ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ม.กาฬสินธุ์จัดการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งฯ ครั้งที่ 5

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารโดมกิจการนักศึกษาและนันทนาการ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้จัดการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งแห่งประเทศไทยลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ครั้งที่ 5 อย่างเป็นทางการ โดยมีดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดี และศิลปินแห่งชาติด้านหมอลำ คุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน เป็นเกียรติ嘉宾

ม.กาฬสินธุ์จัดการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งแห่งประเทศไทยลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ครั้งที่ 5

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นร่วมกับภาคีต่างๆ อาทิ กรมพลศึกษา เครือข่ายภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีเวทีแสดงออกทางด้านดนตรีไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีลูกทุ่ง ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของคนภาคอีสาน

ผลการประกวดวงลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ครั้งที่ 5

ได้แก่ โรงเรียนร่มเกล้า บุรีรัมย์, โรงเรียนลำปลายมาศ, โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม, โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม และวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ตลอดจนคณาจารย์นักศึกษา และกองเชียร์มาร่วมเชียร์วงดนตรีกันอย่างคึกคัก

ผลการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งฯ จำกัดไว้ ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ: โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม
  • รางวัลชมเชย: โรงเรียนร่มเกล้า บุรีรัมย์ และโรงเรียนลำปลายมาศ
  • รางวัลพิเศษ: ได้แก่ รางวัลหางเครื่องยอดเยี่ยม, ดนตรียอดเยี่ยม, นักร้องชาย-หญิงยอดเยี่ยม ฯลฯ

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย และสร้างแบรนด์ซอฟต์พาวเวอร์ผ่านเอกลักษณ์ทางดนตรีลูกทุ่งที่มีความโดดเด่น เป็นภาพลักษณ์ของถิ่นถึงระดับประเทศ

หากคุณชื่นชอบวัฒนธรรมและดนตรีไทย การมาร่วมเป็นสักขีพยานในเวทีดีๆ เช่นนี้ คือโอกาสอันดีในการทำความเข้าใจและสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่จะคงอยู่สืบไป ม.กาฬสินธุ์จัดการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งฯ ครั้งนี้ คือพื้นที่ที่เยาวชนไทยได้แสดงภูมิปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และพลังแห่งความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – ม.กาฬสินธุ์จัดการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งแห่งประเทศไทยลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ครั้งที่ 5

“อัสสัมชัญ” สุดเฉียบคมชนะ “สวนกุหลาบ” ลูกหนังขาสั้นเดลินิวส์ คัพ 2025

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนในรายการ “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประเภท ก. ปีการศึกษา 2568 มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม C ที่สนาม ม.กรุงเทพธนบุรี (หญ้าเทียม) “โรงเรียนอัสสัมชัญ” ได้รับเชิญพบกับ “โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย” ในการดวลแข้งที่เต็มไปด้วยความสนุนสนานเร้าใจ

“อัสสัมชัญ” สุดเฉียบคมชนะ “สวนกุหลาบ” ลูกหนังขาสั้นเดลินิวส์ คัพ 2025

เกมนี้ “อัสสัมชัญ” เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะลูกเตะมุมในนาทีที่ 6 ที่ บูรพา สว่างศรี โขกบอลเข้าไปอย่างแม่นยำ ทำให้ทีมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบตั้งแต่ช่วงต้นเกม แม้ทั้งสองทีมจะมีการโจมตีกันอย่างหนักแน่นในครึ่งแรก แต่การทำประตูเพิ่มเติมยังไม่เกิด ส่งผลให้จบ 45 นาทีแรก ทีมอัสสัมชัญขึ้นนำ 1-0

ครึ่งหลังเป็นโอกาสของ “ชมพู-ฟ้า”

หลังพักครึ่งกลับมา ทีมจากโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย หรือ “ชมพู-ฟ้า” เป็นฝ่ายบุกมากขึ้นในความพยายามที่จะพลิกสถานการณ์ แต่กลับโดน “อัสสัมชัญ” ที่ใช้จังหวะเกมรุกแบบรวดเร็ว บุกกลับมาได้อย่างเฉียบขาด ในนาทีที่ 66 จากจังหวะเปิดข้ามกองหลังมาให้ ธนากร สายหอม เลี้ยงเข้ากรอบเขตโทษก่อนจะซัดลูกสุดแม่นเข้าไปตุงตาข่าย ส่งผลทำให้สกอร์เปลี่ยนเป็น 2-0

แม้ “ชมพู-ฟ้า” จะพยายามยันประตูคืนแต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จ ส่งผลให้เกมจบลงด้วยชัยชนะของ “อัสสัมชัญ” ไปอย่างสุดลุ้น 2-0 อีกทั้งยังมีผลพวงสำคัญต่อตารางคะแนนของกลุ่ม โดยทีมอัสสัมชัญสามารถเก็บเพิ่มเป็น 6 คะแนน จาก 2 นัดแรก และขึ้นเป็นจ่าฝูงชั่วคราว ขณะที่ สวนกุหลาบวิทยาลัย ยังมี 3 คะแนน และตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2

  • ผลการแข่งขัน: โรงเรียนอัสสัมชัญ ชนะ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 2-0
  • ผู้ทำประตู: บูรพา สว่างศรี และ ธนากร สายหอม
  • เจ้าของถ้วย: เดลินิวส์ คัพ 2025 รุ่น 16 ปี ประเภท ก.

“เดลินิวส์ คัพ 2025” ถือเป็นเวทีสำหรับเยาวชนที่ได้แสดงศักยภาพทั้งด้านกีฬาและจิตวิญญาณสปอร์ตแวร์ การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การชิงแชมป์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การเล่นเป็นทีม การสู้ และการมีวินัย ซึ่งทั้ง “อัสสัมชัญ” และ “สวนกุหลาบ” ทำได้อย่างน่าประทับใจ

ติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขัน “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประเภท ก. ได้ต่อเนื่อง เพื่อติดตามว่าใครจะคว้าแชมป์ไปครองในปีนี้

ที่มา – “อัสสัมชัญ” สุดเฉียบคมชนะ “สวนกุหลาบ” ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025” 16 ปี ก.

กองทัพเนปาลตรึงกำลังในกรุงกาฐมาณฑุ หลัง “ม็อบเจนซี” จลาจลเดือด

สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเนปาลเพิ่มขั้นตอน หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกตัวเองว่า “เจน แซด” ได้จัดการประท้วงขนาดใหญ่ในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองใหญ่หลายแห่ง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ราย จากการใช้แรงปราบปรามที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่

ต่อเหตุการณ์นี้ กองทัพเนปาลได้ออกแถลงการณ์ในภาษาอังกฤษและภาษาเนปาลประกาศเปิด “สายด่วนกองทัพอย่างเป็นทางการ” เพื่อให้ประชาชนสามารถรายงานสถานการณ์ภัยคุกคามหรือขอความช่วยเหลือในช่วงที่ความไม่สงบลุกลาม และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงบนท้องถนน

กองทัพเนปาลตรึงกำลังในกรุงกาฐมาณฑุ หลัง “ม็อบเจนซี” จลาจลเดือด

ทหารและตำรวจในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือได้รุดออกจากฐานทัพ และแบ่งกำลังออกลาดตระเวนตามถนนสายหลักในเมืองกาฐมาณฑุ รวมไปถึงรอบๆ ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน ซึ่งปัจจุบันยังสามารถให้บริการได้จำกัด รอคำสั่งอย่างเป็นทางการจากรัฐ

พล.อ.อโศก ราช ซิกเดล ประธานคณะเสนาธิการทหารเนปาล ยืนยันว่า มหาอำนาจทางทหารจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่อนุญาตให้ควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ และได้ออกคำร้องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง

ม็อบร้องเรียกร้องยกเลิกแบนโซเชียลมีเดีย

กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันโดยมีความต้องการให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งห้ามใช้งานโซเชียลมีเดีย และมีมาตรการจัดการกับปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง โดยประเด็นหลักในการรวมตัวคือการทยอยออกมาของข้อมูลเรื่องการทุจริตเงินนับพันล้านรูเปียจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานต่างๆ

แม้รัฐบาลจะตอบสนองด้วยการยกเลิกคำสั่งแบนและคืนบริการโซเชียลมีเดีย ส่วนนายกรัฐมนตรีคนเก่าอย่างคัดกา ปราสาท ชาร์มา โอลี ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง แต่ม็อบยังไม่พอใจ และเหตุการณ์จลาจลกลับลุกลามไปสู่การเผาบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีรายงานระบุว่า อาคารรัฐสภาได้รับความเสียหายอย่างมากจากการลอบวางเพลิง

รัฐมนตรีต่างประเทศของเนปาลได้ออกมาชี้แจงว่า การฟื้นคืนความสงบเป็นภารกิจสูงสุดในขณะนี้ และได้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินเดีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้แสดงความกังวลและย้ำขอให้รัฐบาลเนปาลรีบจัดการกับสถานการณ์อย่างสันติ

สถานการณ์ล่าสุดยังคงไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย ขณะที่ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายประท้วงยังอยู่ในระดับตึงเครียดสูง ประชาชนทั่วไปจึงควรระวังป้องกันตัวเอง และอยู่ห่างไกลจากพื้นที่เสี่ยงซึ่งอาจกลายเป็นจุดชนดื่นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – กองทัพเนปาลตรึงกำลังในกรุงกาฐมาณฑุ หลัง “ม็อบเจนซี” จลาจลเดือด

นอนคุกคืนแรก ‘ทักษิณ’ หลับสนิทไม่เครียด ปรับตัวได้

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อควบคุมตัวตามคำพิพากษาจำคุก 1 ปี ที่ศาลได้มีคำสั่งบังคับใช้ โดยหลังจากได้รับตัวแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ย้ายตัวนายทักษิณไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นเรือนจำประเภทศูนย์กลางระหว่างการพิจารณาคดี (HUB) เพื่อดำเนินการควบคุมตัวตามมาตรการที่เหมาะสมกับสถานะผู้ต้องขังประเภทนักโทษเด็ดขาด

นอนคุกคืนแรก ‘ทักษิณ’ หลับสนิทไม่เครียด

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 กันยายน เจ้าหน้าที่ภายในกรมราชทัณฑ์ได้รายงานข้อมูลว่า คืนแรกที่นายทักษิณเข้ารับการกักตัวในเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นระยะเวลากักตัวโรคโควิด-19 จำนวน 5 วัน นั้น พบว่านายทักษิณสามารถนอนหลับได้เป็นอย่างดี ไม่แสดงอาการเครียดหรือกลัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการ นอนคุกคืนแรก ‘ทักษิณ’ หลับสนิทไม่เครียด ตามที่มีการรายงานออกมา

ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ สามารถให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เรือนจำได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎระเบียบภายในเรือนจำ และการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด ส่วนเรื่องการรับประทานอาหาร รายงานระบุว่า นายทักษิณสามารถรับประทานอาหารครบถ้วน และยังไม่มีการร้องขอสิ่งใดเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ซึ่งหมายถึงสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เป็นอย่างดี

  • นอนหลับได้อย่างสงบ
  • ไม่มีอาการเครียดหรือวิตกกังวล
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกด้าน
  • สามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วน

นอกจากนี้ กระบวนการแรกรับผู้ต้องขังก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างครบถ้วน เช่น การตรวจสุขภาพร่างกาย และติดตามดูแลเรื่องโรคประจำตัว รวมถึงประเมินสุขภาพจิต เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ต้องขังทุกคนมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการใช้ชีวิตในเรือนจำ ซึ่งรายงานระบุว่า ภาพรวมของท่านทักษิณเป็นไปในทางที่ดี และไม่มีปัญหาทางจิตใจที่ควรต้องให้การดูแลเพิ่มเติม

การควบคุมตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการรายงานความเป็นอยู่ของท่านอย่างเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ ช่วยให้สาธารณชนเข้าใจว่า แม้สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไป แต่บุคคลยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งได้ในทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ การเข้าควบคุมตัวในเรือนจำครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อระบบกฎหมายและการยอมรับผลของกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทุกฝ่ายควรได้เรียนรู้จากประเด็นนี้ว่า ความยุติธรรมไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งสูงแค่ไหน

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด การรับฟังข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ อย่าลืมติดตามข่าวจากสำนักข่าวที่รายงานข้อมูลเชิงลึกและน่าเชื่อถือ

ที่มา – นอนคุกคืนแรก ‘ทักษิณ’ หลับสนิทไม่เครียด ปรับตัวได้

ดัน ‘หน่อไม้เป๊าะ’ แพร่ สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

ในยุคที่เกษตรกรรมไทยต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มคุณค่าและรายได้ให้เกษตรกร “หน่อไม้เป๊าะ” จากจังหวัดแพร่ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ถูกดันให้กลายเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมขับเคลื่อนภายใต้แนวทาง BCG Model อย่างมีประสิทธิภาพ

ดัน ‘หน่อไม้เป๊าะ’ แพร่ สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก เปิดเผยว่า จังหวัดแพร่มีความพร้อมในการรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นเกษตรแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะ โดยแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ คือ กลุ่มแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะตำบลป่าสัก อำเภอวังชิ้น ซึ่งเริ่มรวมกลุ่มตั้งแต่ปี 2562 และเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2564

ปัจจุบันกลุ่มมีพื้นที่ปลูก 150 ไร่ มีสมาชิก 116 ราย โดยมีนายสมพงษ์ ปวนหนิ้ว เป็นประธานกลุ่ม ที่มีรูปแบบการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพ และสามารถจำหน่ายได้ราคาสูง

สามารถปลูกได้ทั้งปี ขายราคาสูงในช่วงต้นฤดู

หนึ่งในข้อดีของ ‘หน่อไม้เป๊าะ’ แพร่ คือสามารถผลิตได้ทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ที่เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูง เพราะสามารถแข่งขันกับแหล่งอื่นได้ดี ด้วยคุณภาพและระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่ยาวนานถึง 7 เดือน

จากการผลิต 8,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ทำให้เกษตรกรสามารถมีรายได้เฉลี่ย 80,000 – 104,000 บาท/ไร่/ปี และกำไรสุทธิอยู่ที่ 40,000 – 64,000 บาท/ไร่/ปี ส่งผลให้ทั้งกลุ่มมีรายได้สูงถึง 12-15 ล้านบาทต่อปี

  • ราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 10-13 บาท/กิโลกรัม
  • ช่วงต้นฤดู เกรด A ราคา 35-40 บาท/กิโลกรัม
  • ช่วงปลายฤดู ราคา 5 บาท/กิโลกรัม (เหมาคละเกรด)

เติบโตขึ้นด้วยแนวทาง BCG Model

โดยใช้แนวทาง BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) กลุ่มได้พัฒนาต่อยอดจากการนำหน่อไม้ตกเกรดมาแปรรูปเป็นผักดอง และกำลังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น หน่อไม้อบแห้ง และขนมอบกรอบ พร้อมศึกษาสารสกัดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ ยา และเวชสำอาง

ในด้าน C Economy (Circular) เกษตรกรยังทดลองใช้เปลือกหน่อไม้เลี้ยงโคเนื้อ และศึกษาพัฒนาเป็นอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังใช้เศษวัสดุผลิตเป็น “ถ่านไบโอชาร์” เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน หรือแม้แต่นำใบไผ่มาศึกษาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน

และในด้าน G Economy (Green) เกษตรกรได้ลดการเผาเศษวัสดุ โดยหันมาใช้ประโยชน์ให้เกิดมากที่สุด

หน่อไม้เป๊าะ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่แค่พืชชนิดหนึ่งที่ปลูกกินเอง แต่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ต่อยอดสู่ “สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจเกษตรที่มีศักยภาพ ลองเริ่มจาก “หน่อไม้เป๊าะ” แพร่ ดูสิ คุณอาจพบทางใหม่ที่ยั่งยืน!

ที่มา – ดัน ‘หน่อไม้เป๊าะ’ แพร่ สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับรายได้เกษตรกร

นิพิฏฐ์ เชื่อคำตัดสินศาลฎีกาฯเอื้อ ป.ป.ช. ชี้มูลคดีชั้น 14 ทักษิณเสี่ยงติดคุก

ล่าสุด นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีวัฒนธรรม และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ คำตัดสินศาลฎีกา ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยระบุว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเอื้อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถชี้มูลความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ และทำให้ความเสี่ยงที่เขาจะต้อง เสี่ยงลากติดคุกอย่างน้อย 1 ปี เพิ่มขึ้น

นิพิฏฐ์ เชื่อคำตัดสินศาลฎีกาฯเอื้อ ป.ป.ช. ชี้มูลคดีชั้น 14

คำตัดสินศาลฎีกาฯ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ระบุแล้วว่า ทักษิณ รู้ดีว่าตนไม่ได้ป่วยหนักหรืออันตรายถึงขั้นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และรับการดูแลแบบผู้ป่วยใน แต่กลับเลือกรักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกรวมทั้งมีการควบคุมบริเวณ ‘ชั้น 14 รพ.ตำรวจ’ อย่างมาก จนเกิดโอกาสออกไปนอกรพ. หรือหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมในเรือนจำโดยตรง” นิพิฏฐ์ กล่าว

นายนิพิฏฐ์ ย้ำว่า ในการพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลไม่ได้เพียงเชื่อคำพูดของแพทย์ แต่ได้ระบุชัดเจนว่า จำเลยมีส่วนในการตัดสินใจรักษาจนกระทั่งส่งผลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

ป.ป.ช.มีบทบาทหลักในการชี้มูลผู้เอื้ออาณา

“สิ่งที่ศาลฎีกาฯ วินิจฉัย ทำให้ ป.ป.ช. มีมูลในการดำเนินการ進一步ไต่สวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อให้ทักษิณได้รับการดูแลพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายราชทัณฑ์ แพทย์ รวมถึงผู้บริหารสถานพยาบาลทหาร” นิพิฏฐ์ กล่าวเสริม

เขาเชื่อว่า สำนวนคดีจะเดินหน้าต่อ และหากป.ป.ช.สามารถ ชี้มูลความผิด ได้อย่างชัดเจน จะสามารถส่งผลงานให้อัยการพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งอาจใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน

  • คำตัดสินของศาลสามารถยึดถือเป็นข้อเท็จจริง
  • การชี้มูลของป.ป.ช. จะนำไปสู่การฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ
  • หลังฟ้องศาลแล้วนายทักษิณอาจต้อง เสี่ยงลากติดคุกอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี

อย่างไรก็ตาม นินิพิฏฐ์ เผยว่า หลังคำตัดสินของศาลแล้ว หากศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาแล้วพิพากษาตามคำฟ้อง ก็จะทำให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการยุติธรรม และครั้งนี้หากบุคคลในระบบราชการหรือแพทย์ได้รับโทษไม่ถึง 3 ปี จะถือว่า ทักษิณเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งตามมาตรา 86 ของกฎหมาย อาจถูกลงโทษ 2 ใน 3 ของโทษที่ผู้กระทำการถูกตัดสิน

“ถ้าคดีชั้น 14 นี้ ตัดสินให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับโทษ ก็ถือว่า ทักษิณ เป็นผู้สนับสนุนคะแนนได้ แล้วต้องรับโทษเพิ่ม ไม่ใช่แค่โทษจากศาลฎีกาฯ ที่รอคอยอยู่เท่านั้น” นิพิฏฐ์ สรุป

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่าป.ป.ช.จะดำเนินการชี้มูลคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างไร และจะใช้ คำตัดสินศาลฎีกาฯ เป็นองค์ประกอบในกระบวนการไต่สวนอย่างไร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางความยุติธรรมของเรื่องคดีนี้

หากคุณติดตามข่าวการเมืองไทย อย่าพลาดประเด็นร้อนอย่างกรณีนี้ เพราะผลกระทบอาจส่งต่อทั้งด้านกฎหมายและการเมืองในอนาคต

ที่มา – ‘นิพิฏฐ์’ เชื่อคำตัดสินศาลฎีกาฯเอื้อป.ป.ช.ใช้ชี้มูลคดีคนเอี่ยวปมชั้น 14 ชี้ถ้าเรื่องถึงศาลอาญาคดีทุจริตฯ เสี่ยงลาก ‘ทักษิณ’ ติดคุกอย่างน้อย 1 ปี

ความล้มเหลวของแผนแม่บทฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ความล้มเหลวของการจัดทำ”แผนแม่บทการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( SEA ) ของ สศช.” ถือเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าในการขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นที่การฟังเสียงกลุ่มตัวน้อยในขณะที่มองข้ามเสียงของคนส่วนใหญ่

ความล้มเหลวของการจัดทำ”แผนแม่บทการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( SEA ) ของ สศช.”

โครงการ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” หรือ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” เริ่มต้นในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาของพื้นที่ แต่ถูกยุติจากการเคลื่อนไหวของกลุ่ม NGO และชาวบ้านบางส่วน ทำให้รัฐบาลต้องมอบหมายให้ สศช. เริ่มต้นกระบวนการใหม่ด้วยการจัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ SEA

แม้ สศช. จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้วกว่า 40 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน แต่ผลลัพธ์กลับชี้ให้เห็นว่าผู้แสดงความเห็นมักมาจาก “คนกลุ่มเดิม” ที่มีมุมมองเดียว-sided เท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับความคิดของประชาชนส่วนใหญ่ที่แฝงความต้องการในการแก้ปัญหาความยากจนและการจ้างงาน

โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ไม่เป็นภัยต่อชุมชน

โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนของภาครัฐ แต่เป็นความพยายามของภาคเอกชนผ่านบริษัท ทีพีไอ โพลีน พาวเวอร์ และ IRPC มูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท โดยถูกออกแบบให้เป็น อุตสาหกรรมสีเขียว ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่พร้อมระบบโลจิสติกส์ที่อาจกลายเป็นเกตเวย์แห่งที่ 3 สำหรับประเทศ

เนื่องจากจะช่วยลดภาระและค่าขนส่งไปยังท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย และเป็นโอกาสทองสำหรับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าถึงรายได้และการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับถูกมองข้ามเพียงเพราะกลุ่มเล็ก ๆ ยืนยันว่า “ไม่ต้องการนิคมอุตสาหกรรม” โดยไม่มีการจัดให้มีเวทีที่แท้จริงในการฟังเสียงของคนส่วนใหญ่

โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอจะนะและบริเวณโดยรอบ ชาวบ้านหลายรายให้การสนับสนุนเพราะคาดหวังในโอกาสทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการถูกนำเสียงโดยกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งไม่ได้แสดงออกถึงเอกภาพของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

  • การระดมความคิดเห็นเกินกว่า 40 ครั้ง
  • ผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน แต่เป็นกลุ่มเดิม
  • เสียงของคนส่วนใหญ่ถูกฝังกลบ
  • รายงาน SEA เน้นไปที่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากเกินไป

รายงาน SEA ที่ได้ออกมาจากการดำเนินงานนี้จึงมีข้อผิดพลาดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่ไม่ครอบคลุมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุน ผู้ประกอบการด้านท่าเรือน้ำลึก และระบบโลจิสติกส์ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถสะท้อนความต้องการจริง ๆ ของชุมชนได้อย่างครบถ้วน

หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแผนแม่บทฉบับนี้จริง จะทำให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเสียโอกาสไปอีกหลายปีเป็นอย่างน้อย และประชาชนที่ควรได้รับประโยชน์จริง ๆ มีความเสี่ยงจะถูกทิ้งไว้ในวังวนของความยากจนและความว่างงาน

ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจใด ๆ ควรให้ผู้แทนราษฎรจากทั้ง 9 เขตในจังหวัดสงขลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก้าวเข้ามามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้แน่ใจว่า แผนแม่บทฯ ที่จัดทำขึ้นนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เอกสารบนกระดาษ แต่จริง ๆ แล้วสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างแท้จริง

อย่าปล่อยให้ความต้องการของคนส่วนใหญ่ถูกฝังกลบไปโดยกลุ่มเสียงเล็ก ๆ ควรเปิดพื้นที่ให้เสียงแท้จริงมีโอกาสขับเคลื่อนอนาคตของพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – ความล้มเหลวของการจัดทำ”แผนแม่บทการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( SEA ) ของ สศช.”

อนงค์นาถขับเคลื่อนความเข้มแข็งงานวิชาการกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีการประชุมคณะผู้บริหารเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งสิ้น 12 โรงเรียนทั่วประเทศ

อนงค์นาถขับเคลื่อนความเข้มแข็งงานวิชาการกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ

กิจกรรมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือแนวทางในการพัฒนางานด้านวิชาการ ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายโรงเรียนในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ร.ต. ญาณบดินทร์ อินเตชะ ผู้อำนวยการโรงเรียนพะเยาพิทยาคม และดร.อัฏฐผล ถิรพรพงษ์ศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ในพระราชูปถัมภ์ ได้ร่วมให้การต้อนรับพร้อมทั้งมอบของที่ระลึกแก่ น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว พร้อมด้วยนายไพรัช สงวนไพรดอน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ และคณะครูที่เข้าร่วมในครั้งนี้

แนวทางขับเคลื่อนวิชาการอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ยังได้มีการร่วมพิธีบันทึกลงนามข้อตกลงทางวิชาการ ณ ห้องประชุมอุดร บุญถาวร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบงานวิชาการและฝึกอบรมคุณภาพภายในโรงเรียน โดยเน้นการปรับปรุงและพัฒนากลไกการทำงานอย่างเป็นระบบ

  • ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงเรียน – สนับสนุนให้โรงเรียนต่าง ๆ แลกเปลี่ยนอนุบาทย์ความรู้และประสบการณ์
  • ยกระดับคุณภาพการศึกษา – เน้นการพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมทางการศึกษาให้ทันสมัยเหมาะสมกับยุค
  • สร้างความเข้มแข็งด้านบุคลากร – ส่งเสริมการอบรมและพัฒนาครูให้มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสาระการเรียนรู้

โดยจากการประชุมได้นำเสนอแนวทางสำคัญหลายด้าน เช่น การจัดทำแผนพัฒนางานวิชาการในระยะยาว รวมถึงการสร้างระบบที่ช่วยในการติดตามประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเข้ามามีบทบาทของ น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว ถือเป็นแรงผลักดันให้ทำให้กลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ รวมถึงโรงเรียนในสังกัดโครงการพิเศษอื่น ๆ มีโอกาสในการเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ข้อตกลงทางวิชาการที่ลงนามในครั้งนี้จะเป็นกรอบสำคัญที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเข้มแข็ง เป็นเครือข่ายต้นแบบที่สามารถเป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนทั่วประเทศ

จากการลงมืออย่างจริงจังและมีเป้าหมายชัดเจน จึงเชื่อได้ว่าการพัฒนาของกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ จะกลายเป็นพลังสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาโดยรวม

หากคุณเป็นผู้ปกครอง ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษา อย่าพลาดโอกาสในการเรียนรู้แนวทางใหม่ ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนของคุณ

ที่มา – ‘อนงค์นาถ’ ร่วมขับเคลื่อนความเข้มแข็งงานวิชาการ กลุ่มรร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ 12 แห่ง

ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์ผ่านกีฬาสร้าง Soft Power

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเรื่องของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกีฬา ซึ่งในปีนี้ จังหวัดนราธิวาสได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน “โครงการกีฬาและนันทนาการสร้างเสริมความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซียประจำปี 2568 (Goodwill Games 2025)” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและพัฒนาแนวคิด Soft Power ผ่านพลังแห่งกีฬา

ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์ผ่านกีฬาสร้าง Soft Power

การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและทางการมาเลเซีย โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 กันยายน 2568 ที่สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จุดประสงค์หลักคือการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยจัดกิจกรรมแข่งขันและวัฒนธรรมหลากหลาย สร้างความสามัคคีและเสริมความเข้าใจในวิถีชีวิตของทั้งสองแผ่นดิน

โครงการ Goodwill Games 2025

กิจกรรมในงานมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬาเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี หรือที่เรียกกันว่า “กีฬาเพื่อความสามัคคี (Goodwill Games)” มีนักกีฬาและผู้แทนจากไทยและมาเลเซียเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ร่วมแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ เช่น

  • ฟุตบอล
  • มวยไทย
  • ฟุตบอล Alstar
  • เปตอง
  • วอลเลย์บอล
  • ปันจักสีลัต
  • ยิงธนู
  • กีฬาพื้นบ้าน

นอกจากนี้ยังมีการจัดโชว์แมตช์พิเศษ “ฟุตบอล All Star ไทย–มาเลย์” ที่นักเตะชื่อดังจากทั้งสองประเทศร่วมมือกันแสดงฝีมือ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของความเป็นมิตรและการแลกเปลี่ยนที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและสังคมอย่างแท้จริง

ในมุมมองของการส่งเสริม Soft Power ไทย–มาเลย์ เป็นหนึ่งในประโยชน์ที่ใหญ่หลวงจากการจัดโครงการนี้ เพราะไม่เพียงแค่การแข่งขัน แต่ยังมีการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้าน และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละชาติอย่างใกล้ชิด รวมถึงเป็นโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกซึ่งเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

หนึ่งในเป้าหมายหลักของการจัด ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์ผ่านกีฬาสร้าง Soft Power คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูงจากภาคการท่องเที่ยว

กิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทางกีฬาและวัฒนธรรมในงานช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดรายได้แก่ธุรกิจท้องถิ่น เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และศูนย์การค้า พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการผลักดันภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้ดีขึ้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมผูกพันระหว่างชุมชนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มักถูกมองว่ามีความยากลำบากจากความขัดแย้งในอดีต ซึ่งกีฬาและวัฒนธรรมสามารถเป็นสะพานเชื่อมที่ผูกมิตรภาพได้อย่างน่าประทับใจ

ในภาพรวมแล้ว ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์ผ่านกีฬาสร้าง Soft Power เป็นงานที่มีคุณค่ากว่าการกีฬาอีเวนต์ปกติ เพราะเป็นระบบที่รวม “กีฬา” กับ “ศิลปวัฒนธรรม” และ “ความร่วมมือ” ให้เกิดพอร์ตเทรตที่โดดเด่นของประเทศไทย ในการเป็นฮับแห่งความเป็นมิตรและแนวคิด Soft Power ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้!

อยากบอกเรื่องการใช้กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ และเสริมพลัง Soft Power ไทยได้อย่างชาญฉลาดผ่านงานแบบนี้ – ถือว่าเป็นการเล่นได้ทั้งชัยและใจ!

ที่มา – ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์สองแผ่นดิน ผ่านกีฬาสร้างมิตรภาพ สร้างพลัง Soft Power สู่สายตาโลก

ชัยภูมิชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศ เวทีที่ 1 โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ได้มีการจัดการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนในโอกาสการประชุมปัจฉิมนิเทศ เวทีที่ 1 ตามโครงการศึกษาความเหมาะสมระบบชลประทาน โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นายอนันต์ นาคนิยม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

ชัยภูมิชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศ เวทีที่ 1 โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี

ในพิธีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 100 คน ประกอบด้วย ตัวแทนกรมชลประทาน นายฉัตรดำรงค์ หงษ์บุญมี เจ้าหน้าที่ ตัวแทนส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านเขว้าและอำเภอจัตุรัส ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการ

ปัจจุบัน โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีกำหนดเริ่มเก็บกักน้ำในปี พ.ศ. 2569 ดังนั้นการดำเนินการศึกษาเตรียมความพร้อมสำหรับการออกแบบและก่อสร้างระบบส่งน้ำจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ของโครงการ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ระบบส่งน้ำสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนได้อย่างทั่วถึง ลดปัญหาภัยแล้งในช่วงฤดูร้อน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น กรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด, บริษัท โปรเกรส เทคโนโลยี คอนซัลแท็นส์ จำกัด และบริษัท เอ็นพี เอเชีย จำกัด ให้ดำเนินการศึกษาในระยะเวลา 450 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึง 26 กันยายน พ.ศ. 2568

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ชลประทานตอนบนมีขนาดประมาณ 74,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชีบน ตลาดแร้ง โนนแดง บ้านเขว้า ลุ่มลำชี อำเภอบ้านเขว้า และตำบลชีลอง หนองนาแซง และบ้านค่าย ของอำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาระบบชลประทานใหม่

แผนระยะยาวและแนวทางแก้ปัญหา

สำหรับพื้นที่ชลประทานตอนล่าง ถือเป็นพื้นที่สามารถขยายระบบได้ในอนาคต หากมีการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำชีบน ซึ่งเป็นแผนระยะยาวของกรมชลประทาน ขณะเดียวกันในระยะสั้นถึงระยะกลาง ได้มีการเสนอพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ชลประทานตอนล่างจำนวน 37 โครงการ ร่วมกับการพัฒนาระบบส่งน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

  • เพื่อให้โครงการมีความยั่งยืนและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน กรมชลประทานได้มีการจัดประชุมหลายครั้ง รวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง 18 เวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มมีส่วนได้ส่วนเสีย
  • ประชุมปฐมนิเทศเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว โดยมีผู้เข้าร่วม 318 คน
  • ประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เดือนมีนาคม ปี 2568 จำนวน 471 คน และกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 เมื่อมิถุนายน 2568 มีผู้เข้าร่วม 1,141 คน

และในครั้งนี้ เป็นโอกาสสุดท้ายในระดับพื้นที่ของ อำเภอจัตุรัสและอำเภอบ้านเขว้า ด้วยการจัดปัจฉิมนิเทศ เวทีที่ 1 เพื่อรายงานผลการศึกษา รวบรวมข้อมูลและรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การวางระบบชลประทานมีความครบถ้วน ตรงจุด และสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลให้โครงการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อย่าพลาดการรับฟังข่าวสารและการมีส่วนร่วมในเวทีถัดไป เพราะความคิดเห็นของคุณมีคุณค่าต่ออนาคตของชุมชน

ที่มา – ชัยภูมิชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศ เวทีที่ 1ตามโครงการศึกษาความเหมาะสมระบบชลประทาน “โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี”