ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โผครม. ‘อนุทิน’สะพัด ‘บวรศักดิ์‘ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย – ‘พล.อ.สุพจน์‘ เคต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเปิดเผยความคืบหน้าของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งล่าสุดแกนนำพรรคภูมิใจไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเชิญชวนบุคคลสำคัญมารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

โผครม. ‘อนุทิน’สะพัด ‘บวรศักดิ์‘ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย – ‘พล.อ.สุพจน์‘ เคต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่อยู่ในข่ายได้รับเชิญคือ ศ. ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข่าวว่าจะได้รับเชิญมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย โดยปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและพิจารณาคุณสมบัติของตัวบุคคล

ทีมเศรษฐกิจเติม “คนนอก” โปรไฟล์ดี

ด้านทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มที่จะเชิญ “คนนอก” มารับตำแหน่งรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพลังงาน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง ผู้ที่มีประวัติการศึกษาและการทำงานโดดเด่น ตรงกับความต้องการของตำแหน่ง

สำหรับตำแหน่ง รัฐมนตรียุติธรรม คาดว่าจะมาจากสายงานตำรวจ โดยขณะนี้มีชื่อแคนดิเดต 2 ราย ได้แก่ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิต และพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ซึ่งยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

สำหรับตำแหน่งสำคัญอย่าง รัฐมนตรีกลาโหม คาดว่าจะเป็นโควตา “คนนอก” และมาจากพรรคพลังประชารัฐ โดยมีชื่อของ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามาอยู่ในข่ายได้รับแต่งตั้ง โดยพล.อ.สุพจน์ เคต็งหนึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีแนวโน้มได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม

ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ทั้งนี้ความคืบหน้ากระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังอยู่ในขั้นตอนการเสนอชื่อและการตรวจสอบประวัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อก่อนจะส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

การจัดตั้งครม.ในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ซึ่งมีเป้าหมายในการเรียกคนเก่ง ผู้มีความรู้ความสามารถ และมีความน่าเชื่อถือในการบริหารงานของรัฐ

หากคุณติดตาม โผครม. อย่างใกล้ชิด การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้น่าจะกลายเป็นเหมืองข่าวที่น่าสนใจในอีกหลายวันข้างหน้า จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหลายล้วนมีผลงานในอดีตที่น่าประทับใจ ทำให้ผู้คนต่างตั้งตารอว่าใครจะได้รับโอกาสในการร่วมขับเคลื่อนประเทศในภาครัฐ

ที่มา – โผครม. ‘อนุทิน’สะพัด ‘บวรศักดิ์‘ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย – ‘พล.อ.สุพจน์‘ เคต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม

‘สมชัย’ มองเครื่องบินส่วนตัวลงสิงคโปร์ตอนเช้า หมายความถึงอะไรได้บ้าง?

จากกรณีเที่ยวบินส่วนตัว “Bombardier Global 7500” ของ “ทักษิณ” ที่หลังออกจากดูไบมุ่งหน้าสู่อาเซียน และล่าสุดได้ลดระดับลงจอดที่สิงคโปร์ ทำให้เกิดกระแสข่าวลืออย่างหนาหูว่า ท่านอาจเดินทางกลับประเทศไทยในคืนนี้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้ารับฟังคำพิพากษาจากศาลฎีกาในวันพรุ่งนี้ (9 กันยายน) ด้วยตนเอง เช่นที่ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้

‘สมชัย’ มองเครื่องบินส่วนตัวลงสิงคโปร์ตอนเช้า หมายความถึงอะไรได้บ้าง?

เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาโพสต์ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Somchai Srisutthiyakorn โดยระบุข้อความว่า “ลงสิงคโปร์ 7.00 น. แปลความหมายอะไรได้บ้าง”

ทฤษฎีที่เป็นไปได้จาก ‘สมชัย’

‘สมชัย’ มองเครื่องบินส่วนตัวลงสิงคโปร์ตอนเช้า หมายความถึงอะไรได้บ้าง? ตามมุมมองของเขา เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของทักษิณได้ออกเดินทางจากดูไบและมาถึงสนามบิน Seletar สิงคโปร์เมื่อเวลา 07:00 น. ซึ่งเป็นเวลาเปิดทำการของสนามบินพอดี ความเป็นไปได้และเหตุผลเบื้องหลังความตั้งใจนี้อาจมีได้หลายแง่มุม ดังต่อไปนี้

  • 1. การวางแผนอย่างมืออาชีพ: การเดินทางในช่วงเวลาเช้า ขณะที่สนามบินเริ่มเปิดทำการ แสดงถึงการcoordinate กับช่วงเวลาและเงื่อนไขการบินอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่เคยพลาดช่วงเวลาบินก่อนหน้านี้
  • 2. สัญญาณของการเตรียมตัว: การขึ้นเครื่องบินเช้าเช่นนี้ อาจบ่งบอกว่าทักษิณมีแผนการอยู่ที่สิงคโปร์ทั้งวันเพื่อเป็นการตั้งหลักแหล่ง หากต้องทำการเจรจาทางธุรกิจหรือพบปะผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศไทยมากกว่าดูไบ
  • 3. การรอเวลาเที่ยวบินในตอนบ่าย: นายสมชัยกล่าวว่า ทุกคนควรจับตาดูเวลา 15.00 น. ว่าเที่ยวบินจะบินต่อไปทางทิศใด หากบินไปทางทิศตะวันตก อาจเป็นสัญญาณว่าการเจรจาไม่สำเร็จ แต่ถ้าบินกลับไปทางเหนือ อาจหมายถึงการทำดีลประสบความสำเร็จ ทำให้มั่นใจมากขึ้นในการเข้าศาล
  • 4. ความลึกลับที่ชั่งใจก่อนพิพากษา: หากแม้ดีลสำเร็จ แต่ถึงเวลาจริงกลับมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น ถูกหักหลัง ผู้คนก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอสทราดามุสก็ “ไม่ได้ทำนายไว้”

เมื่อมองการเคลื่อนไหวครั้งนี้ภายใต้แสงไฟสื่อ ทุกการกระทำแม้เพียงลงจอดที่สนามบินหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ถูกตั้งคำถามว่าล้ำลึกหรือเปล่า อย่างน้อยก็จากมุมมองของ “‘สมชัย’ มองเครื่องบินส่วนตัวลงสิงคโปร์ตอนเช้า หมายความถึงอะไรได้บ้าง?” ที่ชี้ให้เห็นถึงพลวัตของสถานการณ์ในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการทางกฎหมาย

Regardless ไม่ว่าจะเดินหน้าตามแผนการอย่างไร สิ่งที่ชัดเจนคือ แรงผลักดันของทักษิณที่จะกลับประเทศไทยและเผชิญหน้ากับผลของการตัดสินใจจากศาลฯ ในวันพรุ่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมตัวอย่างจริงจัง

ติดตามการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อจะรู้ว่าความหมายของ “ลงสิงคโปร์ 7.00 น.” กลับมีน้ำหนักหนาหนาขนาดไหน!

ที่มา – ‘สมชัย’ มองเครื่องบินส่วนตัวลงสิงคโปร์ตอนเช้า หมายความถึงอะไรได้บ้าง?

ไทม์ไลน์ทักษิณ ลุ้นมา-ไม่มาศาล

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ คือวันที่ 9 กันยายน ศาลฎีกาฯ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนราชดำเนิน จะมีการนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ซึ่งเป็นคดีการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษจนถึงที่สุด โดยมีการออกหมายเรียกให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และจำเลย ไทม์ไลน์ทักษิณ เข้าฟังคำสั่งดังกล่าว

ไทม์ไลน์ทักษิณ: ความเคลื่อนไหวสำคัญก่อนศาลฟังคำสั่ง

ทนายความและสมาชิกครอบครัวของนายทักษิณ ยืนยันว่าเขากำลังเดินทางกลับมาเพื่อเข้าฟังคำสั่งของศาลในวันที่ 9 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม นายทักษิณปะทะปัญหาสุขภาพและได้เดินทางออกนอกประเทศไปเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความลุ้นว่าเขารวมจะมาศาลหรือไม่จริง

เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่นำไปสู่จุดนี้ เราขอสรุป ไทม์ไลน์ทักษิณ ตั้งแต่การเดินทางกลับในปี 2023 จนถึงการรอฟังคำสั่งจากศาลวันนี้

1. การกลับประเทศไทย

เมื่อวันอังคารที่ 22 สิงหาคม 2566 เวลาประมาณ 09.00 น. ที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ไทม์ไลน์ทักษิณ เริ่มขึ้น เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับถึงประเทศไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัว รุ่น Gulfstream G650-ER หลังจากลี้ภัยอยู่ต่างประเทศกว่า 17 ปี

หลังจากถึงประเทศไทย นายทักษิณได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายทันที โดยถูกควบคุมตัวไปยังศาลฎีกาฯ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ ที่ถูกตัดสินไว้ก่อนหน้านี้ ได้แก่:

  • คดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก – จำคุก 3 ปี
  • คดีหวยบนดิน – จำคุก 2 ปี
  • คดีธนาคารกรุงไทย – จำคุก 3 ปี

รวมเป็นเวลาจำคุกรวมทั้งสิ้น 8 ปี

2. ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ

หลังจากเข้าเรือนจำได้เพียง 13 ชั่วโมง นายทักษิณถูกส่งตัวฉุกเฉิน إلىโรงพยาบาลตำรวจในช่วงดึกของคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เนื่องจากมีอาการป่วยพะเนินจากโรคหลายโรคที่เป็นโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และปอดอักเสบ

เขาได้พักอยู่ที่ ชั้น 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ โรงพยาบาลตำรวจ เป็นเวลาเกือบ 6 เดือน นับตั้งแต่ 23 สิงหาคม 2566 ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2567 การมีอยู่ชั้นพิเศษประเภทนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการให้สิทธิพิเศษเกินไป และนำไปสู่การไต่สวนเชิงความถูกต้องในภายหลัง

3. ได้รับพระราชทานอภัยโทษและพักโทษที่บ้าน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษ ให้นายทักษิณเหลือโทษเหลือเพียงแค่ 1 ปี จากเดิม 8 ปี

หลังจากได้รับการรักษาจนอาการสุขภาพดีขึ้น นายทักษิณได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 และไปพักโทษที่บ้านอย่างเป็นทางการ โดยเป็นไปตามเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษสำหรับผู้ป่วยสูงอายุและมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง

4. เกิดการไต่สวนเกี่ยวกับปมชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ในเดือนมกราคม 2568 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ ไทม์ไลน์ทักษิณ เข้าพักปฏิบัติรักษาที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์และไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและเห็นว่าแม้ผู้ร้องจะไม่ใช่คู่ความโดยตรง แต่ควรตรวจสอบตามขั้นตอน ส่งผลให้มีการไต่สวนโดยละเอียดในหลายนัด ได้แก่ กรุ๊ปแพทย์ กรมราชทัณฑ์ และพยานจากโรงพยาบาลตำรวจ

หลังจากไต่สวนทั้งหมด 7 ครั้ง เวลาเกือบ 5 เดือน สิ้นสุดลงในวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 และศาลกำหนดวันฟังคำสั่งใน วันที่ 9 กันยายน 2567 นี้

5. ทักษิณเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง

ก่อนถึงวันฟังคำสั่ง นายทักษิณได้เดินทางไปต่างประเทศอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 กันยายน ภายใต้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพ ซึ่งทั้งครอบครัวและทนายความยืนยันว่าจะออกเดินทางกลับมาเข้าฟังศาลในวันพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้นำไปสู่ความไม่แน่นอน และความลุ้นที่ว่า “เขาจะมา – หรือไม่มา”

สรุป

ไทม์ไลน์ทักษิณ เป็นเรื่องยาวนานที่อัดแน่นด้วยเหตุการณ์ทั้งในและนอกศาล โดยเริ่มตั้งแต่การเดินทางกลับประเทศ การพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 การได้รับพระราชทานอภัยโทษ และต่อมาคือการไต่สวนที่เกี่ยวข้องกับการพักตัวและการดูแลเป็นกรณีพิเศษ การกลับไปฟังคำสั่งศาลในวันนี้จึงถือเป็นจุดจบของหลายสิ่ง

ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นใด เราอาจมองเห็นได้ว่าสถานะของนายทักษิณยังคงเป็นประเด็นใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมของไทย และผลที่ตามมาอาจมีผลกระทบต่อมุมมองของสังคมในการบริหารยุติธรรม

ติดตามข่าววันพรุ่งนี้ หากทักษิณจะเข้าฟังศาล ตามที่หวังไว้

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ ‘ทักษิณ’ ลุ้นมา-ไม่มาฟังศาล ปมรักษาตัวชั้น 14

คนละครึ่งมาแน่ตุลา คลังเตรียม 2.5 หมื่นล้าน

รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกำลังพิจารณาเปิดตัวโครงการคนละครึ่งอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเร่งด่วน ซึ่งตามรายงานจากกระทรวงการคลังระบุว่า ขณะนี้มีความพร้อมเพียงพอที่จะดำเนินการได้ทันทีที่มีนโยบายชัดเจน ทั้งในด้านระบบและงบประมาณ

คนละครึ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมงบ 25,000 ล้านบาท

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า มีความพร้อมเพียงพอจะเปิดโครงการคนละครึ่งภายในเวลาเพียง 30-45 วันหากมีนโยบายชัดเจน โดยงบประมาณสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ได้ถูกตั้งไว้แล้วที่ 25,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้สำหรับดำเนินการคนละครึ่งได้ทันที

นอกจากนี้ ระบบเทคโนโลยีที่เคยใช้ในรอบก่อน ๆ เช่น แอพเป๋าตัง และถุงเงิน ก็ยังสามารถนำมาใช้งานต่อได้ ทำให้การเปิดโครงการคนละครึ่งในช่วงตุลาคมนี้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร้านค้าเตรียมรับโครงการกระตุ้นใหม่

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามเรื่องของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากรอบก่อนหน้าเคยมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1 ล้านร้าน แต่หลังจากหยุดโครงการไปอาจมีบางร้านถอนตัวออก อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเผยว่าสามารถดำเนินการได้ทั้งการเปิดรับร้านค้าใหม่และเปิดโครงการไปพร้อมกัน

“คลังมองว่า การทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี เพราะช่วยได้ทั้งการลดค่าครองชีพและเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อได้อีกทาง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในภาคประชาชนที่มีการใช้จ่าย รวมถึงร้านค้าก็สามารถขายของได้มากขึ้น”

  • งบประมาณพร้อมใช้ 25,000 ล้านบาท
  • ระบบแอพเป๋าตังและถุงเงินยังสามารถใช้งานได้
  • ระยะเวลาดำเนินการภายใน 30-45 วัน
  • ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเพิ่มเติมได้ตลอด

โครงการคนละครึ่งถือเป็นมาตรการที่ได้รับการตอบรับดีจากประชาชนในรอบก่อน เพราะช่วย减轻ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กับประชาชนหลายกลุ่ม รวมทั้งได้กระตุ้นรายได้ของร้านค้าและภาคธุรกิจขนาดเล็กอีกด้วย

หากมีการเปิดโครงการคนละครึ่งในช่วงตุลาคมนี้ จะถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

รอดูแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในช่วงเร็ว ๆ นี้ว่าจะเปิดโครงการคนละครึ่งจริงในช่วงตุลาคมหรือไม่ และจะสามารถส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – คนละครึ่ง มาแน่ตุลานี้ คลังพร้อมอัดงบ 2.5 หมื่นล้านลุยทำ

พัฒนาสมรรถนะบุคลากร เสริมสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความสุขในการทำงาน

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ล่าสุด กรมประมง ได้เปิดหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “เสริมสร้างประสิทธิภาพและความสุขในการทำงานยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ภายใต้การนำของ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง

พัฒนาสมรรถนะบุคลากร เสริมสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความสุขในการทำงาน

นางฐิติพร เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับการทำงาน โดยเฉพาะในภาคการประมงที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ การใช้ AI จึงเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

เป้าหมายการฝึกอบรมที่ชัดเจน

การจัดอบรมดังกล่าวไม่ได้เน้นเพียงการเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังเน้น การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็สร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรที่มีความแตกต่างกันในด้านกลุ่มอายุ มีทั้งรุ่นอาวุโสที่คุ้นเคยกับการทำงานแบบดั้งเดิม และรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี

หลักสูตรที่จัดขึ้นในครั้งนี้เป็นการนำร่องสำหรับเจ้าหน้าที่ใน กองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งเน้นการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การใช้ AI ในการผลิตและควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำไปจนถึงการพัฒนาทักษะเฉพาะด้านที่จำเป็นในยุคดิจิทัล เพื่อให้บุคลากรสามารถนำไปปรับใช้จริงในงานประจำวันได้

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI
  • เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์
  • สร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและงาน
  • เตรียมความพร้อมสู่องค์กรดิจิทัล

มหาชนสามารถเข้าถึงหลักสูตรนี้ได้เนื่องจากกรมประมงมีแผนขยายออกไปยังหน่วยงานในสังกัดอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน พร้อมกับผลักดันให้กรมประมงก้าวไปสู่องค์กรสมัยใหม่ที่สามารถแข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

“”>

การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพในยุค AI จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขในการทำงานมากขึ้น พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญขององค์กร

ที่มา – พัฒนาสมรรถนะบุคลากร เสริมสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความสุขในการทำงาน

ฟังเพลงแบบไหนช่วยลดอาการเมารถ-เรือ-เครื่องบิน

อาการเมารถ เมารถไฟ หรือเมารถยนต์เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้เดินทางหลากหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีความไวต่อการเคลื่อนไหว การได้ยินเสียงเครื่องยนต์ หรือกลิ่นบางอย่างในยานพาหนะต่าง ๆ ซึ่งจากการวิจัยล่าสุด พบว่า “ฟังเพลงสบาย ๆ หรือเพลงสนุกสนาน” จริง ๆ แล้วสามารถช่วยลดอาการเมารถ-เรือ-เครื่องบิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟังเพลงแบบไหนช่วยลดอาการเมารถ-เรือ-เครื่องบิน

ทีมวิจัยร่วมจากหลายสถาบันในประเทศจีน ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาผลกระทบของดนตรีต่ออาการเมารถ-เรือ-เครื่องบิน พบว่า ผู้เข้าร่วมที่ฟังเพลงเบา ๆ หรือเพลงที่ให้ความรู้สึกสนุกสนานมีอาการเมาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ฟังเพลงเศร้า หรือไม่ฟังเพลงเลย

เพลงแต่ละประเภทส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เพลงชนิดต่าง ๆ ช่วยกระตุ้นหรือควบคุมระบบประสาทของมนุษย์ได้แตกต่างกัน

  • เพลงนุ่มนวล: ช่วยลดอาการเมาได้ถึง 56.7% นับเป็นหนึ่งในเพลงที่ช่วยให้ผู้ฟังผ่อนคลายมากที่สุด
  • เพลงสนุกสนาน: มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ช่วยลดอาการเมาได้ถึง 57.3%
  • เพลงเร้าใจ: ยังสามารถช่วยลดอาการเมาได้ 48.3% แต่ผลลัพธ์อาจขึ้นอยู่กับอารมณ์โดยรวมของผู้ฟัง
  • เพลงเศร้า: เพลงประเภทนี้กลับกันอย่างไม่น่าเชื่อ สะท้อนผลลดอาการเพียง 40% ทำให้รู้สึกเมามากขึ้นเมื่อเทียบกับการไม่ฟังเพลงเลย

“เพลงแจ๊สเบา ๆ” และ “อินสตราเม้นทัล” ถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะช่วยระงับความวิตกกังวลของระบบประสาทได้ดี ขณะที่เพลงที่มีจังหวะเร้า เช่น EDM หรือฮิปฮอป จะช่วยทำให้ผู้ฟังลืมความรู้สึกไม่สบาย และค่อย ๆ ตั้งใจฟังจนลืมอาการเมาไปเลย

ทำไมเพลงเศร้ากลับทำให้อาการเมารุนแรงขึ้น?

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า อารมณ์มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับระบบประสาทที่ควบคุมความรู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้ เมื่อฟังเพลงเศร้าจะกระตุ้นให้เกิดความเครียดในสมอง ส่งผลต่อการควบคุมอวัยวะรับรู้ ทำให้อาการเมารุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในยานพาหนะที่มีการเคลื่อนไหว

ดังนั้น “เพลงเศร้า” ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นตัวช่วยเร่งอาการเมารถ เรือ หรือเครื่องบินในช่วงเวลาที่เดินทางอีกด้วย

เพราะเหตุใดควรเลือกประเภทเพลงอย่างระมัดระวัง

จากผลการศึกษามากกว่า 5 สถานการณ์ พบว่า “การฟังเพลงที่เหมาะสมกับการเดินทาง” ไม่เพียงแต่ช่วยลดอาการเมา ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเดินทางด้วย ผู้ที่มักมีอาการเมารถหรือความเครียดต่อการเดินทาง ควรหลีกเลี่ยงเพลงที่มีโทนค่อนข้างทึบ หรืออารมณ์กลาย ๆ gone with the wind ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงในทางลบได้

ต่างจาก “ยาเมา” ที่มีผลข้างเคียง ทำให้ง่วงนอน หรือซึมลง ดนตรีเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน แต่ปลอดภัยกว่า และใช้ได้จริง อย่างยิ่งในเส้นทางที่ต้องเดินทางระยะไกล

หากคุณกำลังเตรียมตัวเดินทาง ลองเพลย์ลิสต์เพลงเบา ๆ ที่คุ้นเคย และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และตื่นตัวในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดอาการเมารถ-เรือ-เครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครั้งต่อไป อย่าลืมเลือกเพลงอย่างมีสติ จะได้เดินทางอย่างเต็มที่ และไม่พลาดทุกช่วงของวัน

ที่มา – ฟังเพลงแบบไหนช่วยลดอาการ “เมารถ-เรือ-เครื่องบิน” ได้

บิ๊กป้อมประกาศเจตนารมณ์ไม่แย่งตำแหน่ง ยืนยันสนับสนุน อนุทิน

เมื่อเวลา 09.18 น. วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกมาชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการต่อรองและแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าตนไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแย่งตำแหน่งใด ๆ และพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างเต็มที่

บิ๊กป้อมประกาศเจตนารมณ์ทางการเมือง

จากข่าวที่มีการกล่าวอ้างว่า พล.อ.ประวิตร เป็นหนึ่งในรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับการต่อรองตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ทำให้เกิดความสับสนในวงการการเมือง พล.อ.ประวิตร ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการตัดสินใจของตนจะไม่ต่อตำแหน่งรัฐมนตรีใด ๆ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกนำไปตั้งข้อสังเกต

ยืนยันความตั้งใจสนับสนุนรัฐบาล ‘อนุทิน’

พล.อ.ประวิตร กล่าวเสริมว่าการประกาศ บิ๊กป้อมประกาศเจตนารมณ์ทางการเมือง ในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีสามารถเร่งดำเนินการสรรหาบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องการผู้มีความรู้และประสบการณ์จริง

“ผมยินดีที่จะทำงานส่วนตัวเพื่อสนับสนุนรัฐบาล… ถ้าสามารถเป็นประโยชน์ได้ในด้านใด ผมพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่” พล.อ.ประวิตร กล่าว โดยเน้นย้ำว่าความตั้งใจในการทำงานในครั้งนี้คือการเอาประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก

  • ไม่ต่อตำแหน่งใด ๆ ในรัฐบาลด้วยตนเอง
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับ อนุทิน และคณะ
  • เน้นการแก้ปัญหาประเทศโดยไม่วุ่นวายเรื่องตำแหน่ง

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังได้แสดงท่าทีขอวางตัวในฐานะที่ปรึกษาและผู้ให้การสนับสนุนภายนอก พร้อมนำความรู้และเครือข่ายระหว่างประเทศด้านความมั่นคงที่ตนเองมีมาช่วยเหลือให้กับรัฐบาลดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ชี้ทางออกให้ประเทศชาติก้าวสู่เส้นทางที่มั่นคงอย่างแท้จริง

การออกมาระบุเจตนารมณ์ครั้งนี้ของ “บิ๊กป้อม” ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจที่แท้จริงในการสนับสนุนรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ไปสู่เสถียรภาพและความสำเร็จในการบริหารประเทศ ระบบที่ต้องการคือ “การทำงานจริง” ไม่ใช่การต่อรองเก้าอี้

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสภาวะการเมืองของผู้นำอย่าง “บิ๊กป้อม” ที่สามารถวางความเห็นส่วนตัวเพื่อประโยชน์รวมมากกว่าการแย่งชิงตำแหน่ง และเป็นการสื่อสารเจตนารมณ์ที่ชัดเจนต่อวงการการเมืองและประชาชน

หากคุณยังติดตามสถานการณ์ทางการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด บอกเราทีว่าคุณมองการกระทำครั้งนี้ของ บิ๊กป้อมประกาศเจตนารมณ์ทางการเมือง เป็นการส่งสัญญาณอะไร? ทิ้งความคิดเห็นไว้ได้เลย

ที่มา – ‘บิ๊กป้อม’ ประกาศเจตนารมณ์ทางการเมือง ยืนยันความตั้งใจสนับสนุนรัฐบาล ‘อนุทิน’

ศรีตรังกับคณะหมอลำคำผุนร่วมมิตร ผสานวัฒนธรรมม่วนสู่ความยั่งยืน

“ศรีตรัง” ร่วมกับ “คณะหมอลำคำผุนร่วมมิตร” สานต่อวัฒนธรรมไทยผ่านกิจกรรมบันเทิงที่มีวิสัยทัศน์ ล่าสุดเป็นครั้งแรกที่บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติระดับโลก ได้จับมือกับคณะหมอลำชื่อดังของเมืองไทย เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรมและการเกษตร

ศรีตรังกับคณะหมอลำคำผุนร่วมมิตร

ทางด้านนายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ “ศรีตรัง” เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อทอสายใยให้แก่ชุมชนเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างมามากกว่า 38 ปี ผ่านกิจกรรมสนุกสนานทั้งแบบออนไลน์และ ออฟไลน์แบบโรดโชว์ ซึ่งจะเริ่มเปิดฉากในวันที่ 1 กันยายน 2568 และดำเนินต่อไปจนถึงปี 2569

ภายในงานจะจัดแสดงโชว์ร่วมสมัยเฉพาะกิจ พร้อมมีบูธนิทรรศการให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการปลูกยางอย่างยั่งยืน แนะนำขั้นตอนการขายยาง และแนะนำแอปพลิเคชันบนมือถือ Sri Trang Friends อย่างครบวงจร เพื่อให้การซื้อขายยางเป็นธรรมและโปร่งใส

สื่อสารผ่านศิลปะ มิตรภาพจากบทเพลง

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมคือ“คิดถึงศรีตรัง” เป็นบทเพลงพิเศษที่สะท้อนความผูกพันระหว่าง “ศรีตรัง” กับเกษตรกรชาวสวนยาง สะท้อนพลังใจของทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคควบคู่ไปกับเสียงดนตรีจาก คณะหมอลำคำผุนร่วมมิตร ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเสียงเพลงสไตล์มันส์ มีส่วนร่วมสูง และที่สำคัญได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบของสวนยาง ผ่าน ‘สีเขียว’ และ ‘สีม่วง’

  • นำเสนอโชว์ที่รังสรรค์เป็นพิเศษจากศิลปินหมอลำ
  • บูธให้ความรู้การทำสวนยางอย่างยั่งยืน
  • แนะนำแอป Sri Trang Friends เพื่อธุรกรรมยางมือถือ
  • ร่วมกิจกรรมบนเวทีกับชาวสวนยางและแฟน ๆ
  • เปิดตัวเพลงพิเศษ “คิดถึงศรีตรัง”

การแสดงบนเวทีของคณะหมอลำคำผุนร่วมมิตรช่วยสื่อสารแรงบันดาลใจโดยตรงไปยังประชาชนในภูมิภาคอีสาน ที่มีรายได้จากการปลูกยางพาราอย่างกว้างขวาง การร่วมงานในครั้งนี้จึงกลายเป็นตัวแทนของความร่วมมือที่ส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทยผ่านศิลปะและเศรษฐกิจเกษตรควบคู่กันอย่างลงตัว

ไม่เพียงแต่เฉพาะการแสดง แต่ยังมีกิจกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อตรวจสอบราคาซื้อขายยาง และบริการขนส่งยางผ่าน Super Driver เพื่อให้ชาวสวนยางได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม

เมื่อถามถึงเป้าหมายที่วางไว้นายวีรสิทธิ์กล่าวว่า “ศรีตรัง” เล็งเห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมไทยที่เป็นรากฐานแห่งชุมชนภาคอีสาน โดยเฉพาะหมอลำที่อยู่คู่กับชาวบ้านมายาวนานกว่าศตวรรษคน.StringUtils โรงแรมอยู่ในมาในรูปแบบสมัยใหม่ทำให้เป็นศิลปะระดับโลก ขณะเดียวกันยางก็เป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่คนภาคอีสานให้ความสำคัญสูง จึงถือเป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างโมเดลสังคมธุรกิจที่เข้มแข็ง

เพื่อการเคลื่อนไหวภายในทำให้เกษตรกรได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมในทุกช่องทางที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น นายวิฑูรย์ ผานคำ ผู้บริหารวงหมอลำคำผุนร่วมมิตร ย้ำว่า ญัณพลังแห่งเพลงถูกใช้ในการเป็นเครื่องเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ ด้วยการออกแบบจุดเด่นด้วยธีมสีและกิมมิคพิเศษอย่าง ไฟกรีดยาง สำหรับแดนเซอร์ เพื่อสร้างอารมณ์ที่ชวนดื่มด่ำซึ้งใจสำหรับทุกคนบนเวที

การร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนกับศิลปินตัวจริงจึงกลายเป็นประเด็นของเศรษฐกิจสังคมที่ได้ประโยชน์สองทางเพราะช่วยดันเสริมรายได้ ลดช่องว่างทางสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน และยังผลักดันประเทศไทยให้โดดเด่นผ่านศิลปะ — ซึ่งกินรากลึกถึงวัฒนธรรมรากแก่นแห่งชาติ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักศิลปะภาคอีสาน และสนใจการพัฒนาวิถีชีวิตของเกษตรกรแล้วละก็ ห้ามพลาดโอกาสชมผลงานจาก ศรีตรังกับคณะหมอลำคำผุนร่วมมิตร ที่กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในประเทศของเรากันได้เลย

ที่มา – ‘ศรีตรัง’ ร่วมกับ ‘คณะหมอลำคำผุนร่วมมิตร’ สร้างปรากฏการณ์ความม่วน ผสานความบันเทิงควบคู่วิสัยทัศน์ความยั่งยืน

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกมาแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการต่อการแต่งตั้งพลเอก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย ผ่านการโพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสถานทูต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมั่นคงระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมาอย่างยาวนาน

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ

ข้อความที่สถานทูตจีนโพสต์ระบุว่า “จีนและไทยเป็นมิตรและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีมาช้านานและทวีคุณค่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป” เน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศไม่ใช่เพียงแค่การทูตแบบทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพที่จริงใจและเข้มแข็งอย่างลึกซึ้ง ด้วยรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมุมมองที่สอดคล้องกัน

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาว

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ ในฐานะผู้นำคนใหม่ของประเทศไทย โดยมองว่าโอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการผลักดันความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ให้ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การทูต และความร่วมมือด้านอื่น ๆ “ปีนี้เป็นครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ จีนพร้อมที่จะร่วมกับไทยเพื่อสืบสานมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งใหญ่ขึ้น และทำประโยชน์ต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความรุ่งเรืองในภูมิภาค”

ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยมีความหลากหลายและครอบคลุมหลายด้าน เช่น การค้า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การศึกษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือทางการเมือง ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทยทุกชุดต่างให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับจีน เพราะเห็นถึงศักยภาพในสายตาของภาคประชาสังคมศรัทธาและภาคธุรกิจ

  • ด้านเศรษฐกิจ: มีความร่วมมือที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือ
  • ด้านการค้า: ไทยและจีนมีปริมาณการค้าขายที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ด้านวัฒนธรรม: มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่ออย่างต่อเนื่อง

การที่สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยินดีต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอก อนุทิน สะท้อนถึงการยอมรับว่าผู้นำใหม่ของไทยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนรวมทั้งภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ในอนาคต หากมีการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าขายอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนจะเติบโตอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เพียงแต่สร้างความร่วมมือในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ และเปิดโอกาสให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างรัฐบาลและประชาชนในประเทศต่าง ๆ

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ เพราะบทบาทของเขานั้นมีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในหลายด้าน ส่งผลให้ความเป็นพันธมิตรของไทยและจีนเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ในการเมืองไทยในปัจจุบัน บทบาทของผู้นำย่อมมีผลต่อทั้งในประเทศและในเวทีนานาชาติ การที่สถานทูตแห่งหนึ่งออกมาแสดงความยินดีในลักษณะนี้ แสดงถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรค่าแก่การเป็นพันธมิตรแนบหลัง ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง รวมถึงโอกาสทางการทูตและระหว่างประเทศ

เป็นภาพสะท้อนว่า แม้ในวาระใหม่ของรัฐบาลไทย ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานกับจีนจะยังคงรักษาไว้ และอาจมีการเร่งรัดพัฒนาความร่วมมือให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ที่มา – สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยินดี “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

หยาดทิพย์เผยภาพอบอุ่นครอบครัว สามี “เมฆ รามา” ศาลยกฟ้องคดี Forex-3D

เมื่อเร็ว ๆ นี้ หยาดทิพย์ ราชปาล อดีตนางเอกสาวคนดังในวงการบันเทิงไทย ได้ออกมาเผยภาพอบอุ่นของครอบครัวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ซึ่งกลายเป็นที่สนใจของแฟนคลับทั่วประเทศเนื่องจากมีสถานการณ์พิเศษที่เกี่ยวข้องกับคดีคุกที่พักคดีค้างคาอยู่ในช่วงที่ผ่านมา

ภาพที่หยาดทิพย์เผยแพร่นั้นเป็นช่วงเวลาอบอุ่นในงานฉลองวันเกิดของลูกสาวอายุครบ 4 ขวบ โดยมี “เมฆ รามา” หรือ รามา รัศมีรามา สามีของเธอ ร่วมเฟรมด้วย ถือเป็นภาพแรกที่ครอบครัวได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการหลังจากมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับคดี Forex-3D ซึ่งเขาเคยเป็นผู้ต้องหาสำคัญในคดีดังกล่าว

“เมฆ รามา” ตกคุกคดี Forex-3D แล้วศาลยกฟ้องทั้งหมด

ทุกคนต่างจับตามองสถานการณ์ของเมฆอย่างใกล้ชิด และมีคำถามเข้ามามากมายเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของสามีหยาดทิพย์ว่า “เขาออกมาจากคุกแล้วหรือยัง” ซึ่งหยาดทิพย์ได้ตอบข้อสงสัยเหล่านั้นเองด้วยว่า “ศาลตัดสินยกฟ้องค่ะ และได้กลับมาอยู่กับครอบครัวแล้ว”

ซึ่งก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวระบุว่า พนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 มีคำสั่งฟ้อง “เมฆ รามา” พร้อมกับผู้ต้องหาอีก 9 คน ในข้อหาทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณา ชักชวนผู้อื่นเข้าเล่นพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีที่มีความซับซ้อนและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างมาก

แฟนคลับดีใจ ครอบครัวหยาดทิพย์ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

หลังจากศาลยกฟ้องคดี Forex-3D นี้ กลายเป็นข่าวดีที่แฟน ๆ ต่างร่วมแสดงความยินดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการด้านบันเทิง ศิลปิน เพจดัง รวมไปถึงประชาชนทั่วไป หลายคนแสดงความยินดีและอวยพรครอบครัว หยาดทิพย์ อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะนางเอกสาวอย่าง เบนซ์ พรชิตา ที่เข้ามาแสดงความเป็นกำลังใจผ่านโซเชียลมีเดียเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของครอบครัวที่มั่นคงและความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเพียงใด แฟนคลับก็ยังค้ำหนุนและคอยให้กำลังใจเสมอมา

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามเหตุการณ์รอบคดี Forex-3D อย่างใกล้ชิดหรือเพิ่งได้ยินมาครั้งแรก เรื่องราวนี้ถือเป็นลมหายใจที่ดีของความยุติธรรมและความหวังใหม่สำหรับครอบครัวในวงการบันเทิงของเรา

ที่มา – “หยาดทิพย์”เผยภาพอบอุ่นครอบครัวพร้อมสามี “เมฆ รามา”เผยศาลยกฟ้องคดี Forex-3D