ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปคม.ดึงตำรวจจิตอาสาสร้างสวนผักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเยาวชนระยอง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 กันยายน 2568 ที่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) โดยกองกำกับการ 2 บก.ปคม. นำโดย พันตำรวจเอก วริษฐ์ ปทุมารักษ์ ผู้กำกับการกอง 2 บก.ปคม. พร้อมด้วยตำรวจจิตอาสาสังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง ร่วมกับจิตอาสามูลนิธิเอ็กโซดัส และมูลนิธิซายเอนเทีย ได้ร่วมลงพื้นที่จัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “รวมใจจิตอาสา พัฒนาพื้นที่ สร้างสวนผักเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านเกษตร และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในความดูแลของสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง

รวมใจจิตอาสา พัฒนาพื้นที่ สร้างสวนผักเศรษฐกิจพอเพียง

บรรยากาศภายในงานคึกคักไปด้วยความอบอุ่น มี นางสาวนพพนา เจริญธรรม ผู้ปกครองสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่สถานคุ้มครอง น้อง ๆ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง และน้อง ๆ บ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ทุกคนต่างตื่นเต้นและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น

ปลูกผักปลอดภัย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต

โครงการ รวมใจจิตอาสา พัฒนาพื้นที่ สร้างสวนผักเศรษฐกิจพอเพียง ยังมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัติจากการค้ามนุษย์ พร้อมให้ความรู้แนวทางป้องกันตนเองจากสถานการณ์เสี่ยง ผ่านกิจกรรมบรรยายให้ความรู้ มอบสิ่งของจำเป็น ร่วมกันจัดเตรียมพื้นที่ปลูกผัก และกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างอบอุ่น เสริมความสัมพันธ์กับเด็ก ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

  • เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
  • ฝึกทักษะพื้นฐานทางการเกษตร
  • ป้องกันภัยจากการค้ามนุษย์
  • สร้างความมั่นคงทางอาหาร
  • ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม

พันตำรวจเอก วริษฐ์ ปทุมารักษ์ เปิดเผยว่า โครงการนี้ไม่เพียงแค่สนับสนุนสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเด็กเท่านั้น ยังมุ่งสร้างทักษะการพึ่งพาตนเอง ผ่านการปลูกผักปลอดสาร พัฒนาแปลงเพาะเห็ด และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเป็นคนดีของสังคมในอนาคต

จิตอาสามอบรอยยิ้ม ปลูกฝังภูมิใจในตนเอง

นางสาวนพพนา เจริญธรรม กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของตำรวจและจิตอาสาในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เด็กเห็นคุณค่าของการเป็นคนดี และตระหนักถึงศักยภาพในตนเอง “การได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่าการปลูกผัก ทำอาหาร และมีความพอเพียง คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ”

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลในการขับเคลื่อน รวมใจจิตอาสา พัฒนาพื้นที่ สร้างสวนผักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน พร้อมปลูกฝังเยาวชนให้มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ จากความรู้และคุณธรรมที่ดี

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของการร่วมมือ และความมุ่งมั่นของบุคลากรในทุกด้านที่มุ่งทำดีเพื่อสังคม การดำเนินการไม่ได้มุ่งเพียงให้เกิดความดีในระยะสั้น แต่เป็นการบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรม ให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมีคุณค่าในอนาคต

ชมรมจิตอาสาจะยังคงดำเนินโครงการต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมเยาวชนและสร้างสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน คุณค่าของผักหนึ่งต้น คือ คุณค่าของเด็กหนึ่งชีวิต

ที่มา – ปคม.ดึงตำรวจจิตอาสาหนุนเยาวชนสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง สร้างสวนผักเศรษฐกิจพอเพียง

นาบิล-ยูนิส-ปตท. อวดฟิต ลุยศึก ONE ลุมพินี 126

เมื่อเร็วๆ นี้ “นาบิล อานาน” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.), “ยูนิส อานาน” และ “ปตท. อภิชาติฟาร์ม” นักสู้จากทีมเมห์ดี ซาทูต ได้ร่วมกิจกรรมเช็กฟิต (Open Workout) เพื่ออัปเดตความพร้อมก่อนลงสนามในศึก “นาบิล-ยูนิส-ปตท. อวดฟิต ลุยศึก ONE ลุมพินี 126” ซึ่งจะถ่ายทอดสดจากสนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ส่งไปทั่วโลกในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้

นาบิล-ยูนิส-ปตท. อวดฟิต ลุยศึก ONE ลุมพินี 126

กิจกรรมเช็กฟิตจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เป็นโอกาสให้ทั้ง 3 นักสู้ได้โชว์ฟอร์มล่าสุดให้กับสื่อมวลชนได้เก็บภาพและสัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง ขณะเดียวกันก็สร้างความตื่นเต้นให้แฟน ๆ ก่อนขึ้นสังเวียนในศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

ซ้อมแบบเต็มพิกัด เตรียมลุยศึก ONE ลุมพินี 126 อย่างเต็มตัว

สำหรับ “นาบิล” ที่จะท้าชิงตำแหน่งแชมป์ ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต กับ “อิเลียส เอ็นนาฮาชิ” อดีตแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต ที่เป็นนักชกที่ไม่แพ้ใครมาตลอด 5 ไฟต์ล่าสุด เขามั่นใจว่าการเตรียมตัวครั้งนี้มาอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาฝึกเกือบ 3 เดือนเต็ม

“การซ้อมคิกบ็อกซิ่งไม่ต่างจากมวยไทยมากนัก แต่ผมเน้นพัฒนาฟุตเวิร์กและความเร็ว สไตล์ที่เหมาะกับนักชกตัวเล็ก ซึ่งจะช่วยให้ผมทำจุดเด่นเหนือคู่ต่อสู้คนอื่น ๆ ได้”

จากประสบการณ์ในการชกต่อเนื่องหลายไฟต์ในอดีต “นาบิล” เลือกให้ตัวเองพักยาวเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่ก็ยังพร้อมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจสำหรับศึกครั้งนี้อย่างแน่นอน

เชื่อมั่นสูตรสำเร็จ ยูนิส ลุยต่อในนวมเล็ก

สำหรับ “ยูนิส อานาน” เขาจะเปิดศึกกับ “ฮุน ฮวาง ฟี” นักชกดีกรีแชมป์ Road To ONE เวียดนาม ในกติกามวยไทย รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.) ซึ่งถือเป็นศึกที่ยากไม่แพ้ไฟต์ใด และเขาก็เตรียมพร้อมกันอย่างครอบคลุม

“ไฟต์นี้ซ้อมเกินร้อยเลยครับ สูตรการชกที่ผมใช้ในไฟต์แรกได้ผลดี ซึ่งครั้งนี้ก็พัฒนาและปรับใช้ได้อย่างเต็มที่ สไตล์ของคู่ต่อสู้ครั้งนี้ค่อนข้างคล้ายกันเลยครับ แต่ผมรู้สึกว่าออกแบบการเคลื่อนไหวเขาจะช้ากว่ามาก”

ปตท. กลับมาล้างแค้นกับอาเลสซิโอ ต้องชนะให้ได้

ปตท. อภิชาติฟาร์ม” เตรียมชกแบบล้างแค้นกับ “อาเลสสิโอ มาลาเทสตา” นักสู้ชาวอิตาลี ในกติกามวยไทยน้ำหนัก 147 ป. หลังจากไฟต์ก่อนหน้าที่ต้องพ่ายคะแนนแบบไม่เอกฉันท์ให้กับ “เอเลียส อับเดลาลี”

“จากไฟต์ที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องหลักในเรื่องการปล่อยตัวเองเปิดหน้าโดยไม่มีการป้องกัน ทีมเทรนเนอร์จึงช่วยปรับการซ้อมใหม่หมดให้แน่นอนสูตรใหม่ ป้องกันได้ดีขึ้น มีสเตปหลบเร็วขึ้น และออกอาวุธได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

  • สถานที่แข่งขัน: สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา)
  • วันที่แข่งขัน: วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568
  • เวลาเริ่มถ่ายทอดสด: เวลา 20.30 น.
  • ช่องทางรับชม: ช่อง 7HD กด 35 และสตรีมมิ่งออนไลน์ทั่วโลก

สำหรับแฟนมวยที่พลาดการซื้อบัตรเข้าชมในสนาม ก็ยังสามารถติดตามการถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD กด 35 หรือติดตามข่าวสารอัปเดตได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทางการของ ONE Championship

นาบิล-ยูนิส-ปตท. อวดฟิต ลุยศึก ONE ลุมพินี 126” เป็นศึกที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะนักสู้ระดับโลกจะเดินสายกันแสดงฝีมือให้แฟน ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศได้ชมแบบจัดเต็ม ใครที่ชอบความมันส์และการดวลฝีมือหัวกระดูก ห้ามพลาดเด็ดขาด

ที่มา – “นาบิล-ยูนิส-ปตท.” อวดฟิต พร้อมลุยศึก ONE ลุมพินี 126

50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล สานสัมพันธ์ไทย-จีน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เปิดโครงการ “50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” เพื่อส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความงดงามของชุมชนจีนในประเทศไทย พร้อมทั้งสานสัมพันธ์ไทย-จีนที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยคนใหม่ในการเป็นผู้นำทางด้านพลังบวก และออกนำเที่ยวอย่างใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่สนใจเส้นทางสายศรัทธาแห่งนี้

50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล สานสัมพันธ์ไทย-จีน

คุณวัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวจีนในประเทศไทย ที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมอันหลากหลาย พร้อมเผยแผ่เรื่องราวของศาลเจ้าจีนในแต่ละพื้นที่ ทั้งในมุมของความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ และการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โครงการ “50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญ อาทิ PT Max Card, C.P. Land, Sixt และ Xpeng ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าให้กับการเดินทางของนักท่องเที่ยว

สมาชิก Max Card ลุ้นทริปพิเศษไปกับ คฑา ชินบัญชร

คุณพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดกิจกรรม “สมาชิก Max Card แชะ&แชร์” โดยให้นักท่องเที่ยวส่งรูปถ่ายและเรื่องราวที่ประทับใจจากการท่องเที่ยวตามศาลเจ้าจีน คัดเลือกผู้ชนะเพื่อรับรางวัลพิเศษ ได้แก่ ทริปสุด exclusive กับ 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร ผู้มีพลังบวกและเปี่ยมไปด้วยความเชี่ยวชาญเป็นผู้นำเยี่ยมชม จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง)

ทั้งนี้ โรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ปภายใต้การบริหารของ C.P. Land ยังให้ความสำคัญกับเวทีนี้ โดยมีคุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม เปิดเผยว่า เมื่อสมาชิกผู้ถือบัตร Max Card ทำการจองห้องพักกับโรงแรมในเครือ จะได้รับสิทธิพิเศษอย่างครบครันร่วมกับการท่องเที่ยวเพื่อสานสัมพันธ์ไทย-จีนในครั้งนี้

ขับรถเช่า EV ลุยเส้นทางศาลเจ้าจีนได้สะดวกทุกเส้นทาง

บริการรถเช่าจาก Sixt Rent a Car และ Xpeng เสริมความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว โดยให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าและรถเชื้อเพลิงที่มีหลากหลายรุ่น เช่น Xpeng G6, Zeeker X, AION Y และ BYD ATTO3 ราคาประหยัดอย่างน่าคุ้มค่า คุณภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป Sixt เผยว่า นี่คือโอกาสทองที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจ ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน คุณอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ยังได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ายนตกรรม XPeng X9 และ G6 ให้กับนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมและเพลิดเพลินไปกับเทคโนโลยีขั้นสูง และเลือกเดินทางผ่านเส้นทางศาลเจ้าจีนอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย

โครงการสานสัมพันธ์ ไทย-จีน ผ่าน 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านวัฒนธรรมและความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์และความหลากหลาย ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวก และสร้างความทรงจำที่ดีอันเป็นมงคลได้อย่างแน่นอน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวศรัทธาแบบแท้จริงได้แล้ววันนี้ พร้อมสร้างภาพความทรงจำดี ๆ บนเส้นทางที่มีอายุยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ พร้อมเติมเต็มพลังด้วย อ.คฑา ชินบัญชร และโอกาสพิเศษจากพันธมิตรต่าง ๆ อย่าพลาดกับเส้นทางแห่งความเชื่อที่กำลังมาแรงนี้

ที่มา – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชู คฑา ชินบัญชร นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน

‘ภูมิธรรม’ ตอบ ‘อนุทิน’ เร่งแก้ปัญหา 4 เดือน แต่โยกข้าราชการมหาดไทย

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เตรียมโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจำนวนมาก ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การย้ายข้าราชการไม่ได้เกิดขึ้นทันทีภายใต้รัฐบาลใหม่ แม้ตนจะมีอำนาจในการดำเนินการ แต่เน้นทำงานอย่างรอบคอบ

‘ภูมิธรรม’ ตอบ ‘อนุทิน’ เร่งแก้ปัญหา 4 เดือน แต่โยกข้าราชการมหาดไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ได้เริ่มโยกย้ายทันทีหลังรับตำแหน่ง ขณะที่ข้าราชการชุดเก่าบางส่วนก็ได้ย้ายไปแล้ว 20-30 คน โดยเขาให้ไปตรวจสอบว่าคนที่ผ่านมาbone ทำงานอย่างไร และหากเคยกล่าวว่าจะแก้ปัญหาภายใน 4 เดือน แต่กลับเริ่มโยกโยกข้าราชการอย่างรวดเร็ว จึงต้องถามกลับว่าสิ่งที่ทำมีคุณธรรมจริงหรือไม่

เชื่อการย้ายเพื่อประโยชน์ในการทำงาน

“ผมคงย้ายผู้ว่าฯบุรีรัมย์ก่อน แต่นี่ยังไม่ได้ย้ายเลย ส่วนที่ย้ายอธิบดีกรมการปกครองไป ใครก็รู้ว่าโตมาจากไหน ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ขึ้นมาเป็นอธิบดี ปภ. ปีเดียวเอง และขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง ก็หมดอายุแล้ว ผมก็คิดว่ามันมีเรื่องราวต่างๆที่คิดว่าย้ายน่าจะดีที่สุด ไม่อยากจะทำอะไรที่มากไปกว่านี้” ภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามถึงการโยกย้ายเพื่อความเข้ากันได้กับรัฐบาลชุดใหม่ นายภูมิธรรม ยืนยันว่าถือเป็นสิทธิ์ของผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม ขอความโปร่งใสว่าหากย้ายเพื่อความยุติธรรม ควรจะตรวจสอบได้ว่าข้อมูลเรื่องข้าราชการที่โยกย้ายมานั้นไม่มีความผิดพลาด หรือไม่มีเรื่องที่ขัดต่อคุณธรรมจริยธรรม

  • โยกผู้ว่าราชการจังหวัดที่ครบวาระ
  • เคลื่อนไหวในกรมต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามวาระ
  • ตรวจสอบข้อมูลข้าราชการเพื่อความโปร่งใส

ท่านกล่าวอีกว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้ตรวจสอบข้อมูลบุคลากรอย่างละเอียด และก่อนการตัดสินใจโยกย้ายนั้นก็มีการพิจารณาอย่างรอบด้าน雳elines เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในกระบวนการทำงานของกระทรวง นอกจากนี้ยังย้ำด้วยว่า การโยกย้ายครั้งนี้มิใช่การทำให้ใครตกเป็นเป้า แต่เป็นการวางบุคลากรที่เหมาะสมในตำแหน่งที่เหมาะสม

สรุป พร้อมที่จะให้สื่อมวลชนและประชาชนตรวจสอบได้ว่าทุกการตัดสินใจมีความถูกต้องและมีความโปร่งใส เพื่อสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลด้วย

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ย้อน ‘อนุทิน’ ไหนบอก 4 เดือนเร่งแก้ปัญหา แต่จ่อรื้อข้าราชการมหาดไทยใหม่หมด

โฆษกไทยสร้างไทยเรียกร้องทุกพรรคผลักดันแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคหันมาพิจารณาและร่วมมือกันผลักดันการ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่ทุกพรรคสามารถเห็นพ้องร่วมกันได้

แก้รัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อพัฒนาประเทศ

นายปริเยศกล่าวว่า หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) อาจใช้เวลานานและมีปัญหาหลายประการ ดังนั้น การดำเนินการแก้ไขในบางมาตราที่มีความชัดเจนและเห็นพ้องกันได้ ควรเร่งดำเนินการ

ประเด็นสำคัญที่ควรแก้ไข

หนึ่งในประเด็นที่ควรแก้ไขทันที เช่น การยกเลิกบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 รายชื่อ เพื่อขจัดความไม่เป็นธรรม ปัญหางูเห่าที่รับผลประโยชน์แลกเปลี่ยนการโหวต รวมถึงการระบุในรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายต้องไม่จำกัดสิทธิหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน

“หากทุกพรรคการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ชาติ และสามารถหาจุดร่วมเพื่อพัฒนาการเมืองไทยได้ เชื่อว่าการ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา จะสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในเวลาไม่นาน” นายปริเยศกล่าวอีกว่า

หากพรรคใดมีจำนวนเสียงไม่มากในสภา ก็ควรร่วมผลักดันประเด็นนี้ เพื่อให้พรรคอื่น ๆ เห็นความสำคัญและร่วมมือกันผลักดันต่อ เพราะนี่คือโอกาสในการพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น

  • ยกเลิกบัญชีรายชื่อ: เพื่อความโปร่งใสในการเลือกนายกฯ
  • แก้ปัญหางูเห่า: ป้องกันการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการโหวต
  • เปิดทางธุรกิจใหม่: กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน

ดังนั้น รัฐสภาควรเร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยเร็วที่สุด แม้ระหว่างรอการตั้งสสร. หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เป็นหนึ่งในก้าวเล็ก ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพการเมืองไทยให้ดีขึ้นได้ หากทุกพรรคการเมืองเลือกมาร่วมกันมากกว่าการเผชิญหน้า เราจะสามารถสร้างระบบที่ยุติธรรมและมีเสถียรภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต

ที่มา – โฆษกพรรคไทยสร้างไทย จี้ ทุกพรรคการเมืองร่วมผลักดันแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

found & found ผนึก AIS มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้ลูกค้า ใช้ 50 AIS Points แลกรับส่วนลด 40 บาท

found & found ร่วมมือกับ AIS จัดแคมเปญสุดพิเศษสำหรับลูกค้า AIS และ AIS FIBRE3 รายบุคคล ที่สามารถใช้ 50 AIS Points แลกรับส่วนลดทันที 40 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ที่ร้าน found & found ทุกสาขา (ยกเว้น Mitsukoshi และ Foodland) ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568

found & found ผนึก AIS มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้ลูกค้า ใช้ 50 AIS Points แลกรับส่วนลด 40 บาท

คุณณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด ร่วมกับ คุณประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก AIS พร้อมด้วย คุณโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานบริหารข้อเสนอและความผูกพันลูกค้า AIS Points เปิดตัวแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้ใช้บริการ found & found

ลูกค้าสามารถใช้ AIS Points ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป myAIS โดยสแกน QR Code ที่จุดขาย หรือกด 5509963# โทรออก เพื่อรับสิทธิ์ แลกรับส่วนลดได้ทันทีหลังจากแลกคะแนน

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AIS เท่านั้น

แคมเปญนี้เปิดเฉพาะลูกค้า AIS และ AIS FIBRE3 รายบุคคลเท่านั้น ซึ่งสามารถใช้ 50 AIS Points แลกรับ ส่วนลด 40 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่สาขา found & found ทุกสาขา โดยไม่รวมสาขา Mitsukoshi และ Foodland

  • ใช้ 50 AIS Points แลกรับส่วนลด 40 บาท
  • ซื้อสินค้าครบ 200 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ
  • ใช้ได้ที่ร้าน found & found ทุกสาขา (เว้นสาขา Mitsukoshi และ Foodland)
  • ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2568

found & found เปิดประสบการณ์บิวตี้สไตล์ J/K Beauty อย่างครบครันพร้อมสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกคน ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นที่น่าสนใจได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found หรือ LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

อย่าพลาดโอกาสสะสมคะแนน AIS Points มาแลกส่วนลดที่คุ้มค่าที่สุดในปีนี้ ทั้งความคุ้มและคุณภาพจาก found & found ที่รอคอยคุณอยู่!

ที่มา – found & found ผนึก AIS มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้ลูกค้า ใช้ 50 AIS Points แลกรับส่วนลด 40 บาท

“สองล้อ” พัฒนาบุคลากรผู้ตัดสินไทยสู่นานาชาติ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดโครงการอบรมพัฒนาผู้ตัดสินกีฬาจักรยานประเภทถนนระดับนานาชาติ หลักสูตร “Elite National Commissaire Course for Road” ขึ้น ณ โรงแรมวาสิฏฐี ซิตี้ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยมี “เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดโครงการในครั้งนี้

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างสมาคมกีฬาจักรยานฯ กับสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยมีวิทยากรเป็นผู้ตัดสินระดับนานาชาติจากสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) คือ มร.เวย์น โพมาริโอ จากประเทศออสเตรเลีย มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 20 คนในช่วงวันที่ 11-15 กันยายน ที่ผ่านมา

“สองล้อ” พัฒนาบุคลากรผู้ตัดสินไทยสู่นานาชาติ

พลเอกเดชา เปิดเผยว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ และสอดคล้องกับแผนการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬาของ กกท. อย่างชัดเจน ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องผ่านการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และต้องได้คะแนนผ่านตามเกณฑ์ของ UCI ทุกประการ

โครงการอบรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาผู้ตัดสินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ตัดสินระดับนานาชาติคือ นายณัฐพงศ์ โลหิตนาวี ด้านประเภทถนนและลู่ และนายขัตติยะ ศรีโสดา ด้านประเภท BMX ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ชัดเจนจากความตั้งใจในการพัฒนาบุคลากร

พัฒนาบุคลากรทุกระดับ

พลเอกเดชา กล่าวว่า การพัฒนาผู้ตัดสินเริ่มต้นด้วยการฝึกอบรมพื้นฐาน ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติจริงในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งจะมีการออกประกาศนียบัตรให้กับผู้ผ่านเกณฑ์ สามารถไปเป็นผู้ช่วยผู้ตัดสินในสนามท้องถิ่นหรือสนามระดับจังหวัดได้ จากนั้นจึงสามารถเข้ารับการอบรมในระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ยังมีการวางรากฐานในการพัฒนาผู้ฝึกสอนด้วย โดยเริ่มจากการอบรมระดับพื้นฐาน (Level 1) และพัฒนาไปสู่ระดับ Elite (Level 2) และ International (Level 3) โดยขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ฝึกสอนระดับนานาชาติ 3 คน ได้แก่ โค้ชวิสุทธิ์ กสิยะพัท, พ.อ.อ.ภุชงค์ ซ้ายอุดมศิลป์ และ ร.อ.หญิง จุฑาธิป มณีพันธุ์ และยังมี “โค้ชนพ” ร.ต.อ.อดิศักดิ์ วรรณศรี ที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบ หากผ่าน Thailand จะมีผู้ฝึกสอน Level 3 ถึง 4 คน

อุปสรรคสำคัญ คือ ภาษาอังกฤษ

พลเอกเดชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักที่พบในการพัฒนาบุคลากรทั้งผู้ตัดสินและผู้ฝึกสอนคือ ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ เนื่องจากการสอบในระดับสูงสุดใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก หากผู้เรียนไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ย่อมทำให้สอบไม่ผ่าน ดังนั้นจึงขอให้บุคลากรเหล่านี้ตั้งใจฝึกภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถยกระดับตนเองได้ตามเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว แผนพัฒนาบุคลากรในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ตัดสิน ผู้ฝึกสอน หรือช่างซ่อมจักรยานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของสมาคมฯ ที่มุ่งให้กีฬาจักรยานไทยก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างมั่นคง จึงขอเชิญชวนให้บุคลากรทุกคนตั้งใจเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเตรียมก้าวสู่เวทีโลกต่อไป

ที่มา – “สองล้อ” พัฒนาบุคลากรผู้ตัดสินไทยพร้อมผลักดันให้ไปสู่ระดับนานาชาติ

อบจ.สงขลาปล่อยพันธุ์กุ้ง–ปลากว่า 2.7 แสนตัว ฟื้นระบบนิเวศชายฝั่ง

วันที่ 11 กันยายน นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม “อบจ.สงขลาปล่อยพันธุ์กุ้ง–ปลากว่า 2.7 แสนตัว ฟื้นระบบนิเวศชายฝั่ง” ณ บริเวณชายหาดบ่ออิฐ หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรท้องถิ่น รวมถึงผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก

อบจ.สงขลาปล่อยพันธุ์กุ้ง–ปลากว่า 2.7 แสนตัว ฟื้นระบบนิเวศชายฝั่ง

ในการดำเนินการครั้งนี้ มีการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเลจำนวน 250,000 ตัว และพันธุ์ปลาทะเลอีก 27,000 ตัว ลงไปในทะเลบริเวณบ่ออิฐ ภายใต้การสนับสนุนโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และร่วมกับการวิจัยพัฒนาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง

นโยบายเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

นายสุพิศ กล่าวว่า การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเป็นนโยบายสำคัญของอบจ.สงขลาปล่อยพันธุ์กุ้ง–ปลากว่า 2.7 แสนตัว ฟื้นระบบนิเวศชายฝั่งที่เน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และยังเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประกอบอาชีพประมงในพื้นที่

“อบจ.สงขลาให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมสนับสนุนให้ชุมชนมีบทบาทร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาอาชีพอย่างเท่าเทียม” นายก อบจ.สงขลา กล่าวเสริม

ความร่วมมือเพื่ออนาคตของท้องทะเล

กิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นผลจากการร่วมมือระหว่าง อบจ.สงขลา และสภาตำบลเกาะแต้ว ที่ร่วมกันผลักดันแนวทางฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ไม่เพียงแค่เพื่อวันนี้ แต่คือการสานต่อความอุดมสมบูรณ์ของทะเลให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

มีการแรเงาเรื่องของความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งมีผลกระทบทางตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น รวมถึงความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว นี่จึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

จากความร่วมมือของหลายฝ่าย การปล่อยพันธุ์กุ้งและปลาทะเลกว่า 270,000 ตัวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความตั้งใจที่จะสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศทะเล พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของสงขลาในฐานะจังหวัดชายฝั่งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การมีส่วนร่วมในกิจกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์yrıcaพึ่งพาธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – อบจ.สงขลาเดินหน้านโยบายสิ่งแวดล้อม ปล่อยพันธุ์กุ้ง–ปลาทะเลกว่า 2.7 แสนตัว ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

ประธานสภาอุตสาหกรรมขอนแก่น วอนรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรม-ชายแดนและการลงทุน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ณ สำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น นายทวีสันต์ วิชัยวงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีระยะเวลาทำงานเพียงประมาณ 4 เดือนก่อนที่จะต้องยุบสภาและจัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกครั้ง ความท้าทายจึงยิ่งใหญ่ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาอันสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรม และปัญหาชายแดนที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง

ประธานสภาอุตสาหกรรมขอนแก่น วอนรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรม-ชายแดนและการลงทุน

ทวีสันต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในพื้นที่ชายแดน ได้รับผลกระทบจากระบบแรงงาน และปัญหาความมั่นคงของพรมแดน ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าและการลงทุนในพื้นที่ }ต้องหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะจากประเทศกัมพูชาก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการใน ภาคอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มหมูที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในกระบวนการผลิต

ยกระดับเสถียรภาพให้กับรัฐบาล

“แม้เวลาจะสั้นเท่าไร แต่เราก็ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้สามารถแสดงให้เห็นถึง แนวทางในแก้ไขปัญหาภาคอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง เราขอให้รัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพ และสามารถให้ความชัดเจนในนโยบายที่มีผลต่อภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องภาษี การค้า และมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ” ทวีสันต์ กล่าว

นอกจากปัญหาแรงงาน อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ ผลกระทบจากภาษีสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสินค้าไทยกว่า 10,000 รายการ แม้ว่าจะได้ประกาศสัญญาระหว่างประเทศไว้แล้ว แต่ยังมีความไม่ชัดเจนในระดับหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถเตรียมการปรับตัวได้อย่างเต็มที่

  • เพิ่มความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน
  • แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน
  • ปรับนโยบายภาษีเพื่อสนับสนุนภาคส่งออก
  • เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

“แม้ว่าจะเหลือเวลาเพียง 4 เดือน แต่เราต้องการภาพของรัฐบาลที่มีความชัดเจนในวิสัยทัศน์ ความเข้าใจในปัญหา และการจัดลำดับความสำคัญ ถ้าเราไม่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ประเทศจะหาทางออกได้ยากยิ่งขึ้น” ทวีสันต์ กล่าวทิ้งท้าย

ในที่สุด ทุกภาคส่วนในสังคมล้วนตั้งตารอที่รัฐบาลชุดนี้จะสร้างความแตกต่างในเชิงนโยบายที่ส่งผลโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม และแม้เวลาจะสั้น แต่หากมีความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามวิกฤตไปสู่เส้นทางการเติบโตได้จริง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือมีความสนใจในเรื่อง นโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนในประเทศไทย ติดตามข่าวสารและนโยบายใหม่ๆ จากภาครัฐอย่างใกล้ชิด คุณจะสามารถเตรียมพร้อมและปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ประธานสภาอุตสาหกรรมขอนแก่น วอนรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรม-ชายแดนและการลงทุน

เชียร์ศึกลูกหนัง “คิงส์คัพ” บนสนามที่สะอาดที่สุด!

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอลไทย กลายเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากความร่วมมือระหว่างแฟนบอลและแบรนด์อย่าง ไดกิ้น ในศึก “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ที่ผ่านมา

เชียร์ศึกลูกหนัง “คิงส์คัพ” บนสนามที่สะอาดที่สุด!

ผ่านแคมเปญ “We Cheer We Care – เชียร์ไทย ใส่ใจโลก” แฟนบอลไทยมาร่วมเป็น “จิตอาสามือกาวทีมชาติ” เก็บขยะทั่วสนามแข่งขัน ทั้งที่อัฒจันทร์ ทางเดิน และรอบสนามราชมังคลากีฬาสถาน

พวกเขาไม่ได้แค่มาเชียร์แล้วกลับบ้าน แต่ทิ้ง “รอยยิ้มและความดี” ไว้ในสนาม โดยนำขวดพลาสติกที่เก็บมา ไปรีไซเคิลกลายเป็นเสื้อเจอร์ซีย์มอบให้น้อง ๆ ที่ขาดแคลน

พลังเชียร์ที่เปลี่ยนสังคม

ทุกขวดพลาสติกมีคุณค่า และทุกเสียงเชียร์สามารถเปลี่ยนโลกได้ แฟนบอลไทยพิสูจน์แล้วว่า “ผู้ชมที่มีคุณภาพ” ต้องมีทั้งความหลงใหลในกีฬา และความรับผิดชอบต่อสังคม

  • เก็บขยะตลอดเวลาแข่งขัน
  • รีไซเคิลขวดพลาสติกเป็นเสื้อ
  • ปลูกฝังวัฒนธรรมเชียร์ที่ยั่งยืน

ไดกิ้นในฐานะผู้สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแค่สปอนเซอร์ แต่เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านกิจกรรมที่ “สร้างแรงบันดาลใจ” และ “จับต้องได้”

การเชียร์ฟุตบอลในแบบใหม่ ไม่ใช่แค่เสียงดังหรือธงโบก แต่คือการ “เชียร์อย่างมีจิตสำนึก” ฟุตบอลไทยยังมีอนาคตที่สดใส เพราะแฟนบอลที่ไม่เพียงแค่เชียร์ แต่เขายัง “ดูแล” สนามแข่งขันเหมือนบ้านหลังที่สอง

นี่คือบทพิสูจน์ว่า วัฒนธรรมการเชียร์ที่ดี มีพลังเปลี่ยนโลกได้จริง แฟนบอลไทย คือ ผู้ชมที่มีคุณภาพ และ แรงสนับสนุนที่แท้จริง ของทีมชาติ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง! สนับสนุนทีมชาติ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทุกคนมีบทบาท ทุกแรงเชียร์มีความหมาย

ที่มา – เชียร์ศึกลูกหนัง “คิงส์คัพ” บนสังเวียนแข้งที่สะอาดที่สุด!