ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อบต.ผาสิงห์ ขยายเมนประปา แก้ภัยแล้ง

องค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์ โดยนายรุ่งโรจน์ ขจรพงศ์กีรติ นายก อบต.ผาสิงห์ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ ขยายเมนประปา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จากการร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สาธารณสุขจังหวัดน่าน การประปาส่วนภูมิภาค และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่าน เพื่อจัดหาสถานที่ใช้เป็นสถานีแรงดันน้ำประปาในพื้นที่

อบต.ผาสิงห์ ขยายเมนประปา แก้ภัยแล้ง

ในการดำเนินการครั้งนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยใช้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่านเป็นสถานีแรงดันน้ำประปาส่วนภูมิภาคสถานีที่ 1 และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่านเป็นสถานีที่ 2 สอดคล้องกับแผนการวางระบบส่งน้ำระยะยาว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับการบริการน้ำประปาอย่างทั่วถึง

โครงการตอบโจทย์ภัยแล้งในพื้นที่

โครงการ ขยายเมนประปา มีเป้าหมายสำคัญในการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านต่าง ๆ ได้แก่ บ้านห้วยส้มป่อย บ้านผาตูบ บ้านผาตูบหมู่ 7 บ้านผาสิงห์หมู่ 4 และแขวงทางหลวงน่าน 2 มีระยะทางท่อส่งน้ำทั้งหมด 8.5 กิโลเมตร วางตามมาตรฐานของ การประปาส่วนภูมิภาค เขต 9

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “เป้าหมายของโครงการนี้คือเพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอลดขั้นตอนและประสานงานกับภาคีต่าง ๆ เพื่อให้โครงการเข้าสู่แผนงบประมาณในปี 2571 ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นรากฐานให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

ความร่วมมือพลังรัฐ – ท้องถิ่น

ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่เป็นตัวแทนผู้ใช้บริการน้ำ ซึ่งทุกฝ่ายมีความตั้งใจร่วมกันที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลผาสิงห์และพื้นที่ใกล้เคียง

โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทำงานเชิงบูรณาการ ซึ่งไม่ใช่เพียงยุทธศาสตร์ในกระดาษ แต่เป็นการตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้คนในพื้นที่ที่ต้องพึ่งตนเองและภาคีสำคัญในการสานพลังการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับการทำงานร่วมกันของรัฐและท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง? ลองแบ่งปันความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – อบต.ผาสิงห์ ผนึกกำลังรัฐ–ท้องถิ่น เดินหน้าโครงการขยายเมนประปา แก้ปัญหาภัยแล้ง

อิชิอิชี้ทางช้างศึกควรมีโค้ชกองหน้าไหม

ประเด็นเรื่องการควรมีโค้ชกองหน้าให้กับทีมชาติไทย หรือที่เรียกกันในวงการว่า “ช้างศึก” ได้ถูกหยิบมาตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหลังจากที่หลายผู้เชี่ยวชาญและอดีตนักเตะต่างตั้งข้อสังเกตว่าทีมช้างศึกยังขาดความเฉียบคมในจุดจบสกอร์

อิชิอิชี้ทางช้างศึกควรมีโค้ชกองหน้าไหม

มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการตั้งคำถามถึงมุมมองว่าทีมช้างศึกควรจะมีโค้ชกองหน้าเฉพาะหรือไม่ ซึ่งล่าสุดในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ “กีฬาเดลินิวส์” ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้

อิชิอิระบุว่า เวลาในการซ้อมของทีมชาตินั้นสั้น มักจะเหลือเพียง 2-3 วันเท่านั้น จึงไม่สามารถพัฒนาทักษะเฉพาะทางในส่วนของกองหน้าได้อย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่จำเป็นกับนักเตะคือการพัฒนาตั้งแต่กับสโมสรหรือผ่านอคาเดมี่

การซ้อมที่สโมสรช่วยพัฒนาได้มากกว่าทีมชาติ

“ทีมชาติ มีเวลาซ้อม 2-3 วัน ดังนั้นสำคัญที่สโมสรควรมีในส่วนนี้ เพื่อเพิ่มเติมในการจบสกอร์ อย่างทีมชาติลงซ้อม 2-3 วัน จะมีผลขนาดนั้นหรือไม่ (ในการฝึกซ้อมกองหน้า) แต่ถ้าที่สโมสรมีโครงการนี้ ซ้อมเพิ่มเติมในการยิงประตูก็น่าจะเห็นผลงาน” อิชิอิกล่าว

“สโมสรซ้อมทุกวันๆ ทีมชาติซ้อมไม่กี่วัน ถ้าเป็นที่สโมสรซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีประโยชน์กว่า ส่วนทีมชาติสั้น แล้วทีมชาติต้องมาซ้อมแท็คติกทีมด้วย อีกอย่างคือนักเตะทีมชาติส่วนใหญ่ อายุระดับนึงแล้ว ส่วนกับสโมสร มีอคาเดมี่ สามารถสร้างได้ตั้งแต่เด็ก ไต่เต้าขึ้นมา อีกอัน นอกจากนี้โค้ชของกองหน้าก็สำคัญเช่นกัน”

มองในระยะยาว โค้ชกองหน้ายังสำคัญ

อิชิอิมองว่าแม้การมีโค้ชเฉพาะทางในทีมชาติจะส่งผลจำกัดในระยะเวลาสั้นๆ แต่ในระยะยาว หากสโมสรให้ความสำคัญกับการมีโค้ชตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ดีนักเตะที่ผ่านเข้าสู่ระบบชุดใหญ่พร้อมทักษะที่สมบูรณ์กว่า ทำให้ผลงานโดยรวมของทีมชาติไทยดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทีมชาติไทยจะกลับมาอีกครั้งในแมตช์สำคัญศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 พบกับทีม อิรัก ในวันที่ 7 กันยายน เวลา 20.00 น. โดยก่อนหน้านี้ ไทย ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นภายใต้การคุมทีมของ อิชิอิ หลังชนะ ฟิจิ 3-0 และ อิรัก ที่ผ่านเข้ารอบจากผลการแข่งขันกับ ฮ่องกง ที่พลาดแพ้ 2-1

อย่างไรก็ตาม การพัฒนานักเตะในระดับรากหญ้าถึงระดับทีมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกฝ่ายในวงการฟุตบอล ทั้งสโมสร อคาเดมี่ และทีมโค้ชของทีมชาติร่วมมือกันได้จริง ความสำเร็จของ ช้างศึก ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

ติดตามข่าวสารวงการฟุตบอลไทยสม่ำเสมอได้ที่นี่!

ที่มา – ‘อิชิอิ’ ตอบคำถาม ‘ช้างศึก’ ควรมีโค้ชกองหน้าหรือไม่ หลังจากมีกูรูหลายรายจุดประเด็น

ทำบุญหมู่บ้านไทยสมบูรณ์หลังจรวด BM-21 ตกใส่บ้าน

หลังจากเกิดเหตุการณ์ลูกจรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่หมู่บ้านไทยสมบูรณ์ จ.สุรินทร์ จน造成ความเสียหายอย่างหนัก ชาวบ้านในจังหวัดนี้ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมทำบุญเพื่อฟื้นฟูขวัญกำลังใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีหน่วยงานราชการร่วมให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเยี่ยวยา และการจัดพิธีทางศาสนาเพื่อให้ใจประชาชนสงบและมีความหวังในยามวิกฤติ

ทำบุญหมู่บ้านไทยสมบูรณ์หลังจรวด BM-21 ตกใส่บ้าน

โครงการ “ศาสนาสร้างขวัญกำลังใจ ฟื้นฟูและเยียวยาจิตใจ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ณ ศาลากลางหมู่บ้านไทยสมบูรณ์ ม.2 ต.บ้านชบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ศาสนา และประชาชน ร่วมกันจัดพิธีทำบุญหมู่บ้าน พิธีบายศรีสู่ขวัญ และพิธีบอกกล่าวดวงวิญญาณบรรพบุรุษ เพื่อขอพรคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และให้หมู่บ้านปลอดภัยจากอันตราย

การฟื้นฟูจิตใจหลังความสูญเสีย

บรรยากาศในงานมีความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยน้ำใจของชุมชน พระครูปทุมสังฆการ รองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ วัดปทุมเมฆ ได้เป็นประธานพิธีสงฆ์หลังจากนั้นชาวบ้านทั้งหลายร่วมกันนั่งสมาธิ แผ่เมตตา และให้โอวาทเพื่อปลอบโยนจิตใจ ท่านพระครูยังมอบสร้อยข้อมือไหมมงคลและเชือกถักมงคลให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างพลังบวกให้กับชีวิตและความเป็นอยู่

นางมัณฑนา ชื่นตา ประธานสภากาชาดจังหวัดสุรินทร์ และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสุรินทร์ ได้ไปเยี่ยวยาและแจกจ่ายสิ่งของให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับอันตรายจากเหตุระเบิด โดยให้ความสำคัญกับเยียวยาแบบองค์รวม ไม่ใช่เพียงด้านกายภาพเท่านั้น แต่ยังใส่ใจต่อเนื้อหาจิตใจของผู้ประสบภัยโดยเฉพาะเด็กเล็กและเยาวชน

ในเหตุการณ์นี้บ้านเรือนราวหมู่บ้านได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะบ้านเลขที่ 68 ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวนายสมบัติ อิ่มใจ อายุ 62 ปี ได้รับความเสียหายใกล้เคียงความเสียหายทั้งหลัง แต่โชคดีที่นายสมบัติออกจากบ้านไปทำงานก่อนเกิดเหตุ จึงรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด ส่วนภรรยาและลูกชายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เนื่องจากต้องหลบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าของขลังดั้งเดิมอย่างพระร่วงรางปืนที่ตกทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษสามารถช่วยปกป้องพวกเขาไว้ได้อย่างล้ำค่า

นอกจากนี้นายบุญเลี้ยง เรียมทอง นายอำเภอสังขะ ได้เข้าร่วมให้กำลังใจชาวบ้านและให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ความเจ็บปวดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ชาวบ้านจะได้อยู่อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพทางจิตใจ เขากล่าวว่าหน่วยงานราชการจะทำงานร่วมกับองค์กรสังคมเพื่อซ่อมสร้างบ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภคให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างเร่งด่วน

  • ทำบุญหมู่บ้านเพื่อปลอบโยนจิตใจ
  • ปืนใหญ่ BM-21 จากกัมพูชาเข้าโจมตีหมู่บ้าน
  • การเยี่ยวยาครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ
  • ประชาชนรวมพลังรับมือกับวิกฤติ

การรวมตัวของชุมชนไทยสมบูรณ์หลังจากเหตุระเบิดสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความสามัคคีและศรัทธา ที่สามารถสร้างความเข้มแข็ง เยื่อบางที่ฉีกขาดกลับมารวมกันใหม่ เช่นเดียวกับพื้นบ้านที่ให้กำเนิดแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนรอบข้าง ให้รู้ว่าชุมชนใดก็ตามที่ลงมือด้วยน้ำใจและเมตตา แม้อยู่ในสถานการณ์หนักหน่วงก็มีโอกาสหายเป็นได้

หากคุณยังคงรู้สึกขนหัวลุกหรือกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้อีสาน ลองจะเริ่มรู้จักมุมมองของชาวบ้านที่จริงจังใจฝืนสู้กันเสริมขวัญด้วยกัน เพราะความรักของชุมชนกลายเป็นผู้พิทักษ์ phố แฝงไว้ในทุกระดมของดวงตามนุษย์เสมอ

ที่มา – ชาวบ้านไทยสมบูรณ์รวมใจทำบุญฟื้นขวัญ หลังจรวด BM-21 ฝั่งกัมพูชาตกใส่หมู่บ้าน

ผอ.อผส. เยี่ยมทหารผ่านศึกปากช่อง เป็นขวัญกำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 พลเอกเดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ผอ.อผส.) และคุณหญิงอานุสรา โรจน์ประดิษฐ์ นายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและรับฟังปัญหาของทหารผ่านศึกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ผอ.อผส. เยี่ยมทหารผ่านศึกปากช่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมกองการศึกษา โรงเรียนทหารสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก อ.ปากช่อง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 111 นาย จากทั้งหมด 120 นาย จากเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอปากช่อง นายวินัย ขันทีท้าว ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอปากช่อง เป็นผู้นำทีมในการต้อนรับคณะผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

มอบสิ่งของเป็นกำลังใจจากผู้บริหารองค์กร

ในโอกาสสำคัญนี้ พลเอกเดชนิธิศ ได้นำของที่ระลึกและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารผ่านศึก เพื่อเป็นการมอบสิ่งของที่เป็นขวัญให้กับพวกเขาและครอบครัว พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมและขอบคุณทหารผ่านศึกทุกท่านที่ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องประเทศชาติ รักษาอธิปไตย และยึดมั่นในค่านิยมพื้นฐานของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

กิจกรรมไม่เพียงแต่สร้างขวัญและแรงใจให้แก่ทหารผ่านศึกเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารองค์กรได้รับทราบปัญหาของทหารผ่านศึกอีกด้วย การพบปะแบบใกล้ชิดครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารหน่วยงานกับผู้รับบริการในระดับพื้นฐาน

การมอบสิ่งของและการสื่อสารอย่างใกล้ชิดในครั้งนี้ เสริมสร้างจิตใจของเหล่าทหารผ่านศึก และยืนยันถึงการไม่ลืมคุณพระคุณของผู้เสียสละที่เคยปกป้องชาติในอดีต

จากกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมล้วนได้รับแรงบันดาลใจและรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทของตนเองในฐานะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติในอดีต

กิจกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมขวัญกำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนใจสังคมให้ตระหนักในความสำคัญของผู้ที่เคยเสียสละ และยังคงต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในวัยเกษียณ

หากคุณเป็นผู้ที่ใส่ใจในคุณค่าของผู้เสียสละ เพียงแบ่งปันข่าวคราวนี้ต่อ และร่วมเป็นกำลังใจให้กับทหารผ่านศึกที่ยังคงต้องการการดูแล

ที่มา – ผอ.อผส. เยี่ยมทหารผ่านศึกปากช่อง เป็นขวัญกำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของ

สมชายแนะอนุทินเลือกรมต.เพื่อชาติมากกว่าจัดสรร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา หรืออดีต สว. ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านแฟนเพจส่วนตัวภายใต้ชื่อ “สมชาย แสวงการ” โดยให้คำแนะนำแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่าควรมองหาบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีโดยพิจารณาจากความเหมาะสมต่อประโยชน์ของชาติ มากกว่าการแบ่งสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมือง

สมชายแนะอนุทินเลือกรมต.เพื่อชาติมากกว่าจัดสรร

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพรรคภูมิใจไทยมีมติสภาพรรคเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยภายในพรรคมีการเฉลิมฉลองอย่างคึกคัก มีสมาชิกพรรคร่วมกันส่งดอกไม้แสดงความยินดี ทั้งนี้ เจ้าตัวก็ได้เข้าร่วมประชุมขับเคลื่อนงานภายในพรรคทันที เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารประเทศ

ล่าสุด นายสมชาย ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจระบุชัดเจนว่า “นายกอนุทินผู้นำรัฐบาลเฉพาะกิจ ควรเลือกรัฐมนตรีทำงาน เพื่อประโยชน์ชาติ มากกว่าจัดสรร” นอกจากนี้ ยังเตือนอย่างสุภาพว่าหากเลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์การเมือง อาจนำไปสู่วิกฤตด้านความเชื่อมั่นของประชาชนได้

เตือนการจัดสรรตามโควตาอาจเกิดวิกฤตศรัทธา

ทั้งนี้ สมชาย แสวงการ ยืนยันว่าข้อคิดเห็นที่ให้ไว้เป็นมาด้วยเจตนาที่ดี และต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาครัฐ โดยเสนอว่าการเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพ ความสามารถ และมีความเข้าใจถึงปัญหาของประเทศ จะนำไปสู่การบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการมองหาผู้ดำรงตำแหน่งจากการเป็น “ผู้แทนพรรค” เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางส่วนต่างตั้งคำถามว่า การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ของพรรคภูมิใจไทยจะยึดหลักความโปร่งใสและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้เพียงใด โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่หลายคนให้ความสำคัญ

  • การเลือกรัฐมนตรี ควรเน้นศักยภาพ
  • ลดการแบ่งโควตา เพื่อประโยชน์จากการเมือง
  • ประชาชนต้องการรัฐบาลที่จริงจังต่อหน้าที่

จากความเห็นของ สมชาย แสวงการ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งตารอว่า รัฐบาลภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะภายในประเทศ และเดินหน้าพาชาติผ่านวิกฤตต่าง ๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพ มากกว่าเสียงสนับสนุนเพียงชั่วคราว

นี่คือข้อคิดเห็นที่หลายคนมองว่าเป็นเสียงจากผู้มีประสบการณ์ที่ต้องการให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสร้างความหวังให้กับคนรุ่นใหม่

หาก รัฐบาลเฉพาะกิจใหม่ เลือกทีมงานด้วย “จิตใจเพื่อชาติ” จริง ๆ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่น และเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สมชาย’ แนะ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เลือกรมต. เพื่อชาติมากกว่าจัดสรร

รัฐบาลแพทองธาร ใช้รถ 6 ล้อ ขนของออกจากทำเนียบ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน บรรยากาศในทำเนียบรัฐมนตรีเปรียบเสมือนเงียบงันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้โหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้นโยบายและทิศทางการบริหารของรัฐบาลชุดเก่าเริ่มเปลี่ยนผ่าน

รัฐบาลแพทองธาร ใช้รถ 6 ล้อ ขนของออกจากทำเนียบ

ในเวลาประมาณ 09.30 น. เริ่มมีการเคลื่อนไหวขนของภายในสำนักงานของ น.ส.หทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เวลาประมาณ 10.00 น. จะพบว่ารถบรรทุก 6 ล้อ คลุมผ้าใบทึบเคลื่อนตัวออกจากบริเวณหลังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งถือเป็นภาพหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านในรัฐบาลไทย

การเตรียมเปลี่ยนผ่านในช่วงวันหยุด

แม้ช่วงเวลานั้นจะตกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่มีรายงานว่าทางรัฐบาลชุดเก่าได้แจ้งเตรียมการขนของออกจากทำเนียบตลอดทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินและของใช้ต่างๆ ซึ่งสื่อถึงการล้มเลิกหรือสิ้นสุดของบทบาทของรัฐบาลแพทองธารชุดเดิมอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำความสะอาดภายในตึกไทยคู่ฟ้า และตึกบัญชาการ 1 รวมถึงเปลี่ยนถ่ายน้ำยาปรับอากาศใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพื้นที่เพื่อต้อนรับทีมบริหารชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่

เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของวงการการเมืองไทย ที่มีการถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลชุดหนึ่งไปยังอีกชุดหนึ่งอย่างราบรื่นตามกระบวนการประชาธิปไตย พร้อมทั้งการจัดการภายในสำนักงานของรัฐบาลอย่างมีระบบ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางการเมืองที่เริ่มเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเมืองของเรา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน

หากคุณสนใจติดตามเหตุการณ์การเมืองในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด อย่าลืมเปิดเว็บไซต์ของเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – รัฐบาลแพทองธาร ใช้รถ 6 ล้อ ขนของออกจากทำเนียบ

เจ้าก้องฝืนเจ็บประเดิมสนามคาตาลัน กรังด์ปรีซ์ ซาร์โก-มารินีลุ้น Q2

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี 2025” นัดที่ 15 รายการ “คาตาลัน กรังด์ปรีซ์ 2025” ที่เซอร์กิต บาร์เซโลนา-คาตาลุนญา ประเทศสเปน ถือเป็นหนึ่งในสนามสำคัญที่ใครหลายคนรอคอย โดยเฉพาะสำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของนักบิดระดับโลก และไม่น้อยไปกว่านั้นคือความหวังจากแดนสยาม “เจ้าก้อง” สมเกียรติ จันทรา ที่กลับมาลุยอีกครั้งหลังจากพักไปนานกว่า 2 เดือนด้วยอาการบาดเจ็บ

คาตาลัน กรังด์ปรีซ์ เปิดฉากแรกด้วยความเข้มข้น

ในเซสชันซ้อมแบ่งกลุ่ม (Qualifying) เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รุ่น MotoGP ได้เห็นการกลับมาของนักบิดสายแข็งแกร่งหลายคน โดยโดดเด่นอย่าง “โยฮันน์ ซาร์โก” หมายเลข 5 ซึ่งเป็นจอมเก๋าชาวฝรั่งเศสจากทีม Honda LCR และ “ลูก้า มารินี” หมายเลข 10 จากทีม Honda HRC ที่ร่วมขี่ Honda RC213V ได้ดีมาก จนสามารถผ่านเข้าสู่รอบคอวลิฟาย Q2 ได้สำเร็จ โดยซาร์โกรั้งอันดับ 8 และมารินีรั้งอันดับ 9

ทั้งสองทีมฮอนด้ายังคงสร้างแรงกดดัน

เมื่อพูดถึง คาตาลัน กรังด์ปรีซ์ แล้ว ความน่าตื่นเต้นเริ่มต้นตั้งแต่เซสชันแรก กับการลงไปของทีมฮอนด้าที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ทั้งในมือของซาร์โกและมารินีที่สู้เต็มที่ และยังมี “โจอัน เมียร์” หมายเลข 36 นักบิดสแปนิชจากทีม Gresini ที่จบวันแรกในอันดับที่ 13 ส่วน “อเลช เอสปาร์กาโร” หมายเลข 41 นักบิดชาวสแปนิชจากทีม LCR ในฐานะไวล์ดการ์ด ตามด้วยอันดับ 20

นอกจากนั้น “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา จอมเก๋าจากทีม LCVR ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะแม้ว่าจะกลับมาแข่งหลังจากบาดเจ็บนานถึง 2 เดือน แต่ยังมีผลงานที่ไม่ธรรมดา ด้วยการจบในอันดับที่ 24 ถือว่าสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความแข็งแกร่งของนักขี่จากเมืองไทยนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ

การันตีศักยภาพในสนามใหญ่ระดับโลก

ในปีนี้ทุกสนามของ MotoGP เป็นความท้าทายที่ยากขึ้นทุกรอบ และ คาตาลัน กรังด์ปรีซ์ ก็เป็นหนึ่งในสนามที่เตรียมความพร้อมมาเต็ม ด้วยสภาพสนามที่ซับซ้อน โค้งลัดแล้วตรงยาว ทำให้ทั้งซาร์โก มารินี และแม้กระทั่ง “เจ้าก้อง” ต่างต้องปรับรถจักรยานยนต์ให้เหมาะสมกับอากาศ องค์ประกอบของลู่ และกลยุทธ์การบิดในเซสชันต่าง ๆ ให้ลงตัว ซึ่งถือว่าเป็นกำลังใจดีในการเข้าแต้ม đuaที่เข้มข้น

อีกหนึ่งจุดที่น่าจับตา คือ ความสามารถของ Honda RC213V ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมือของซาร์โกและมารินีที่บริหารจักรยานได้อย่างแม่นยำ ถือว่านอกจากความมุ่งมั่นของนักบิดแล้ว ยังต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีที่ทีมฮอนด้าลงทุนพัฒนา และให้ความสำคัญทุกรายละเอียด มีบทบาทกับการลุ้นตำแหน่งไม่น้อย

การันตีทั้งชัยและศักยภาพบนเวที MotoGP เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่กว่าจะถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าก้องถือเป็นตัวอย่างที่ดีอีกคนที่แม้ร่างกายจะพักจากเวทีไปพักใหญ่ แต่จิตใจยังรักและไม่ยอมแพ้ วันเสาร์และอาทิตย์นี้ ทุกคนต่างรอคอยผลการซ้อมรอบสุดท้าย และการแข่งขันสปรินต์เรซ ก่อนลุ้นเมนเรซในวันอาทิตย์เวลา 19.00 น. (ตามเวลาไทย) ทาง TrueVisions SPOTV เพื่อดูว่าใครจะคว้าชัยไปครอง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจ จากนักแข่งที่ไม่ยอมแพ้แม้เจ็บจนดำเนินมาได้ “เจ้าก้อง” ที่กลับมาอีกครั้งในสนามที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ระดับโลก เป็นภาพของการไม่ยอมแพ้ และเป็นกำลังใจดีให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “เจ้าก้อง” ฝืนเจ็บประเดิมสนามรอบ 2 เดือน “ซาร์โก-มารินี” ควบ Honda RC213V ตีตั๋ว Q2 ศึกคาตาลัน กรังด์ปรีซ์

ด่วน! แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งแล้ว ท่วมสวนเกษตรชาวบ้านเสียหายหนัก

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวบ้านและพื้นที่เกษตรกรรม หลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนในปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ในหลายอำเภอ รวมทั้งพื้นที่การเกษตร ถนนเข้าชุมชน และสถานที่สำคัญต่างๆ ที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ

ด่วน! แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งแล้ว ท่วมสวนเกษตรชาวบ้านเสียหายหนัก

ที่ตำบลบ้านบาล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำในคลองบางหลวงซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมทั้งพื้นที่เกษตรและชุมชนในหลายจุด บางแห่งน้ำหลากข้ามถนน ทำให้การเดินทางของชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมาก

ชาวสวนรายงานความเสียหายหนัก

สำหรับ นายพินิจ เพชรทับทิม อายุ 62 ปี เจ้าของสวนกล้วย พบว่าสวนของเขาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วม โดยน้ำได้ท่วมพื้นที่สวนจนเกือบถึงเอว และทำให้ต้นกล้วยไข่กว่า 400 ต้น ต้นกล้วยหอม 70 ต้น ต้นพริกและมะเขือ เสียหายเกือบทั้งหมด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อคืนทุนส่วนหนึ่งไว้บ้าง แต่ความเสียหายในครั้งนี้ถือว่าหนักมาก

ทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางปวีณา ทองสกุลพันธ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมลงพื้นที่อำเภอเสนา เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบแนวเขื่อน รวมถึงวางแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ

  • การซ่อมแซมเขื่อนในส่วนที่ทรุดตัว
  • จัดวัสดุอุปกรณ์เพื่อป้องกันน้ำท่วม
  • เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและบุคลากร

“ตอนนี้ระดับน้ำในแม่น้ำน้อยยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเสนาที่อยู่ใกล้แนวตลิ่ง และทางเทศบาลเมืองเสนาได้ดำเนินการซ่อมแซมเขื่อนช่วงที่เกิดการทรุดตัวแล้วกว่า 250 เมตร” นายนิวัฒน์ กล่าว

แนวทางในอนาคตจะเน้นการแจ้งเตือนประชาชนให้เคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง และตรวจสอบความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นข้ามเขื่อน ในขณะที่กรมชลประทานคาดว่าจะต้องเพิ่มอัตราระบายน้ำเป็น 1,500 – 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง

แม้สถานการณ์ดูน่าเป็นห่วง แต่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของภาครัฐและชุมชน ก็เป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหวังว่าจะลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ด่วน! แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งแล้ว ท่วมสวนเกษตรชาวบ้านเสียหายหนัก

‘ภท.’ คึกคัก ‘อนุทิน’ เล็งประชุมบ่ายนี้ขับเคลื่อนงานนายกฯ ทันที

บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ 6 กันยายน 2567 เต็มไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากเตรียมพร้อมสำหรับงานสำคัญหลังจากราชการณ์ทูลเกล้าฯ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ถูกเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำรายชื่อเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ รอรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการ

‘ภท.’ คึกคัก ‘อนุทิน’ เล็งประชุมบ่ายนี้ขับเคลื่อนงานนายกฯ ทันที

หลายหน่วยงานและบริษัทเอกชนต่างทยอยส่งแจกันดอกไม้มาที่ทำการพรรค เพื่อแสดงความยินดีต่อตำแหน่งใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของการเมืองไทย ทั้งที่บรรยากาศภายในพรรคก็เริ่มมีความตื่นตัวในเรื่องการวางแผนขับเคลื่อนงานภาครัฐในอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ โดยทางพรรคได้จัดเตรียมสถานที่และขนเก้าอี้เข้ามาวางเพื่อรองรับการประชุมภายในบ่ายวันนี้

กำหนดการเดินทางของ ‘อนุทิน’ และแนวทางการทำงาน

จากการประกาศของ ‘อนุทิน’ เมื่อคืนวันที่ 5 กันยายน ระบุว่าจะมีกำหนดการเดินทางมายังสำนักงานพรรคในรอบบ่ายวันนี้ และจะมีการประชุมพิเศษเพื่อเตรียมขับเคลื่อนงานทันที ซึ่งคาดว่าจะมีการวางแผนยุทธศาสตร์ และแนวทางการบริหารประเทศภายใต้นโยบายที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการประสานงานกับพรรคฝ่ายร่วมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่

  • เตรียมสถานที่และอุปกรณ์ภายในพรรค
  • ประชุมภายในบ่ายวันนี้อย่างเร่งด่วน
  • รับรองความพร้อมด้านโลจิสติกส์และบุคลากร
  • วางแผนระยะยาวและนโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้ ต้องติดตามให้มากขึ้นว่า ว่าที่นายกฯ อนุทิน มีแผนจัดการอย่างไรกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และสามารถประสานพลังในสภาผู้แทนราษฎรและภาคประชาชนที่คาดหวังในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่ามุมมองและการวางแผนของ ‘อนุทิน’ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในรัฐบาลชุดใหม่อย่างมหาศาล

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์ทางการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยและแนวทางอนาคตของรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา – ‘ภท.’ คึกคัก ‘อนุทิน’ เล็งประชุมบ่ายนี้ขับเคลื่อนงานนายกฯ ทันที

โรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูลคว้าเหรียญทองงานประดิษฐ์ใบตอง

ความภาคภูมิใจอีกครั้งของ โรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เมื่อคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสามารถคว้าเหรียญรางวัลจากงานการแข่งขันในระดับชาติ โดยเฉพาะการประกวดงานประดิษฐ์จากใบตอง ระดับชั้น ป.4-ป.6 ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสของการแข่งขันทักษะทางวิชาการและมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2568 ณ เทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร

โรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูลคว้าเหรียญทองงานประดิษฐ์ใบตอง

นายธีระยุทธ กิตตินภวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูล เป็นผู้นำทีมครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยมีคณะผู้ร่วมเดินทางประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้แก่ ด.ช.กิตตินันท์ แก้วเจริญ, ด.ช.นันทกิจ แก้วขาว และด.ญ.ธันยชนก หญีตป้อม ภายใต้การดูแลของนางจริญญา เรืองแก้ว รองผู้อำนวยการสถานศึกษา นางนิภาพร พูลเขาล้าน ครูชำนาญการ และน.ส.กีรติกรณ์ รักษาดี ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนและควบคุมการฝึกซ้อม

ผลงานที่สร้างความประทับใจต่อกรรมการคืองานประดิษฐ์จากใบตองที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์และเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร้ที่ติ นักเรียนสามารถออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานที่มีทั้งความสวยงามและโดดเด่นในเชิงสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง จากงานประดิษฐ์ใบตองที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจำนวนมากจากทั่วประเทศ

สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่

เช่นเดียวกับนางนิภาพร พูลเขาล้าน ครูโรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูล ซึ่งไม่เพียงแต่ดูแลนักเรียนในห้องเรียน แต่ยังได้รับรางวัลครูดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นร่วมในการแข่งขันครั้งนี้อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและรักในวิชาชีพของครูไทย ที่ต้องการส่งเสริมให้นักเรียนมีโอกาสแสดงศักยภาพด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและการทำงานจริง

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ทราบผลการแข่งขันแล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับทีมงานจากโรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูลที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดของเรา และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในระดับนานาชาติ เพื่อให้เด็กๆ มีโอกาสได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพอย่างงานประดิษฐ์จากใบตองเช่นนี้”

  • ด.ช.กิตตินันท์ แก้วเจริญ
  • ด.ช.นันทกิจ แก้วขาว
  • ด.ญ.ธันยชนก หญีตป้อม

เยาวชนในวันนี้คือผู้นำของประเทศในอนาคต ดังนั้น การสนับสนุนด้านการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ศิลปะ หรือการงาน จะช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ สุขภาพดี และสามารถปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การสร้างนวัตกรรมจากวัสดุธรรมชาติอย่างงานประดิษฐ์ใบตองในครั้งนี้ จึงถือเป็นต้นแบบที่ดีของการบูรณาการการศึกษาและการอนุรักษ์ทรัพยากรในรูปแบบสร้างสรรค์

สนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับผลงานเยาวชนและการศึกษาในท้องถิ่น อย่าลืมติดตามเรา เพื่อรับข้อมูลทันสมัยและเป็นประโยชน์

ที่มา – โรงเรียนสหกรณ์ประชานุกูล คว้าเหรียญทองงานประดิษฐ์ใบตอง