ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สสว. สร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้จัดโครงการสร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน (Build Thailand Innovation Service) ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อผลักดันกลุ่มผู้ประกอบการภาคบริการให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการปรับปรุงธุรกิจให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

สสว. สร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน

ภายใต้โครงการนี้ สสว. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคบริการปรับโฉมธุรกิจผ่านการเข้าถึงองค์ความรู้ในรูปแบบเครือข่าย และมีโอกาสยกระดับผ่านกิจกรรม Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเร่งพัฒนาและสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มในยุคปัจจุบัน

เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของโครงการ

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ระบุว่า กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมรีสอร์ท ร้านอาหาร สปา และธุรกิจด้านสุขภาพ โดยให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาทักษะด้านการจัดการ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจให้เหมาะสมกับตลาดใหม่ ๆ เพื่อปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการคือการจัด Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่ ซึ่งได้รับการจัดขึ้น ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ และโรงแรม เดอะ ไทด์รีสอร์ท บางแสน จ.ชลบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ พัฒนา และปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจผ่านการโค้ชและทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

ผลลัพธ์และความสำเร็จ

จากการดำเนินโครงการในปีนี้ มีผู้ประกอบการหลากหลายด้านที่ได้รับโอกาสในการเชื่อมโยงทางการตลาดโดยตรง ผ่านการเข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 ระหว่างวันที่ 26 – 29 มิถุนายน 2568 ณ ไบเทค บางนา โดยได้แก่ บริษัทโฆษะ โฮลดิ้ง จำกัด, The Canteen Food Products, ยิปมันส์ จำกัด, เดญา เวลเนส กรุ๊ป จำกัด, แพลทินั่ม เพลส จำกัด และ อาร์.เอส.สัมมนา เซนเตอร์ จำกัด

ในขณะที่ ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 75 ที่จัดระหว่างวันที่ 21 – 24 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ได้คัดเลือกบริษัทที่ผ่านการพัฒนาอย่างเข้มข้น ได้แก่ ซี เอส พี แลนด์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้, พราวิเนีย, ไทดี้คลีนนิ่ง และ พอยท์ ออฟ วิว ทราเวล ซึ่งทั้ง 10 กิจการนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 20,000,000 บาทจากการดำเนินโครงการ

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและศรัทธาของผู้ประกอบการไทยที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน กับการสนับสนุนจาก สสว. ผ่านนวัตกรรมและระบบที่เหมาะสม โครงการนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของภาคบริการไทย บนพื้นฐานแห่งความร่วมมือและการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์

หากคุณเป็นผู้ประกอบการในภาคบริการ อย่าพลาดโอกาสในการเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ร่วมกับ สสว. และสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – สสว. จัดโครงการสร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน ผ่านกิจกรรม Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่

‘สุขุม’ ชม‘อนุทิน’เซ็ตทีม ครม.เศรษฐกิจ – ฟื้นคนละครึ่ง สังคมมีความหวัง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองและแนวทางการบริหารประเทศ ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้เริ่มสร้างความหวังใหม่ให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน และการเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอย

‘สุขุม’ ชม‘อนุทิน’เซ็ตทีม ครม.เศรษฐกิจ – ฟื้นคนละครึ่ง สังคมมีความหวัง

รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วนคือการแสดงฝีมือให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์โดยเร็ว ก่อนที่จะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้สร้างผลงานเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวาง

“วันนี้ไม่มีใครสนใจแล้วว่าใครคิด ใครเริ่มต้น สังคมสนใจเพียงว่าใครทำให้สำเร็จ ใครทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ หากภูมิใจไทยเดินหน้านโยบายนี้อย่างจริงจัง ก็ย่อมจะได้คะแนนนิยมกลับคืนมา” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ทีมเศรษฐกิจใหม่สร้างความไว้วางใจ

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า การจัดทัพคณะกรรมการรัฐมนตรี (ครม.) ด้านเศรษฐกิจ ชุดใหม่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากความเป็น “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ความสามารถ และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ที่กำลังเผชิญปัญหาด้านค่าครองชีพและต้องการทีมงานที่สามารถแก้ไขได้จริง

“สิ่งที่เราเห็นคือนายกฯ พยายามตอบสนองสังคมในประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คือเศรษฐกิจ และค่าครองชีพ การที่เลือกคนนอกที่มีความเก่งกาจเข้ามา ก็เป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง ทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

เห็นได้ชัดว่า ความหวังใหม่ของสังคมไทยกำลังเริ่มต้นขึ้น โดยมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสร้างแรงผลักดันสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว และได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

ที่มา – ‘สุขุม’ ชม‘อนุทิน’เซ็ตทีม ครม.เศรษฐกิจ – ฟื้นคนละครึ่ง สังคมมีความหวัง

สองสามีภรรยาฟ้องหย่าเพราะตกลงเรื่องชื่อลูกไม่ได้

ความรักและความเข้าใจอาจเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง夫妻,แต่บางครั้งปัญหาเล็กๆ กลับกลายเป็นหินก้อนโตที่ทำลายความสัมพันธ์ได้สองสามีภรรยาฟ้องหย่ากันเพราะตกลงเรื่องชื่อลูกไม่ได้ ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในสาธารณชนของประเทศจีน หลังจากที่ศาลประชาชนเขตผู่ตงใหม่ในเซี่ยงไฮ้ได้พิจารณาคดีดังกล่าว

สองสามีภรรยาฟ้องหย่ากันเพราะตกลงเรื่องชื่อลูกไม่ได้

ตามรายงานศาล สามีภรรยาคู่นี้สมรสกันตั้งแต่ปี 2566 และมีลูกชายรวมกันในช่วงต้นปีถัดมา ทว่าความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาหลังจากทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้เถียงเรื่องการตั้งชื่อให้กับลูกชาย แต่ละคนพยายามยืนกรานในแนวทางของตนเองจนไม่สามารถสรุปทางออกได้

ความลำบากของลูกน้อยที่ไม่มีชื่อ

จากข้อมูลในศาลเผยให้เห็นว่า ทั้งสองไปโรงพยาบาลเพื่อลงทะเบียนชื่อลูกแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะขัดข้องจากระบบเอกสาร ด้านอื่น ๆ เช่น สูติบัตร การลงทะเบียนสำมะโนครัว และแม้กระทั่งการฉีดวัคซีนสำหรับลูกน้อยก็ล่าช้า “เด็กอายุมากกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่เขายังไม่มีแม้แต่สูติบัตร” ผู้พิพากษาเปิดเผย

ศาลเห็นว่า ใบรับรองการเกิดถือเป็นเอกสารหลักในการให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่เด็ก หากพ่อแม่ล่าช้าหรือไม่ร่วมมือกัน จะส่งผลลบต่อตัวเด็กโดยตรง ‘หนังสือแจ้งการดูแลเด็กผู้เยาว์’ ฉบับพิเศษ จึงถูกออกขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิเหล่านี้

  • กำหนดเวลาให้พ่อแม่ร่วมมือจัดทำสูติบัตร
  • เร่งดำเนินการลงทะเบียนสำมะโนครัวของลูก
  • ชี้แจงว่าชื่อไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าความเป็นอยู่ของลูก

ไม่นานหลังจากที่ศาลจัดการ ‘กำหนดการแก้ไข’ ความขัดแย้งก็กลับมาอีก เมื่อทั้งสองกลับทะเลาะกันเรื่องการครอบครองสูติบัตรต้นฉบับอีกครั้ง ศาลจึงตัดสินใจเก็บเอกสารไว้ก่อนและมอบให้ฝ่ายแม่เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

ความคิดเห็นของสังคมต่อเรื่องนี้?

คดีนี้กลายเป็นกระแสบนสื่อโซเชียลของจีนอย่างไม่น่าเชื่อ โดยหลายคนเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่แย่ของคนที่ควรจะมีหน้าที่ดูแลลูก “สองสามีภรรยาแบบนี้ไม่ควรมีลูกเลย” หนึ่งในเน็ตไอดอลกล่าว

ความขัดแย้งเล็กๆ อย่างการเลือกชื่อสำหรับลูกอาจดูไม่สำคัญ แต่ถ้าพ่อแม่ใช้เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และโยนกันไปเรื่อยๆ ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่กระทบถึงตัวเด็กโดยตรง ควรพิจารณาอย่างรอบด้านมากกว่า

หากคุณเป็นผู้ปกครอง ลองถามตัวเองว่า “แม้แต่เรื่องง่ายๆ เราก็ทำงานร่วมกันเพื่อลูกได้จริงหรือไม่?” เพราะสุดท้าย คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็กที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

ที่มา – สองสามีภรรยาฟ้องหย่ากันเพราะตกลงเรื่องชื่อลูกไม่ได้

น้องธามคว้าแชมป์รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชาย ศึกเทควันโดกรมพลศึกษา

เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาปากเกร็ด ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาเทควันโดระหว่างโรงเรียนประจำปีการศึกษา 2568 ของกรมพลศึกษา โดยมี ส.ต.ท.หญิงชุติกาญจน์ พาลใจ ผู้อำนวยการกลุ่มกีฬาส่วนภูมิภาค กรมพลศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบเหรียญรางวัลให้กับนักกีฬาที่ได้รับชัยชนะในแต่ละรุ่นการแข่งขัน

น้องธามคว้าแชมป์รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชาย

ในการแข่งขันครั้งนี้ มีนักกีฬารวมตัวกันจากหลายโรงเรียน เพื่อชิงแชมป์ในรุ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะในรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชาย ที่ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม “น้องธาม ดาราวลี” สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นคว้าแชมป์ไปครองอย่างภาคภูมิใจ ส่วนรองชนะเลิศเป็นของ “ณัฐวรรธน์ พูลสวัสดิ์” และอันดับ 3 เป็น “พิชชาชาญ อ้วนไตร” นักกีฬาจากโรงเรียนสังขตะอำพน

ผลการแข่งขันรุ่นน้ำหนัก 25–34 กก.

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันในรุ่นน้ำหนักต่าง ๆ ดังนี้

  • รุ่นน้ำหนัก 25-28 กก. – ชนะเลิศ รตช กะวะระพฤษ, รองชนะเลิศ ณัฐพัฒน์ อัจฉริยะตระกูล, อันดับ 3 ตรัยคุณ โมลา และปุญญพัฒน์ บุญธรรม
  • รุ่นน้ำหนัก 28-31 กก. – ชนะเลิศ ธวัชชัย ทัดทอง, รองชนะเลิศ ปุณณ์ เรืองเดช, อันดับ 3 อดิเทพ จุลินทร และสุวิกรม ฤทธิ์ประดิษฐ์โชค
  • รุ่นน้ำหนัก 31-34 กก. – ชนะเลิศ เทวา ทิมประเสริฐ, รองชนะเลิศ กีรติ ช้อยสุชาติ, อันดับ 3 บรรณรฏ แซ่เล้า และอนันกลึงกลิ่น

การแข่งขันเทควันโดในครั้งนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การแย่งชิงความเป็นหนึ่ง แต่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้ การฝึกฝนทักษะ และการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักกีฬารุ่นเยาว์ เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นนักกีฬาที่มีวินัย มีความรับผิดชอบ และมีจิตใจที่เข้มแข็ง

การมี “น้องธาม” เป็นแชมป์ในรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชาย เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ รุ่นน้องหลายคน ว่าการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและการมีเป้าหมายชัดเจน แม้จะยังเล็ก แต่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองและโรงเรียนได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือนักกีฬาที่สนใจ น้องธามคว้าแชมป์รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชาย หรือนักกีฬารุ่นเยาว์ด้านเทควันโด อย่าลืมสนับสนุนและติดตามกีฬาไทยในทุกระดับ เพราะเราเชื่อว่าชาวยุคใหม่ของเราสามารถ闪耀 ได้มากกว่าที่คุณคาดไว้

ที่มา – “น้องธาม” คว้าแชมป์ รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชาย ศึกเทควันโด กรมพลศึกษา

5 นางเอก-นักร้องตัวแม่ สลัดลุคสายหวาน โดนวิจารณ์ยับ ‘ไม่เหมาะสม-โป๊เกินงาม’

วงการบันเทิงไทยเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น และหนึ่งในประเด็นที่สร้างความฮือฮาอย่างต่อเนื่อง คือ “5 นางเอก-นักร้องตัวแม่ สลัดลุคสายหวาน โดนวิจารณ์ยับ ‘ไม่เหมาะสม-โป๊เกินงาม’

สาวๆ ที่เคยมีภาพลักษณ์เรียบร้อย กว่าจะมาถึงจุดที่กล้าแสดงออกด้วยลุคเซ็กซี่ ก็มักจะต้องเผชิญกับแรงวิจารณ์หลากหลายจากสังคม บทความนี้จะพาคุณไปชมว่าใครบ้างที่เคยโดนกระแสแรงจนบางทีอาจอยากยอมแพ้

5 นางเอก-นักร้องตัวแม่ สลัดลุคสายหวาน โดนวิจารณ์ยับ ‘ไม่เหมาะสม-โป๊เกินงาม’

เราจะเริ่มต้นกับ สุนารี ราชสีมา นักร้องลูกทุ่งที่เปลี่ยนจากลุครุนแรงเป็นเซ็กซี่ ในครั้งหนึ่งเธอขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในชุดบอดี้สูทเนื้อสี กระตุ้นความคิดเห็นในโซเชียลว่า “ไม่เหมาะสมกับวัย” ถึงกระนั้นก็มีแฟนคลับมากมายที่ยังยอมรับและชื่นชมความเปลี่ยนแปลงของเธอ

แต้ว ณฐพร ที่เปลี่ยนจากสายอบอุ่นไปเป็นเซ็กซี่

อีกคนที่มีกระแสดราม่าแรงไม่แพ้คือ แต้ว ณฐพร นางเอกสาวที่ตอนเริ่มต้นเข้าวงการมีภาพลักษณ์หวานและเป็นมิตร โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เธอปล่อยภาพชุดว่ายน้ำและเต้น TikTok ทำให้ผู้ชมบางกลุ่มกลับไม่คิดว่า “เหมาะกับเธอ” แต่นั่นไม่ใช่แรงผลักที่ทำให้แต้วหยุดพัฒนา กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอยืนยันตัวเองมากขึ้น

อีกหนึ่งตัวชี้วัดความกล้าของสาวเซ็กซี่คือ โบกี้ ไลอ้อน ที่เคยเผชิญกระแสวิจารณ์เรื่อง “ชุดโป๊เกินงาม” แม้จะมีความเห็นวิจารณ์ว่าตัวโป๊เกินไปแต่เธอไม่ได้ปิดบัง กลับออกมาเคลียร์อย่างโปร่งใสว่า “นี่คือศิลปะเชิงการสื่อสาร และใครก็มีสิทธิเลือกแต่งตัว”

ชมพู่ อารยา กับภาพลักษณ์บนเวทีเมืองคานส์

ถัดมาคือ ชมพู่ อารยา ที่โผล่บนพรมแดงเมืองคานส์ในลุคเซ็กซี่ โดยแต่งบอดี้สูทสีชมพูเปิดขาจากแบรนด์ Atelier Versace แต่กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อมีเสียงว่าเธอท้าทายวัฒนธรรมไทย จนเธอต้องได้รับความตื่นเต้นจากทั้งแฟนคลับและผู้ติดตามสายศิลปะ

สุดท้าย เจมี่ บูเฮอร์ เมื่อเธอเลือกใส่ชุดที่ดูแรงขึ้นเวทีงานรางวัลสร้างเสียงวิจารณ์ด้านภาพลักษณ์ บางหลายความเห็นมองว่า “ไม่ได้สุภาพ” แต่เจมี่ก็ออกมาชี้แจงว่า “อยากโชว์ขา ไม่ได้ตั้งใจให้ดูโป๊” และประกาศว่าจะหยุดจัดภาพลักษณ์ในแบบที่มีความเสี่ยง

ดูเหมือนจะไม่มีความถูกหรือผิดในการแสดงออกของศิลปิน แต่ก็มีคนที่เข้าใจและคนที่ไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับสาวๆ เหล่านี้ ที่แม้จะถูกวิจารณ์แรง แต่พวกเธอก็ไม่ล้มเลิก เพราะหมั่นตัวเองมากกว่าที่ใครจะกล่าวถึง

หากคุณเข้าใจแล้วว่าโลกบันเทิงเต็มไปด้วยมุมมองที่หลากหลาย เชิญแสดงความเห็นของคุณด้านล่างว่า “นางเอกหรือนักร้องคนไหนควรเปลี่ยนลุค?”

ที่มา – ‘5 นางเอก-นักร้องตัวแม่’ สลัดลุคสายหวาน โดนวิจารณ์ยับ ‘ไม่เหมาะสม-โป๊เกินงาม’

สหรัฐฯ แผยโฉมแผนการละเมิดกฎวีซ่าของบริษัทเกาหลีใต้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การใช้วีซ่า B-1 ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทธุรกิจ แต่ไม่อนุญาตให้ทำงานในสหรัฐฯ “เป็นเรื่องปกติ” และหลายบริษัทจากเกาหลีใต้ได้ละเมิดกฎดังกล่าวอย่างแพร่หลาย

ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับ สหรัฐฯ แผยโฉมแผนการละเมิดกฎวีซ่าของบริษัทเกาหลีใต้ โดยแหล่งข่าวระบุว่า เนื่องจากเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา นับไม่ถ้วนบริษัทจึงจำเป็นต้องส่งพนักงานมาเมื่อเริ่มก่อตั้งหรือตั้งสำนักงานในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ในช่วงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วีซ่าที่อนุญาตให้ทำงานกลับเข้มงวดและใช้เวลานานขึ้น

สหรัฐฯ แผยโฉมแผนการละเมิดกฎวีซ่าของบริษัทเกาหลีใต้

เพื่อสะท้อนกับความลำบากในการขอวีซ่าทำงาน บริษัทเกาหลีใต้หลายแห่งจึงพึ่งพาโครงการ Visa Waiver Program ซึ่งให้สิทธิ์ผู้เดินทางจากหลายประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้ เข้าสหรัฐฯ เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจผ่านเว็บไซต์ ESTA (Electronic System for Travel Authorization)

ความเสี่ยงที่ถูกจับผิด

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนล่าสุดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าบริษัทหลายแห่งมีการใช้ ESTA เพื่อป้องอุ้มแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เปิดเผยว่า การบุกตรวจค้นครั้งล่าสุดทำให้ผู้นำธุรกิจรู้สึก “ถูกทรยศ” และ “ตกใจ” เนื่องจากการดำเนินการของบริษัทส่วนใหญ่แทบจะคล้ายกันทั้งหมด การเข้าไปตรวจสอบจึงอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้

สหรัฐฯ แผยโฉมแผนการละเมิดกฎวีซ่าของบริษัทเกาหลีใต้” คือ การลงมือตรวจสอบเชิงลึกของหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบทางการเงินและชื่อเสียงต่อบริษัทที่ได้รับการตรวจสอบ

นอกจากนี้ คุณคิม ยอง-บอม หัวหน้าคณะทำงานด้านนโยบายของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยังกล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาในระดับรากฐาน “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เนื่องจากการดำเนินการปฏิรูประบบอนุญาตวีซ่าต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน และหากไม่ได้จัดการอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อการลงทุนของนักลงทุนเกาหลีใต้ในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ได้ผลักดันกฎหมาย “K-Partner Act” เพื่อขอโควตาวีซ่า 15,000 ใบสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม การได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาคองเกรสในรอบปัจจุบันนั้นลดลงอย่างตีบตันเปรียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการอัปเดตกฎหมายและแนวทางการขอวีซ่าที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก การที่บริษัทเกาหลีใต้เผชิญสถานการณ์เช่นนี้ เป็นสัญญาณสำคัญว่าการมีความเข้าใจในกฎหมายวีซ่าไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องโอกาสในการลงทุนและเติบโตในตลาดสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพสูง

หากคุณเป็นผู้ว่าจ้างหรือมีแผนส่งพนักงานไปสหรัฐฯ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าวีซ่าที่ใช้นั้นถูกต้องและสอดคล้องกับสถานการณ์ทุกด้าน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการถูกลงโทษหรือถูกห้ามเข้าประเทศ

ที่มา – สหรัฐฯ แผยโฉมแผนการละเมิดกฎวีซ่าของบริษัทเกาหลีใต้

สหรัฐลั่น “ใช้บทลงโทษสูงสุด” ต่อฆาตรกรที่สังหารผู้ลี้ภัยชาวยูเครน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่นางสาวอิรินา ซารุตสกา วัย 23 ปี ผู้ลี้ภัยชาวยูเครน ถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อนบนรถไฟฟ้าในเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา จนเสียชีวิตอย่างน่าสะพรึงกลัว โดยผู้ก่อเหตุคือนายเดคาร์ลอส บราวน์ จูเนียร์ อายุ 34 ปี ซึ่งใช้มีดแทงเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากด้านหลังขณะที่กำลังเดินทางบนรถไฟฟ้า

สหรัฐลั่น “ใช้บทลงโทษสูงสุด” ต่อฆาตรกรที่สังหารผู้ลี้ภัยชาวยูครน

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายวิลเลียม บอน มาร์ชัลแห่งรัฐบาลกลาง ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยระบุว่า จะเรียกร้องให้ใช้บทลงโทษสูงสุดกับนายบราวน์ ซึ่งมีพฤติกรรมรุนแรงและไม่อาจให้อภัยได้ โดยขอบเขตของโทษอาจส่งผลถึงการจำคุกตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “บุคคลผู้นี้จะไม่มีวันได้เห็นแสงสว่างในฐานะชายอิสระอีกเลย”

ทางฝ่ายอัยการเขตเมคเลนเบิร์ก ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่เกิดเหตุ ได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาต่อบราวน์อย่างเป็นทางการ เพราะการกระทำของเขาถือเป็นการโจมตีอย่างโหดร้ายต่อพลเมืองผู้ไร้ความผิดในพื้นที่ขนส่งสาธารณะ

ภาพการณ์ทางการเมืองจากเหตุการณ์

ไม่นานหลังจากเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ สื่อสารว่า “เลือดของเธออยู่ในมือของพรรคเดโมแครต” โดยกล่าวให้รัฐบาลฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผ่อนปรนนโยบายปราบปรามอาชญากรรม

นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ในฐานะผู้พูดในนามของฝ่ายบริหาร ก็ได้กล่าวเสริมว่า บราวน์มีประวัติอาชญากรรมโดยเฉพาะเคยก่อเหตุปล้นโดยใช้อาวุธ ซึ่งส่งผลให้ถูกจำคุกถึง 5 ปี ทว่าภายใต้กติกาของพรรคเดโมแครต ผู้พิพากษา และอัยการ ที่มีแนวโน้มเปิดกว้างกับคุณธรรม กลับทำให้อาชญากรได้รับโอกาสอีกครั้ง แทนการป้องปรามและคุ้มครองชุมชนอย่างแท้จริง

  • ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนถูกทำร้ายในช่วงสถานการณ์ความมั่นคงต่ำ
  • การออกกฎหมายคุ้มครองพลเมืองต้องมีความเข้มงวดยิ่งขึ้น
  • บทลงโทษสำหรับอาชญากรรมรุนแรงที่มีการตอบโต้แบบเด็ดขาด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะ และการจัดการกับผู้มีประวัติอาชญากรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคม ทั้งยังเปิดเผยให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดเกี่ยวกับแนวทางการปราบปรามอาชญากรรมภายในสังคมสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสเสียงต่าง ๆ

เครดิตภาพ : AFP

จากกรณีดังกล่าวเราเห็นได้ว่าสังคมควรตื่นตัวต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ความยุติธรรมต้องเป็นหนึ่งเดียวและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นต่อผู้มีประวัติ หรือผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นการปรับมาตรการป้องกันอาชญากรรมให้ทันสมัยและเข้มงวด คือสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

ที่มา – สหรัฐลั่น “ใช้บทลงโทษสูงสุด” ต่อฆาตรกรที่สังหารผู้ลี้ภัยชาวยูเครน

อิสราเอลลั่นโจมตีกาตาร์ “คิดเองทำเอง” ยืนยันสหรัฐไม่เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 10 กันยายน ว่าสำนักงานคณะผู้แทนถาวรอิสราเอลประจำสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่แถลงการณ์ของนายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอล ว่าสหรัฐและอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้น อิสราเอลมีความซาบซึ้งต่อทุกความสนับสนุนที่อีกฝ่ายมอบให้มาตลอด อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งอิสราเอลตัดสินใจและลงมือปฏิบัติ แล้วค่อยแจ้งให้สหรัฐรับทราบในภายหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีล่าสุดนี้

อิสราเอลลั่นโจมตีกาตาร์ “คิดเองทำเอง” ยืนยันสหรัฐไม่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลได้ระบุชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การโจมตีกาตาร์ แต่เป็นการมุ่งเป้าโดยตรงไปที่กลุ่มฮามาส การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากการตอบโต้การก่อการร้ายเท่านั้น ไม่ใช่การโจมตีต่อประเทศอาหรับหรือกาตาร์โดยตรง พวกเขาเห็นว่า การตัดสินใจของรัฐบาลอิสราเอลในครั้งนี้ “ถูกต้องแล้ว”

เนทันยาฮูยืนยันการโจมตี “เกิดขึ้นด้วยความชอบธรรม”

ก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล กล่าวว่า การโจมตี “เกิดขึ้นด้วยความชอบธรรม” พร้อมทั้งย้ำว่า อิสราเอล “วางแผนเอง ดำเนินการเอง และจะรับผิดชอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา” จากการลงมือครั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวของอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากทำเนียบขาวเผยแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งให้กาตาร์รับทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอล แต่กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เปิดเผยว่า “การโจมตีเกิดขึ้นแล้วสหรัฐฯ ค่อยติดต่อมา”

ประเด็นนี้ยังก่อให้เกิดความเสียหายจริงๆ ด้านกระทรวงมหาดไทยของกาตาร์รายงานว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอย่างน้อย 1 ราย โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นกลุ่มฮามาส ส่วนตัวแทนของกลุ่มฮามาสระบุว่ามีสมาชิกเสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย แต่นายคาห์ลิล อัล-เฮย์ยา ผู้แทนระดับสูงของกลุ่ม “รอดชีวิต” จากเหตุการณ์ครั้งนี้

ต่างจากข้อความที่อิสราเอลสื่อสารกับสหรัฐฯ ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นพันธมิตร พร้อมทั้งยืนยันว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้จะมีการโจมตี แต่การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการ “คิดเอง ทำเอง” อย่างแน่วแน่

ในมุมมองของอิสราเอล การปกป้องดินแดนและความมั่นคงคือสิ่งสำคัญที่สุด และหากมีภัยคุกคามจากกลุ่มที่ถูกมองว่ามีแนวโน้มก่อการร้าย เช่น ฮามาส การตอบโต้ด้วยพลังจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากนานาชาติ แต่ก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่า อิสราเอลลั่นโจมตีกาตาร์ “คิดเองทำเอง” ยืนยันสหรัฐไม่เกี่ยวข้อง ข้อความนี้ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นและอิสระในการตัดสินใจของรัฐบาลอิสราเอล

ทั้งนี้ในโลกการณ์การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีแต่ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกการตัดสินใจจะต้องรับฟังพันธมิตรเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อบางเรื่องกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว การพึ่งพาตนเองในบางครั้งจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

หากต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ติดตามเราได้ทุกวัน พร้อมวิเคราะห์และอัปเดตข่าวแบบเข้าใจง่าย ที่นี่ที่เดียวพอ!

ที่มา – อิสราเอลลั่นโจมตีกาตาร์ “คิดเองทำเอง” ยืนยันสหรัฐไม่เกี่ยวข้อง

‘สันติ’ยังไม่เฟิร์มชื่อหลุดโผครม. แต่รับการศึกษา 30-40 ปีเป็นเหตุส่อหลุดรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ว่าชื่อของเขาน่าจะหลุดจากโผคณะรัฐมนตรี เนื่องจากคุณสมบัติไม่ผ่าน โดยระบุว่า “ข้อเท็จจริงในตอนนี้ยังเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น” เพราะเพิ่งส่งประวัติไปเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 9 กันยายน ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร และยังไม่มีใครแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปัญหาคุณสมบัติใด ๆ เกี่ยวกับตัวเขา

‘สันติ’ยังไม่เฟิร์มชื่อหลุดโผครม. แต่รับการศึกษา 30-40 ปีเป็นเหตุส่อหลุดรัฐมนตรี

เมื่อถูกถามว่าตนเองคิดว่าคุณสมบัติในการเข้าร่วมในรัฐบาลครบถ้วนหรือไม่ นายสันติ ตอบอย่างมั่นใจว่า ปัญหาไม่มี แต่อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างเมื่อ 30-40 ปีก่อน ซึ่งตามความทรงจำของเขาเอง เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ยังเป็นเด็ก แต่ยืนยันว่าไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดใด ๆ

เขากล่าวว่าปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงมาก ไม่เพียงแค่ความรู้ความสามารถ แต่ยังมีจริยธรรมที่ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์วัดอย่างเข้มงวด โดยขอบเขตของเรื่องจริยธรรมนั้น “กว้างยิ่งกว่าทะเล” เรื่องนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กรณีคุณสมบัติไม่ผ่าน: แผนต่อไปคืออะไร?

ในกรณีที่คุณสมบัติของเขาไม่ผ่านการพิจารณา นายสันติ กล่าวว่าจะยังมีบทบาทอยู่ในงานของพรรคอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะรับตำแหน่งใด ๆ ก็ได้เพื่อช่วยเหลือทีมบริหาร และเมื่อถูกถามถึงข่าวที่ว่าอาจมีการส่งลูกชายเข้ารับตำแหน่งแทนเขานั้น เขาเปิดเผยว่าลูกชายอายุเกิน 40 ปี และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

อีกทั้งยังมีประสบการณ์มากมาย ทั้งในด้านบริหารงาน การเมือง และสังคม ถึงแม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการส่งชื่อลงสมัคร แต่เขาระบุว่าลูกชายได้แสดงความจำนงแล้วว่าอยากเข้ามาฝึกในตำแหน่งที่ปรึกษา หรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่เหมาะสม และได้ส่งประวัติเข้าไปเพื่อการพิจารณาตรวจสอบแล้วเช่นกัน

  • เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หลายกระทรวง
  • ประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่า 10 ปี
  • ความสามารถด้านบริหารและเทคนิคสูง

“‘สันติ’ยังไม่เฟิร์มชื่อหลุดโผครม. แต่รับการศึกษา 30-40 ปีเป็นเหตุส่อหลุดรัฐมนตรี” เป็นข่าวที่หลายคนจับตามอง เพราะด้วยภูมิหลังและผลการปฏิบัติงานในภาครัฐ นายสันติ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีความพร้อมในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติอย่าง “การศึกษา” ในอดีตกาลอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้มีข่าวลือเกิดขึ้น

เขาให้ความเห็นว่า แม้จะเกิดข้อสงสัยจากอดีต แต่ก็ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย และรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะตัดสิน และจะมีการชี้แจงอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ

ไม่ว่ากรณีนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด ความโปร่งใสและการตรวจสอบอย่างไม่ลำเอียงเป็นสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐและสังคมจะต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความมั่นใจทั้งในบรรดาสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

หากคุณติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองใกล้ชิด อย่าลืมมาติดตามข่าวล่าสุดที่จะส่งผลต่อความเป็นไปได้ของ ‘สันติ’ ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง

ที่มา – ‘สันติ’ยังไม่เฟิร์มชื่อหลุดโผครม. แต่รับการศึกษา 30-40 ปีเป็นเหตุส่อหลุดรัฐมนตรี

ผู้ว่าฯอยุธยา ลุยน้ำท่วมเยี่ยมชาวผักไห่ สั่งติดธงขาวหน้าบ้าน ดูแลกลุ่มเปราะบาง-ผู้ป่วยติดเตียงเป็นพิเศษ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตอำเภอผักไห่ ซึ่งกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นอย่างมาก

ผู้ว่าฯอยุธยา ลุยน้ำท่วมเยี่ยมชาวผักไห่ สั่งติดธงขาวหน้าบ้าน

เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ลงพื้นที่อำเภอผักไห่เพื่อเยี่ยมเยียน และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในกลุ่มคนเปราะบาง และผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ในโอกาสนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำทีมงานประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเข้าไปประเมินสภาพร่างกาย และความต้องการของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

การติดธงขาวเพื่อแจ้งเตือนกลุ่มเสี่ยง

หนึ่งในมาตรการที่น่าสังเกตในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ คือการสั่งการให้ทุกหน่วยงานต้องติดธงสีขาวไว้หน้าบ้านที่มีผู้เปราะบาง หรือผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่ เพื่อเป็นสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับทราบและเข้าไปสำรวจ ให้ความช่วยเหลือทันที หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถอยู่ในบ้านได้

เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การติดตาม และให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะในกรณีของผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก และอาจต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจว่าจะอพยพหรือไม่ ซึ่งหากมีระบบที่ชัดเจน เช่นการใช้ธงสีขาว จะเป็นตัวช่วยในการสร้างมาตรการตอบสนองฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งทีมแพทย์เคลื่อนที่โดยสาธารณสุขจังหวัด ที่พร้อมเดินทางเข้าไปดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ด้วยตัวเอง และยังมีการจัดเตรียมยารักษาโรค ยาสมุนไพร และยาสามัญประจำบ้านไว้แจกจ่ายแก่กลุ่มประชาชนที่ต้องการ

การรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจากท้องถิ่น

ทั้งนี้ การบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินจากการน้ำท่วม ทางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รายงานความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งที่เกิดขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ บางบาล เสนา ผักไห่ และอีกหลายอำเภอ ที่ส่งผลกระทบต่อ 83 ตำบล 478 หมู่บ้าน และกระทบต่อครัวเรือนกว่า 17,223 ครัวเรือน

  • อำเภอผักไห่: บ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมใต้ถุน
  • อำเภอเสนา: มีน้ำท่วมขังลึกในบางพื้นที่
  • อำเภอบางบาล: ส่งผลต่อพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมาก

แน่นอนว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะต้องใช้ความร่วมมือระดับทุกภาคส่วนอย่างมากในการรับมือ และการที่หน่วยงานราชการและทางผู้บริหารท้องถิ่นเข้าไปดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ถือว่าเป็นการบริหารจัดการที่มีความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง และเหมาะสมกับสถานการณ์

การอยู่เคียงข้างประชาชนในเวลาที่ยากลำบาก คือหนึ่งในหน้าที่ของข้าราชการที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะเมื่อพวกเขาได้รับความช่วยเหลือในเวลาที่เหมาะสม จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และให้พลังใจอย่างมากต่อชุมชนที่ต้องเผชิญกับอุทกภัย

อย่างไรก็ตาม เราในฐานะพลเมือง ควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังตนเองและช่วยเหลือกันในชุมชน และหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ควรเตรียมตัวให้พร้อม เช่น สำรองอาหาร น้ำสะอาด และติดต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หากมีความจำเป็นในการอพยพ

การช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ทุกคนมีบทบาทในความปลอดภัยและสวัสดิการของชุมชน และการเตรียมความพร้อมคือก้าวแรกในการรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – ผู้ว่าฯอยุธยา ลุยน้ำท่วมเยี่ยมชาวผักไห่ สั่งติดธงขาวหน้าบ้าน ดูแลกลุ่มเปราะบาง-ผู้ป่วยติดเตียงเป็นพิเศษ