ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อัปเดต! อุตุฯ ประกาศฉบับ 6 พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” คาดขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้พรุ่งนี้

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 6 เรื่อง พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” (TAPAH) เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (7 กันยายน 2568) โดยระบุว่า พายุ “ตาปะฮ์” ขณะนี้มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนบน ห่างจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 450 กิโลเมตร

อัปเดต! อุตุฯ ประกาศฉบับ 6 พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” คาดขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้พรุ่งนี้

พิกัดของศูนย์กลางพายุระบุอยู่ที่ละติจูด 18.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.2 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนที่ทางทิศตะวันตกช้าๆ ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่าจะขึ้นฝั่งในช่วงค่ำของวันพรุ่งนี้

จากข้อมูลล่าสุด คาดว่าพายุ “ตาปะฮ์” จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในพื้นที่ประเทศจีนตอนใต้ภายในวันพรุ่งนี้ (8 กันยายน 2568) ทั้งนี้ พายุไม่มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ประเทศไทย แต่อาจส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้นในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง

ประชาชนที่วางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางเป็นประจำ

  • ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
  • สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ทางการ กรมอุตุนิยมวิทยา
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0-2399-4012-13 และ 1182

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับถัดไปในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 17.00 น. โปรดติดตามเพื่อความอัปเดตอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ อัปเดต! อุตุฯ ประกาศฉบับ 6 พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์”

แม้ว่าพายุจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลให้เราประมาท เพราะสถานการณ์อากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ควรเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ

ที่มา – อัปเดต! อุตุฯ ประกาศฉบับ 6 พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” คาดขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้พรุ่งนี้

อนามัยโลกยกเลิกภาวะฉุกเฉินฝีดาษลิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน ว่าองค์การอนามัยโลก หรือ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการยกเลิกสถานะภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ สำหรับโรคฝีดาษลิง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เอ็มพ็อกซ์ (Monkeypox) ซึ่งถูกประกาศในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DRC)

อนามัยโลกยกเลิกภาวะฉุกเฉินฝีดาษลิง

นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่าการตัดสินใจครั้งนี้อิงจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคฝีดาษลิงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น ดีอาร์คองโก บุรุนดี เซียร์ราลีโอน และยูกันดา

นอกจากนี้ เขากล่าวว่าขณะนี้ร่างกายทั่วโลกมีความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการแพร่ระบาดของไวรัสฝีดาษลิง และประเทศต่าง ๆ ที่เคยเผชิญกับการระบาดรุนแรงสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการกับวิกฤตด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถานการณ์ยังไม่สงบ

แม้ ดับเบิลยูเอชโอ จะได้ยกเลิกสถานะภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ แต่ นพ.เทดรอส ได้เตือนอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์โรคฝีดาษลิงถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากในทวีปแอฟริกายังคงมีการรายงานการระบาดในระดับสูง ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดการระบาดใหม่ในอนาคตได้

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อฝีดาษลิงรวมมากกว่า 34,000 ราย โดยพบผู้เสียชีวิตแล้ว 138 ราย และกระจายอยู่ใน 84 ประเทศ ซึ่งประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดยังคงเป็นดีอาร์คองโกตามเดิม

ในทุกระยะของเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มระบาดจนถึงปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังเชิงรุก การฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสที่มีแนวโน้มกลายพันธุ์ในอนาคต

หนทางในการป้องกันและรักษา:

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่มีอาการผิดปกติ
  • สวมหน้ากากอนามัยและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคล
  • รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือถูกแนะนำ
  • เฝ้าระวังสุขภาพตนเองและรีบพบแพทย์หากมีอาการสงสัย

แม้ว่าสถานการณ์ในภาพรวมจะดีขึ้น แต่การติดตามสถานะโรคและการเตือนภัยจากหน่วยงานสาธารณสุขยังคงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโรคฝีดาษลิงอาจกลับมาเป็นโรคระบาดอีกครั้งได้หากไม่มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เราควรใช้ความรู้ที่มีในตอนนี้เพื่อสร้างความพร้อมสำหรับสถานการณ์ในอนาคต และหวังว่าครั้งต่อไปที่โลกเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุข เราจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – อนามัยโลกยกเลิกภาวะฉุกเฉิน การแพร่ระบาดของฝีดาษลิง

คีนสับ “ทูเคิล” ไม่น่าพอใจผลงาน “สิงโตคำราม”

ในเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมชาติอังกฤษหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “สิงโตคำราม” ถึงแม้จะสามารถเอาชนะทีมอันดับโลกที่ 174 อย่างอันดอร์ราไปได้ 2-0 ที่สนามวิลลา ปาร์ค แต่ผลงานกลับไม่สามารถทำให้ทุกคนประทับใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของ คีนสับ “ทูเคิล” ไม่น่าพอใจผลงาน “สิงโตคำราม”

คีนสับ “ทูเคิล” ไม่น่าพอใจผลงาน “สิงโตคำราม”

รอย คีน อดีตกองกลางของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในตำนานฟุตบอลสิงโตคำรามในอดีต ได้ออกมาวิจารณ์ผลงานของทีมชาติอังกฤษในเกมดังกล่าว อย่างไม่แคล่ว คีนเห็นว่าแม้จะชนะ แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมในเกมนั้นยังไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของแฟน ๆ หรือแม้แต่ผู้จัดการทีมอย่างโทมัส ทูเคิลได้

“ผมไม่คิดว่าผู้จัดการทีมจะพอใจมากในท้ายที่สุด เขาน่าจะหงุดหงิดกับครึ่งหลัง เรากำลังพูดถึงการตั้งมาตรฐานที่สูงและรูปแบบที่ดี ผมคิดว่าอังกฤษกลับไปสู่แนวทางเก่าอีกครั้งในคืนนี้ พวกเขาออกข้างและส่งบอลถอยหลัง พวกเขาต้องเปิดบอลให้มากกว่านี้ ไม่ซับซ้อน ผมคิดว่าพวกเขาคืนหลังบ่อยเกินไป” คีนกล่าว

แนวทางการเล่นที่ควรปรับปรุง

ในมุมมองของคีน การที่อังกฤษเลือกที่จะครองบอลอย่างช้า ๆ และไม่พยายามเปิดจากปีกมากเพียงพอ อาจเป็นเหตุให้ลูกทีมของทูเคิลมีโอกาสยิงประตูได้ไม่มาก ทั้งที่มีผู้เล่นมีคุณภาพทั้งรีซ เจมส์ และเดแคลน ไรซ์ ที่ถูกโยนให้ลงเล่นในเกม

“ถ้าคุณมีผู้เล่นอย่างรีซ เจมส์ ครองบอลอยู่ เราเห็นประตูแล้ว มันง่ายมาก เดแคลน ไรซ์ เข้าไปข้างหน้า โยนบอลเข้าไป พวกเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว ผมดูฟุตบอลทุกระดับ ปริมาณประตูจำนวนมากมาจากลูกเปิด อย่าลังเลใจที่จะเปิดบอล” คีนกล่าวเพิ่มเติม

การวิจารณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่จากรุ่นพี่ในแวดวงฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังมีเสียงตอบรับจากแฟนบอลจำนวนมากที่เห็นว่าทีมยังไม่สามารถเล่นได้ตามศักศรัยของสิงโตคำรามในระดับนานาชาติ

  • จุดแข็ง: สิงโตคำรามสามารถรักษาความไม่พ่ายแพ้ไว้ได้แล้ว 4 เกมติดต่อกัน
  • จุดอ่อน: การสร้างโอกาสแบบต่อเนื่อง และจังหวะจบสกอร์ยังไม่แน่นอน
  • ข้อเสนอแนะ: เพิ่มความเร็วในแดนกลาง และเปิดบอลจากปีกให้มากขึ้น เพื่อใช้ความสามารถของ ไรซ์ และ เจมส์ อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ทูเคิล ผู้จัดการทีมที่ดำรงตำแหน่งเพียงไม่นานนี้ ยังเชื่อมั่นว่าสิงโตคำรามกำลังอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง ทูเคิลบอกกับสื่อว่า “ผมชอบฟอร์มของเรา มันเป็นฟอร์มที่ดี ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ฟุตบอลทีมชาติแตกต่างจากฟุตบอลสโมสรอย่างมาก ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง เราจะสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา”

การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของทีมชาติอังกฤษเป็นเรื่องที่จำเป็น หลังจากประสบปัญหาต่าง ๆ มากมายในศึกฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผลงานเกมที่ผ่านมานี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาจากคีน สามารถช่วยสร้างแรงผลักดันให้กับทูเคิลและทีมได้อย่างมาก ในเส้นทางที่หวังจะพาสิงโตคำรามกลับมาอยู่ในระดับโลกอีกครั้ง

หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยงของทีมชาติอังกฤษ อย่าลืมเชียร์และให้กำลังใจสิงโตคำรามในการเดินหน้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 เพราะบางครั้งการรอคอยความสำเร็ยอาจใช้เวลานาน แต่ทุกขั้นตอนล้วนมีคุณค่า

ที่มา – คีนสับ “ทูเคิล” ไม่น่าพอใจผลงาน “สิงโตคำราม”

ชัยภูมิอ่วมฝนถล่มทั้งคืน น้ำป่าหลากท่วม 4 อำเภอ

เมื่อคืนวันที่ 7 กันยายน จังหวัดชัยภูมิประสบเหตุฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าหลากท่วมฉับพลันในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ เมืองชัยภูมิ บ้านเขว้า แก้งคร้อ และเทพสถิต โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอบ้านเขว้าได้รับความเสียหายหนักที่สุด

ชัยภูมิน้ำป่าหลากท่วม ประชาชนอพยพหนีน้ำ

มวลน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากเทือกเขาหลายสาย รวมถึงลำห้วยยางและห้วยบงน้อย ไหลเข้าท่วมถนนสาย 201 บริเวณหน้าวัดบ้านโนนแดง ทำให้รถยนต์หลายคันจมน้ำเสียหาย ขณะเดียวกันถนนสาย 225 ชัยภูมิ–นครสวรรค์ ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดบ้านหนองบ่อ จนถึงหน้าวัดหนองไผ่ ต.โนนแดง ก็ถูกน้ำท่วมสูงจนบ้านเรือนและวัดริมถนนหลายแห่งจมอยู่ในน้ำ

นางสุภาพร ดวงวัฒนะพันธุ์ อายุ 76 ปี อยู่บ้านหนองบ่อ ต.โนนแดง เปิดเผยว่า เมื่อลุกขึ้นมาเตรียมของสำหรับทำบุญเวลาตีสาม ก็พบว่าน้ำป่าได้ไหลเข้าท่วมบ้านอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินเสียหายกว่าแสนบาท ไม่ทันขนย้าย เนื่องจากในบ้านเหลือแต่ผู้สูงอายุ และเธอระบุว่าไม่เคยพบเหตุการณ์น้ำท่วมหนักเช่นนี้มาก่อนในช่วงชีวิตทั้ง 76 ปี

ชัยภูมิ – เหตุเกิดจากถนนกีดขวางทางระบายน้ำ

ด้านนายทรงวุฒิ พรมาก วัย 65 ปี จากจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ขณะที่ขับรถยนต์ผ่านพื้นที่บริเวณหน้าวัดโนนแดง รถเกิดดับเครื่องจมน้ำ ต้องรอรถลากช่วยเหลือ และเขาได้เสนอแนะว่าควรมีป้ายเตือนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดกับผู้ใช้รถ

นายวรวุฒิ จิตจันทึก ส.อบจ.ชัยภูมิ เขต 2 ระบุว่า เหตุน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากการที่ถนน 4 เลนที่ก่อสร้างผ่านต.โนนแดง มีระบบระบายน้ำที่มีขนาดเล็กไม่เพียงพอ ทำให้มวลน้ำจากป่าเขาวงไหลลงสู่ห้วยหนองจันทิและแม่น้ำชีได้ไม่สะดวก

ปัจจุบันน้ำสะสมจนเอ่อล้นเข้าท่วมถนนสายหลักและพื้นที่รอบข้าง ส่งผลกระทบต่อรถที่ใช้สัญจรในพื้นที่ ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กจมน้ำเสียหายต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าตรู่ที่ผู้คนเคลื่อนย้ายเพื่อเดินทางไปที่ต่าง ๆ

ชัยภูมิน้ำป่าหลากถล่ม 4 อำเภอในคืนนี้ ไม่เพียงกระทบบ้านเรือนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบซึ่งจัดเป็นโซนสำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัด

จากเหตุการณ์ในชัยภูมินี้ จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างถนนหรือเขื่อน ต้องคำนึงถึงระบบน้ำเดิม ไม่ควรกีดขวางทางธรรมชาติ เพราะจะนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงในอนาคต

ติดตามข่าวสาร และเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติอย่างมีสติ ช่วยกันลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในทุกพื้นที่ ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและมีแผนอพยพฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า

ที่มา – “ชัยภูมิ”อ่วมฝนถล่มทั้งคืนน้ำป่าหลากท่วม4อำเภอ บ้านเรือนจมบาดาล

อมรัตน์ ชี้เพื่อไทยอันธพาลชน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 7 กันยายน นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ MOA ที่อาจเข้าข่ายการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ผลกระทบต่อความโปร่งใสและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ

นางอมรัตน์ กล่าวว่า “ออกทะเลไปไกล แบบนี้เรียกอันธพาลชน ยิ่งทำให้พรรคตกต่ำลงอีกหรือไม่ เพราะ #เพื่อไทย ก็ตอบรับข้อเสนอทุกข้อของ #พรรคประชาชน ไม่ต่างกับ #ภูมิใจไทย” พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่า การก้าวไปสู่ความร่วมมือแบบไม่มีขอบเขตชัดเจน แม้จะมีเป้าหมายเพื่อรวมพลังในการต่อต้านรัฐบาล แต่ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำลายศีลธรรมทางการเมืองได้

อมรัตน์ ชี้เพื่อไทยอันธพาลชน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ

มุมมองของนางอมรัตน์สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่ว่า การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง โดยเฉพาะเพื่อไทยกับพรรคประชาชน อาจมีจุดประสงค์แอบแฝงในเชิงอำนาจ มากกว่าประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยหลักการแล้ว การตกลงความร่วมมือในระดับพรรคมีความเสี่ยงสูง หากรวมถึงการแบ่งพื้นที่อำนาจ หรือแลกตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายล้มล้างหลักประชาธิปไตย

การทำงานฝ่ายค้านควรชัดเจนและโปร่งใส

นางอมรัตน์ เสนอแนวคิดว่า พรรคการเมืองควรใช้เวลา 4 เดือนในการเริ่มต้นใหม่ เน้นบทบาทหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านอย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนหาเสียงอย่างเป็นระบบ รวมถึงเสนอแนวทางนโยบายที่เป็นรูปธรรม จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จึงค่อยขอโอกาสจากประชาชนอีกครั้ง โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการร่วมมือแบบที่อาจเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์

  • เพื่อไทย ต้องพิจารณาความเสี่ยงในการร่วมมือ
  • พรรคประชาชน และภูมิใจไทย ต้องเปิดเผยรายละเอียด MOA
  • ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งพิจารณาเป็นกรณี

มองโดยรวมแล้วข้อกล่าวหาที่ว่านายอนุทินและนายณัฐพงษ์ลงนาม MOA เข้าข่ายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการตัดสินอย่างโปร่งใส หากพิสูจน์ได้มีการละเมิดบทบัญญัติ ก็ควรลงโทษตามกฎหมายอย่างไม่ล่าช้า ถ้าหากถูกตัดสิทธิ์จากตำแหน่ง ส.ส. จริง ก็อาจส่งผลต่อแผนการทางการเมืองของทั้งสองพรรคอย่างหนัก

สุดท้าย เป็นบทเรียนให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักว่าความร่วมมือใด ๆ ต้องยึดหลักความโปร่งใส มีจริยธรรม และเคารพต่อประชาธิปไตย มากกว่าผลประโยชน์ในระยะสั้น หากไม่เช่นนั้น ความ “อันธพาลชน” อาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสภาว่าแทน และระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

อ่านข่าวต้นทางเพิ่มเติม: ‘อมรัตน์’ อัด‘เพื่อไทย‘อันธพาลชน’ ยื่นประธานสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญฟัน ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’

เจียไต๋ ร่วมมือ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย จัดงาน Power to Live เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2568

ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ร่วมกับ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย จัดงาน Power to Live เนื่องในโอกาสวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2568 (World Suicide Prevention Day 2025) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ความหวัง และคุณค่าของชีวิตให้กับคนไทยในทุกกลุ่มวัย

เจียไต๋ ร่วมมือ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยจัดงานสร้างสรรค์

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างพลังใจ ลดภาวะซึมเศร้า และป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ มากมาย รวมถึงองค์กรภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายสุขภาพทั่วประเทศ โดยในการจัดงานมีกิจกรรมเยาณา สัมมนา และการแสดงดนตรีจากศิลปินที่เปี่ยมด้วยความหมายมากมาย

องค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “AI ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างไร”, “เสริมพลังใจจากประสบการณ์”, “คุยเติมใจ”, “First Jobber อยากสื่อสารอะไร” และ “ความสุขในรั้วมหาวิทยาลัย” โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการจิตเวชและสุขภาพจิตมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่า

นอกจากนี้การนำเสนอเทคโนโลยีด้านสุขภาพจิตอย่าง DMIND Application ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ใช้ AI ในการคัดกรองภาวะซึมเศร้าแบบเรียลไทม์ โดยสามารถประเมินผลผ่านการเล่าเรื่องของผู้ใช้งานอย่างอิสระ ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึง 85% และมีการนำไปใช้งานจริงผ่านสายด่วน 1323 แล้วกว่า 500,000 ครั้ง

  • ช่วยสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของชีวิต
  • เสริมสร้างพลังใจและความหวังให้กับยุคใหม่
  • ลด stigma ของการฆ่าตัวตายและภาวะซึมเศร้า
  • สนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตเชิงรุก

ดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ กล่าวว่า จากการศึกษาของกรุงเทพมหานคร กลุ่มคนวัย 18-25 ปี เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเผชิญความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด ดังนั้นการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแชร์ความรู้สึกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

โดยมีนพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าวด้วยว่า ทางสมาคมมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการส่งเสริมการป้องกันการฆ่าตัวตาย และสร้างสมาร์ทซิตี้ของสุขภาพจิตในประเทศไทย ผ่านการร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน สมาคม และองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ

หากคุณคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย อย่ารอช้า! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพจิตในวันนี้ และรับรู้ว่า: ทุกชีวิตมีคุณค่า ทุกความรู้สึกต้องการฟัง และทุกคนสามารถส่ง Power to Live ให้กับตนเองและผู้อื่นได้

ที่มา – เจียไต๋ ร่วมมือ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย จัดงาน Power to Live เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2568

ซูเปอร์โพลชี้ประชาชนหนุน “อนุทิน”เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ ปักหมุด 100 วันต้องเห็นผล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน ได้เปิดเผยผลสำรวจเชิงวิชาการเกี่ยวกับ “ประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการขนาดเล็ก รายย่อย ไม่เป็นทางการ และกิจการครัวเรือน” ภายใต้บริบทที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 485 ราย ระหว่างวันที่ 6–7 กันยายนที่ผ่านมา

ซูเปอร์โพลชี้ประชาชนหนุน “อนุทิน”เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ ปักหมุด 100 วันต้องเห็นผล

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการรายย่อยเผชิญในขณะนี้คือ “ขาดเงินทุนหมุนเวียน” (69.2%) รองลงมาคือ “หนี้สะสมสูง” (63.5%) และ “ยอดขายตก–ลูกค้าเงียบ” (58.8%) อีกทั้งภาระต้นทุนอย่างสาธารณูปโภคและพลังงานที่สูงถึง 56.9% นั้นเป็นอุปสรรคสำคัญ เช่นเดียวกับการเข้าถึงแหล่งทุนจากรัฐ (43.7%) และข้อจำกัดด้านระบบราชการ (48.1%)

ความคาดหวังต่อ “อนุทิน” นายกรัฐมนตรี

ในการสำรวจเกี่ยวกับการสนับสนุนต่อตำแหน่งนายกฯ ของ อนุทิน พบว่ามีประชาชน “สนับสนุนค่อนข้างมากถึงมากที่สุด” ถึง 65.8% ซึ่งบ่งบอกถึงความคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ในพื้นที่ฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากมองว่าพรรคการเมืองเก่าที่เคยเลือกไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ได้จริง จึงเกิดความต้องการใน “พรรคที่ทำงานเร็ว เข้าถึงง่าย และแก้ปัญหาได้จริง” โดยพรรคราชสีมาที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย (38.9%) รองลงมาคือพรรคประชาชน (28.1%) และเพื่อไทย (19.3%)

นโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก

กลุ่มเปราะบางทางธุรกิจมีเสียงชัดเจนว่าพวกเขาต้องการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในทันที โดยเฉพาะในสามประเด็นหลัก: “เสริมสภาพคล่อง”, “ลดต้นทุน”, และ “เพิ่มช่องทางการขาย”

  • “คนละครึ่ง ร้านเล็ก–ร้านชุมชน” (79.3%)
  • “กองทุนเครดิตย่อย ดอกเบี้ยต่ำ” (74.2%)
  • “ท่องเที่ยวชุมชน–ยกระดับโฮมสเตย์” (70.6%)

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบริหารกระแสเงินทุนภายในระบบ แต่ยังสามารถเป็นพลวัตเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

100 วันแรก ต้องเห็นผลจริง

สำนักวิจัยซูเปอร์โพลสรุปว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน” ต้องเร่งดำเนินการตามกรอบเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะภายใน “100 วันแรก” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยมาตรการสำคัญควรมี เช่น กลไก One-Stop MSME ระดับอำเภอ, โครงการคนละครึ่ง, เส้นทางท่องเที่ยวชุมชน 365 และการลดต้นทุนพลังงานสำหรับธุรกิจรายย่อย

หากสามารถนำไปปฏิบัติจริงจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส จะเป็นการสร้าง “ความหวังใหม่” ให้กับเศรษฐกิจ และเป็นแนวทางให้โครงการระยะยาวภายหลังได้อย่างมั่นคง

การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่เพียงความหวังของผู้ประกอบการรายย่อย แต่เป็นเส้นทางสำคัญที่ประชาชนทั่วไปต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าอย่างจริงจัง ด้วยความพร้อมทั้ง政策・การเงิน・การดำเนินงานจากรัฐ

ที่มา – ซูเปอร์โพลชี้ประชาชนหนุน “อนุทิน”เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ ปักหมุด 100 วันต้องเห็นผล

อมรัตน์ ชื่นชมเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสี่ยหนู-เท้งพ้น สส.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กันยายน นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอส่งกรณีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘เสี่ยหนู’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ‘เท้ง’ หัวหน้าพรรคประชาชน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยข้อกล่าวหาการทำ Memorandum of Agreement (MOA) ที่เข้าข่ายการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และอาจมีลักษณะล้มล้างประชาธิปไตย

อมรัตน์ เรียกกรณีนี้ว่า ‘อันธพาลชน’

นางอมรัตน์กล่าวว่า “ออกทะเลไปไกล แบบนี้เรียกอันธพาลชน ยิ่งทำให้พรรคตกต่ำลงอีกหรือไม่ เพราะ #เพื่อไทย ก็ตอบรับข้อเสนอทุกข้อของ #พรรคประชาชน ไม่ต่างกับ #ภูมิใจไทย” เธอย้ำว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยเป็นสิ่งที่ควรได้รับการชื่นชม เนื่องจากพยายามรักษาความบริสุทธิ์ของสถาบันการเมือง และไม่ยอมถ่วงหางพรรคเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ระหว่างนี้ควรตั้งหลักใหม่

นางอมรัตน์ยังเสนอความเห็นว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะเผชิญกับวิกฤตหลายประการในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญคือความพยายามในการตั้งหลักใหม่ โดยการเน้นบทบาทในฐานะฝ่ายค้าน พร้อมทั้งออกแบบนโยบายที่ดี มีคุณภาพ และเปิดโอกาสให้ประชาชนประเมินผลงานอย่างโปร่งใส ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการยึดตำแหน่งด้วยการต่อรองที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือล้มล้างระบบ

ในทางกลับกัน เธอตั้งคำถามว่าหากพรรคต่าง ๆ ไม่สามารถกลับมาสร้างความน่าเชื่อถือได้ อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มมองข้ามพรรคเดิม ๆ และหันไปมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

  • MOA คือข้อตกลงที่อาจส่งผลต่อการแบ่งปันอำนาจ
  • เสี่ยหนู-เท้ง ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ไม่โปร่งใส
  • เพื่อไทย เลือกใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญในการรักษาความบริสุทธิ์

กรณีนี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการเมืองไทย ที่ประชาชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและรักษาความโปร่งใสในกระบวนการทำนโยบาย ว่าควรมีจริยธรรม ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ระยะสั้น

สุดท้ายนี้ หากพรรคเพื่อไทยสามารถใช้กรณีนี้เป็นบทเรียน และปรับตัวออกมาอย่างจริงใจ ก็อาจได้รับโอกาสใหม่จากประชาชนอีกครั้ง

ที่มา – ‘อมรัตน์’ อัด‘เพื่อไทย‘แบบนี้เรียก‘อันธพาลชน’ปมยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย‘เสี่ยหนู-เท้ง’พ้นสส.เหตุทำ MOA

แม่ค้าร้องเรียนตั้งร้านบอลคิงส์คัพ! ‘อบจ.กาญจน์’ แจงต้องเป็นไปตามระเบียบ

การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ที่สนามกีฬากลาง จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเป็นที่จับตามองของบรรดาแฟนบอลและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าในบริเวณสนามแข่งขัน ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า แม่ค้าร้องเรียนตั้งร้านบอลคิงส์คัพ เนื่องจากถูกห้ามตั้งร้านนอกพื้นที่ที่กำหนด ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้ค้ารายย่อย

แม่ค้าร้องเรียนตั้งร้านบอลคิงส์คัพ

จากข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี (อบจ.กาญจน์) เปิดเผยว่า ในการแข่งขันนัดแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีผู้ค้าบางรายฝ่าฝืนเข้ามาตั้งร้านค้าบริเวณลานข้างสนามกลีบบัว ซึ่งถือว่าขัดต่อระเบียบที่ทางองค์กรกำหนดไว้ เพื่อจัดการควบคุมสินค้าและราคาจำหน่ายอย่างเป็นระบบ

อบจ.กาญจน์ แจงต้องเป็นไปตามระเบียบ

ด้านเจ้าหน้าที่จาก อบจ.กาญจน์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า การจัดจำหน่ายภายในบริเวณสนามกีฬานั้น ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่เป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการลงทะเบียนและคัดเลือกร้านค้าร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์จะต้องไม่ขัดกับผู้สนับสนุนหลัก และต้องจัดจำหน่ายเฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดไว้ภายในสนามเท่านั้น

นอกจากนี้ ทางองค์กรยังย้ำว่า ราคาสินค้าต้องเป็นธรรม และโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบริโภคและแฟนบอลที่เข้าชมการแข่งขัน โดยให้ความร่วมมือจากผู้ค้าทุกฝ่ายในการรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของกิจกรรมดังกล่าว

ความต้องการของผู้ค้าและผลกระทบที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ค้าร้านเล็กบางรายมองว่าการห้ามตั้งร้านบริเวณลานข้างสนามเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีผู้คนเดินทางผ่านหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับพวกเขาอย่างมาก จึงต้องการความยืดหยุ่นและความเข้าใจจากทางจัดงาน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความต้องการและความไม่พอใจของฝ่ายผู้ค้า แต่ทาง อบจ.กาญจน์ ก็ได้ยืนยันว่าข้อกำหนดที่วางไว้มีจุดประสงค์เพื่อความเรียบร้อย ความปลอดภัย และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของกิจกรรมในระดับจังหวัด ทั้งในแง่ของราคาสินค้า การป้องกันการผูกขาด และการส่งเสริมการตลาดที่เป็นธรรม

ตารางการแข่งขันและข้อคิด

การแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพจะดำเนินต่อในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568 โดยเป็นคู่ชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติไทยพบทีมชาติอิรัก เวลา 20.00 น. ส่วนคู่ชิงอันดับสามจะเป็นการพบกันระหว่างทีมฟิจิกับฮ่องกงเวลา 16.00 น. ณ สนามกลีบบัว ซึ่งคาดว่าจะมีแฟนบอลจำนวนมากเดินทางมาร่วมเชียร์และใช้บริการร้านค้าในพื้นที่ที่กำหนด

การจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติอย่าง “คิงส์คัพ” เป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้าในท้องถิ่น ดังนั้นการรักษาความสมดุลระหว่างประโยชน์ของผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และองค์กรจัดงานจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องยึดมั่นในหลักของความเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม

ที่มา – แม่ค้าร้องเรียนตั้งร้านบอลคิงส์คัพ! ‘อบจ.กาญจน์’ แจงต้องเป็นไปตามระเบียบ ย้ำต้องราคาเป็นธรรม

“PITTA P.” จาก TAKHLI GANG แรปไฟลุกในเพลงใหม่ “หมอนทอง”

หลังจากที่เพลง ตาคลี ของวง TAKHLI GANG สร้างความฮือฮาได้อย่างล้นหลาม ครั้งนี้มาแรงไม่แพ้กันกับสมาชิกตัวจี๊ด “PITTA P.” ที่เปิดตัวเดี่ยวอย่างเป็นทางการด้วยเพลงใหม่ หมอนทอง ที่มาในรูปแบบแรปพลุ่ยสุดแซ่บ เต็มพิกัดด้วยพลังเสียงที่กระหึ่ม ภาพลักษณ์ตึงขมวด และสกิลแรปที่ครบเครื่อง

หมอนทอง เรียกน้ำย่อยได้สุดลุก

หมอนทอง” ไม่ใช่แค่ชื่อเพลงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังไฟลุกที่พุ่งตรงมาจาก PITTA P. ร้องแทนความซี้ทุกอารมณ์ผ่านเนื้อเพลงที่หนักแน่น เลือดพลุ่ย และแม้จะเป็นเพลงเดี่ยวแรกของเธอ แต่ดูเป็นมืออาชีพสุด ๆ เลยทีเดียว PITTA P. โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าทึ่ง เหมาะกับการเปิดในทุกเวทีดนตรี

PITTA P. สิทธิ์แห่งการจี๊ด

ร่างเล็กแต่พลังใหญ่ พร้อมกับคาแรกเตอร์ที่สุดแซ่บของเธอ ทำให้ PITTA P. กลายเป็นหนึ่งในแรปเปอร์สายสับที่หลายคนต้องจับตามอง มากไปกว่านั้น เธอยังมีสไตล์การเต้นแบบเฉพาะตัว ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ “หมอนทอง” ไม่เหมือนใคร ครอบจักรวาลฮิปฮอปไทยไว้ด้วยพลังระดับพรีเมียม

  • หมอนทอง เปิดตัวได้จัดจ้าน และสร้างความประทับใจอย่างยั่งยืน
  • สกิลแรปเหนียวแน่นทั้งจังหวะ และเนื้อเพลง
  • ภาพลักษณ์และการแสดงที่เต็มไปด้วยพลังไฟลุก
  • เป็นเพลงเดี่ยวแรกที่ออกมาคมชัด และสร้างชื่อเสียงให้ PITTA P. ได้ดีมาก

หมอนทอง” ของ PITTA P. คือการพิสูจน์ว่าเธอไม่ใช่แค่สมาชิกในวง TAKHLI GANG แต่ยังเป็นแรปเปอร์ที่สามารถยืนหนึ่งได้ด้วยพลังและสกิลของตัวเอง เพลงนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนใหม่ในคาร์รีเออร์ของเธอ และเป็นแรงผลักดันให้เรารอผลงานชิ้นต่อไปด้วยความตื่นเต้น

ถ้าคุณยังไม่ได้ฟังเพลงหมอนทอง ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด แล้วคุณจะเข้าใจว่าอะไรคือความจัดจ้านที่แท้จริง

ที่มา – “PITTA P.” จาก TAKHLI GANG แรปไฟลุกในเพลงใหม่ “หมอนทอง”สมฐานะแรปเปอร์รวบตึงขมวดจึ้งปึ้งสุดๆ