ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กรุงเทพฯ-ปริมณฑลเตรียมรับมือฝนถล่มอาจเกิดน้ำท่วมขัง

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าระบุว่า กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ ซึ่งเสี่ยงต่อเกิดน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมืองที่ระบบระบายน้ำอาจไม่ทัน ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

กรุงเทพฯ-ปริมณฑลเตรียมรับมือฝนถล่มอาจเกิดน้ำท่วมขัง

สำหรับพยากรณ์ในวันนี้ กรมอุตุฯ ระบุว่า กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ความเร็วลมอยู่ที่ 10-15 กม./ชม. สภาพอากาศมีแนวโน้มให้ฝนตกสะสมในพื้นที่ต่ำ รวมถึงพื้นที่ลาดชันที่อาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย

แนวทางเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือฝนตกหนัก

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนควรเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ได้แก่:

  • ตรวจสอบระบบระบายน้ำภายในบ้านและบริเวณใกล้เคียง
  • ติดตั้งถังเก็บน้ำสำรองกรณีเกิดไฟฟ้าดับจากฝนตกหนัก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนฟ้าคะนอง

นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และตราด ก็มีแนวโน้มฝนตกหนักเช่นกัน ขณะที่พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ขณะนี้มีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศของไทย

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขังจากการตกสะสม ขอแนะนำให้ทุกครัวเรือนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้

กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เตรียมตัวอย่างไรกับฝนฟ้าคะนองที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี? การรับมือที่ดีคือการเตรียมตัวล่วงหน้า การเฝ้าระวัง และความร่วมมือจากชุมชนเพื่อลดความเสียหายจากน้ำท่วมให้น้อยที่สุด

ที่มา – กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เตรียมรับมือฝนถล่ม อาจเกิดน้ำท่วมขัง รอการระบาย!

‘นายกฯอนุทิน’ย้ำซื่อสัตย์สุจริต-มีคุณธรรม

วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำชัดว่าจะปฏิบัติตามหลักความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรมในทุกการบริหารราชการ โดยได้ประกาศแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศใน 4 ด้าน ด้วยการรื้อโครงข่ายรัฐมนตรี (โผครม.) ชุดใหม่ เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

‘นายกฯอนุทิน’ย้ำซื่อสัตย์สุจริต-มีคุณธรรม

ทั้งนี้ นายกฯ อนุทินได้ชี้แจงว่า ตนขออยู่ในตำแหน่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยจะแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานทางจริยธรรม และมุ่งมั่นให้เกิดผลตอบแทนต่อประชาชนผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรมและสร้างคุณค่าระยะยาว

เน้นความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหาร

อีกทั้ง นายกฯ ยืนยันว่า จะนำหลัก “ซื่อสัตย์-สุจริต-มีคุณธรรม” เป็นเป้าหมายหลักในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้นโยบายต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นภายใต้กรอบของการตรวจสอบที่ชัดเจน รวมถึงระบบการเงินที่โปร่งใสอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ต่าง ๆ หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายกฯ ยืนยันว่าจะเคารพระบอบประชาธิปไตย และขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วยความชอบธรรม พร้อมย้ำว่า ‘ถ้าเราเชื่อในระบบ เราต้องทำให้ดี และต้องแสดงให้เห็นทางพฤติกรรม’

  • ซื่อสัตย์ต่อประชาชน
  • สุจริตในการบริหาร
  • มีคุณธรรมในการตัดสินใจ
  • ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ กิจกรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการประกาศของนายกฯ ยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลการบริหารอย่างเท่าเทียม เช่น การเสนอโครงการคนละครึ่งที่เน้นการทำงานของระบบแอปพลิเคชัน เงินพร้อม และการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คนพูดถึงอย่างมากว่าอาจเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยระบายรายได้สู่คนทั่วไป

ในขณะที่แนวทางเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านก็ชัดเจนเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจากคำพูดเรื่องการต่อต้านการสูญเสียแม้แต่ตารางเซนติเมตรของดินแดน และการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งบนพรมแดนไทย-กัมพูชากลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้

ที่มาการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่สื่อถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ของประเทศให้อยู่ในความยุติธรรม การพัฒนาภายใต้กรอบที่ให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” และ “ความซื่อสัตย์” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ควรจะเป็นผลสืบเนื่องที่สร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของไทย

หากคุณกำลังมองหาแง่คิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้นำในสังคมไทย การเมืองกับความซื่อสัตย์สุจริต และแนวทางสร้างคุณค่าระยะยาวในประเทศ ‘นายกฯอนุทิน’ย้ำซื่อสัตย์สุจริต-มีคุณธรรม’ เป็นหัวข้อที่น่าติดตาม

ที่มา – เดลินิวส์ 8 ก.ย. ‘นายกฯอนุทิน’ย้ำชัด จะขอซื่อสัตย์สุจริต–มีคุณธรรม

อัลการาซ ล้างตา ซินเนอร์ คว้าแชมป์ยูเอสโอเพ่นสมัย 2

การแข่งขันเทนนิสรายการแกรนด์สแลม “ยูเอส โอเพ่น” ที่จัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ ถือเป็นเวทีที่นักหวดทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ซึ่งปีนี้ในประเภทชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ ได้เห็นการแข่งขันที่น่าติดตามระหว่าง “ยานนิค ซินเนอร์” แชมป์เก่าและมือ 1 ของรายการจากอิตาลี กับ “คาร์ลอส อัลการาซ” คู่ปรับเก่าและเต็ง 2 จากสเปน ซึ่งตลอดการพบกัน 14 ครั้งที่ผ่านมาเป็น อัลการาซ ที่ทำได้ดีกว่าเมื่อเขาเอาชนะไปแล้วถึง 9 ครั้ง

อัลการาซ ล้างตา ซินเนอร์ คว้าแชมป์ยูเอสโอเพ่นสมัย 2

เซตแรก อัลการาซ ที่มีฟอร์มแรงตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยไม่เคยเสียเซตเลย สามารถแสดงฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยลูกโฟร์แฮนด์ที่หนักหน่วงและมีความแม่นยำ ก่อนที่ ซินเนอร์ จะตีเสียเองไปถึง 9 ครั้ง ทำให้ อัลการาซ เก็บชัยเซตแรกไปได้อย่างสบาย 6-2

เซตที่ 2 ซินเนอร์ เริ่มกลับมาตั้งหลักแหล่ง มีสมาธิมากขึ้น และบุกเบรกก่อนในเกมที่ 4 ส่งผลให้เขาขึ้นนำ 3-1 แต่ อัลการาซ กลับตีดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด จนสุดท้าย ซินเนอร์ เก็บเซตนี้ไปได้ 6-3 ทำให้สกอร์เสมอ 1-1 เซต และนี่ถือเป็นเซตแรกที่ อัลการาซ เสียตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์

อัลการาซ กลับมายิ่งกว่าเดิมในเซต 3

เข้าสู่เซต 3 นักหวดวัยรุ่นสเปน ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด เขาเบรกเกมเสิร์ฟของ ซินเนอร์ ตั้งแต่เกมที่ 2 ก่อนหนุนเกมต่อ และเบรกอีกครั้งในเกมที่ 4 สร้างสกอร์ 4-0 อย่างรวดเร็ว ก่อนปิดเซตได้ 6-1 ขยับขึ้นนำ 2-1 เซต

เมื่อถึงเซตชี้ชะตา อัลการาซ เรียกฟอร์มระดับซูเปอร์สตาร์ออกมาลดทอนความกดดันจากแชมป์เก่า เขาเบรกเกมเสิร์ฟของ ซินเนอร์ ได้อีกครั้งในเกมที่ 5 ก่อนเก็บชัยเซตนี้ 6-4 ปิดสกอร์รวม 3-1 เซตในชัยชนะ

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแค่เป็นการล้างแค้นจากการแพ้ในรอบชิงกับ ซินเนอร์ ที่วิมเบิลดันปีก่อน แต่ยังทำให้ อัลการาซ เก็บแชมป์ยูเอสโอเพ่นไปครองเป็นสมัยที่ 2 พร้อมทั้งขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกแทน ซินเนอร์ ที่ครองบัลลังก์มือหนึ่งมาต่อเนื่องถึง 65 สัปดาห์

ภาพ AFP

ถ้าคุณเป็นแฟนเทนนิส อย่าพลาดติดตามการคว้าแชมป์ครั้งสำคัญของ อัลการาซ ที่กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นมือ 1 ของโลกอย่างแท้จริง พร้อมเคลียร์บทพิสูจน์ในรั้วยูเอส โอเพ่น ที่เคยถูกมองข้ามไว้

ที่มา – “อัลการาซ” ล้างตา “ซินเนอร์” คว้าแชมป์ ยูเอส โอเพ่น สมัย 2

โจรตีนเปล่าบุกบ้านชาวบ้าน ขโมยทรัพย์มูลค่า 6 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 นางสาวฐิติรัตน์ ณัฐนัยศิรดา อายุ 42 ปี ชาวตำบลบ้านหัวทะเล อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ได้เปิดเผยความเสียหายจากการที่บ้านของตนเองถูกโจรตีนเปล่าบุกงัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา

โจรตีนเปล่าบุกบ้านชาวบ้าน ขโมยทรัพย์มูลค่า 6 หมื่นบาท

จากข้อมูลที่นางสาวฐิติรัตน์เผยให้ทราบ หลังกลับจากทำงานในกรุงเทพฯ มีแผนจะกลับบ้านในวันที่ 5 กันยายน แต่ลูกชายกลับพบว่ามีร่องรอยการงัดแงะภายในบ้านระหว่างที่ปิดประตูออกไปหลายวัน เธอจึงได้รับการแจ้งจากญาติทางบ้านให้รีบเดินทางกลับมาตรวจสอบ มีความเสียหายทั้งในด้านทรัพย์สินและจิตใจอย่างมาก

ได้รับการยืนยันว่าภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพชายคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยก่อนเกิดเหตุ โดยชายคนดังกล่าวสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ใส่กางเกงขายาว มีหมวกลายทหาร ปกปิดใบหน้าอย่างรอบคอบ และไม่สวมรองเท้า วิ่งเข้าบ้านผ่านหน้าต่างด้านข้างของบ้าน หลังนั้นได้ถอดสายไฟกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันไม่ให้สามารถบันทึกภาพการกระทำได้

วิธีป้องกันโจรตีนเปล่าบุกบ้าน

ภาพจากกล้องวงจรปิดยังสามารถระบุได้ว่าคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาลาดตระเวนบริเวณก่อนที่จะเข้าบ้าน ซึ่งยืนยันว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ หลังจากเข้าไปในบ้านแล้ว โจรได้ “กวาด” ทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น เงินสด พระเครื่อง เหรียญรัชกาลที่ 5 เครื่องเงินโบราณ รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นบาท

  • เงินสด: 20,000 บาท
  • พระเครื่อง: 20,000 บาท
  • เครื่องเงินโบราณ: 20,000 บาท

ภายหลังนางสาวฐิติรัตน์ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวทะเล และส่งคลิปกล้องวงจรปิดอันเป็นเบาะแสสำคัญให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างเต็มประสิทธิภาพ

“ทุกวันนี้นอนไม่ค่อยหลับ เพราะหวาดระแวง เมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่า ก็เกิดแรงกลัวว่าโจรจะกลับมาอีก ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก” นางสาวฐิติรัตน์กล่าวอย่างกังวล

นางสาวฐิติรัตน์ยังฝากถึงทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านรับจำนำ หรือผู้ที่มีความรู้จักกับพระเครื่อง เหรียญเก่า หรือของสะสม หากพบเบาะแสมาเกี่ยวข้องกับของที่หายไป ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านสายด่วน 191 หรือ สภ.หัวทะเล เพื่อช่วยใฝ่หาความยุติธรรมและอุปกรณ์สืบสวนให้เร็วขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งกรณีที่เตือนให้ประชาชนรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินและเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่ปลอดภัย และแจ้งญาติหรือเพื่อนบ้านดูแลบ้านให้มากขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกผู้มิประสงค์ดีแอบบุกและก่อเหตุ

ที่มา – โจรตีนเปล่างัดบ้านชาวบ้าน กวาดทรัพย์สินมูลค่า 6 หมื่นบาท หลบหนีลอยนวล

“อินทรีเหล็ก” คืนฟอร์มไล่ทุบ “ไอร์แลนด์เหนือ” นิ่มแข้ง

ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม A เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลต่างจับตามอง เพราะทีมชาติเยอรมนีหรือ “อินทรีเหล็ก” ที่เพิ่งพลาดท่าแพ้ สโลวาเกีย 0-2 ในนัดแรก ต้องกลับมาล้างหน้าอย่างสุดโต่ง โดยเปิดบ้านไล่ถล่ม ไอร์แลนด์เหนือ ไปแบบขาดลอย 3-1

“อินทรีเหล็ก” ฟอร์มกลับมา เผชิญหน้ากับไอร์แลนด์เหนือ

การแข่งขันนัดนี้จัดขึ้นที่สนาม ไรน์เอเนอร์กี สตาดิโอน ณ เมืองโคโลญจน์ สเปกเตอร์ของเกมคือการกลับมาอย่างหนักแน่นของเยอรมนี ซึ่งพวกเขาเปิดฉากการแข่งขันด้วยความกระหายจะแบ่งคะแนน หลังตกเป็นรองในเกมที่แล้ว

จากเสียงหวอดหวายของแฟนบอลในสนาม “อินทรีเหล็ก” ก็กดดันคู่แข่งได้ไม่น้อย เมื่อเริ่มเกมเพียงนาทีที่ 7 เยอรมนีก็กอบกู้เกมกลับมาได้สำเร็จ เมื่อ นิค โวลเทอมาเดอ ทำเปิดบอลให้ แซร์ช นาบรี หลุดเข้าไปจบสกอร์ก่อน 1-0 ทำให้ความหวังของแฟนบอลเยอรมันกลับมาอีกครั้ง

ลูกทีมฟูลครั้งนี้ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ไอร์แลนด์เหนือ ก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ โดยพวกเขารวดเร็วขึ้นนำเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 34 จากจังหวะเปิดลูกเตะมุมของ จัสติน เดเวนนี ที่ทำให้ ไอแซค ไพรซ์ แปบอลเข้าประตูได้อย่างสนิท ทำให้ความตื่นเต้นของเกมกลับมาแรงขึ้นอีกครั้ง

แต่ในครึ่งหลัง “อินทรีเหล็ก” ไม่ยอมให้โอกาสหลุดมือ เมื่อพวกเขาเร่งเกมเข้าใส่มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงนาทีที่ 69 นาดีม อามิรี สำเร็จประตูเพิ่มเป็น 2-1 และตามด้วยฟรีคิกสุดสวยของ โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ในนาทีที่ 72 ส่งผลให้เยอรมนีปิดเกมไว้ที่ 3-1 อย่างน่าประทับใจ

  • ข่าวดีสำหรับ “อินทรีเหล็ก” คือพวกเขาฟอร์มกลับมาได้ดีในบ้าน
  • การกลับมาล่าตาข่ายถึง 3 ลูกในเกมนี้พิสูจน์ถึงความสามารถของนักเตะเยอรมัน
  • ไอร์แลนด์เหนือแม้แพ้แต่ยังรั้งอันดับสองด้วยฟอร์มการเล่นที่จงรักภักดี

ทั้งนี้ “อินทรีเหล็ก” มี 3 คะแนนจาก 2 นัด เข้าสู่อันดับ 3 ของกลุ่ม ในขณะที่ ไอร์แลนด์เหนือ มี 3 คะแนนเท่ากัน แต่ได้เปรียบด้านจำนวนประตู scored ทำให้พวกเขาอยู่ในอันดับ 2 ชั่วคราว

การฟอร์มที่เปลี่ยนไปของเยอรมนีในนัดนี้ย้ำเตือนทุกทีมอีกครั้งว่า การเสียเปรียบแค่เกมเดียวไม่ใช่จุดจบ ขอเพียงฟอร์มดี กลับมาลุ้นได้ทุกเมื่อ

หากคุณเป็นแฟนบอลเยอรมนีหรือติดตามฟุตบอลโลก อย่าพลาดติดตามโปรแกรมฟุตบอลสุดเดือนกันต่อไป เพราะทุกแต้มอาจเป็นหนทางสู่ฝันของ “อินทรีเหล็ก”

ที่มา – “อินทรีเหล็ก” คืนฟอร์มไล่ทุบ “ไอร์แลนด์เหนือ” นิ่มแข้ง

เร่งปรับถนนอำนวยความสะดวกทหารไทย ขนยางทำบังเกอร์ทางเข้าบ้านหนองจาน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงเป็นจุดที่ได้รับความสนใจจากทั้งประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากมีการรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวของชาวคาเมอร์ที่เข้ามายังพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทำให้ทางทหารไทยเร่งดำเนินการเสริมความมั่นคงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เร่งปรับถนนอำนวยความสะดวกทหารไทย

ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีฝนตกปรอย ๆ บรรยากาศในวันที่ผ่านมาที่จุดตรวจ 40 บ้านหนองจาน กลับไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของประชาชนและสื่อมวลชนที่ต้องการเข้าไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่อยู่แนวหน้า ทั้งยังมีการส่งของแถมอาหารและน้ำดื่มให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงอันตรายในการปฏิบัติหน้าที่

พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับบัญชาทหารมณฑลที่ 12 (สระแก้ว) ระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีจำนวนผู้เข้าออกในพื้นที่รวมทั้งสิ่งสื่อประมาณ 100 คน พร้อมกับชาวคาเมอร์ที่มารวมตัวกันในจุดพักผ่อนใกล้เคียง แต่ไม่มีการโวยวายหรือแสดงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ

ขนยางทำบังเกอร์ทางเข้าบ้านหนองจาน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมรถแบ็กโฮเข้าพื้นที่เพื่อปรับปรุงสภาพทางไหล่ถึงบ้านหนองจาน เพื่อให้การเดินทางของกำลังพลทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่มีความสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้นำยางรถยนต์ที่ได้รับบริจาคจำนวน 3 คัน เพื่อนำมาใช้สร้างบังเกอร์ที่บริเวณทางเข้าบ้านหนองจาน เพื่อเพิ่มความมั่นคง และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจไม่แน่นอน

การสนับสนุนด้านวัสดุและแรงงานไม่ได้หยุดอยู่แค่ขอบรรยากาศ แต่มีการเข้าไปช่วยเหลือเชิงรุกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดส่งวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันตัวเพื่อเสริมความมั่นคงให้กับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในแนวหน้า

  • เจ้าหน้าที่จัดรถแบ๊กโฮเข้าเพื่อปรับถนน
  • นำยางมาใช้สร้างบังเกอร์เสริมความมั่นคง
  • มีการสนับสนุนจากพลเมืองดี ๆ อย่างต่อเนื่อง
  • ชาวบ้านและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้ทหารไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การเคลื่อนไหวของทหารไทยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุขให้แก่พื้นที่ชายแดน และยืนยันว่าการป้องกันรักษาดินแดนยังคงเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของกองทัพไทยมาโดยตลอด การพัฒนาพื้นฐานพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จะช่วยให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ในอนาคตมีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เร่งปรับถนนอำนวยความสะดวกทหารไทย ขนยางทำบังเกอร์ทางเข้าบ้านหนองจาน

โอนานา ลาผีแดงย้ายซบแทร็บซอนสปอร์แบบยืมตัว

ข่าวการย้ายทีมของ โอนานา นายทวารทีมชาติแคเมอรูนที่กำลังเป็นกระแสแรงในโลกฟุตบอล เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเจ้าตัวตกลงย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทัพ แทร็บซอนสปอร์ สโมสรดังจากตุรกี ด้วยสัญญายืมตัวเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาล ภายหลังเห็นโอกาสในการลงสนามอย่างแท้จริงน้อยลง หลังมีการย้ายเข้ามาของนักเตะแนวประตูรุ่นใหม่อย่าง เซนเนอ ลัมเมนส์ จากสโมสรชั้นแนวหน้าของเบลเยียม

โอนานา ลาผีแดงซบแทร็บซอนสปอร์ ด้วยสัญญายืมตัว

จากการรายงานของสื่อดังอย่าง “ดิ แอธเลติก ยูเค” เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวระหว่าง “ผีแดง” และ “แอร์เรซ” หรือ “เหล่าแสวงบุญ” อย่าง แทร็บซอนสปอร์ ได้ระบุว่า ทีมจากตุรกีจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบเงินค่าเหนื่อยของ โอนานา ทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 120,000 ปอนด์ หรือราว 5.28 ล้านบาทต่อสัปดาห์ นอกเหนือจากนี้ยังมีโบนัสพิเศษที่จะถูกเพิ่มให้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้มือกาววัย 26 ปี ได้รับค่าเหนื่อยรวมสูงกว่าที่ได้รับจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมากถึงเกือบหนึ่งเท่าตัว

มุ่งหน้าเข้ารับการตรวจร่างกาย

โอนานา คาดว่าจะเดินทางออกจากเมืองแมนเชสเตอร์ผ่านกรุงปารีส เพื่อเดินทางมายังเมืองแทร็บซอนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจกับทีมชาติแคเมอรูน ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก พบกับทีมชาติกาบูเวร์ดี ในวันอังคารที่จะถึงนี้ โดยหลังเดินทางถึงประเทศตุรกี เจ้าตัวจะเข้ารับการตรวจร่างกายก่อนทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับต้นสังกัดใหม่

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ โอนานา ต้องย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภายใต้สัญญาแบบยืมตัว เจ้าตัวเคยผ่านประสบการณ์ของแบบเดียวกันในช่วงฤดูร้อนปี 2022 ที่แยกย้ายไปร่วมทีมกับ เอซี มิลาน และก่อนหน้านั้น แชมเปี้ยนส์ อิตาลีอีกทีมอย่าง เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทั้งนี้ การย้ายกลับยุโรปครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยงที่ เจ้าตัวจะได้ฟื้นฟูชื่อเสียงและฐานะในวงการฟุตบอลระดับท็อปอีกครั้ง โดยได้รับการยอมรับในฐานะผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติแคเมอรูน

การย้ายทีมครั้งนี้ถือว่าเข้าท่ามากสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยทาง แทร็บซอนสปอร์ ได้ตัวนักเตะที่มีประสบการณ์มากในรายการแชมเปียนส์ลีก และทีมชาติระดับโลก โดยไม่ต้องเสียค่าตัวใด ๆ ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สามารถลดภาระทางการเงินที่ก่อให้เกิดการปั่นป่วนในโรงแรมแอนดาร์เลชต์ได้ เหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบันของ “ผีแดง” ที่ต้องบริหารจัดการทั้งกลุ่มนักเตะเดิมและรุ่นใหม่มากมาย

หากข้อตกลงนี้เข้าสู่กระบวนการที่เป็นทางการอย่างสมบูรณ์ มันอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดขบวนการซื้อขายนักเตะใหม่ ๆ เพิ่มเติม ทั้งในทิศทางเข้ามาและออกไปจากถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด

การโยกย้ายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อความสำเร็จของ โอนานา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของการบริหารทัพที่ต้องยืดหยุ่นของ “ผีแดง” ในยุคปัจจุบัน

ที่มา – “โอนานา” ตกลงลาผีแดงซบ “แทร็บซอนสปอร์” ด้วยสัญญายืมตัว

สลด! หญิงวัย 59 ถูกไฟช็อตดับกลางทุ่งนา ศพขึ้นอืดนอนทับลวดกันขโมย

ความเศร้าโศกมาเยือนจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อหญิงวัย 59 ปีถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตกลางทุ่งนานา อันเป็นเหตุให้ใครหลายต่อหลายคนต้องตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเรื่องราวแพร่ออกไปก็ยังทำให้ใครหลายต่อหลายคนรู้สึกเศร้าสลดใจกับชะตากรรมของผู้ตาย

สลด! หญิงวัย 59 ถูกไฟช็อตดับกลางทุ่งนา ศพขึ้นอืดนอนทับลวดกันขโมย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ต.อ.ภูริวัช พิลึก พนักงานสอบสวน สภ.บางระจัน ได้ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (7 กันยายน) ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟฟ้าช็อต บริเวณเพิงพักกลางนา ที่ไม่มีเลยเลขที่ ม.8 ต.เชิงกลัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี จึงได้รีบแจ้งผู้บังคับบัญชา และรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมแพทย์เวรจากโรงพยาบาลบางระจันและเจ้าหน้าที่กู้ภัย

จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบศพของนางสาวน้ำฟ้า โสพน หรือที่คนในพื้นที่รู้จักในนาม “น้อย” อายุ 59 ปี เป็นชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งขณะนั้นศพอยู่ในสภาพขึ้นอืด นอนหงาย มีขาทั้งสองข้างพาดอยู่กับลวดกันขโมยที่ใช้ปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้รอบแปลงนาและเพิงพัก ปรากฏว่ามีร่องรอยถูกไฟฟ้าช็อตจนไหม้ แพทย์ระบุว่าผู้เสียชีวิตเสียชีวิตมานานไม่ต่ำกว่า 5 วัน ทำให้ไม่มีใครหาทางช่วยแม้แต่เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง

เพิงพักรุ่นเก่า เพิ่มความเสี่ยง

นางอุ่นเรือง จิตวิชา เพื่อนบ้านผู้พบศพ เผยว่า ตนสังเกตเห็นรถกระบะของผู้เสียชีวิตจอดทิ้งไว้เป็นเวลาหลายวัน ประตูฝั่งคนขับเปิดค้างอยู่ ทำให้เกิดความเอะใจ เพราะคนที่เสียชีวิตมักจะหวงแหนทรัพย์สินและเครื่องมือเกษตรที่เก็บไว้ในเพิงพัก โดยได้มีการติดลวดกันขโมยไว้ป้องกัน จึงเข้าไปตรวจสอบและพบศพของน้ำฟ้าอย่างน่าสะพรึงใจ

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าน้ำฟ้าไม่มีครอบครัวเดียวดาย จึงมักจะขับรถกระบะไปดูแลแปลงนาและเพิงพักเป็นประจำ จนกระทั่งวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นเพราะท่านเสียหลักไปล้มทับสายลวดไฟฟ้าที่ตัวเองปล่อยไว้ โดยไม่ตั้งใจ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงนี้

  • การล้อมลวดไฟฟ้าเป็นวิธีปกป้องทรัพย์สินที่แพร่หลาย
  • แต่หากไม่มีการป้องกันและตรวจสอบเพิ่มเติม ก็อาจกลายเป็นภัยอันตรายได้
  • คนสูงอายุควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำศพไปวางไว้ที่วัดในละแวกใกล้เคียง เพื่อรอญาติมาติดต่อ และจะดำเนินการเบื้องต้นเกี่ยวกับมูลนิธิที่จะเข้ามาบำเพ็ญกุศลให้ พร้อมทั้งประกาศให้มีการสอบปากคำญาติเพิ่มเติมในกรณีที่มีประเด็นอื่นเพิ่มเติม

โอกาสสูญหายสูงหากไม่มีใครควบคุม

เรื่องราวครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญทั้งในแง่คนเดียวดาย การใช้ลวดกันขโมย หรือการนำไฟฟ้าไปใช้ในพื้นที่เกษตร ที่จำเป็นต้องมีการวางแผนและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ข้อคิด: ไม่ว่าเราจะมีความระมัดระวังตัวเองมากพอใด หากไม่มีใครคอยติดตาม อาจกลายเป็นเหตุร้ายที่ตามมาภายหลังได้ การให้ความสำคัญกับการดูแลซึ่งกันและกันจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวที่สำคัญที่สุด

ที่มา – สลด! หญิงวัย 59 ถูกไฟช็อตดับกลางทุ่งนา ศพขึ้นอืดนอนทับลวดกันขโมย ไม่มีใครพบกว่า 5 วัน

บุกจับไอซ์ค่าร้อยล้านคารีสอร์ทนครพนม ตะครุบ 2 หนุ่มรับจ้างชาวลาว 2 หมื่น!

เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ต.อ.สมภพ กองสมบัติ ผู้กำกับกองสืบสวน 1 บังคับการสืบสวน ภาค 4 ได้นำชุดสืบสวนเข้าทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 รายในข้อหาค้ายาเสพติด โดยสามารถยึดของกลางไอซ์สีขาวบรรจุถุง 146 ถุง น้ำหนักรวม 146 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 146 ล้านบาท ซึ่งซุกซ่อนในกระสอบปุ๋ยและพันด้วยเทปกาวสีดำ 6 กระสอบ รวมถึงยึดรถยนต์ใช้ในการขนส่ง 2 คัน ที่บริเวณโรงจอดรถหน้าห้องพักรีสอร์ทในตำบลไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

บุกจับไอซ์ค่าร้อยล้านคารีสอร์ทนครพนม ตะครุบ 2 หนุ่มรับจ้างชาวลาว 2 หมื่น!

พ.ต.อ.สมภพ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีชื่อว่านายพนมพร อายุ 40 ปี และนายเอกพล อายุ 36 ปี เป็นผู้รับจ้างจากชายชาวลาวชื่อ “นายโจ” เพื่อลำเลียงยาเสพติดจากฝั่งแม่น้ำโขงเข้าสู่ดินแดนไทย โดยได้รับค่าจ้าง 20,000 บาทต่อครั้งหากส่งสินค้าไปถึงจุดหมายปลายทาง เส้นทางการลำเลียงของผู้ต้องหาเริ่มต้นที่บ้านท่าเหล่าบักผาง ตำบลท่าดอกคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ ก่อนจะข้ามสายไปพักที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม แล้วมีแผนจะส่งต่อไปยังจังหวัดขอนแก่น และส่งต่อไปยังพื้นที่เป้าหมาย

ผู้ต้องหามีประวัติในข้อหาเสพติดมาก่อน

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายพนมพร เคยต้องโทษคดีครอบครองยาเสพติด 2 ครั้ง ที่สถานีตำรวจเหล่าหลวง จังหวัดนครพนม ส่วนนายเอกพล เพิ่งพ้นโทษคดีเดียวกันจากสถานีตำรวจเซิม จังหวัดหนองคาย มาเพียง 2 เดือน ก่อนจะกลับมากระทำความผิดอีกครั้ง การจับกุมในครั้งนี้เป็นการป้องกันความเสียหายครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่มีแนวโน้มกระจายไปยังหลายพื้นที่ในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ไปยังสถานที่ทำการสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมขยายผลสืบสวนเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ลักลอบใช้ช่องโหว่ตามชายแดนเพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในภารกิจปราบปรามยาเสพติดอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้แก่สังคม ที่ต้องเผชิญกับปัญหายาเสพติดที่มีผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง

หากคุณรู้จักหรือพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยในชุมชนของตนเอง กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่หรือสายด่วน 1567 เพื่อช่วยกันรักษาสังคมของเราให้ปลอดภัยจากภัยของยาเสพติด

ที่มา – บุกจับไอซ์ค่าร้อยล้านคารีสอร์ทนครพนม ตะครุบ 2 หนุ่มรับจ้างชาวลาว 2 หมื่น!

สมุทรปราการอ่วม! ฝนถล่มหนัก น้ำท่วมถนน-บ้านเรือนเสียหาย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน เกิดฝนตกหนักอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ทั้งบนถนนสายหลักและในซอยต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่น้ำท่วมถนน-บ้านเรือนเสียหายอย่างรุนแรง

สมุทรปราการอ่วม! ฝนถล่มหนัก น้ำท่วมถนน-บ้านเรือนเสียหาย

สถานการณ์เลวร้ายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนั้น ฝนเริ่มตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขังหลายจุด ถนนที่ได้รับผลกระทบรวมถึงถนนศรีนครินทร์ ถนนเทพารักษ์ และถนนแพรกษาในเขตอำเภอเมือง ซึ่งมีระดับน้ำสูงถึง 30-50 เซนติเมตร ทำให้รถคันหลายคันจอดเสีย รวมทั้งไม่สามารถสัญจรผ่านถนนได้

จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังมากที่สุด

ที่จุดแยกศรีเทพา น้ำท่วมขังอย่างหนัก โดยระดับน้ำขึ้นสูงถึง 40 เซนติเมตร อยู่ระหว่างถนนเทพารักษ์กับถนนศรีนครินทร์ จุดนี้ถือเป็นจุดตัดหลักที่เชื่อมโยงหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดความติดขัดแก่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ ซึ่งหลายคนต้องจอดรถไว้กลางทางเพราะเครื่องยนต์ดับ

ถัดไปคือบริเวณถนนศรีนครินทร์ ตั้งแต่แยกศรีเทพาถึงแยกการไฟฟ้าสมุทรปราการ สภาพถนนจมลงไปในน้ำขังหลายช่วง โดยเฉพาะบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งมีแนวโน้มว่าน้ำจะขึ้นสูงสุดเพราะเป็นจุดต่ำ

ส่วนถนนเทพารักษ์ ตั้งแต่แยกศรีเทพาไปยังแยกเทพารักษ์ (สุขุมวิท) น้ำท่วมขังตลอดทางในความยาวหลายกิโลเมตร ระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 เซนติเมตร จนทำให้การจราจรทั้งสองฝั่งถนนต้องหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนตัวช้าลงอย่างมาก

น้ำท่วมถึงบ้าน

ในพื้นที่แถบซอยต่าง ๆ ระดับน้ำสูงมากจนล้นเข้าไปในบ้านเรือนของประชาชนหลายราย โดยเฉพาะในซอยบ่อดิน แพรกษา 8 ถึง 18 ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมถึงของใช้ภายในบ้านที่ถูกน้ำเสียหาย ส่วนบ้านหลังใดที่อยู่ในจุดลุ่มก็มีน้ำเข้าครึ้งบ้านไปเลย คลื่นจากรถที่วิ่งผ่านถนนยังทำให้โครงสร้างที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกด้วย

  • แยกศรีเทพา จุดเสี่ยงระดับสูงสำหรับการดับเครื่องยนต์
  • ถนนเทพารักษ์ น้ำท่วมขังตลอดเส้น
  • ถนนศรีนครินทร์ มีคลื่นน้ำพุ่งเข้าทางบ้าน
  • ซอยบ่อดิน-แพรกษา น้ำเข้าบ้านเรือนหลายหลัง

ชาวบ้านเปิดเผยว่า ปีนี้ถือว่าน้ำท่วมหนักไม่แพ้ปีที่ผ่านมา หลายครัวเรือนต้องยกของขึ้นชั้น พร้อมทั้งจะย้ายรถออกจากจุดที่ต่ำเพื่อป้องกันการเสียหายก่อนที่จะมีฝนตกหนักมากขึ้น

ภาพชวนยิ้มในสถานการณ์ท่วม

ท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย แต่ก็ยังมีภาพน่ารัก ๆ จากหนุ่มผู้อยู่ในหมู่บ้านร่มโพธิ์ เทพารักษ์ สมุทรปราการ ที่เพียงแค่นั่งชิลรับฝนกลางฝน และพักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น้ำท่วมเข้าถึงบ้าน โดยกล่าวว่า “ของมันมีแค่นี้แหละ ตาไม่แห้งว่ะ นั่งยังไงมันก็เปียกอยู่ดี” เป็นการมองโลกในแง่ดีแม้มีน้ำท่วม

แนวทางการรับมือน้ำท่วมในครั้งนี้อาจต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การระบายลำคลอง และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านระบายน้ำในระยะยาว และประชาชนเองก็ควรเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฟ้าฝนมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – สมุทรปราการอ่วม! ฝนถล่มหนัก น้ำท่วมถนน-บ้านเรือนเสียหาย รถจอดเสียเพียบ