ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

GC ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ยอดจองซื้อกว่า 8 เท่า

วันที่ 11 กันยายน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับโลก เปิดเผยว่าบริษัทในเครือ GC Treasury Center (GCTC) ร่วมมือกับธนาคารชั้นนำ 6 แห่ง ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน มูลค่ารวม 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ

GC ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ยอดจองซื้อกว่า 8 เท่า

การเสนอขายครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของ GC และเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีของกลุ่ม ปตท. ในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบริษัทแรกที่สามารถระดมทุนผ่าน GC ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ได้ในมูลค่ามหาศาล สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างล้นหลามจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมียอดจองซื้อเกินกว่า 8 เท่าของจำนวนที่เสนอจำหน่าย

สร้างความมั่นใจด้านการเงิน

การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเงินของ GC ที่เน้นการบริหารโครงสร้างหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับองค์กร อีกทั้งยังวางรากฐานแข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว แม้อยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่มั่นคง

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC ระบุว่า การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นสัญญาณบวกจากนักลงทุน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการการเงินอย่างมีวิสัยทัศน์ และยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ภายนอก

  • ธนาคารที่ร่วมมือในการออกหุ้นกู้: ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น, ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ., ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย, ธนาคารเจพีมอร์แกนเชส, ธนาคารมิซูโฮ, ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
  • วงเงินการระดมทุน: 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ยอดจองซื้อ: เกินกว่า 8 เท่าของวงเงินเสนอขาย

หุ้นกู้ดังกล่าวแบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่ หุ้นกู้ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ให้ผลตอบแทน 6.50% ต่อปีในช่วงแรก 3 ปี และอีกรุ่น 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ดอกเบี้ย 7.125% ตลอดระยะเวลา 10 ปีแรก มี GC เป็นผู้ค้ำประกันทั้งหมดพร้อมรับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Moody’s และ Fitch

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี GC เปิดเผยว่า ผลผลิตจากการระดมทุนจะนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้เก่า และใช้ในการดำเนินงานทั่วไปของกลุ่มบริษัท GC พร้อมย้ำถึงความยั่งยืนในกลยุทธ์ธุรกิจและการบริหารทางการเงิน

จากความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน ทำให้เห็นได้ว่า GC ยังคงเป็นองค์กรที่นักลงทุนต่างให้ความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการที่มั่นคงและมีเป้าหมายช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากตลาดโลก

ที่มา – GC ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ยอดจองซื้อกว่า 8 เท่า ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน

หนุ่มโวยใส่ซองงานแต่งคือการบังคับ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวเกี่ยวกับ “ใส่ซองงานแต่ง” ได้กลายเป็นหัวข้อที่สร้างความเห็นแยกจากสังคมออนไลน์ โดยมีความคิดเห็นหลากหลายจากผู้ใช้งานบนเว็บไซต์พันทิป ซึ่งเริ่มจากการที่หนุ่มรายหนึ่งได้แชร์ประสบการณ์ของเพื่อนที่แต่งงาน และเมื่อเชิญแขกมาร่วมงาน กลับยังมีการยื่นซองเพิ่มเติม ทำให้เกิดคำถามว่า การใส่ซองงานแต่งคือการบังคับหรือไม่?

ใส่ซองงานแต่งคือการบังคับหรือสิทธิ?

เจ้าของกระทู้ตั้งคำถามว่า การเชิญแขกมาร่วมงานแต่ง แล้วกลับขอซองเพิ่ม ถือเป็นภาระและเหมือนกับการบงการหรือเปล่า โดยเขาเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองว่าเมื่อได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานแต่งแล้ว ต้องขอบคุณคู่บ่าวสาวที่ดูแลทั้งอาหารและการต้อนรับ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่ควรยื่นซองขอเงินเพิ่มอีก

หลากหลายความคิดเห็นจากชาวเน็ตเผยให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกัน เช่น บางคนมองว่าการให้ซองเป็นการมีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระของคู่บ่าวสาว ส่วนอีกหลายคนมองว่า “ใส่ซองงานแต่งคือการบังคับ” และควรจัดงานในรูปแบบที่ไม่เน้นซองเลยดีกว่า

รูปแบบงานแต่งแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

ผู้เขียนกระทู้เสนอแนวทางให้จัดงานแต่งโดยไม่ขอซองจากแขก และกล่าวขอบคุณเพียงแค่การมาร่วมงานอย่างมีความสุข ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับจากหลายคนในเชิงบวกว่า “น่ารัก” และเหมาะสมกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต่างระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งรูปแบบของงานแต่ง อาหาร และของชำร่วย

  • เน้นความคุ้มค่าและจัดงานแบบประหยัด
  • ลดความเครียดในการเตรียมงานแต่ง
  • สื่อสารความรักโดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์

นอกจากนี้ มีการแสดงความเห็นว่า หากยังไม่พร้อมจัดงานแต่งในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ และยังต้องพึ่งพิงเงินซองจากแขก ก็อาจจะยังไม่ควรจัดงานด้วยซ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทั้งในด้านจิตใจและค่าใช้จ่าย

การ ใส่ซองงานแต่ง ถือเป็นประจำเนียมที่มีมานาน แต่เมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยน มุมมองที่เปิดกว้างขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ความจริงใจคือของชำร่วยที่ดีที่สุดแก่คู่新人 ไม่ใช่จำนวนเงินในซองที่แขกส่งมาอีก

สะท้อนความคิดในยุคเศรษฐกิจใหม่

กระทู้นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่เริ่มตั้งคำถามกับธรรมเนียมดั้งเดิมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องของคำร้องขอช่วยเหลือทางการเงิน หรือการเรียกร้องค่าใช้จ่ายในโอกาสต่าง ๆ การ ใส่ซองงานแต่งคือการบังคับ อาจไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แต่เป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการรับรู้ภายในสังคมในยุคปัจจุบัน

คนสมัยใหม่มักโฟกัสไปที่ความหมายที่แท้จริงของงานแต่ง คือการเฉลิมฉลองความรัก การรับรองความสัมพันธ์ที่มั่นคง และการแชร์ความสุขร่วมกันอีกทั้งเพื่อนฝูงและครอบครัว ไม่ใช่การเปรียบเหมือนกับเวที “ระดมทุน”

หากท่านกำลังวางแผนแต่งงาน ลองพิจารณาถามตัวเองดูว่า “แต่งงานเพื่ออะไร?” ให้โอกาสตัวเองและคนรอบตัวด้วยความเข้าใจและความจริงใจ ไม่ใช่แค่ความเครียดในเรื่องซองและค่าใช้จ่าย

ท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้สร้างจากซองเล็กซองหนึ่ง แต่มาจากมุมมองและใจที่เข้าใจซึ่งกันและกันในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นรายได้หรือการใช้ชีวิตในวันแต่งงาน

สำหรับใครที่มีมุมมองหรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เชิญแบ่งปันได้เลยผ่านคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่า “การใส่ซองงานแต่งคือการบังคับ” จริง ๆ หรือยังเป็นเพียงแค่ธรรมเนียมที่ควรค่าให้เคารพ?

ที่มา – หนุ่มโวยธรรมเนียม “ใส่ซองงานแต่ง” คือการบังคับ? ชี้ถ้าไม่พร้อมจัดงานก็อย่าเชิญแขก

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จับมือ ศอ.บต. จัดงาน World HAPEX 2026

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ พร้อมด้วย นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน (กสพ.) ได้ให้การต้อนรับคณะอาจารย์จากสถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัสมัน แตอาลี ผู้อำนวยการสถาบันฮาลาล ที่ห้องปฏิบัติการ ชั้น 3 ของสำนักงาน ศอ.บต. เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดงาน World HAPEX 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมสัมมนานานาชาติด้านฮาลาลที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จับมือ ศอ.บต. จัดงาน World HAPEX 2026

โครงการ World HAPEX 2026 ถือเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายชัดเจนในการส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัสมัน แตอาลี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจำหน่ายสินค้าธรรมดา แต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่กับนักธุรกิจจากนานาประเทศ

งาน World HAPEX 2026 มีจุดประสงค์หลักในการเปิดโอกาสให้สินค้าฮาลาลในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้แสดงศักยภาพ ซึ่งสามารถนำไปสู่การเพิ่ม RTP (Return to Production) และสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้ดีขึ้น ด้วยการนำเสนอคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานในเวทีนานาชาติ

ร่วมมือกันเปิดประตูสู่ตลาดโลก

เลขาธิการ ศอ.บต. ในฐานะพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมฮาลาลในฐานะหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ผ่านสถาบันฮาลาล ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่เพิ่มศักยภาพของท้องถิ่น

  • ยกระดับคุณภาพสินค้าฮาลาล
  • เชื่อมโยงผู้ผลิตกับนักลงทุนต่างประเทศ
  • ส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • สร้างโอกาสทางการค้าอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสถาบันวิชาการ หน่วยราชการ และภาคประชาสังคม ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ และขยายโอกาสทางการค้าในระดับนานาชาติ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากเวทีนานาชาติอย่าง World HAPEX 2026 เพื่อควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพสินค้า สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และยกระดับวิสาหกิจท้องถิ่นให้เติบโตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจชีวภาพในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ประกอบการจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าพลาดโอกาสในการเข้าร่วม World HAPEX 2026 เพื่อนำสินค้าของคุณไปเปิดตลาดโลก

ที่มา – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จับมือ ศอ.บต. จัดงาน “World HAPEX 2026” ยกระดับสินค้าชายแดนใต้ ให้ดังไกลทั่วโลก

โปแลนด์เตือน “ความขัดแย้งเปิดเผย” หลังโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า

สถานการณ์ในยุโรปตะวันออกกลับเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง เมื่อรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า โดรนรัสเซียได้บุกเข้ามาในน่านฟ้าของโปแลนด์ ประเทศสมาชิกนาโต ครั้งล่าสุดนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาค และนำไปสู่การเตือนภัยอย่างรุนแรงจากรัฐบาลโปแลนด์ว่าอาจส่งผลให้เกิด “ความขัดแย้งแบบเปิดเผย” ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

โปแลนด์เตือน “ความขัดแย้งเปิดเผย” หลังโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า

วันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ว่า ได้มีการพบเศษชิ้นส่วนของโดรนในหมู่บ้านวีรีกี-โวลาทางตอนตะวันออกของประเทศ โดยที่เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบพื้นที่และพบว่าบ้านเรือนในพื้นที่ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันแล้วว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ ผู้นำโปแลนด์ เปิดเผยว่า โดรนจำนวนอย่างน้อย 3 ลำ ได้ถูกยิงตกโดยกองทัพอากาศโปแลนด์และพันธมิตรนาโต โดยโดรนเหล่านี้บินล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของประเทศเป็นจำนวน 19 ครั้ง

การเตือนจากผู้นำโปแลนด์ต่อสถานการณ์ที่เพิ่มความตึงเครียด

อีกทั้ง ทัสก์ยังระบุว่า “สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งแบบเปิดเผยมากขึ้นกว่าที่เคย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” ซึ่งถือเป็นคำเตือนที่ออกมาอย่างรุนแรง และแสดงให้เห็นถึงความกังวลด้านความมั่นคงของประเทศยุโรปในยามที่รัสเซียดำเนินการทางทหารในยูเครนอย่างต่อเนื่อง

ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลรัสเซียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าได้เป็นผู้ส่งโดรนเข้าไปในน่านฟ้าของโปแลนด์ โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ทางรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาโจมตีใดๆ ต่อโปแลนด์และนาโต ส่วนกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกลับกล่าวหาว่า รัฐบาลโปแลนด์กำลังเผยแพร่ “เรื่องแต่ง” เพื่อยุติสงครามในยูเครน

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “บททดสอบการตัดสินใจของพันธมิตร” จากการกล่าวของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีผู้นำยูเครน รวมถึงจากสหภาพยุโรป (EU) ที่ถือว่าการกระทำเช่นนี้อาจทำให้พันธมิตรนาโตต้องตัดสินใจอย่างน้อยสองทาง คือ สามารถสกัดสถานการณ์ได้ด้วยการเจรจาอย่างชาญฉลาด หรือให้สถานการณ์วิกฤติขยายใหญ่จนควบคุมไม่อยู่

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของโปแลนด์ได้เผยแพร่วิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ในหมู่บ้านวีรีกี-โวลา ซึ่งแสดงให้เห็นภาพของเจ้าหน้าที่ทหารในชุดประจำการที่กำลังตรวจสอบสถานที่ที่มีเศษชิ้นส่วนโดรนหล่นไว้ทั่วบริเวณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามที่เปิดเผยจากโดรนในยุคสงครามสมัยใหม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกคือ การที่กระทรวงต่างประเทศโปแลนด์ได้เล็งเห็นว่า การที่โดรนบินล้ำน่านฟ้าของประเทศถือเป็น “การโจมตีอย่างรุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ต่อโปแลนด์ นาโต และสหภาพยุโรปโดยตรง ซึ่งหากมองในเชิงยุทธศาสตร์ อาจเป็นหนึ่งในบททดสอบว่าพันธมิตรจะตอบสนองต่อภัยคุกคามภายนอกอย่างไร

จากการติดตามสถานการณ์ในครั้งนี้ สถานทูตสหรัฐฯ ยังคงยืนยันว่า จะอยู่เคียงข้างพันธมิตรนาโต อย่างไรก็ตาม การที่มีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “การโจมตีที่ผิดพลาด” เพื่อโจมตีผู้นำรัสเซียอย่างถนัดเดช่า เครมลิน ยังทำให้ภาพรวมของสถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ในขณะนี้ ครม.โปแลนด์ได้เรียกร้องการประชุมฉุกเฉินกับนาโตทันที เพื่อหาทางออกร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งที่อาจลุกลามทะลักออกนอกพรมแดน

ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหา หรือการปฏิเสธจากฝ่ายรัสเซีย หนึ่งสิ่งที่น่าสังเกตคือ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องใช้จิตวิทยาและกลยุทธ์สูงสุดเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เจ็บเกินเยียวยา เพราะทุกการเคลื่อนไหวของผู้เล่นหลักในเวทีโลกล้วนมีพลังที่สามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนได้ในพริบตา

ที่มา – โปแลนด์เตือน “ความขัดแย้งเปิดเผย” หลังสอยโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า

ด่านชายแดนบ้านแหลมเปิดตามปกติ ชาวไทย-กัมพูชาค้าขายบางตา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568 ด่านชายแดนถาวร บ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเชื่อมต่อกับจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา เปิดให้ประชาชนและผู้ค้าเดินทางข้ามแดนตามปกติ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 15.00 น. โดยเปิดเฉพาะช่องประตูเล็ก ส่วนประตูใหญ่ยังคงปิดอยู่เหมือนเดิม

ด่านชายแดนบ้านแหลมเปิดตามปกติ ชาวไทย-กัมพูชาค้าขายบางตา

การเปิดด่านครั้งนี้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่การเดินทางและการค้าขายของชาวไทยและชาวกัมพูชายังคงมีความบางเบา เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถเดินทางกลับพื้นที่ของตนได้ ทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ผลการประชุมคณะกรรมการการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งล่าสุดถือว่าประสบความสำเร็จ เน้นย้ำว่าพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราดไม่ใช่จุดพิพาทหรือพื้นที่ความขัดแย้ง และยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ ทั้งด้านความมั่นคง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน

ชาวบ้านปลอดภัย ขอเปิดด่านอย่างต่อเนื่อง

นายแหวน พ่อค้าชาวกัมพูชามีอาชีพทำประมงในจังหวัดชลบุรี กล่าวว่าเขายินดีที่ได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวที่ป่วย พร้อมเผยว่า หากสถานการณ์การเปิดด่านดีขึ้น ในอนาคตเขายินดีกลับมาทำงานในประเทศไทยต่อ เพราะรักและคุ้นเคยกับสังคมไทยมาก

ในขณะที่ผู้ค้าไทยในตลาดชายแดนบ้านแหลม อย่าง นางสาวทัศน์ณี เขานุกูล อายุ 42 ปี และ นายดุษฎี มิ่งมิตร อายุ 39 ปี ก็เห็นว่า การเปิดด่านถือเป็นการแสดงความร่วมมือที่ดีระหว่างสองประเทศ แต่ก็ขอให้มั่นใจในเรื่องความมั่นคง หากมีความเสี่ยง ควรมีมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของทั้งสองฝ่าย

  • ด่านเปิดเวลา 09.00 – 15.00 น.
  • เปิดเฉพาะประตูเล็ก ประตูใหญ่ยังปิด
  • การค้าขายยังอยู่ในเกณฑ์บางเบา
  • ประชาชนหวังให้สถานการณ์ดีขึ้น

จากสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ด่านชายแดนบ้านแหลมเปิดตามปกติ ชาวไทย-กัมพูชาค้าขายบางตา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูให้ทุกภาคส่วนกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติในระดับท้องถิ่น ซึ่งหากทุกฝ่ายมีความร่วมมือและเข้าใจซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่ความเจริญร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้

หากคุณสนใจติดตามสถานการณ์ข้ามแดนไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวสารที่ Daily News เพื่อรับข้อมูลข่าวสารล่าสุดอย่างถูกต้อง

ที่มา – ด่านชายแดนบ้านแหลมเปิดตามปกติ ชาวไทย-กัมพูชาค้าขายบางตา

2 รองโฆษกรัฐบาลฝากทีมโฆษกชุดใหม่

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 11 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวขอบคุณพรรคกล้าธรรมที่มอบโอกาสในการทำงานเป็น 2 รองโฆษกรัฐบาล พร้อมทั้งขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนที่คอยให้คำแนะนำในการสื่อสารมวลชนอย่างใกล้ชิด

2 รองโฆษกรัฐบาล ส่งทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่

“ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานในตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก ได้เรียนรู้งานประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นครั้งแรก และถือเป็นโอกาสในการปรับปรุงพัฒนางานร่วมกับสื่อมวลชนให้สื่อสารข่าวสารได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายอนุกูลกล่าว

ดูแลงานสื่อสารสู่ประชาชน

ในทำนองเดียวกัน นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกหนึ่งใน2 รองโฆษกรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่ให้โอกาสในการทำงานมาเป็นเวลา 10 เดือน โดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ทุ่มเททำงานเพื่อสื่อสารข้อมูลจากภาครัฐไปยังประชาชนอย่างเต็มที่ ว่าจะฝากให้ทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่สานต่อภารกิจนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

“มั่นใจว่าทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่จะทำงานได้ดีเช่นเดียวกัน พร้อมขอขอบคุณสื่อมวลชนที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนในรัฐบาลและประชาชน ทำให้สาระดี ๆ ส่งถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างถูกต้อง” นางสาวศศิกานต์กล่าวเสริม

การสานต่อภารกิจภาครัฐ

ทั้งนี้ นางสาวศศิกานต์ยืนยันว่าในช่วงที่ผ่านมานายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกฎหมายหลายฉบับที่รอการพิจารณาคลอด ซึ่งตนหวังว่ารัฐมนตรีคนใหม่จะสานต่อเพื่อความต่อเนื่องของนโยบายที่ดีต่อประชาชนต่อไป

  • การทำงานด้านข่าวสารภาครัฐ
  • การประสานงานกับสื่อมวลชน
  • การสื่อสารเชิงนโยบาย

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลชุดใหม่จะไม่สานต่อนโยบายที่พรรคทำไว้ นางสาวศศิกานต์กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติทำงานอย่างเต็มที่และพร้อมจะรับผิดชอบต่อประชาชนในทุกตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่มีเจตนาอ้างผลงานหรือเก็บอะไรไว้ใช้กดดันในอนาคต ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยความจริงใจและการทำงานจริง

จากการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้ประชาชนต้องการความโปร่งใสและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น การสื่อสารจาก2 รองโฆษกรัฐบาลจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านบทบาทให้กับทีมใหม่ที่จะขับเคลื่อนงานสื่อสารต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในความพยายามของ2 รองโฆษกรัฐบาลที่มอบภารกิจส่งต่อข่าวสารที่ถูกต้องสู่มือประชาชนถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยไทย และเชื่อว่าทีมข่าวใหม่จะเป็นพลังสำคัญเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

หากคุณเป็นผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง การสื่อสารจาก2 รองโฆษกรัฐบาลในครั้งนี้คือหนึ่งในบทสรุปของความพยายามที่ไม่หยุดพัฒนาเพื่อประชาชน คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้? อย่าลืมติดตามข่าวสารเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ จากทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา – ‘2 รองโฆษกรัฐบาล’ฝากทีมโฆษกชุดใหม่สื่อสารงานรัฐบาลถึงมือประชาชน

เร่งรุกช่วยพื้นที่ขาดแคลนน้ำพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก่อนหมดฤดูฝนนี้

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยในช่วงฤดูฝนปีนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก กรมฝนหลวงและการบินเกษตรโดย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดี ได้ออกมาเปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานแนวโน้มฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศในช่วงวันที่ 10-11 กันยายน 2568 โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออก

เร่งรุกช่วยพื้นที่ขาดแคลนน้ำพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก่อนหมดฤดูฝนนี้

ในช่วงวันที่ 12 – 16 กันยายน 2568 กรมฝนหลวงฯ จะเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากคาดว่าฝนจะลดลงในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจึงได้รับการสั่งการให้วางแผนในการปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำมากแล้ว และไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย

สถานการณ์ความต้องการน้ำปัจจุบัน

ขณะนี้ ยังมีพื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งที่ยังต้องการน้ำเพื่อช่วยสนับสนุนการเพาะปลูกในช่วงท้ายฤดูฝน โดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งแม้จะตั้งอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ก็มีความจำเป็นสูงในการเติมน้ำให้กับแหล่งเกษตรกรรมโดยรอบ รวมถึงในจังหวัดยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และชัยภูมิ พื้นที่เหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตของพืช เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

นอกจากนี้ ขอบเขตของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดต่าง ๆ ยังคงมีปริมาณน้ำต่ำกว่า 60% ซึ่งยังต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เช่น เขื่อนลำตะคอง (19.81%) เขื่อนลำนางรอง (23.67%) และอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้น้ำในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ

การดำเนินงานฝนหลวงครั้งสำคัญ

จากข้อมูลที่ได้รับการรายงาน กรมฝนหลวงฯ ได้ดำเนินการกระจายฝนตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 9 กันยายน 2568 รวมระยะเวลา 175 วัน โดยปฏิบัติการทั้งสิ้น 2,185 เที่ยวบิน ครอบคลุมพื้นที่ 63 จังหวัด ซึ่งมีการโหลดฝนลงพื้นที่เกษตรกรรมรวมประมาณ 144 ล้านไร่ และช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก รวม 219 แห่ง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

  • จังหวัดภาคเหนือ: เชียงใหม่ ตาก พะเยา กำแพงเพชร
  • จังหวัดภาคกลาง: พิจิตร เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี
  • จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สกลนคร
  • จังหวัดภาคใต้: ระนอง กระบี่ สงขลา

จากผลการดำเนินงาน พบว่าปริมาณฝนที่ได้จากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 96 ของเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเพิ่มน้ำได้ถึง 50% ผ่านการช่วยจากฝนหลวง อีกทั้งปริมาณฝนสะสมในพื้นที่เขื่อนทั่วประเทศรวมกันสูงถึง 471.28 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทั้งหมด ความต้องการฝนหลวงยังคงมีสูงอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังต้องการน้ำสำหรับการเกษตรและการบำรุง水源 ดังนั้น ประชาชนควรเตรียมความพร้อมและมีความมั่นใจในความพร้อมของหน่วยงานที่ปฏิบัติการ และยังต้องมีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้การปฏิบัติฝนหลวงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์ บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ยังคงต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถดำเนินการเกษตรให้ต่อเนื่องจนสิ้นฤดูฝน ซึ่งหากฝนหลวงสามารถกระจายตัวได้อย่างทั่วถึงและแม่นยำในพื้นที่ที่ต้องการ จะช่วยปรับสมดุลของระบบนิเวศและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารได้เป็นอย่างดี

ที่มา – เร่งรุกช่วยพื้นที่ขาดแคลนน้ำพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก่อนหมดฤดูฝนนี้

เผยผลชันสูตร ‘หัวหน้าเจียน’ อวัยวะครบไม่โดนสิงโตกิน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บัญชาการกองนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ได้เปิดเผยว่า หลังจากได้รับร่างของนายเจียน รังคะรัสมี อายุ 58 ปี มาตรวจสอบ เมื่อคืนวานนี้ก็ได้ทำการชันสูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้นำศพคืนให้ญาติเพื่อดำเนินพิธีกรรมต่อไปตามประเพณี

จากการตรวจชันสูตรเบื้องต้นของทีมผู้เชี่ยวชาญ พบว่า หัวหน้าเจียน มีบาดแผลจำนวนมากทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะบริเวณลำคอ แขน และขา ซึ่งมีอาการฉีกขาดถึงกระดูกหัก และเส้นเลือดฉีกขาด ทำให้เสียเลือดอย่างรุนแรง และบาดแผลที่กระดูกต้นคอ ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตเคลื่อนไหวหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

เผยผลชันสูตร ‘หัวหน้าเจียน’ พบสาเหตุเสียชีวิต

พล.ต.ต.วิรุฬห์ เปิดเผยว่า บาดแผลหลักที่ทำให้ หัวหน้าเจียน เสียชีวิตมี 3 จุด ได้แก่ บาดแผลบริเวณต้นคอที่ทำให้กระดูกหัก บาดแผลที่ต้นขาซึ่งเส้นเลือดแดงและดำฉีกขาด และผลกระทบต่อหลอดลมทำให้ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้

สิงโตไม่ได้กินร่าง หัวหน้าเจียน อย่างที่ผู้คนสงสัย

มีความกังวลว่า หัวหน้าเจียน จะถูกสิงโตกัดกินร่าง อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.วิรุฬห์ ยืนยันว่า หลังตรวจพบว่าอวัยวะของผู้เสียชีวิตยังคงครบถ้วนทั้งหมด ไม่มีอวัยวะใดหายไป มีเพียงบาดแผลฉีกฉีกบางบริเวณ เช่น ลำคอ หน้าอกด้านซ้าย ต้นขาขวา และน่องด้านซ้าย ซึ่งเป็นลักษณะของสัตว์กัด ไม่ใช่การกิน

รวมถึงพบว่ากระดูกซี่โครงหักทั้งสองข้าง และไหปลาร้าหัก ทั้งหมดเป็นบาดแผลจากการถูกทำร้ายจากสัตว์เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ว่ามีการกินร่างกาย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานชันสูตรก็ยังดำเนินการตรวจหาสารเสพติด แอลกอฮอล์ และยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เพื่อดูว่ามีผลต่อพฤติกรรมหรือสภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตหรือไม่ โดยผลลัพธ์ขั้นต้นคาดว่าจะออกภายใน 3 วัน

แม้ว่าญาติของ หัวหน้าเจียน จะยืนยันว่าผู้เสียชีวิตไม่มีอาการผิดปกติหรือเศร้าหมอง แต่ผลของการชันสูตรจะต้องยึดตามหลักหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

พล.ต.ต.วิรุฬห์ สรุปว่า สาเหตุการเสียชีวิตคือจากบาดแผลฉีกขาดจากสัตว์ ก่อให้เกิดการเสียเลือดอย่างรุนแรง และสิงโตยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยผลการสืบสวนยังมีหลักฐานภาพถ่ายที่ชัดเจนถึงลักษณะบาดแผลขนาดใหญ่ซึ่งสามารถดึงข้อมูลประกอบผลการชันสูตรได้

จากกรณี หัวหน้าเจียน พบว่าการสูญเสียครั้งนี้เป็นความเศร้าที่สังคมควรเข้าใจและให้เกียรติกับผู้เสียชีวิต พร้อมให้ความเห็นว่าควรเสริมมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีสัตว์ป่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต

ที่มา – เผยผลชันสูตร ‘หัวหน้าเจียน’ เหยื่อสิงโตขย้ำ อวัยวะอยู่ครบไม่ได้โดนกิน

อธิบดีกรมอุทยานฯ ชี้เหตุสลดสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 11 กันยายน เว็บไซต์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ออกมาให้ข้อมูลกรณีเกิดเหตุให้เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ซาฟารีเสียชีวิตจากการถูกสิงโตทำร้าย โดยระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าเกิดจาก “สัญชาตญาณสัตว์ป่าจู่โจมงับคอ” ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของสิงโตผู้ล่า

อธิบดีกรมอุทยานฯ ชี้เหตุสลดสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องของสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่แสดงออกมาเมื่ออยู่ใกล้กับมนุษย์มากเกินไป โดยเฉพาะลักษณะการจู่โจมโดยการงับคอ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะของสัตว์ป่าชนิดผู้ล่า “กรณีนี้เราเชื่อว่าสิงโตแสดงพฤติกรรมเฉพาะทางสัญชาตญาณมากกว่าอารมณ์หรือความเกลียดชัง” นายอรรถพล กล่าว

มาตรการเพื่อความปลอดภัยในอนาคต

หลังเกิดเหตุ อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ระบุว่าจะเข้าไปตรวจสอบมาตรการดูแลสัตว์ป่าทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการแจ้งครอบครองสัตว์ป่าควบคุมให้มีความถูกต้องครบถ้วน รวมถึงการประเมินแผนเผชิญเหตุและการปฐมพยาบาลของเจ้าหน้าที่ในเหตุฉุกเฉินอย่างละเอียด

  • ตรวจสอบกรงเลี้ยงและสภาพสุขภาพของสัตว์
  • อบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจพฤติกรรมสัตว์ดุร้าย
  • คุมเข้มการให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้สัตว์ดุร้าย
  • ติดตั้งอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น กระบองไฟฟ้า หรือปืนยาง

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ไปสำรวจการครอบครองสัตว์ป่าในระดับท้องถิ่น โดยขณะนี้ในประเทศไทยมีการแจ้งครอบครองสิงโตทั้งสิ้น 624 ตัว จากผู้แจ้งครอบครอง 82 ราย ซึ่งหากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้

ความประมาทของเจ้าหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญ

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณของสัตว์แล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องกับความประมาทของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในรถเสมอเมื่ออยู่ในพื้นที่ปล่อยสัตว์ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตรงตามมาตรการ ทำให้เกิดความเสียหายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“เราต้องเข้าใจสัตว์ป่าดุร้ายไม่ใช่เพื่อนเล่น มันมีสัญชาตญาณที่อาจระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ แม้จะดูเป็นมิตร แต่ก็ยังอันตรายเสมอ” นายอรรถพล กล่าว

สุดท้าย, อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำว่ามาตรการและนโยบายในการจัดการกับสัตว์ป่า ต้องถูกมองอย่างครอบคลุม ไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์เท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของมนุษย์อย่างเป็นระบบ

ในอนาคตหากพื้นที่ใดไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการดูแลสัตว์ได้อย่างถูกต้อง ก็ต้องถูกพิจารณาปิดพื้นที่หรือยึดสัตว์ไปเลี้ยงในสถานที่เฉพาะ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนลึกซึ้งที่เตือนเราทุกคนว่าควรเคารพและเข้าใจธรรมชาติของสัตว์อย่างถูกต้อง เผื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – ‘อธิบดีกรมอุทยานฯ’ ชี้เหตุสลดสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่เป็นสัญชาตญาณสัตว์ป่าจู่โจมงับคอ

เอไอเอไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025 ต่อยอดเยาวชนไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เอไอเอ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ “เอไอเอไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025” เพื่อสานต่อโครงการฝึกทักษะฟุตบอลให้กับเยาวชนไทย ภายใต้การนำของ นางสาวญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสิทธิพิเศษ และกิจกรรมลูกค้า จากเอไอเอ ประเทศไทย เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 8-14 ปี กว่า 400 คน ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกฟุตบอลกับโค้ชสเปอร์ส ซึ่งเป็นโค้ชมาจากการพัฒนาด้านกีฬาจากสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ชื่อดังจากศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เอไอเอไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025

กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนี้ เป็นปีที่ 12 แล้วสำหรับ เอไอเอไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างชื่อเสียงให้กับเอไอเอในด้านการสนับสนุนเยาวชนด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล สิ่งที่เน้นในการจัดกิจกรรมคือการปลูกฝังพื้นฐานการเล่นฟุตบอลอย่างถูกต้อง และพัฒนาทักษะต่าง ๆ อย่างครบวงจรทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสไตล์การเล่นในแบบฉบับนักฟุตบอลมืออาชีพ

ผู้ร่วมสนับสนุนและโค้ชพิเศษ

เวทีครั้งนี้นอกจากจะมีโค้ชสเปอร์สเข้าร่วมแล้ว ยังมีการเชิญ “มิก้า ชูนวลศรี” อดีตนักกีฬาฟุตบอลชาวไทย และรองประธานสโมสรสมุย ยูไนเต็ด เข้าร่วมกิจกรรมเป็นโค้ชฝึกสอนร่วมกับไทยโค้ชทั้ง 12 คน เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีและปลูกฝังวัฒนธรรมการเล่นฟุตบอลอย่างมีวินัย

สำหรับเยาวชนที่มีอายุ 12-14 ปี และมีความสามารถโดดเด่น ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมกิจกรรมพิเศษในโครงการ “เอไอเอ สเปอร์ส อีลิท ฟุตบอล แคมป์ 2025” ซึ่งจัดขึ้นที่มาราลีน่า สปอร์ต รีสอร์ท เกาะสมุย ระหว่างวันที่ 9 – 15 พฤศจิกายน 2568 โดยมีเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 24 คน และสำรองอีก 6 คน ร่วมฝึกซ้อมในรูปแบบที่ได้มาตรฐานจากสเปอร์ส เวย์

  • ฝึกฟุตบอลกับโค้ชสเปอร์สจากพรีเมียร์ลีก
  • ได้รับพัฒนาทักษะแบบครบจังหวะ
  • ต่อยอดเพื่อเข้าสู่ระดับนักเตะอาชีพ
  • สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรักกีฬา

กิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่าง บีจี สปอร์ต, น้ำดื่มสิงห์, เครื่องดื่มรังนกบอนแบค และ เบเกอรี่ตราเลอแปง ซึ่งทุกแบรนด์มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพดีผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ

จากคำกล่าวของนางสาวญดา วงศ์ทองคำ ที่ระบุว่า “โครงการเอไอเอไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025 นี้เป็นหนึ่งในพันธกิจของการทำดีเพื่อสังคมโดยมุ่งเน้นให้เยาวชนมีชีวิตที่เข้มแข็งผ่านกีฬา เพื่อให้พวกเขาได้รู้จักการทำงานเป็นทีม มีสุขภาพจิตและร่างกายที่ดี และokens ฝันในวงการกีฬาอย่างเต็มตัว”

หากคุณเป็นผู้ปกครองที่อยากให้ลูกได้สัมผัสประสบการณ์การฝึกฟุตบอลแบบมืออาชีพ อย่าพลาดติดตามกิจกรรมต่อไปจากเอไอเอ เพราะนอกจากจะเสริมสร้างร่างกายแล้ว ยังส่งเสริมจิตใจและการใช้ชีวิตอย่างบริบูรณ์แบบตามแนวคิดหลักของเอไอเอในภาคีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่าหนึ่งพันล้านคน อันประกอบด้วยคำมั่นว่า Healthier, Longer, Better Lives

ที่มา – เอไอเอ จัดกิจกรรม “เอไอเอไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025”