดธูปแล้ว จะนำพานดอกไม้ไปวางไว้ที่ปาก “รูพญาบึ้ง” จากนั้นนำกระดาษแปะตัวเลข 3 ชุด ใส่ลงไปในรู เพื่อให้พญาบึ้งคีบเลขออกมาวางไว้ที่ปากรู วิธีนี้เป็นการสื่อสารกับผีมีบารมีตามความเชื่อของคนในพื้นที่

ในช่วงเวลาที่ฝนโปรยปรายในตอนเย็น พิธีก็เริ่มขึ้น หลายคนต่างจัดเตรียมตัวเองด้วยการสวดมนต์และจัดดอกไม้บูชา บรรยากาศเงียบสงบแต่เข้มขลัง เต็มไปด้วยพลังศรัทธา

หลังจากทำพิธีเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นักเสี่ยงโชคต่างแห่กันมารอผล เพราะปรากฏว่า “พญาบึ้ง” ได้คีบเลขออกมาวางไว้ที่ปากรู เป็นเลข 8 7 3 ซึ่งถือเป็นเลขเด็ดตามที่คอหวยทั้งหลายมาขอ

  • วันที่ทำพิธี: 12 กันยายน 2568
  • สถานที่: ด้านหลังวัดโบสถ์ราษฎรศรัทธา อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง
  • เลขที่ได้จากพญาบึ้ง: 8, 7, 3
  • วิธีการ: จุดธูป วางพาน ใส่กระดาษเลขในรู พญาบึ้งจะคีบเลขออกมา

ผู้ที่มาในวันนั้นต่างจดเลขเด็ดไว้ในมือถือ หรือถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมตั้งตารอหวยออกในงวดนี้ว่าเลขที่ได้ไปนั้นจะถูกหวยหรือไม่ ความหวังและความเชื่อล้นเหลือในสายตาของผู้ที่มาทำพิธี

การเชื่อมโยงระหว่างความศรัทธาและความฝันได้เป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาช่องทางที่จะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นในวันหวยออก โอกาสแบบนี้ไม่ควรปล่อยผ่าน

อย่าลืมตรวจสอบหวยงวดล่าสุดก่อนซื้อ ทุกตัวเลขที่ได้มานั้นอาจเป็นกุญแจสู่ความโชคดีก็ได้

ที่มา – ส่องเลขเด็ด! “พญาบึ้ง” มาตามนัด คอหวยทำพิธีขอโชคลาภลุ้นรวยงวดนี้

เลขาฯ กกต. เผยยกคำร้องทักษิณครอบงำ 6 พรรคฯ กินมาม่าตั้งรัฐบาล

ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีที่มีคำร้องให้ยุบพรรคการเมืองจำนวน 6 พรรค เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ทักษิณครอบงำพรรคการเมือง โดยให้ความเห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่เข้าไปชี้นำและควบคุมการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคใดพรรคหนึ่ง

เลขาฯ กกต. เผยยกคำร้องทักษิณครอบงำ 6 พรรคฯ กินมาม่าตั้งรัฐบาล

จากข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบ พบว่ามีการกล่าวอ้างว่ากิจกรรมทางการเมืองของพรรคเหล่านี้ เกิดจากการตัดสินใจของบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกในพรรครวมถึงมีการร่วมรับประทานอาหารและมาม่าร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของพรรค การดำเนินการตรวจสอบในครั้งนี้เกิดจากการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเชิญ 6 พรรคที่ถูกกล่าวหาให้มาชี้แจง ซึ่งจากผลการชี้แจง พบว่า ไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกิดการถูกครอบงำแต่อย่างใด

ความเป็นอิสระของพรรคถูกข่มขู่?

เลขาธิการกกต. กล่าวว่า การกระทำของพรรคใดพรรคหนึ่งต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมาย จึงจะถือว่าเป็นการ ทักษิณครอบงำพรรคการเมือง โดยเชื่อว่าปัจจุบันยังไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนตามกฎหมายว่า อดีตนายกฯ ได้มีบทบาทในการควบคุมการตัดสินใจของพรรค การกระทำที่สอนหรือแสดงออกบางอย่างอาจส่งผลต่อความเชื่อของประชาชน แต่ยังไม่เข้าข่ายการผิดกฏหมายต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน

เพื่อความชัดเจนในประเด็นนี้ กกต. ยืนยันว่าการตรวจสอบจะดำเนินตามหลักกฎหมาย และมีการพิจารณาตามข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง อย่างไรก็ดี ยังมีคำร้องอื่น ๆ ที่รอการตรวจสอบเกี่ยวกับกรณี ทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • วิเคราะห์องค์ประกอบการครอบงำตามกฎหมาย
  • พิจารณาคำให้การของพรรคที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบการตัดสินใจที่มีผลต่อรัฐบาล
  • ประเมินความเป็นอิสระของพรรคการเมือง

นอกจากนี้ กรณี MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถูกนำมาพิจารณาว่าเป็นกรณีที่เข้าข่ายการครอบงำหรือไม่ แต่ความเป็นจริงยังต้องรอการพิจารณาข้อเท็จจริงในขั้นต่อไป

จากการติดตามสถานการณ์ในครั้งนี้ การตัดสินใจของกกต. มีความสำคัญสูงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองในประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังเป็นบทเรียนว่าพรรคการเมืองควรมีความโปร่งใสและตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

ทั้งหมดนี้แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าเป็นการกระทำผิด แต่ก็เป็นศึกษาที่ดีว่าในระบอบประชาธิปไตย อิสระของพรรคการเมืองมีความสำคัญเพียงใด

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด อาจอยากรู้ว่าอนาคตของการเมืองไทยจะเป็นไปในทางใดตามบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – ‘เลขาฯ กกต.’ เผยยกคำร้องทักษิณครอบงำ 6 พรรคฯ กินมาม่าตั้งรัฐบาล

คาโอ” Co-Creation ร่วมกับ “ซีพี” ส่ง “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ผงซักฟอกสูตรใหม่นวัตกรรมจากญี่ปุ่น บุกตลาด

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อุปโภคและเคมีภัณฑ์จากญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี ผ่านแนวทาง Co-Creation เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ผงซักฟอกสูตรนวัตกรรมจากญี่ปุ่น เจาะกลุ่มตลาดผงซักฟอกในไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประชาชนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“คาโอ” Co-Creation ร่วมกับ “ซีพี” ส่ง “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ผงซักฟอกสูตรใหม่นวัตกรรมจากญี่ปุ่น บุกตลาด

โครงการความร่วมมือระหว่าง คาโอ และ ซีพี เกิดขึ้นจากความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย และสอดรับกับเทรนด์สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด extra (เอ็กซ์ตร้า) ซึ่งมีสูตรพิเศษจากเทคโนโลยีญี่ปุ่นที่ช่วยขจัดคราบได้ดีในปริมาณน้อย จึงช่วยลดการใช้น้ำและสารเคมีในขั้นตอนการซักผ้า

นวัตกรรมจากญี่ปุ่น คุ้มค่าทุกการใช้งาน

ปัจจุบัน ตลาดผงซักฟอกในประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 21,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเติบโตถึง 7,200 ล้านบาทในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่ม ผงซักฟอกมาตรฐานที่เติบโตถึง 4% ต่อปีในช่วง 2562-2567 สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง 3 ด้านหลัก ได้แก่ ประหยัด ดูแลสุขภาพ และรักษ์โลก จึงทำให้ extra (เอ็กซ์ตร้า) ตอบโจทย์ชัดเจนทั้งในด้านคุณภาพ ราคา และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

extra (เอ็กซ์ตร้า)” ผลิตจากแนวคิด ESG ของ คาโอ ที่มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีต่อทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม มีจุดเด่นที่สามารถใช้น้ำในการล้างผ้าได้เพียงครั้งเดียว ช่วยประหยัดน้ำและเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย

นอกจากนี้ ด้วยการร่วมมือกับ ซีพี ที่มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ extra (เอ็กซ์ตร้า) วางจำหน่ายในช่องทางต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ทั้ง แม็คโคร โลตัส และ 7-Eleven เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาสบายกระเป๋า

คุ้มค่าในราคาเริ่มต้นเพียง 45 บาท

extra (เอ็กซ์ตร้า) มีให้เลือก 2 ขนาด คือ ขนาด 850 กรัม ราคา 45 บาท และขนาด 2,700 กรัม ราคา 125 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมที่สุดเมื่อเทียบกับคุณภาพและประสิทธิภาพในการใช้งาน จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับครัวเรือนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กหรือขนาดใหญ่

ความร่วมมือระหว่าง คาโอและซีพี ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของแนวคิด Co-Creation ที่เน้นให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าสินค้าดีๆ ไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง หากมีนวัตกรรมในราคาที่เข้าถึงได้

เริ่มต้นใส่ใจโลก สบายกระเป๋าทุกวันนี้ กับ “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ที่ทุกครัวเรือนควรมี

ที่มา – “คาโอ” Co-Creation ร่วมกับ “ซีพี” ส่ง “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ผงซักฟอกสูตรใหม่นวัตกรรมจากญี่ปุ่น บุกตลาด

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลาออกจากกรรมการอิสระ SCGP

ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบของบริษัท บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง หรือ SCGP เนื่องจากมีภารกิจอื่นที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 เป็นต้นไป การลาออกครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในคณะผู้บริหารของบริษัทผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของไทย

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลาออกจากกรรมการอิสระ SCGP

รายงานข่าวจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบของ SCGP มาอย่างยาวนาน ได้แสดงความจำนงที่จะลาออกจากการเป็นกรรมการในทุกชุดกรรมการของบริษัท เหตุผลที่ได้รับนั้นคือเนื่องจากมีภารกิจอื่นที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาระงานด้านการบริหารหรือองค์กรอื่น ๆ ที่นางมีส่วนเกี่ยวข้อง

ผลกระทบต่อ SCGP หลังศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลาออก

การลาออกของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นข่าวที่เป็นที่น่าจับตาในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะในวงการบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเน้นการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ SCGP เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่ม SCG ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจบรรจุภัณฑ์และมีฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

  • นางศุภจี มีประสบการณ์ในวงการด้านการเงินและการบัญชี
  • การลาออกเป็นผลจากการมีภารกิจอื่น
  • SCGP ยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์และกำกับดูแลกิจการ

จากข้อมูลที่เปิดเผย ก่อนหน้านี้นางศุภจี ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นกรรมการอิสระของบริษัท โดยมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการตรวจสอบบัญชี มีส่วนช่วยให้คณะกรรมการบริษัทสามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นกลางและโปร่งใส อย่างไรก็ตาม การลาออกในครั้งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างกรรมการของบริษัทในอนาคต

จากที่ผ่านมา SCGP ได้รักษามาตรฐานในการดำเนินธุรกิจไว้สูง โดยเฉพาะเรื่องการกำกับดูแลกิจการ ซึ่งบทบาทของกรรมการอิสระถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส มั่นคง และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน

แม้การเปลี่ยนแปลงรายบุคคลในองค์กรจะถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางครั้งก็อาจส่งผลต่อภาพรวมขององค์กรในระยะสั้น โดยเฉพาะหากบุคคลนั้นมีบทบาทสำคัญในบริษัท SCGP อาจต้องมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการใหม่ และหากจำเป็นอาจต้องแต่งตั้งกรรมการอิสระคนใหม่เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการบริหารและกำกับดูแลกิจการต่อไป

ด้วยบทบาทของ SCGP ที่สำคัญในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย การเปลี่ยนแปลงนี้จึงถือเป็นประเด็นที่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนต้องติดตามให้ใกล้ชิดว่าจะส่งผลต่อภาพรวมธุรกิจของบริษัทในระยะยาวอย่างไร และบริษัทจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในระบบการกำกับดูแลกิจการ

หากคุณเป็นผู้ถือหุ้นหรือติดตามสถานการณ์ในแวดวงธุรกิจจดทะเบียน การลาออกของศุภจี สุธรรมพันธุ์ อาจเป็นเตือนภัยล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องระมัดระวัง

ที่มา – ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ลาออกจากกรรมการอิสระ SCGP

เทศบาลเมืองสระบุรีศึกษาดูงานระบบการผลิตน้ำประปา CYCLONE NANO BUBBLE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อเร็วๆ นี้ เทศบาลเมืองสระบุรีได้จัดโครงการศึกษาดูงานระบบการผลิตน้ำประปา CYCLONE NANO BUBBLE โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานต่างๆ เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อศึกษาเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการผลิตน้ำสะอาด

ศึกษาดูงานระบบการผลิตน้ำประปา CYCLONE NANO BUBBLE

ภายในวันที่ 8-10 กันยายน ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองสระบุรี โดย ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี มอบหมายให้นายศุภชัย ประกายสิทธิ์ รองนายกเทศมนตรี เป็นหัวหน้าคณะพร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ศึกษาดูงานที่ศูนย์บริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารกิจการประปา และการใช้นาโนบับเบิลในการปรับปรุงคุณภาพน้ำออกฤทธิ์จากแหล่งน้ำดิบที่มีคุณภาพต่ำ โดยเน้นการประยุกต์ใช้ฟิสิกส์และเคมีในการกำจัดสิ่งสกปรก เชื้อโรค และกลิ่นเหม็นในน้ำประปา

แนวทางนวัตกรรมในการผลิตน้ำประปา CYCLONE NANO BUBBLE

พ.ต.อ.กฤษฏากร เชวงภักดีโสภาคย์ หัวหน้าทีมวิจัย มูลนิธินวัตกรรมเพื่อความสุข ได้อธิบายถึงหลักการทำงานของนาโนบับเบิล ซึ่งเป็นฟองอากาศขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว เหล่านี้สามารถจับตัวกับสารแขวนลอยและสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการตกตะกอนที่ง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ฟองนาโนบับเบิลยังทำหน้าที่เป็นอ๊อกซิเจนในน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับระบบน้ำ ปรับปรุงคุณสมบัติด้านเคมีของน้ำ ช่วยให้ระบบผลิตน้ำมีความสะอาด ปลอดภัย และมีความพร้อมสูง

ประโยชน์ของระบบ CYCLONE NANO BUBBLE

  • จับสารแขวนลอยได้ดี ทำให้น้ำใสขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดกลิ่นเหม็นในน้ำ โดยเฉพาะจากแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนจากโรงงาน
  • เพิ่มออกซิเจนในน้ำ ขายผลให้คุณภาพน้ำสูงขึ้น
  • กระบวนการผลิตไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย

ดร.มาโนช นาคสาทา ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งอธิบายบทบาทของศูนย์ในการให้บริการเพื่อพัฒนาคุณภาพน้ำผ่านการทดสอบและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง

จากการสอบถามข้อมูลและสาธิตระบบ CYCLONE NANO BUBBLE คณะดูงานได้เข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปา ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าของเทศบาลเมืองสระบุรี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเมื่อคุณภาพน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปาจากแม่น้ำป่าสักมักเกิดการปนเปื้อนอย่างหนัก

ความจำเป็นในการพัฒนาระบบน้ำประปา

ปัญหาการผลิตน้ำประปาคุณภาพต่ำในเทศบาลเมืองสระบุรี เกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานหลายแห่งที่ยังไม่มีระบบบำบัดที่เหมาะสม แม้กฎหมายจะมีแต่การบังคับใช้ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ครบถ้วน ดังนั้น เทศบาลจึงมีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงระบบและพัฒนานวัตกรรมในการผลิตน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

“การศึกษาดูงานนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำไปใช้ปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาให้กับประชาชนในอนาคต” นายศุภชัย กล่าว

ท้ายที่สุด ดร.ภาณุพงศ์ทิพยเศวตนายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี เผยว่า เทศบาลจะเร่งศึกษาแนวทางในการนำ CYCLONE NANO BUBBLE ไปปรับใช้ในโรงงานผลิตน้ำประปาของเทศบาล เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงน้ำสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพอย่างยั่งยืน

การศึกษาดูงานระบบการผลิตน้ำประปาด้วยเทคโนโลยี CYCLONE NANO BUBBLE เป็นอีกหนึ่งก้าวของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านสาธารณูปโภคของเทศบาลเมืองสระบุรี ที่มีความหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาน้ำประปาระยะยาวในอนาคต

หากคุณเป็นผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ อย่ารอช้าที่จะเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ ๆ แบบนี้เพื่อพัฒนาชุมชนของคุณ

ที่มา – เทศบาลเมืองสระบุรีศึกษาดูงานระบบการผลิตน้ำประปา CYCLONE NANO BUBBLE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่