ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตำรวจสอบสวนกลางผนึก ทรู ป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์

ข่าวดีสำหรับประชาชนที่เป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์! กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ผนึกกำลังกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อช่วยขยายขอบเขตในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนไทยอย่างมากในยุคดิจิทัล

ตำรวจสอบสวนกลางผนึก ทรู ป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันใน 3 ด้านหลัก เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาภัยไซเบอร์ ได้แก่:

  • การบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูล: เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างทันท่วงที
  • การสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์: เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในการรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์
  • การศึกษาและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก: เพื่อพัฒนาวิธีป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ

True CyberSafe เสริมเกราะป้องกันเต็มรูปแบบ

หนึ่งใน亮点ของความร่วมมือนี้คือการนำ True CyberSafe เข้ามามีบทบาทในการปกป้องประชาชนจากภัยไซเบอร์อย่างรอบด้าน โดยบริการนี้มีการสกัดลิงก์แปลกปลอม ระบบกรองสายต้องสงสัย และกรอง SMS หลอกลวง เพื่อรับมือกับพฤติกรรมของผู้ไม่หวังดีในโลกออนไลน์ยุคใหม่

พลตำรวจตรี ไพบูลย์ น้อยหุ่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า “เราตระหนักว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนและทวีความรุนแรงสูงขึ้น การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐและเอกชน”

“ทรูยังสนับสนุนบริการ 9777 Scam Report ให้ประชาชนสามารถแจ้งบล็อกสายมิจฉาชีพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และลดความเสียหายจากการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริม

ร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย

ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย หรือการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ความเสี่ยงจากอาชญากรรมไซเบอร์กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน การร่วมมือแบบใกล้ชิดระหว่าง ตำรวจสอบสวนกลางกับทรู จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยมีความมั่นคงปลอดภัยในโลกออนไลน์ยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทรูยังได้เปิดตัวบริการ True CyberSafe อย่างต่อเนื่อง โดยมีฟีเจอร์หลัก ๆ ได้แก่ System Filter, Call AI Filter และ SMS AI Filter ที่ช่วยตรวจจับและป้องกันการถูกหลอกลวงจากแหล่งอันตรายต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ

ด้วยความร่วมมือที่ต่อเนื่องและการใช้เทคโนโลยีที่เข้าใจผู้บริโภค รัฐและเอกชนกำลังเดินหน้าพัฒนาโลกดิจิทัลให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

เพราะความปลอดภัยในโลกออนไลน์ เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันภัยมิจฉาชีพ

ที่มา – ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ผนึกกำลัง ทรู เดินหน้าภารกิจป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์

เกาหลีใต้จับตา เกาหลีเหนือวางรากฐาน “ลูกสาวท่านคิม” สืบทอดอำนาจ

เกาหลีใต้เริ่มจับตาการเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อปรากฏหลักฐานว่า “คิม จู-แอ” บุตรสาวของผู้นำสูงสุดคิม จอง-อึน เริ่มมีบทบาทในวงการการเมืองของประเทศมากขึ้น หลังจากที่เธอได้ร่วมเดินทางไปกับบิดาเยือนจีนเมื่อไม่นานมานี้ การวางรากฐานของคิม จู-แอ เพื่อสืบทอดอำนาจ ถูกมองว่าเป็นโฉมหน้าใหม่ของระบอบการปกครองในเกาหลีเหนือในอนาคต

เกาหลีใต้จับตา เกาหลีเหนือวางรากฐาน “ลูกสาวท่านคิม” สืบทอดอำนาจ

จากข้อมูลที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (เอ็นไอเอส) เปิดเผย เมื่อเร็วๆ นี้ นายอี ซอง-ควอน สมาชิกสภานิติบัญญัติของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยภายหลังได้รับเชิญให้เข้าร่วมการสรุปข่าวกรองว่า คิม จอง-อึน ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่บุตรสาวในการเป็นทายาททางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่เธอได้ร่วมเดินทางไปกับผู้นำสูงสุดของประเทศในครั้งสำคัญเช่นนี้

การปรากฏตัวอย่างเป็นทางการของคิม จู-แอ

คิม จู-แอ ได้รับการกล่าวถึงด้วยคำว่า “ฮยังโด” ซึ่งหมายถึง “บุคคลแห่งการนำทางผู้ยิ่งใหญ่” โดยสำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีใต้ คำนี้มีการใช้เพียงกับเจ้าหน้าที่สูงสุดของเกาหลีเหนือเท่านั้น นอกจากนี้ เธอยังถูกเรียกอีกว่า “ดาวประกายพรึกแห่งเกาหลี” และ “ลูกรัก” ทั้งในรายการข่าวและรายการทางการเมืองต่างๆ ทำให้ทั้งเกาหลีใต้และนานาชาติเริ่มตั้งตารอว่าเธอจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจจากระบอบครอบครัวคิมในอนาคตหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในสื่อเกาหลีเหนือ คือ เมื่อปี 2565 โดยได้ร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ร่วมกับบิดา หลังจากนั้น เธอก็เริ่มเดินทางไปกับคิม จอง-อึน ในหลายกิจกรรมสำคัญ แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นในทางการเมือง

  • การร่วมเยือนจีน สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลที่อาจเป็นการเปิดฉากใหม่
  • คำขวัญที่ใช้เรียกเธอ เช่น “ฮยังโด”, “ดาวประกายพรึกแห่งเกาหลี” บ่งบอกถึงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อเธอ
  • การเริ่มต้นมีบทบาทในหลายกิจกรรมของประเทศ แสดงถึงการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่อำนาจ

แม้จะมีการคาดการณ์ว่าคิม จู-แอ เป็นบุตรคนที่สองของคิม จอง-อึน กับนางรี ซอล-จู และมีบุตรชายเป็นพี่ชายเกิดปี 2553 แต่รัฐบาลเกาหลีใต้กลับระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันได้” เกี่ยวกับบุตรชายรายนี้ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้คิม จู-แอ กลายเป็นผู้สืบทอดအำนาจในไม่ช้า

เมื่อมองถึงภาพรวมของการเคลื่อนไหวในตอนนี้ เกาหลีใต้จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเห็นถึงโอกาสที่คิม จู-แอ จะกลายเป็นผู้นำในอนาคตของเกาหลีเหนือ หากยังมีกิจกรรมด้านการเมืองและการทหารที่เกี่ยวข้องกับเธอเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายความว่า สงครามเย็นระหว่างสองประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

จะเป็นอย่างไรต่อไป? เพราะแม้เกาหลีเหนือจะยังคงปิดบังข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับผู้สืบทอดอำนาจ แต่ประเทศไทยและนานาชาติคงต้องจับตาสถานการณ์จากแผนการในครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะแต่ละขยับอาจกระทบต่อเสถียรภาพในเอเชียตะวันออกได้

ที่มา – เกาหลีใต้จับตา เกาหลีเหนือวางรากฐาน “ลูกสาวท่านคิม” สืบทอดอำนาจ

อยุธยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำวันประมงแห่งชาติ

วันที่ 21 กันยายนของทุกปี ถือเป็น “วันประมงแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ และร่วมมือกันอนุรักษ์ให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน อยุธยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กิจกรรมที่สร้างความหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง

อยุธยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำวันประมงแห่งชาติ

ณ บริเวณท่าน้ำวัดศาลาปูนวรวิหาร ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา นายวัชระ กระแสร์ฉัตร์ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ได้เป็นประธานในพิธี อยุธยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นกิจกรรมที่ประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดขึ้น เนื่องในโอกาส “วันประมงแห่งชาติ” ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ทั้งหน่วยงานราชการ ประชาชนทั่วไป และกลุ่มผู้ทำการประมง

นางชลธิชา สันติภาตะนันท์ ประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การจัดพิธี อยุธยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ในปีนี้เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เกิดการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากในปัจจุบันสัตว์น้ำมีแนวโน้มลด数量ลงจากการจับเกินขีดจำกัดและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน

พันธุ์สัตว์น้ำที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ในการพิธีในครั้งนี้ มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทั้งหมด 1,240,000 ตัว ประกอบด้วย

  • ลูกปลาแรกฟัก จำนวน 1,000,000 ตัว
  • พันธุ์ปลากินพืชขนาด 2-3 เซนติเมตร จำนวน 200,000 ตัว
  • พันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาด 10 เซนติเมตร จำนวน 20,000 ตัว
  • พันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาด 1.5-2 เซนติเมตร จำนวน 20,000 ตัว

พันธุ์สัตว์น้ำที่ปล่อยลงในคลองเมือง และแม่น้ำเจ้าพระยา จะช่วยให้ระบบนิเวศมีความสมดุลย์ และเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทำการประมงที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำเป็นอาชีพหลัก

การร่วมมือของทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง โดยเฉพาะการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในวันประมงแห่งชาติ ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยเตือนใจให้คนรุ่นใหม่ รู้คุณค่า เข้าใจความสำคัญ และช่วยกันรักษาสิ่งดีๆ ไว้เพื่ออนาคต

หากคุณเป็นผู้ที่รักธรรมชาติและต้องการมีส่วนช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ควรเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีแบบนี้ เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในผู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – อยุธยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำวันประมงแห่งชาติ

“กสทช” ไฟเขียวให้รับฟังความคิดเห็นแผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช” ได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการจัดทำแผนการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ แผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะสิ้นสุดใบอนุญาตการใช้งานคลื่นความถี่โทรทัศน์แบบดิจิทัลในช่วงต้นปี 2572 นี้

น.ส.อรดา เทพยายน ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. ได้มีมติรับทราบ แผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล พร้อมกำหนดกรอบแนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในอนาคต ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

“กสทช” ไฟเขียวให้รับฟังความคิดเห็นแผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล

ในการดำเนินงานครั้งนี้ แผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล จะต้องมีการนำเสนอกลุ่มแนวทางและแนวทางดำเนินการใน 4 มิติสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในอนาคต

1. การบริหารจัดการคลื่นความถี่

ประเด็นหลักอยู่ที่การจัดสรรคลื่นความถี่ให้ธุรกิจโทรทัศน์ภายใต้มาตรฐานความคมชัดที่เหมาะสม การจัดทำแผนความถี่วิทยุ และกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขออนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์แบบ MUX โดยต้องเตรียมราคาตั้งต้นสำหรับประมูลคลื่น เพื่อให้สามารถดำเนินการประมูลได้ในไตรมาส 4 ปี 2571 และเริ่มดำเนินการอนุญาตในเดือนเมษายน 2572

2. การกำกับดูแลอย่างยืดหยุ่น

จะมีการวิเคราะห์กฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคในการประกอบกิจการโทรทัศน์ และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อเปิดพื้นที่โอกาสให้กับผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่

3. การลดภาระต้นทุนประกอบการ

  • การวิเคราะห์ค่าเช่า MUX และปรับปรุงวิธีการควบคุมราคาให้เหมาะสม
  • การทบทวนกฎ Must Carry และจัดทำรายงานเพื่อเสนอ กสทช.

4. การส่งเสริมเนื้อหารายการและพัฒนาศักยภาพ

หนึ่งในจุดสำคัญของแผนคือการส่งเสริมเนื้อหาโทรทัศน์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผ่านเกณฑ์และแนวทางการสนับสนุนรายการดี ๆ ทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการในกลุ่มคนพิการอีกด้วย

การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชน ภาคเอกชน และนักวิชาการในการมีส่วนร่วมในการวางนโยบายโทรทัศน์ดิจิทัลของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะนี่อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในอีกหลายปีข้างหน้า หากคุณสนใจหรือมีความเห็นเกี่ยวกับ แผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล ร่วมพูดคุยและแชร์ความเห็นของคุณผ่านแพลตฟอร์มสาธารณะต่าง ๆ หรือช่องทางที่ กสทช. จะประกาศอีกครั้ง

ที่มา – “กสทช” ไฟเขียวให้รับฟังความคิดเห็นแผนจัดทำข้อมูลฉากทัศน์ทีวีดิจิทัล

4,000 นักวิ่งร่วมซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025

เมื่อเร็ว ๆ นี้ จังหวัดกระบี่ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย และบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด ได้จัดการแข่งขันวิ่ง “ไทยแลนด์ ซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025” ซึ่งมีนักวิ่งจากทั่วประเทศกว่า 4,000 คน มาร่วมสัมผัสเสน่ห์อันงดงามของจังหวัดกระบี่ในเส้นทางโรแมนติกกลางทิวทัศน์อันงดงามของทะเลอันดามัน

4,000 นักวิ่งร่วมซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกระบี่ (อ่าวนาง) และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ การจัดงานมีทั้งหมด 4 ระยะทาง ครอบคลุมทุกระดับความสามารถ ตั้งแต่สายรักการออกกำลังกายไปจนถึงนักวิ่งมืออาชีพ

เส้นทางสุดพิเศษใจกลางธรรมชาติ

ในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน นักวิ่งได้วิ่งตามแนวชายหาดในรูปแบบ Beach Run ระยะ 3 กม. และ 5 กม. ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน ภายใต้ชื่อ “ซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025” จัดการแข่งขันในระยะ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. และมินิมาราธอน 10 กม. พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาด้านการกีฬา การอบรมความปลอดภัยทางการแพทย์ในกีฬามวลชน อีกทั้งกิจกรรม “Krabi World Clean Up Day 2025” ร่วมกับนักวิ่งและอาสาสมัครในการเก็บขยะตามหาด นพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ก่อนเริ่มวิ่ง

ผลการแข่งขันที่น่าตื่นตาคือ แชมป์โอเวอร์ออลชาย ตกเป็นของ มูทอนนีเลียส นะยา นักวิ่งจากประเทศเคนยา จบระยะฮาล์ฟมาราธอนในเวลา 1 ชั่วโมง 7 นาที ส่วน แชมป์โอเวอร์ออลหญิงและหญิงไทย เป็นของ ปิยะนุช สุขชาต เสร็จด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที ส่วน แชมป์โอเวอร์ออลชายไทย เป็นของ “เบล” ณัฐวัฒน์ อินนุ่ม เสร็จในเวลา 1 ชั่วโมง 13 นาที

ทำไมซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025 น่าสนใจ?

“ซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025” เป็นหนึ่งในสนามวิ่งซีนิคมาราธอนซีรีย์ ครั้งที่ 6 ที่ได้รับการยอมรับจาก World Athletics และเป็นรายการกีฬาที่อยู่ในปฏิทินการแข่งขันประจำปีของจังหวัดกระบี่ นอกจากเส้นทางวิ่งที่สวยงาม บรรยากาศที่ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสคือความเป็นมาตรฐานของงาน และความตั้งใจร่วมกันของผู้จัดในการส่งเสริมโรงเรียนและโรงพยาบาลในพื้นที่ ซึ่งมหาวิทยาลัยและองค์กรต่างๆ ร่วมกันบริจาครายได้มากกว่า 2 ล้านบาท

หากคุณเป็นผู้ที่รักสุขภาพ ชอบความท้าทาย หรือกำลังมองหาเส้นทางวิ่งสุดโรแมนติกกลางธรรมชาติ ซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025 คือคำตอบที่คุณต้องไม่พลาด ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Scenic Marathon หรือแฟนเพจ Facebook: Scenic Marathon

ที่มา – 4,000 นักวิ่ง ร่วม “ซีนิค ฮาล์มาราธอน กระบี่ 2025” บนเส้นทางสุดแสนโรแมนติก

แจ้งประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้น

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ฝนที่ตกหนักในภาคเหนือตอนบน มีผลให้ปริมาณน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดมีการไหลผ่านถึง 2,060 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในขณะที่เขื่อนเจ้าพระยามีการปล่อยน้ำเพียง 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

แจ้งประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัวสูงขึ้น

เพื่อรักษาอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และลดผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ด้านท้ายน้ำ กรมชลประทาน ผ่านสำนักงานชลประทานที่ 12 จึงวางแผนใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็น “แก้มลิง” ชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อน ยกตัวสูงขึ้น เล็กน้อย

ระวังน้ำท่วม! ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

การยกระดับน้ำเหนือเขื่อนนี้ ถือเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ระดับน้ำไม่เกิน 17.50 เมตร (รทก.) เพื่อป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ประชาชนในพื้นที่ ควรติดตามข่าวสารจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะผ่านฤดูฝน และหากพบเห็นความผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 ซึ่งเป็นสายด่วนกรมชลประทานตลอด 24 ชั่วโมง

  • ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 เริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • เขื่อนเจ้าพระยาส่งน้ำ 1,900 ลบ.ม./วินาที
  • มาตรการชั่วคราว: ใช้พื้นที่เหนือเขื่อนเป็นแก้มลิง
  • ประชาชนในพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ หากคุณเป็นผู้อยู่อาศัยใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ควรเตรียมแผนอพยพ จัดเก็บทรัพย์สิน และมีข้อมูลการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมเสมอ

ที่มา – แจ้งประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัวสูงขึ้น

พิมพ์มาดาลุยออมสินไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพทะลุ 8 คน

พิมพ์มาดาลุยออมสินไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพทะลุ 8 คน

ในการแข่งขันเทนนิสรายการ “ออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ” สนาม 7 ที่จัดขึ้น ณ สนามของ อบจ.เชียงราย เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568 นั้นถือเป็นการชิงเงินรางวัลรวมสูงถึง 600,000 บาท ซึ่งการแข่งขันในรอบ 16 คน ประเภทหญิงเดี่ยวนั้นเห็นพลังแห่งการผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศอย่างโดดเด่นจาก พิมพ์มาดา ทองคำ อดีตนักหวดทีมชาติไทย ที่โชว์ฟอร์มเหนียวแน่น ยอมรับคู่แข่งได้แค่เพียงเกมเดียวเท่านั้นด้วยสกอร์ 6-1, 6-1 ต่อ เรมิ อิอูจิ นักหวดลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

นักหวดแดนเหนือเตรียมจัดเต็ม

ด้าน “พิมพ์มาดา” อดีตทีมชาติไทยเองก็แสดงประสิทธิภาพสูงในการเคลียร์ผ่านเข้าสู่รอบถัดไปในสนามนี้ และจากการเผชิญหน้ากับ ณัชชารีย์ ธีรโชติจิรานนท์ ซึ่งเป็นคู่ปรับที่รอเธออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยที่ผ่านเข้าสู่แบบก่อนรองชนะเลิศสามารถรักษาการเล่นในระดับรองท็อปเนชั่นแน่นอนหากไปเจอคู่แข่งรุ่นใหม่.fname

อีกทั้งในทุนประกอบของ “ปัญณ์ณวัชญ์ สุทธิสมบูรณ์” ที่พาตัวเองผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศแบบไม่มีพ่ายต่อ คมธัช กิตตโชค หลังผู้เข้าแข่งขันรายอื่นขอยอมแพ้เกมหลังจบแมตช์ 7-6 (5) แต่การกลับมามีดราม่าเล็กน้อยเมื่อ ปัญณ์ณวัชญ์ เหลือพอยส์แค่ 2-0 Ret. แต่ได้บ่งบอกเหตุเจ็บศีรษะ ยืนยันนักหวดรายอื่นตัดสินใจโยนทิ้งฉากให้อีกด้าน

ปัญณ์ณวัชญ์ สุทธิสมบูรณ์
ปัญณ์ณวัชญ์ สุทธิสมบูรณ์ ตัวแทนแรงขับเคลื่อนวงเทนนิสไทย

ประเภทชายเดี่ยวผู้เล่นเก่งสร้างสีสัน

ความน่าสนใจยังหยั่งรากลึกกับประเภทชายเดี่ยวจากผลแมตช์อื่น ๆ เช่น ธนกร ศรีรัตน์ ชนะ โชติพงศ์ อินชัย 6-2, 6-0 เซเมน โวโรนิน เก็บชัยเหนือ พีรวัชร สุขใจ (ชลบุรี) 6-2, 6-3 เป็นต้น

ประเภทหญิงเดี่ยวชนะด้วยผลดีๆ ต่อเนื่องอยู่ เช่น ลัลดา กำหอม เอาชนะ ภัทรวดี ชนะวงศ์ 6-3, 6-1 และ โชติรินทร์ แก้วก่า เขี่ยตกหนักเอาชนะ เขมิกา เรืองปาน 6-2, 6-3 ด้วยสกอร์ฉิวเฉียบ ล้วนเล่นนอกความสามารถจริงๆ

  • ประเภทชายคู่ ชัยแน่นอนจาก ภูชิสส์ สุขใจ-ชาร์ลส์ กล่ำสมบัติ ที่เอาชนะ สิทธวีร์ กุลพิศาลรัศม์-ปัณณธร สุกสด 6-0, 6-2
  • อีกหนึ่งแมตช์จาก พิชญะพงษ์ โสภณพิสุทธิ์-ธนกร ศรีรัตน์ แพ้ ปุญชัช สุนทรปกาสิต-อิงพล อินนุพัฒน์ 6-3, 7-5

รวมถึงบทดวลในประเภทคู่ผสม เครดิต ไชยรินทร์-ทิพย์ธารา สองเป็ง ที่มาแรงหลังมันชนะ ณัชชารีย์ ธีรโชติจิรานนท์-เตชธรรม ศรีเสน 6-2, 6-4 แบบน่าทึ่งในสกอร์.matcher

โอกาสพัฒนาหลัง对自己ความสำเร็จ

หากมองย้อนภาพจากการเติมจริงที่เกิดขึ้นในสนาม “ออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ” ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่นับว่าเป็นเพียงแก่น낀 CActive ในลำดับอันดับนำของเทนนิสหญิงไทยที่ประสบความสำเร็จอีกต่อไป นับว่า จำเป็นต้องย้ำอีกครั้งถึงการยืนหยัดในสังเวียนมืออาชีพของ ฯพณฯ ที่อาจจะเปรียบได้กับ ‘ทหารมือถือ’ ขยันเช็คแผนประจำวัน พร้อมยกให้นักหวด คนรุ่นใหม่เข้ามามีผลตรงมากนักหนา หากมุ่งประโยชน์ทางแรงบันดาลใจในระยะกลาง-ยาว

ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้ชมสามารถจับตาพิมพ์มาดาและคนรุ่นใหม่ด้วยความพอใจในการเพลิดเพลินเกมอย่างเต็มตัว จะยิ่งกระตุ้นความนิยมและการเติบโตแตกผลักดันวงการเทนนิสให้เข้มแข็งและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นและจะเห็นได้ว่าการตลาดเพื่อวงการสมควรต้องเน้นจากทัศนคติผู้ว่าแผ่นดิน ไม่ใช่ผลตอบแทนเฉพาะครั้งเดียวmatcher.matcher

ติดตามข่าวสารวงการเทนนิสไทยได้ที่นี่ตลอดเวลา เพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญ!

ที่มา – “พิมพ์มาดา” โชว์ฟอร์มอดีตทีมชาติไทย ทะลุ 8 คน ศึกเทนนิส “ออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ”

ซึ้งกันทั้งกระทรวงดีอี! จัดงานอำลาตำแหน่ง “ประเสริฐ”ข้าราชการอวยพรขอให้ได้กลับมาบริหารอีกครั้ง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 กันยายน 2568 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศูนย์ราชการอาคาร ซี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้เดินทางมาร่วมงานอำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งภายในงานมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพนักงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความซาบซึ้งใจของทุกคน

ซึ้งกันทั้งกระทรวงดีอี! จัดงานอำลาตำแหน่ง “ประเสริฐ”ข้าราชการอวยพรขอให้ได้กลับมาบริหารอีกครั้ง

ก่อนเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ นายประเสริฐได้เดินทางไปไหว้ศาลสิ่งศักสิทธิ์ ณ บริเวณศูนย์ราชการอาคาร บี เพื่อเสริมโชคลาภ ก่อนจะเดินทางมาร่วมงานที่อาคาร ซี ซึ่งเป็นจุดจัดงานอย่างเป็นทางการ ณ โถงชั้น 1 โดยมีนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นผู้กล่าวต้อนรับ

บรรยากาศอบอุ่นจากข้าราชการ

ในช่วงหลักการของพิธี นายประเสริฐได้ขึ้นเวทีกลางเพื่อขอบคุณผู้บริหารและข้าราชการที่ได้ร่วมงานกับท่านมาเป็นเวลา 2 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศในงานชัดเจนว่าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและผูกพันอย่างลึกซึ้ง หลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะถือเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของท่านในตำแหน่ง

หลังจากกล่าวคำขอบคุณ ข้าราชการได้เข้าแถวเพื่อมอบดอกไม้อำลาให้กับนายประเสริฐ โดยหลายคนไม่เพียงแค่แสดงความเคารพผ่านดอกไม้ แต่ยังมีคำพูดที่น่าประทับใจ เช่น “ต้องการให้ท่านกลับมาบริหารกระทรวงดีอีอีกครั้ง” ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง แม้ตัวนายประเสริฐเองก็ยิ้มพร้อมกับมีน้ำตาซึมคลอแววตา

  • บรรยากาศในงาน เต็มไปด้วยความอบอุ่นและสัมพันธ์ภาพอันดี
  • ข้าราชการ ต่างแสดงความรักและความเคารพในตัวนายประเสริฐอย่างเห็นได้ชัด
  • มอบดอกไม้อำลา เป็นช่วงเวลาสำคัญที่แสดงความผูกพัน
  • คำอวยพร ให้ท่านกลับมาดูแลกระทรวงอีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นในความสามารถ

เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมทั้งหมด ข้าราชการต่างยืนส่งท่านประเสริฐจนขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับ โดย.leave กระทรวงอย่างเป็นทางการ เป็นฉากปิดท้ายที่ทั้งอบอุ่นและน่าจดจำสำหรับทุกคนในกระทรวงดีอี

ณ จุดสิ้นสุดของการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นในระหว่างการดูแล หรือความรักที่ทุกคนให้กับตัวท่าน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนของผู้นำที่ไม่เพียงแต่มีความสามารถ แต่ยังเป็นที่รักของทุกคนในสังกัด

หากคุณเคยทำงานกับนายประเสริฐมาก่อน คุณคงเข้าใจดีถึงความพิเศษในตัวท่าน และหากมีโอกาสได้พบกับท่านอีกครั้งในอนาคต คงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

ที่มา – ซึ้งกันทั้งกระทรวงดีอี! จัดงานอำลาตำแหน่ง “ประเสริฐ”ข้าราชการอวยพรขอให้ได้กลับมาบริหารอีกครั้ง

ระวังไตพัง! 5 อาหารไม่เค็มแต่ทำร้ายไต

ในยุคที่สุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนมักเลี่ยงอาหารเค็มเพื่อรักษาไต แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาหารที่ดูไม่เค็ม ก็สามารถทำร้ายไตได้เช่นกัน หากไม่ระวังการบริโภค

ระวังไตพัง! 5 อาหารไม่เค็มแต่ทำร้ายไต

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาเตือนประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของอาหารบางชนิดที่ไม่เค็ม แต่ส่งผลเสียต่อไตอย่างเงียบงัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง

1. ขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่

ใครจะรู้ว่า ขนมปัง เครื่องเบเกอรี่ เช่น โดนัท ครัวซองต์ หรือพัฟเฟิล อาจมีผงฟูซึ่งเป็นแหล่งของโซเดียมและฟอสฟอรัสที่สูง แม้ไม่เค็มแต่ทำให้ไตต้องขับของเสียมากขึ้น และอาจสะสมเป็นน้ำค้างในไต

  • เลือกขนมปังโฮลวีตหรือขนมปังยีสต์ธรรมชาติ (Sourdough)
  • หลีกเลี่ยงขนมปังขาวหรือที่มีผงฟูสูง

2. ชาไข่มุกและเครื่องดื่มหวานจัด

เครื่องดื่มยอดฮิตเช่นชาไข่มุก กาแฟเย็น ชาเขียวปั่น อาจมีสารให้ความหวานสูงถึง 10-15 ช้อนชา ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงของเบาหวาน ส่งผลให้ไตเสื่อมได้เร็วในระยะยาว

  • สั่งหวานน้อยหรือไม่ใส่น้ำตาลเลย
  • ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มสำเร็จรูป

3. ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว และอาหารแป้งขัดสี

แป้งขัดสีหรือข้าวขาว ใช้เวลาในการย่อยน้อย ยกน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อกรองของเสียและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • เปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่
  • ควบคุมปริมาณแป้งในมื้อเย็น

4. น้ำจิ้มและซอสปรุงรส

แม้จะไม่เค็มจนรู้สึกชัด แต่น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสพริก หรือน้ำจิ้มหมูกระทะก็มีปริมาณโซเดียมสูง บางชนิดยังมีน้ำตาลและฟอสฟอรัสแฝงอยู่

  • เลือกซอสสูตรโซเดียมต่ำ
  • ทำซอสเองเพื่อควบคุมส่วนผสม

5. ผลไม้หวานจัดและน้ำผลไม้สำเร็จรูป

ผลไม้ที่ดูดี เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย มะม่วงสุก หรือน้ำผลไม้ที่ใส่น้ำตาลเสริม อาจมีปริมาณน้ำตาลสูงและดูดซึมเร็ว ทำให้ไตต้องขับน้ำตาลส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง

  • เลือกผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง เบอร์รี่ ส้มโอ
  • กินผลไม้เป็นชิ้นแทนการปั่น

ทั้งนี้ นายแพทย์เจษฎ์ ย้ำว่า “ไตเสื่อมไม่ได้เกิดจากของเค็มเพียงอย่างเดียว” การดูแลไตควรเริ่มจากการเลือกอาหารให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดี ไม่ใช่แค่ลดเค็มอย่างเดียว

เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมวันนี้ ก่อนที่ไตจะพังจนไม่สามารถกลับคืนมาได้!

ที่มา – ระวังไตพัง! 5 อาหารไม่เค็ม แต่ทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัว

กรมอุทยานฯ เผยขังรวมแล้ว 5 สิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 11 กันยายน เกิดเหตุสุดเศร้าที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสิงโตรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ล่าสุดทาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางสวนสัตว์ได้นำสิงโตทั้ง 5 ตัวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวรวมกับอีก 2 ตัวที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน นำไปขังรวมกันในกรงขนาดใหญ่เพื่อควบคุมพฤติกรรมของสัตว์ และลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกแยกหรือเคลื่อนย้ายบ่อยครั้ง

กรมอุทยานฯ เผยขังรวมแล้ว 5 สิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่

ภายหลังจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่ง กรมอุทยานฯ ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาวิธีการจัดการสิงโตกลุ่มนี้ให้เหมาะสม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า การนำสิงโตทั้ง 7 ตัวมารวมกันในกรงเดียวกันจะช่วยให้พวกมันรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสในการย้อนรอยพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้สิงโตทั้ง 5 ตัวที่ตอบโต้โดยตรงกับเจ้าหน้าที่มีชื่อดังนี้ ได้แก่ ทรัมป์ (เพศผู้ ตัวตะปบ), ไบท์ (เพศผู้ ตัวตาม), อ้อน (เพศเมีย ตัวตาม), อ้าย (เพศเมีย ตัวตาม) และ ยาว (เพศเมีย ตัวตาม) โดยสิงโตทั้งหมดนี้มีอายุประมาณ 10 ปี

พฤติกรรมก้าวร้าวของสิงโต ใครเป็นผู้นำ?

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า สิงโต ทรัมป์ เป็นตัวนำในการโจมตีเจ้าหน้าที่ก่อนที่ตัวอื่น ๆ จะทำตาม สื่อถึงว่าเป็นตัวผลักและมีความเป็นผู้นำในกลุ่ม ขณะที่สิงโตตัวอื่น ๆ แสดงพฤติกรรมร่วมมืออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนักพฤติกรรมสัตว์วิเคราะห์ว่า อาจเป็นผลกระทบจากความเครียดที่สัตว์รับรู้ หรือการเปลี่ยนแปลงในบรรจุการของสวนสัตว์ที่เกิดขึ้นในช่วงช่วงเวลานั้น

ในวันเกิดเหตุมีสิงโต 7 ตัวอยู่ในกรงเดียวกัน โดยมีสิงโตเพศผู้ 3 ตัว และเพศเมีย 4 ตัว การศึกษาและสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

การจัดการอย่างไรหลังจากเหตุการณ์

ขณะนี้ สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ได้เริ่มการฟื้นฟูพื้นที่ที่เกิดเหตุ และมีการจัดทำมาตรการความปลอดภัยใหม่ขึ้นมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ในอนาคต รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมมากขึ้นต่อพฤติกรรมที่อาจไม่คาดคิดของสัตว์ในกรง

ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ ยังได้นิมนต์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ป่าจากต่างประเทศมาร่วมศึกษาแนวทางจัดการสิงโตเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการสวนสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ โดยทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพัฒนาวิธีการปฏิบัติด้านความปลอดภัย ตลอดจนเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์ให้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญในการวางนโยบายสัตว์ประจำสถานที่ในอนาคต

ที่มา – ‘กรมอุทยานฯ’เผยขังรวมแล้ว 5 สิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่ ‘ทรัมป์’เป็นตัวนำก่อนตัวอื่นตาม