ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชีวิตติด TECH – “อีเมล” หนึ่งช่องโหว่สำคัญ ภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค AI

“อีเมล” หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ได้ถูกใช้เป็นหนึ่งในช่องทางการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และในโลกการทำงานมายาวนานหลายสิบปี ทว่าในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทรกซึมเข้ามาในทุกแง่มุม ก็ทำให้ “อีเมล” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทั้งซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ชีวิตติด TECH – “อีเมล” หนึ่งช่องโหว่สำคัญ ภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค AI

ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มีรายงานการโจมตีทางไซเบอร์มากกว่า 1,000 ครั้ง โดยองค์กรกว่า 60% เคยเจอปัญหาข้อมูลรั่วไหล และกว่าครึ่งหนึ่งต้องจ่ายเงินไถ่ให้แฮกเกอร์ ทั้งนี้ ภัยคุกคามผ่าน “อีเมล” ถือเป็นหนึ่งในแนวโจมตีที่ถี่และรุนแรงที่สุด

อีเมลเป็นช่องทางหลักของฟิชชิ่งและการโจมตี BEC

ฟิชชิ่ง (Phishing) ยังคงเป็นวิธีโจมตีที่พบบ่อยที่สุด โดยรายงานจาก Cisco Talos ระบุว่าในปี 2567 มีการโจมตีแบบฟิชชิ่งมากกว่า 300,000 ครั้งที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทไทย ทำให้ประเทศไทยติดอันดับเป้าหมายด้านฟิชชิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การโจมตีแบบ Business Email Compromise (BEC) ก็เป็นกลวิธีที่ผู้ไม่ประสงค์ดีปลอมตัวแฝงตัวเป็นบุคคลสำคัญภายในองค์กรเพื่อขโมยข้อมูลหรือหลอกให้โอนเงิน ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลได้ในวินาที

“เกาตัม รามาจันทรัน” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดของ Zimbra กล่าวว่าในยุคที่ดิจิทัลกลายเป็นแกนสำคัญของเศรษฐกิจ ระบบอีเมลควรถูกมองเป็น “โครงสร้างพื้นฐานวิกฤต” เช่นเดียวกับระบบพลังงานหรือการเงิน การขาดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดใน “อีเมล” อาจเปิดช่องให้เกิดภัยพิบัติทางไซเบอร์ร้ายแรงต่อทั้งองค์กรและประเทศชาติ

AI ทำให้อีเมลเป็นเป้าใหม่ของแฮกเกอร์

ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกนำมาใช้ทั้งในด้านดีและในด้านร้าย โดยเฉพาะออนไลน์ตามผลสำรวจของ Fortinet-IDC ในปี 2568 พบว่า 58% ขององค์กรในไทยเคยเจอภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI และหนึ่งในรูปแบบที่แยบยลที่สุดคือ “อีเมลฟิชชิ่งจาก AI” ที่ดูน่าเชื่อถือ แทรกซึมได้ง่าย และหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

เพิ่มเติมจากการที่พนักงานใช้งาน “Shadow AI” หรือเครื่องมือ AI ที่ไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากระบบไอทีองค์กร อาจกลายเป็นช่องโหว่ใหม่ที่นำภัยคุกคามเข้ามาสู่แพลตฟอร์มอีเมลหรือเครื่องมือการทำงานร่วมกันได้อย่างไม่คาดคิด

เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีผ่าน “อีเมล”, องค์กรควรยกระดับระบบอีเมลให้มีฟีเจอร์ตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ระบบป้องกันข้อมูล และนโยบายความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับ “ภัยคุกคามในยุค AI” พร้อมกับเลือกใช้แพลตฟอร์มอีเมลในประเทศที่มีการเก็บข้อมูลรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยเพื่อสอดคล้องกับกฎหมาย_PDPA และมาตราบังคับของ_กมช.

นอกจากนี้ การส่งเสริมความตระหนักด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงาน และการมีแผนรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างเห็นผล

เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและความน่าเชื่อถือขององค์กรในยุคดิจิทัล ทุกองค์กรควรเริ่มมองความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใน “อีเมล” ให้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ

Cyber Daily

ที่มา – ชีวิตติด TECH – “อีเมล” หนึ่งช่องโหว่สำคัญ ภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค AI

สพฐ. ลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญกว่า 1.5 แสนคน

เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน เพื่อหารือแนวทางการ ช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญ ทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นตัวแทนจาก จ.อุดรธานี และ จ.สกลนคร รวมกว่า 150 คน

สพฐ. ลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนคน

งานประชุมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้ สพฐ. ร่วมกันออกแบบแนวทางโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ข้าราชการบำนาญสามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในวัยเกษียณ

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า การดูแล ช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะภายใต้การนำของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นจุดเน้นสำคัญ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

สถานการณ์การแก้ไขหนี้ของครูบำนาญในภาพรวม

สถานีแก้หนี้ครูในแต่ละพื้นที่ได้ร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือรวมหนี้ ให้กับข้าราชการบำนาญ ในปี 2568 โครงการดังกล่าวสามารถช่วยเหลือครูบำนาญมากถึง 150,000 ราย ทำให้สถานะทางการเงินของผู้ได้รับผลกระทบดีขึ้น

  • คนกลุ่มสีแดง (ถูกฟ้อง) ลดลง 1,661 ราย (-37.86%)
  • กลุ่มไม่ถูกฟ้องเพิ่ม 1,559 ราย (+46.65%)
  • กลุ่มสีเหลือง ดีขึ้น 102 ราย (+7.62%)

นอกจากนี้ สพฐ. ยังส่งเสริมวินัยทางการเงินผ่านหลักสูตรออนไลน์ Money Coach มีผู้ลงทะเบียนเรียนออนไลน์มากถึง 135,513 ราย และผ่านการอบรมแล้ว 101,332 ราย แสดงถึงความตระหนักและความพร้อมของครูบำนาญในเรื่องการบริหารการเงินในยุคปัจจุบัน

“เมื่อได้รับการช่วยเหลือดูแล ทำให้ครูมีกำลังใจกล่อมเกลาเด็กให้มีคุณภาพ ครูบำนาญก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ เพราะเราเชื่อว่าการช่วยเหลือที่เป็นระบบย่อมนำไปสู่รอยยิ้มและความสุขของผู้เกษียณได้” นางเกศทิพย์ กล่าวปิดท้าย

สพฐ. ลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญ ไม่ใช่เพียงแค่การลดภาระทางการเงิน แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและคุณค่าให้กับข้าราชการที่อุทิศชีวิตเพื่อสังคม การพัฒนานโยบายนี้อย่างต่อเนื่องคือการแสดงความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

อย่าปล่อยให้หนี้เป็นหนามในยามเกษียณ ขอให้ท่านและครอบครัวก้าวผ่านวิกฤตินี้ด้วยรอยยิ้ม!

ที่มา – สพฐ. จับมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนคน ยิ้มได้

ยกเว้นภาษีคริปโท–โทเคนดิจิทัล 5 ปี หนุนไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลก

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 และมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

ยกเว้นภาษีคริปโท–โทเคนดิจิทัล 5 ปี

กฎกระทรวงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของโลก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้เพิ่มข้อความใหม่เป็นข้อ (109) ของกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นภาษีรัษฎากร ระบุไว้ว่า:

“ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ได้กระทำในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล กระทำผ่านนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่ได้โอนให้แก่ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2572”

เป้าหมายของนโยบาย

การออกกฎกระทรวงฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้นำเงินทุนมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

  • ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศ
  • ดึงดูดเทคโนโลยีและทุนจากต่างประเทศ
  • สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินในไทย

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกคำสั่งให้มีการระบุวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นวันที่มีผลใช้บังคับของกฎหมายดังกล่าว

การยกเว้นภาษีคริปโท–โทเคนดิจิทัลเป็นระยะเวลา 5 ปีนี้ ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก

เมื่อธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการสนับสนุนจากรัฐในด้านภาษี การเติบโตของตลาดนี้จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย

เป็นที่น่าจับตามองว่าหากตลาดคริปโทและโทเคนดิจิทัลในประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นนักลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโหวงทองที่คุณควรจับตาให้ดี

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศกฎกระทรวง ยกเว้นภาษีคริปโท–โทเคนดิจิทัล 5 ปี หนุนไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลก

โศกาภิวัฒน์ : เมื่อความรักกลายเป็นความหลอน

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกคน ขอต้อนรับเข้าสู่ MOVIE STATION อีกครั้ง วันนี้ “เนเรซ” กลับมาพร้อมกับเรื่องราวที่หลอนระทึกขวัญจากภาพยนตร์ไทยที่สร้างมาจากนิยายอย่าง โศกาภิวัฒน์ เรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างความน่ากลัว ครอบครัว และจิตวิทยาในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน!

โศกาภิวัฒน์ คืออะไร?

ภาพยนตร์ โศกาภิวัฒน์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคฤหาสน์หรูที่ตั้งอยู่กลางป่าลึก ห่างไกลจากโลกภายนอก พี่น้องทั้งแปดคนถูกเลี้ยงดูภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของ “คุณหญิงโศกาภิวัฒน์” ผู้เป็นแม่ ซึ่งบทลงโทษของเธอถือว่าโหดเหี้ยมเกินกว่าที่มนุษย์จะทนไหว ระหว่างการออกแบบฉากและตัวละคร การเล่าเรื่องใน โศกาภิวัฒน์ มีการผสมผสานอารมณ์ลึกลับเข้ากับโครงสร้างของหนังสยองขวัญที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคนิคจิตวิทยา

จุดน่าสนใจของโศกาภิวัฒน์

หนึ่งในจุดแข็งของเรื่องนี้คือโลกที่ถูกสร้างขึ้นเองอย่างแปลกใหม่ มีการแต่งกายของเด็กทั้งแปดคนในลักษณะคล้าย “นักโทษ” และผสมผสานสไตล์ Gothic เข้ากับบรรยากาศทั้งหมด สถาปัตยกรรมและการจัดแสงช่วยเสริมสีสันและเสริมอารมณ์ของตัวหนังได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังขยายขอบเขตให้กับเนื้อเรื่องที่สามารถเล่าได้ลึกซึ้งว่า “ครอบครัวคืออะไร” และตั้งคำถามไว้ว่าถ้าความรักกลายเป็นความควบคุมสุดขั้ว แล้วมันยังคงเรียกว่าครอบครัวได้หรือไม่?

รีวิว โศกาภิวัฒน์ จาก เนเรซ

เนเรซให้คะแนน “โศกาภิวัฒน์” อยู่ที่ 8/10 เพราะจุดเด่นของหนังอยู่ที่พล็อตและบรรยากาศที่ออกมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ที่มีความตึงเครียดหนักแน่นตลอดเวลา การแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ก็ทำได้น่าชมยกเว้นการถ่ายทอดบทบาทของแม่ที่คุณ “คลอเดีย จักรพันธุ์” ทำออกมาได้อย่างทรงพลัง แฝงด้วยความกลัวและความเศร้าโศกอย่างกลมกลืน

เรื่องราวของภาพยนตร์นี้จะดึงผู้ชมเข้าสู่ความกดดัน โดยเฉพาะเมื่อฉากผีแบบสยองขวัญเข้ามาพัวพันกับความจริงในอดีตของตัวละคร การเผชิญหน้าและเติมเต็มเหตุการณ์ที่ซ่อนเร้นไว้อีกชั้นหนึ่งเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้คุณไม่เบื่อจนถึงตอนจบ

บรรยากาศและบทสรุปของหนัง

ในบรรยากาศโดยรวมของ โศกาภิวัฒน์ นั้น หากินเต็มไปด้วยความมืดมนและชวนงง อีกทั้งมีบางฉากที่อาจดูตัดต่อเร็วจนเกินไป ทำให้บางส่วนดูไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ยังสามารถสร้างความน่าติดตามให้แก่แฟรนไชส์หนังไทยในแนวนี้ได้เป็นอย่างดี ตัวหนังยอมเผยว่ามีองค์ประกอบแปลกใหม่และเป็นความลึกลับบางอย่างซึ่งเปิดเว้นผลลัพธ์ไว้บางจุด ทำให้คนดูยังคงรู้สึกคล้ายคลึงกับปริศนาจนจบเรื่อง ทำให้อารมณ์ของหนังถูกต่อเนื่องไว้และดูทันสมัยมากขึ้นในแง่ของการบอกเล่าเรื่องราวแนว horror-fantasy

โดยสรุป “โศกาภิวัฒน์” เป็นหนังที่ต้องดูถ้าหากคุณต้องการความแปลกใหม่ในการรับชมภาพยนตร์ไทยแนว horror/drama ซึ่งการรวมพลังของนักแสดงหน้าใหม่และการวางพล็อตทีละช่วงอย่างเหนียวแน่น และเข้าถึงหัวข้อ “ความรัก-ความควบคุม” ได้อย่างลึกล้ำ

หากคุณกล้าเผชิญหน้ากับวงจรอันสยองแห่งความรักที่เปลี่ยนกลายเป็นบทลงโทษ…อย่าพลาด! “โศกาภิวัฒน์” จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ขอให้คุณเตรียมใจและมองทะลุครอบครัวในรูปลักษณ์นี้ผ่านหน้าจอไปได้อย่างปลอดภัยค่ะ

ที่มา – MOVIE STATION : ‘โศกาภิวัฒน์’ เมื่อความรักกลายเป็นความหลอน เมื่อแม่คือทุกสิ่ง ใครแหกกฎเท่ากับตาย!

วิริยะประกันภัย คว้า 3 รางวัล บริหารงานดีเด่น – ตัวแทนวินาศภัยดีเด่น ปี 68

ในงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 หรือ Prime Minister’s Insurance Awards 2025 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลระดับประเทศถึง 3 รางวัลใหญ่ ทั้งในตำแหน่งบริษัทและตัวแทนประกันวินาศภัยที่มีความโดดเด่น

วิริยะประกันภัย คว้า 3 รางวัล บริหารงานดีเด่น – ตัวแทนวินาศภัยดีเด่น ปี 68

โดย นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล “บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น ประจำปี 2567” เป็นการรับรองถึงความมั่นคง ความโปร่งใส และการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง

รางวัลตัวแทนประกันวินาศภัยคุณภาพดีเด่น

พร้อมกันนี้ นางสาวกฤตกา ลุนสายยา ตัวแทนประกันวินาศภัย สังกัดสาขาอุดรธานี และนายพรชัย ละมูลพันธ์ ตัวแทนประกันวินาศภัย สังกัดสาขานครราชสีมา ได้รับรางวัล “ตัวแทนประกันวินาศภัยคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2567” อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการตอบแทนผลงานที่โดดเด่นในการดูแลลูกค้า และการดำเนินงานอย่างมืออาชีพตลอดหลายปีที่ผ่านมา

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เอวัน โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

สิ่งที่ทำให้วิริยะประกันภัยโดดเด่น

รางวัลที่ได้รับสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และมุ่งพัฒนานวัตกรรมนำไปสู่การให้บริการที่ครอบคลุมครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

  • การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า
  • การฝึกอบรมตัวแทน ให้มีความรู้และทักษะในระดับมืออาชีพ
  • policy ที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน เพื่อคุ้มครองทุกสถานการณ์
  • บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความใส่ใจและเข้าใจ

ด้วยแนวคิด “ใช้ทุกวิให้คุ้มค่า ด้วยบริการที่เป็นเลิศครอบคลุมครบวงจร” วิริยะประกันภัยยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่ลูกค้าสามารถวางใจได้ทุกสถานการณ์

ผลสำเร็จที่ได้ในปีนี้ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมวิริยะประกันภัยทุกคนมุ่งสู่เป้าหมายใหม่ ๆ และสานต่อความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นในอนาคต

หากคุณกำลังมองหาประกันวินาศภัยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ วิริยะประกันภัยคือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ

ที่มา – วิริยะประกันภัย คว้า 3 รางวัล “บริหารงานดีเด่น – ตัวแทนประกันวินาศภัยดีเด่น” ปี 68

สูตรลับกิมจิและคิมบับ รสชาติเกาหลีแท้

ใครเคยได้ลิ้มรส กิมจิ และ คิมบับ ของเกาหลีต้องติดใจในรสชาติอร่อยกลมกล่อม สุดเปรี้ยว เค็ม เผ็ด เปรี้ยวกลับเคี้ยวได้ วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปไขสูตรลับของเมนูชื่อดังจากแดนกิมจิที่สะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเกาหลีอย่างแท้จริง

“อาหารเกาหลีคือ ‘ความสร้างสรรค์ที่ผสานผ่านกาลเวลา’” คำกล่าวจาก นายคุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก ที่ตอกย้ำให้รู้ว่าอาหารพื้นบ้านของเกาหลีไม่ได้เป็นเพียงเมนูอร่อยที่ทำให้ท้องอิ่ม แต่ยังเป็นศิลปะของการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมและสังคมอย่างลึกซึ้ง

สูตรลับกิมจิและคิมบับ รีวิวเชฟจากผู้เชี่ยวชาญ

กิมจิ สุดยอดของอาหารหมักดองไทย ๆ มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมการถนอมอาหารในฤดูหนาวที่เกาหลี ผักดองชนิดนี้เริ่มมีการผลิตในสมัยเริ่มต้นเกษตรกรรม และมีความสำคัญทางโภชนาการจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาหลี

เคล็ดลับการทำกิมจิให้อร่อยแบบกุหลาบ

  • เลือกผักกาดขาวสด ไม่มีจุดดำหรือใบเหลือง
  • หมักกับเกลือทะเลที่มีแร่ธาตุสูง ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง
  • ทำน้ำซอสหมักจากพริกเกาหลี เกลือป่น กระเทียม และน้ำตาล
  • คลุกให้ทั่ว แล้วเก็บในภาชนะแก้ว ปิดฝาไว้หมักอีก 3-7 วัน

สำหรับ คิมบับ หรือที่เราอาจคุ้นเคยในชื่อ “โรลสาหร่ายญี่ปุ่น” แต่แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดจากเกาหลี มีลักษณะคล้าย “ร็อคซิม” ที่ใช้ข้าวห่อสาหร่าย ไส้หลากหลายชนิด เช่น ไข่ พักจิ แครอท และแฮม จากเริ่มต้นที่เป็นอาหารสำหรับเดินทางจนกลายเป็นเมนูสัญลักษณ์แห่งสายบุญในโรงเรียนของเกาหลี

นายคิม จงฮุน รักษาการรองประธานบริหารฝ่ายการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) กล่าวเสริมว่า อาหารเกาหลีมีศักยภาพในการสร้างการเชื่อมโยงวัฒนธรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่ท่องเที่ยวเชิงอาหารกำลังมาแรง ทำให้ผู้เดินทางไม่ได้แค่ดู แต่ได้ “สัมผัส” วัฒนธรรมผ่านรสนิยม

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร เคทีซี กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ต้องการการเดินทางที่มี “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” (Experience with Purpose) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่เคทีซียึดถือในการร่วมมือกับ KTO เพื่อโปรโมตอาหารแบบครบวงจร

วันนี้ หากคุณอยากลิ้มลองวัฒนธรรมเกาหลีที่เปี่ยมด้วยเรื่องราว ลองเริ่มจาก สูตรลับกิมจิและคิมบับ เองได้นะคะ เชื่อว่ารสชาติและการค้นหาที่มาของอาหารจะทำให้คุณมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าที่คุณคิด

อยากเริ่มทำกิมจิบ้านเองไหม? ถูกใจอย่าลืมแชร์!

ที่มา – ไขสูตรลับกิมจิและคิมบับ

มนพร เจริญศรี ยืนยันสลับขั้วเป็นฝ่ายค้านไม่ใช่อุปสรรค

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงคมนาคม และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 ในฐานะพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง สลับขั้วเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะรู้ดีว่า “งานคือประชาชน”

สลับขั้วเป็นฝ่ายค้านไม่ใช่อุปสรรคการทำงาน

นางมนพรกล่าวว่า ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดไม่ว่าจะเป็น ส.อบจ., รองนายก อบจ., นายก อบจ., หรือ สส. จนกระทั่งเป็น รมช. เธอไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งทางการเมือง เพราะสิ่งที่สำคัญคือ “ความตั้งใจในการรับใช้ประชาชน” และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ ภารกิจที่จะเป็น “ปากเป็นเสียงของประชาชน”

หัวใจของพรรคเพื่อไทยคือประชาชน

ในสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยอาจต้องเปลี่ยนจากฝ่ายบริหารไปเป็นฝ่ายค้าน นางมนพรยืนยันว่านี่ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นหน้าที่ใหม่ที่ต้อง担当อย่างเต็มความสามารถ ทั้งการระวังรัฐบาล การพัฒนาทุกด้าน และการแก้ปัญหา胭脂ทางสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชน

“เราไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง เพราะหัวใจสำคัญของพรรคและตัวฉันเองคือประชาชนเสมอ” นางมนพรกล่าว และอีกว่า “ทุกคนในพรรคเพื่อไทยก็มีจุดยืนชัดเจนว่าประชาชนคือหลักสำคัญในการทำงานทุกอย่าง ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปี ผมไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวัง”

  • ไม่ยึดติดตำแหน่ง
  • ยึดประชาชนเป็นหลัก
  • พร้อมรับหน้าที่ใหม่ทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายค้าน

นางมนพรเผยว่า ตอนนี้อาจมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การอยู่เคียงข้างประชาชน” พร้อมทำงานในทุกด้าน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด เพราะหน้าที่หลักของเธอคือเป็นผู้แทนราษฎรขาประจำที่มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านชาวเมืองมากที่สุด

ทั้งนี้ นางมนพรยังได้ส่งข้อความขอบคุณกำลังใจจากประชาชนและสมาชิกพรรคทุกคน ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าทีมเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชนต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

ในที่สุด สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง คือความจริงใจในการทำงาน การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการเดินหน้าก้าวไปข้างหน้าของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับการสลับขั้วหรือการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมือง

นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนของ ‘มนพร’ และหัวใจของพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีวันสลาย เพราะเรารู้ดีว่า “ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าประโยชน์ของประชาชน”

อยากรู้ข่าวสารการเมืองและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเพิ่มเติม ติดตามเราได้ที่นี่!

ที่มา – ‘มนพร’ ลั่น เปลี่ยนนายกฯ-สลับขั้วเป็นฝ่ายค้านไม่ใช่อุปสรรคการทำงาน บอกไม่เคยยึดติดตำแหน่ง

รร.เทศบาล 5(วัดหาดใหญ่) ส่งเสริมทักษะอาชีพสร้างคอนเทนต์และตัดต่อคลิป

เมื่อวันที่ 6 กันยายน โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหาดใหญ่) จังหวัดสงขลา ได้จัดโครงการ ส่งเสริมทักษะอาชีพสร้างคอนเทนต์และตัดต่อคลิป เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ณ โรงเรียน โดยมี นายธานินทร์ แก้วจุรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยวิทยากร คณะผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

ส่งเสริมทักษะอาชีพสร้างคอนเทนต์และตัดต่อคลิป

โครงการในปีนี้มีเป้าหมายในการอบรมให้นักเรียนได้เรียนรู้ การสร้างคอนเทนต์และการตัดต่อคลิปเพื่อสร้างรายได้ออนไลน์ โดยเน้นพัฒนาความสามารถด้านสื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัลสมัยใหม่ การอบรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจขั้นตอนการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า แต่ยังฝึกให้พวกเขาสามารถนำเสนอผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องที่ตนสนใจสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพ

วิทยากรผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้

ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีนักเรียนเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 120 คน และสามารถรับคำแนะนำจากวิทยากรผู้มีประสบการณ์จริง ได้แก่ คุณจูรี นุ่มแก้ว และคุณนเรนธร เจริญมาก ซึ่งเป็นนักครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดสงขลา มาถ่ายทอดความรู้และแบ่งปันประสบการณ์อย่างใกล้ชิด ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ไม่เพียงแต่ทฤษฎี แต่ยังเข้าใจเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง

โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการเรียนรู้ทางทักษะเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญ ๆ ดังนี้

  • พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและความรู้ด้านอาชีพ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
  • ฝึกทักษะการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยการสร้างรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์
  • ส่งเสริมให้นักเรียนมีอาชีพเสริม เพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัวในอนาคต

การให้ความรู้ในด้าน ส่งเสริมทักษะอาชีพสร้างคอนเทนต์และตัดต่อคลิป ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้นักเรียนมีโอกาสเข้าสู่วงการสื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

หากคุณเป็นนักเรียนที่สนใจอยากเข้าสู่วงการครีเอเตอร์ หรืออยากมีเงิน extra จากออนไลน์ การเริ่มต้นจากการเรียนรู้และการสร้างคอนเทนต์ดีๆ ตามแนวทางที่ถูกต้องถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก

ที่มา – รร.เทศบาล 5(วัดหาดใหญ่) จัดโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพสร้างคอนเทนต์และตัดต่อคลิป สร้างรายได้ออนไลน์

เจ้าของปล่อยวัวมั่ว! วิ่งเตลิดขึ้นถนน สลด ‘ผัว-เมีย’ ขับเก๋งพลาดชนตกแอ่งน้ำดับคู่

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ต.ท.มนูญ วิชาโคตร สว.(สอบสวน) สภ.แก่งโสภา จังหวัดพิษณุโลก ได้รับแจ้งเหตุรถเก๋งชนวัวจนเสียหลักพลิกคว่ำตกแอ่งน้ำข้างทาง พร้อมผู้เสียชีวิต 2 ราย บริเวณถนนหมายเลข 12 บริเวณน้ำตกปอยถึงบ้านโป่งปะ กิโลเมตรที่ 292 หมู่ 1 ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยบูรพา และอุปกรณ์ตัดถ่างเพื่อช่วยเหลือ

เจ้าของปล่อยวัวมั่ว! วิ่งเตลิดขึ้นถนน สลด ‘ผัว-เมีย’ ขับเก๋งพลาดชนตกแอ่งน้ำดับคู่

ที่เกิดเหตุมีชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก พบซากวัวถูกชนเสียชีวิต 1 ตัว และรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีขาว ทะเบียน กล 6145 พิษณุโลก พลิกคว่ำอยู่ในแอ่งน้ำข้างทาง กู้ภัยใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา ทราบชื่อว่านายอุทิศ และนางสาวฉัตรชนก อายุ 53 และ 50 ปี ตามลำดับ ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ร่างถูกนำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราชเพื่อชันสูตร

อุบัติเหตุเกิดซ้ำซาก เจ้าของวัวไม่ระวัง

จากคำให้การของญาติทราบว่า ทั้งคู่ออกเดินทางจากบ้านเข็กใหญ่ เพื่อไปเป็นวิทยากรสอนธรรมะในจังหวัดอุตรดิตถ์ จนมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต คืนก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีวัวประมาณ 10 ตัววิ่งขึ้นมาบนถนนทำให้รถยนต์ชนเสียหาย 2 คัน วัวตาย 2 ตัว โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ

เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความเสียใจอย่างมาก ครอบครัวสูญเสียอย่างรุนแรง เจ้าของปล่อยวัวมั่ว! วิ่งเตลิดขึ้นถนน สลด ‘ผัว-เมีย’ ขับเก๋งพลาดชนตกแอ่งน้ำดับคู่ ถือเป็นตัวอย่างอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทและไม่รักษาความปลอดภัยอย่างชัดเจน

  • อุบัติเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นซ้ำ
  • เจ้าของสัตว์ไม่จัดการเหมาะสม
  • ภัยร้ายแก่ผู้ใช้ถนน

เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามเจ้าของวัวมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ศพทั้งสองได้ถูกนำกลับไปเพื่อจัดพิธีทางศาสนา

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของโชคร้าย แต่เป็นผลจากความละเลยและความรับผิดชอบที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของวัวหรือผู้ใช้ถนน

ที่มา – เจ้าของปล่อยวัวมั่ว! วิ่งเตลิดขึ้นถนน สลด ‘ผัว-เมีย’ ขับเก๋งพลาดชนตกแอ่งน้ำดับคู่

สหรัฐบุกโรงงานฮุนได จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 475 คน ส่วนใหญ่เป็นเกาหลี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 กันยายน จากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาว่านายสตีเวน แชรงก์ เจ้าหน้าที่สอบสวนพิเศษของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ประจำสำนักงานที่เมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย แถลงว่า เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางได้ปฏิบัติการตรวจค้นโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของบริษัทฮุนได-แอลจี ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเอลลาเบล ในรัฐจอร์เจีย และสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวที่สงสัยว่าลักลอบเข้ามาร่วมงานในประเทศไทย รวม 475 คน

สหรัฐบุกโรงงานฮุนได จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 475 คน ส่วนใหญ่เป็นเกาหลี

แชรงก์ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การจู่โจมแบบฉับพลัน แต่เป็นผลจากการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน โดยศูนย์สำคัญคือการตรวจสอบการจ้างงานอย่างผิดกฎหมาย และการละเมิดกฎหมายของสหรัฐในระดับรุนแรง รวมถึงการจำแนกยืนยันว่าผู้ถูกจับกุม “ไม่ได้เดินทางเข้ามาทำงานในสหรัฐอย่างถูกต้อง” ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีใต้ ทุกคนอยู่ในความควบคุมตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและตรวจสอบสถานะการพำนักอย่างละเอียด

ปฏิบัติการแบบเน้นกฎหมาย

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชัดเจน และผู้ที่ถูกจับกุมล้วนมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายในกระบวนการเข้าประเทศ และการเข้าทำงานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างเสริมความโปร่งใสในระบบแรงงาน และป้องกันการรุกล้ำต่อเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ออกแถลงการณ์แสดงความวิตกกังวลและเสียใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐเคารพสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ซึ่งแหล่งข่าวเผยว่า จำนวนผู้ถูกจับกุมทั้งหมดมีพลเมืองเกาหลีใต้คิดเป็นประมาณ 300 คน ทำให้กรณีนี้กลายเป็นประเด็นทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้

  • การจับกุมแรงงานต่างด้าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่สะท้อนเนื้อหาของกฎหมายแรงงานในสหรัฐ
  • มีการสอบสวนล่วงหน้าอย่างละเอียดก่อนเข้าดำเนินการ
  • สะท้อนประเด็นการป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมายในภาคอุตสาหกรรม
  • สร้างแรงกดดันทางการทูตจากเกาหลีใต้ต่อสหรัฐ

กรณีการจับกุมแรงงานต่างด้าวในโรงงานฮุนได สะท้อนถึงแนวทางใหม่ในการดำเนินการตามกฎหมายแรงงานของสหรัฐ โดยเฉพาะต่อผู้ที่เข้ามาร่วมงานโดยไม่มีเอกสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นอย่างดี แม้การกำหนดนโยบายเหล่านี้จะช่วยปกป้องผู้มีถิ่นที่อยู่ถูกต้องในสหรัฐ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับพันธมิตรสำคัญอย่างเกาหลีใต้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจข่าวสารต่างประเทศหรือสถานการณ์แรงงานทั่วโลก การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เข้าใจได้มากยิ่งขึ้นว่าโลกใบนี้มีการเชื่อมโยงกันมากเพียงใด

ที่มา – สหรัฐบุกโรงงานฮุนได จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 475 คน ส่วนใหญ่เป็นเกาหลี