ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“ช่อ”เปิดเหตุผล “ทำไมพรรคประชาชนต้องจับมือภูมิใจไทย”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 นางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ชี้แจงเหตุผลที่พรรคประชาชนตัดสินใจร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกนายกรัฐมนตรี พร้อมเปิดเผยว่า “เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง”

“ทำไมพรรคประชาชนต้องจับมือภูมิใจไทย”

นางสาวพรรณิการ์ระบุอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจของพรรคประชาชนไม่ได้เกิดจากการต่อรองลับ หรือความโกรธเกลียดพรรคใด แต่เป็นการพิจารณาอย่างรอบด้านภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

1. ผลักดันยุบสภาตลอด 2 เดือนครึ่ง

พรรคมากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยยุบสภา เนื่องจากเห็นว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกนายกฯ เป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันไม่ยุบสภาจนกว่าอำนาจจะหมดสิ้น ทำให้พรรคประชาชนต้องเดินตามข้อตกลง MOA ที่ได้ลงนามไว้

2. ภูมิใจไทยคือทางเลือกเดียวที่มี

การไม่ลงเสียงสนับสนุนรัฐบาลหมายถึงการปล่อยให้ภูมิธรรมดำรงตำแหน่งต่อ และอาจนำไปสู่ดีลซับซ้อนจากอดีต ขณะที่พรรคประชาชนมีเสียง 143 เสียง หากใช้ไม่ถูกก็เป็นเพียงการนั่งเฉยๆ

3. เงื่อนไขร่วมที่ชัดเจน

ข้อตกลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่แค่เรื่องการยุบสภา แต่เป็นการยุบสภาพร้อมจัดประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง pouvoir ของประเทศ

4. การจับมือเพื่อความอยู่รอด

หากไม่สามารถร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แม้พรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง แต่ก็อาจตกเป็นเป้าทางกฎหมายเหมือนอดีต เพราะต้องพึ่งเสียงนิติบัญญัติที่ควบคุมโดยฝ่ายตรงข้าม

5. เปลี่ยนคำพูดให้เป็นความจริง

สโลแกน “ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุด” ต้องกลายเป็นความเป็นจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างรัฐธรรมนูญใหม่

6. ความเข้มแข็งของพรรคประชาชน

การตัดสินใจนี้ไม่ได้ทำให้พรรคประชาชนอ่อนแอ แต่กลับแสดงให้เห็นความเป็นพรรคประชาธิปไตยแท้จริง ทุกเสียงในพรรคถูกเคารพ และทุกคนพร้อมไปกับเส้นทางที่เลือกไว้

ในที่สุด ทางเลือกครั้งนี้คือการเดินไปข้างหน้าไม่ถอย ไม่ว่าผลลัพธ์จะนำไปที่ใด พรรคประชาชนพร้อมรับภาระ และรักษาความฝันเดียวกันไว้ถึงจุดหมาย

ประชาชนยังคงเดินหน้า พวกเราคือคนขีดเส้นทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิญอ่านและแชร์บทความนี้ เพื่อร่วมสนับสนุนให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – “ช่อ”เปิดเหตุผล “ทำไมพรรคประชาชนต้องจับมือภูมิใจไทย”ลั่น”เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง

ไม่โกง ไม่เกิด…จริงหรือ? ทรูย้ำจุดยืนต่อต้านคอร์รัปชัน 2568

ในปี 2568 นี้ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รวมพลังผู้บริหารและพนักงานร่วมกิจกรรม “วันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิดท้าทายสังคมในหัวข้อ “ไม่โกง ไม่เกิด…จริงหรือ?” ซึ่งถือเป็นการย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล เคารพกฎหมาย และต่อต้านการทุจริตทุกประเภท

ไม่โกง ไม่เกิด…จริงหรือ?

แนวคิดนี้ถูกขับเคลื่อนโดย นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร และ นางมารยาท เดรเยอร์ หัวหน้าสายงานกำกับดูแลและตรวจสอบ ผู้เป็นตัวอย่างในการนำทีมให้ดำเนินการทุกด้านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง

การดำเนินงานตามจริยธรรมองค์กร

หลักการดำเนินธุรกิจของ ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม เน้นการตรวจสอบตนเอง การมีระบบควบคุมภายในที่เข้มงวด และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พันธมิตร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนและขยายผลกิจกรรมต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอบรมพนักงานเพื่อสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการทุจริต การจัดทำระบบรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างปลอดภัย และการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามจรรยาบรรมณ์องค์กร

  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใสสะอาด
  • การสื่อสารจรรยาบรรมณ์ภายในองค์กร
  • การสนับสนุนโครงการขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน
  • การมีระบบตรวจสอบและกำกับดูแลภายใน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ใช้ช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ ทรูวิชั่นส์ ทรูโฟร์ยู TNN16 และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ในการเผยแพร่ข้อความเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชัน และมีส่วนร่วมในการขจัดปัญหานี้อย่างจริงจัง

แนวคิด “ไม่โกง ไม่เกิด…จริงหรือ?” สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สังคมไทยควรตระหนักร่วมกันว่า การโกง หรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม จะส่งผลเสียต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว การสร้างสังคมที่ยุติธรรม เริ่มจากการปฏิเสธและการป้องกันการทุจริตในทุกระดับ

เป็นความจริงที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางจริยธรรมของสังคมได้ในวันเดียว แต่เมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคลเริ่มลงมือ “ไม่โกง” สังคมที่ดีกว่า “ก็จะเกิด” อย่างแท้จริง

ที่มา – ไม่โกง…. ตรวจสอบได้! ทรูย้ำจุดยืนในวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2568 ภายใต้แนวคิด “ไม่โกง ไม่เกิด…จริงหรือ?”

ชาวศรีสะเกษฝากความหวังรัฐบาล-แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่

ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้านหลังจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดน เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศที่หมู่บ้านชายแดนในต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ยังคงเต็มไปด้วยความหมองกังวล แม้ว่าประชาชนหลายครอบครัวจะได้กลับเข้าไปในพื้นที่ของตนเองแล้ว แต่ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยยังคงไม่คืนคืน เนื่องจากยังมีการตรวจตราความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และยังต้องเตรียมพร้อมเผื่อกรณีที่จะต้องหลบภัยลงหลุมในเวลากลางคืน

ชาวศรีสะเกษฝากความหวังรัฐบาล-แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่

ชาวบ้านในพื้นที่ให้ความคาดหวังเป็นอย่างมากต่อรัฐบาลชุดใหม่และแม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องการเร่งแก้ปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ นางวิสิทธิ์ ดวงแก้ว อายุ 62 ปี ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่หนองหว้า เผยความคิดเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกลงอย่างรุนแรง เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง และผักผลไม้ต่างๆ ที่直接影响รายได้ของเกษตรกรในพื้นที่

ปัญหาราคาสินค้าเกษตรกระทบรายได้

ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บ้านเรือนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) อันเนื่องจากแรงระเบิดในระหว่างเหตุการณ์ยังคงส่งผลกระทบอยู่ ทั้งนี้ ยังมีบ้านเรือนกว่า 30-40 หลังจากในพื้นที่ใกล้ชายแดนยังไม่สามารถกลับไปดำเนินการเกษตรได้ เนื่องจากหน่วยงานทหารยังคงมีคำสั่งห้ามประชาชนไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ละ 5,000 บาท ต่อครัวเรือน แต่วงเงินนี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เนื่องจากค่าครองชีพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความช่วยเหลือนี้จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้อย่างถาวร

สถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบในระยะยาว

ประเด็นอีกหนึ่งล้านที่เรื้อรังคือปัญหาที่ดินทำกินที่ครอบครัวหนึ่ง ๆ สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถูกประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรหรือสร้างรายได้ได้ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประชาชนพึ่งพาพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเป็นอาชีพหลักมานานหลายช่วง

ชาวบ้านบางคนเปรียบสถานการณ์กับการเลี้ยงดูเด็กดื้อที่ต้องใช้ไม้เรียวในการปรับทิศทางความประพฤติ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าหากผู้นำฝ่ายตรงข้ามยังดื้อ และไม่ยอมรับแนวทางของทางการไทย ก็คงต้องมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้น เพื่อสร้างความสงบสุขจริง ๆ บนผืนแผ่นดินไทย

“เราเข้าใจว่าสงครามเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย แต่ถ้าเจรจาแล้วก็ควรให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการหยุดยิงชั่วคราว เพราะใจของประชาชนยังอยู่ในความหวาดกลัวอยู่เสมอ” นางสมวย มณี อายุ 54 ปี กล่าว

ด้านนายหมื่น เทศธรรม ชาวบ้านใน ต.บึงมะลู เสนอแนวคิดว่า หากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ควรพิจารณายกเลิกหรือพักการเปิดด่านชายแดนชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเป้าหมายและพื้นที่เสี่ยงที่อาจถูกใช้ในการก่อการร้าย

จังหวัดศรีสะเกษยังคงต้องเดินหน้าอย่างหนักแน่นภายใต้เงื่อนไขของความไม่แน่นอนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการรักษาความมั่นคงภายใต้เหตุการณ์รุนแรง การสนับสนุนจากรัฐบาลชุดใหม่จึงกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ต่างให้ความหวัง ไม่เพียงแค่เรื่องรายได้แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพทางสังคมและความปลอดภัยส่วนบุคคล

ที่มา – ชาวศรีสะเกษ ฝากความหวังรัฐบาล–แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ–ความมั่นคง

‘ดัง พันกร’ โพสต์ความในใจถึง ‘อนุทิน’ เผยสิ่งเดียวที่ขอจากท่านนายกฯ

หลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย กระแสความนิยมในตัวท่านก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในโลกออนไลน์และสื่อมวลชน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความฮือฮา และมีคนดังออกมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะดัง พันกร บุณยะจินดา นักร้องหนุ่มที่มีแฟนคลับจำนวนมากเขาได้ออกมาแสดงความรู้สึกต่อ อนุทิน ด้วยโพสต์ที่น่าสนใจอย่างมาก

‘ดัง พันกร’ โพสต์ความในใจถึง ‘อนุทิน’ เผยสิ่งเดียวที่ขอจากท่านนายกฯ

โดยล่าสุด ดัง พันกร ได้อัปโหลดภาพเก่าของ อนุทิน ในวัยหนุ่ม ๆ พร้อมกับเขียนข้อความที่ดูแล้วทั้งขำกลิ้งและอมเลิศ ว่า “น้ำชอบพี่หนูมาก ชอบมา 3 ปีแล้ว น้ำทำทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่างก็เพื่อพี่ น้ำ… ไปคัดเลือกนางรำ เล่นละครเวที ไปเป็นดรัมเมเยอร์ เรียนหนังสือให้เก่งก็เพื่อพี่ แต่ตอนนี้น้ำรู้แล้วว่า สิ่งที่น้ำควรจะทำมากที่สุดและน่าจะทำมาตั้งนานแล้ว คือ
บอกกับพี่หนูตรง ๆ ว่า… น้ำขอเก้าอี้สักกระทรวง”

ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ทั้งชื่นชมและขำกลิ้ง

โพสต์ดังกล่าว迅速吸引了大批网友关注,许多人在评论区留言表示支持和调侃,例如有人说“คุณอนุทินตอนหนุ่มๆก็น่ารัก น่าหยิกแก้มดีนะคะ”、“เธอหล่อเหมือนกันนะอนุทิน”、“รักพี่หนูไม่ไหว 5555” เป็นต้น เนื้อหาทั้งขำขันและแฝงความจริงใจได้รับการชื่นชมจากผู้ใช้โซเชียลจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือบุคคลทั่วไป หลายคนนิยมใช้สื่อออนไลน์ในการแสดงความเห็น ไม่ว่าเป็นปฏิกิริยาในการแสดงความชื่นชอบหรือแม้แต่การสละอารมณ์ขันอย่างที่ ดัง พันกร ทำ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้แพลตฟอร์มอย่างสร้างสรรค์

ในวันที่ประเทศต้องเผชิญกับหลายความท้าทาย การเมืองไม่เพียงแค่เป็นประเด็นที่ผู้บริหารระดับสูงต้องดูแล ประชาชนทั่วไปก็มีความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การปรากฏตัวของ ดัง พันกร และการโพสต์ความในใจถึง อนุทิน ตามมาอย่างรวดเร็วนี้ เป็นหนึ่งในคลื่นลูกใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวงการสื่อและการเมืองไทยในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าทึ่งจากเหตุการณ์นี้คือ การที่บุคคล เช่น ดัง พันกร กล้าแสดงออก กล้าทำในสิ่งที่ตนรู้สึก แม้จะอยู่ในรูปแบบของมุกตลก แต่กลับทำให้เกิดกระแสดี ๆ และการสนับสนุน จากประชาชนจำนวนมาก

ภาพจาก: ดัง พันกร

หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนคลับที่เห็นโพสต์นี้ บอกเราได้นะคะ ว่าคุณคิดอย่างไรกับทั้งความน่ารักของ อนุทิน ในวัยหนุ่ม ๆ และมุกขำขันของ ดัง พันกร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เย้ายวนอารมณ์ดี ๆ ในยุคนี้

ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมความหล่อ หรือแสลงูมุกฮา เราเชื่อว่าทุกเสียงมีพลังในการส่งต่อสิ่งดี ๆ ไปสู่สังคมที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น อยากให้คุณลองแบ่งปันความรู้สึกของคุณผ่านคอมเมนต์ด้านล่างกันนะคะ

ที่มา – ‘ดัง พันกร’ โพสต์ความในใจถึง ‘อนุทิน’ เผยสิ่งเดียวที่ขอจากท่านนายกฯ

โคกเศรษฐี โบราณสถานทวารวดี สู่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเพชรบุรี

เมื่อวันที่ 6 กันยายน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี ได้จัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยว และฝึกปฏิบัติการนักสื่อความหมาย ณ โบราณสถานทวารวดีโคกเศรษฐี ตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวชุมชน

โคกเศรษฐี โบราณสถานทวารวดี สู่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเพชรบุรี

กิจกรรมดังกล่าวมีนางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้นำชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญในการขับเคลื่อน โคกเศรษฐี โบราณสถานทวารวดี สู่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเพชรบุรี อย่างมีประสิทธิภาพ

นางวันเพ็ญ กล่าวว่า จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การท่องเที่ยวชุมชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น สร้างรายได้และอาชีพแก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

ชุมชนนายาง ก้าวสู่แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ

นางสาวปณิดาภา สวนแก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ชุมชนนายาง อำเภอชะอำ มีศักยภาพที่โดดเด่นหลายด้าน ทั้งประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีที่มีอายุยาวนานกว่า 1,500 ปี ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของวนอุทยานเขานางพันธุรัตที่มีพืชและสัตว์ป่าเฉพาะถิ่น

  • อบรม “เด็กชา” นักสื่อความหมายให้เยาวชนและบุคลากรในชุมชน 44 คน
  • ทดสอบเส้นทางพร้อมฝึกปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้างทักษะ
  • พัฒนามาตรฐานการบริการและการจัดการอย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนานี้ไม่เพียงแต่พัฒนาศักยภาพของบุคลากรในท้องถิ่นให้มีความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความร่วมมือและความเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุมชนบ้านนายางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินการภายใต้แนวคิด โคกเศรษฐี โบราณสถานทวารวดี สู่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเพชรบุรี เชื่อว่าจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของชุมชน และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มาพร้อมกับคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

อนาคตของการท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรี ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและการพัฒนาศักยภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่า ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจัง ชุมชนนายางจะสามารถสร้างมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – โคกเศรษฐี โบราณสถานทวารวดี สู่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเพชรบุรี

ช็อก! เด็ก 14 น้ำหนัก 110 กก. ดับปริศนา!

นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เผยความเสียใจจากการติดตามเคสเด็กที่เสียชีวิตจากการอ้วนอย่างรุนแรง

ช็อก! เด็ก 14 น้ำหนัก 110 กก. ดับปริศนา!

เด็กวัย 13 ปีรายหนึ่งที่มีน้ำหนัก 76 กิโลกรัม มีอาการนอนกรน หายใจเหนื่อย และน้ำท่วมปอด ซึ่งซ้ำซ้อนด้วยการติดเชื้อโควิด-19 ได้รับการรักษาในห้องไอซียูหลายคืน โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ แต่ก็ต้องรอให้ไตฟื้นตัว

แต่กลับมีกรณีที่ “ไม่โชคดี” เพราะมีน้องชายอีกรายวัย 14 ปีที่มีน้ำหนักสูงถึง 110 กิโลกรัม ก่อนจะเสียชีวิตด้วยภาวะหยุดหายใจเรื้อรัง หัวใจวาย และน้ำท่วมปอด ในช่วงเวลาที่สั้นๆ แพทย์ยังไม่สามารถช่วยได้ทัน

เด็กอ้วนตั้งแต่เด็กเล็ก อาจเสี่ยงอันตรายสูง

ปีละ 1-2 ราย คือจำนวนเด็กในจังหวัดนครราชสีมาที่เสียชีวิตเพราะภาวะอ้วนอย่างรุนแรง ล้วนมีความร่วมของปัจจัยหลายอย่าง โดยเหมือนกันทุกรายคือ “อ้วนตั้งแต่เด็กเล็ก” เริ่มจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 40 -> 60 -> 80 กิโลกรัม แต่ไม่มีการติดตามหรือตรวจเช็คสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

อาการเช่นนอนกรนหรือหายใจลำบากอาจดูเหมือนเรื่องง่ายที่ผู้ใหญ่จะมองข้ามว่าเด็กโตขึ้นจะหายเอง แต่เมื่อปนกับความอ้วน ที่แท้เป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เป็นอันตรายแบบเงียบๆ

การตรวจสอบและวินิจฉัย

พ่อแม่สามารถตรวจสอบได้จากการวัดน้ำหนัก ส่วนสูง แล้วนำไปคำนวณด้วยสูตรที่ https://nutstatcal.kiddiary.in.th/ เพื่อตรวจสอบว่าลูกมีน้ำหนักที่เหมาะสมกับส่วนสูงหรือไม่ และ “อ้วนมากไปกี่เปอร์เซ็นต์” ที่จำเป็นต้องเฝ้าระวัง และปรับพฤติกรรมทันที

การนอนกรนอย่างต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกับเด็กอ้วน หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

แนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะอ้วน

  • งดของหวานและอาหารแปรรูป: หลีกเลี่ยง UPF (Ultra Processed Food) เช่น น้ำอัดลม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกินเล่น
  • บริโภคอาหารธรรมชาติ: แนะนำนมโคแท้จืด 3 มื้อ/วัน ไม่เกิน 3 กล่อง พร้อมอาหารใส่ใยและผักดิบ
  • การออกกำลังกาย: เล่นมากกว่าเฝ้าหน้าจอ นอนแต่หัวค่ำหยุดได้หรือยัง?
  • หลับให้เพียงพอ: ห้ามนอนดึก ควรนอนก่อน 22.00 น.
  • เป็นตัวอย่างที่ดี: บทบาทของพ่อแม่สำคัญมาก หากผู้ปกครองมีพฤติกรรมไม่ดี ลูกก็จะ “เดินตามแม่ปู” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น้ำหนักที่เกิน ก้าวแรกของ “โรคเรื้อรังในวัยเด็ก” ซึ่งกระบวนการเสื่อมของร่างกายอาจเริ่มต้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว อายุทางชีวภาพอาจเร็วกว่าวัยจริง และเมื่อเด็กหนุ่มเด็กสาวมามูดร้องหัวเราะเล่นอยู่ท่ามกลางภายนอกที่ดูสดใส ก็ไม่ใช่ว่า “ชีวิตของพวกลูกๆ” ไม่มีความเสี่ยงอยู่อีกแล้ว

ดังนั้นอย่ารอให้เด็กจากไปด้วยน้ำหนัก 110 กิโลกรัม ถึงมาเสียใจ… เฝ้าระวังสุขภาพ จัดการน้ำหนักตอนนี้ คือสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองทุกคนควรรีบตื่น

ที่มา – ช็อก! เด็ก 14 น้ำหนัก 110 กก. ดับปริศนา! หมอผงะเผยสาเหตุหลัก ทำไมพ่อแม่ต้องอ่านด่วนที่สุด!

อิรัก เจอ ช้างศึก ทดสอบทีมก่อนพบ อินโดนีเซีย

ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทีม อิรัก ทีมอันดับ 58 ของโลก จะได้พบกับ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 102 ของโลก โดยนัดนี้ถือเป็นการแข่งขันก่อนหน้านัดสำคัญกับ “อินโดนีเซีย” ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 รอบเอเชีย

อิรัก เจอ ช้างศึก ทดสอบทีมก่อนพบ อินโดนีเซีย

กุนซือของทีม อิรัก อย่าง เกรแฮม อาร์โนลด์ เปิดเผยว่า เกมนี้ถือเป็นเกมที่สำคัญ เพราะสามารถเป็นโอกาสให้ทีมได้ทดสอบแผนรุก และเตรียมทีมอย่างเต็มที่ ก่อนลงสนามนัดสำคัญกับ “อินโดนีเซีย” ในเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ อินโดนีเซีย มีอันดับโลกต่ำกว่า ช้างศึก และมีสไตล์การเล่นที่ใกล้เคียงกันมาก จึงถือว่าเกมกับทีมไทยจะเป็นการวัดความสามารถที่แม่นยำสำหรับ الدولةเพื่อนบ้านได้อย่างดี

เกมที่ผ่าน เอกราชแสดงพลัง

สำหรับเกมแรกของทีม อิรัก พวกเขาชนะ ฮ่องกง ไปได้อย่างหวุดหวิด โดยถูกนำก่อน แต่กลับมายิงได้ถึง 20 ครั้ง และสามารถพลิกเกมกลับมาชนะ 2-1 ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 2 นาที แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการตั้งเป้าสูงของทีมในการคว้าชัยชนะ

เรบิน โซลากา กองหลังกัปตันทีม อิรัก เปิดใจว่า เกมนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ ทั้งในการเตรียมสมรรถภาพทางร่างกายและการวางแผนเกม การพบกับทีมไทยจะเป็นอีกบททดสอบก่อนที่พวกเขาจะพบกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ในอีกไม่ถึง 72 ชั่วโมงต่อมา

แฟนบอลไทยคงลุ้นไม่น้อยเพราะช้างศึกเพิ่งโชว์ฟอร์มได้ดีหลังเอาชนะ ฟิจิ 3-0 ในเกมเปิดบ้าน ซึ่งความพร้อมทั้งทางเทคนิคและการบริหารเกมถือว่างูใหญ่มีความมั่นคงกล้าเล่นจนถึงนาทีสุดท้าย

เกมนี้อาจเป็นเกมที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นใหม่ได้โชว์ความสามารถแบบเต็มตัว โดยเฉพาะแนวรุกที่อยู่ในช่วงปรับแผนหลังจากฟอร์มช่วงท้ายฤดูกาลที่ผ่านมา การมีอิรักมาช็อปหุ้นให้กำลังใจช้างศึกก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ

สิ่งที่น่าจับตามองคือผลงานของผู้เล่นในแนวรุกตัวใหม่ๆ เช่น แนวรุกที่มีสปีดสูง และบรรยากาศของสนามที่ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการชิงชัยในศึกนี้ เพราะสนามกลีบบัวถือว่าเป็นสนามที่แฟนบอลไทยจะแห่ไปให้กำลังใจอย่างแน่นขนัด

สรุปได้ว่า เกมนี้เป็นเก็บคะแนนสำคัญสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากลุ้นดูว่า ทีม อิรัก จะสามารถใช้โอกาสทดสอบทีมให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และนำข้อมูลไปปรับใช้ในเกมกับ อินโดนีเซีย ที่กำลังจะมาแรงไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม เกมระหว่าง ช้างศึก และ อิรัก ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของช้างศึกในการปรับทัพและแก้เกมจากฟอร์มเดิม เชื่อว่าเกมนี้จะเป็นการปะทะที่สนุก และน่าติดตามไม่แพ้เกมระดับโลก

ยิ่งเข้าสู่ช่วงฟีฟ่าเดย์ตุลาคมนี้ ช้างศึก และ อิรัก จะต้องเผชิญกับนัดสุดท้าทายที่อาจส่งผลให้ประเทศได้สิทธิ์ลุยศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

ที่มา – ‘อิรัก’ ชี้เจอ ‘ช้างศึก’ ได้ทดสอบทีมก่อนนัดสำคัญกับ ‘อินโดนีเซีย’

เฒ่าป่วยอัมพาตกินขนมเข่งไหว้สารทจีนติดคอ แพทย์ทำ CPR ด่วน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่จังหวัดอุทัยธานี มีเหตุเกิดขึ้นกับเฒ่าวัย 60 ปีที่ป่วยเป็นอัมพาตมานาน หลังจากที่ได้กินขนมเข่งในพิธีไหว้สารทจีนประจำปี จนเกิดอาการติดคอ ทำให้หายใจไม่ออก จำเป็นต้องได้รับการช่วยชีวิตด่วน

เฒ่าวัย 60 ปีป่วยอัมพาตกินขนมเข่งไหว้สารทจีนติดคอ แพทย์ทำ CPR ด่วน

จากข้อมูลที่ได้รับทราบ นางเสนาะ บุญอ้อม อายุ 60 ปี ชาวตำบลเขาขี้ฝอย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีเชื้อสายจีน และเป็นภรรยาของผู้ป่วย นายจวน บุญอ้อม อายุ 60 ปี ผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตจากอุบัติเหตุรถชนมาตั้งแต่ 17 ปีก่อน เล่าให้ฟังว่าในเช้าวันดังกล่าว ครอบครัวได้จัดพิธีไหว้เจ้าและไหว้วันสารทจีนตามประเพณี

เนื่องจากสามีมีอาการอ่อนแรงแต่ยังสามารถรับประทานอาหารเองได้ นางเสนาะจึงได้เตรียมขนมเข่ง 4 ชิ้นไว้ให้สามีได้รับประทาน ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในครั้งนี้ได้เกิดเหตุไม่คาดฝัน

อาการติดคอทำให้หายใจKhôngออก

ขณะที่สามีกำลังกินขนมเข่งอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีอาการหายใจไม่ออก คล้ายกับมีของติดคอ นางเสนาะและลูกๆ พยายามล้วงคอเพื่อช่วยเหลือ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากไม่มีเครื่องมือและขาดประสบการณ์ ทำให้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทัพทัน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านราว 5 กิโลเมตร

เมื่อถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลได้เร่งเข้าช่วยเหลือทันที โดยทำการดึงขนมเข่งที่ติดอยู่ในลำคอด้านขวาออกได้ แต่เนื่องจากผู้ป่วยขาดออกซิเจนไปเป็นเวลานาน ทำให้ชีพจรหยุดทำงาน แพทย์จึงเร่งทำ CPR เป็นเวลาประมาณ 10 นาที จนสามารถฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะช่วยชีวิตได้สำเร็จ แต่อาการของผู้ป่วยยังคงเป็นอันตราย ทำให้ต้องส่งต่อโรงพยาบาลอุทัยธานีเพื่อรักษาต่อในสภาวะอันตรายสุดขั้ว

  • ความเชื่อประเพณีในบางครั้งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว
  • อาหารบางชนิดอาจเสี่ยงต่อการติดคอในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยอัมพาต
  • ควรระมัดระวังในการให้อาหารผู้ป่วยที่มีอาการลงคอช้า
  • ความรู้พื้นฐานด้านการช่วยชีวิต CPR มีความสำคัญมาก

การปฏิบัติตามประเพณีเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ควรมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว ช่วยกันป้องกันอุบัติเหตุเล็ก ๆ ที่อาจกลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ได้

ที่มา – เฒาวัย 60 ปีป่วยอัมพาต กินขนมเข่งไหว้สารทจีนติดคอ แพทย์ต้องทำ CPR ด่วน

‘เสี่ยหนู’ อารมณ์ดีเข้าพรรคภท. ‘เจ้าสัวซีพี’ หอบกระถางกล้วยไม้ยินดี

บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ในช่วงบ่ายของวันที่ 6 กันยายน 2568 ยังคงเปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนกตื่นตาตื่นใจ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเลือก ‘เสี่ยหนู’ หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยเมื่อวานนี้ (5 ก.ย.)

เจ้าตัวได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคในเวลาประมาณ 12.00 น. พร้อมกับสวมชุดสายการเมืองแบบสบาย ๆ คือเสื้อยืดสีดำลายต้นมะพร้าวสีขาว แม้จะเป็นชุดธรรมดา แต่รอยยิ้มและแววตาที่แสดงออกถึงความมั่นใจของ‘เสี่ยหนู’ กลับดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

‘เสี่ยหนู’ อารมณ์ดี เจ้าสัวซีพี’ หอบกระถางกล้วยไม้

ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีการเดินทางมายังที่ทำการพรรคของบรรดาผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งว่าที่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก พร้อมกันนี้ก็ยังมีประชาชนในแวดวงการเมืองและภาคเอกชนต่างเดินทางมายังพรรคเพื่อร่วมแสดงความยินดี ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจ คือการเดินทางของ‘เจ้าสัวซีพี’ อย่างนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์

ท่าน‘เจ้าสัวซีพี’ ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยพร้อมกับนำกระถางดอกกล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่มาเป็นของขวัญแสดงความยินดีต่อการขึ้นดำรงตำแหน่งของ

‘เสี่ยหนู’ อารมณ์ดีเข้าพรรคภท.’เจ้าสัวซีพี’ หอบกระถางกล้วยไม้ยินดี อย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังถ่ายภาพร่วมกันหลายครั้ง เป็นสัญลักษณ์ถึงความร่วมมือในอนาคตด้านนโยบายธุรกิจและการเมือง

บรรยากาศภายในที่ประชุมพรรค

บรรยากาศการประชุมพรรคภูมิใจไทยในช่วงบ่ายของวันนี้จัดได้ว่า “พิเศษ” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การประชุมทั่วไป แต่มีการแสดงออกถึงความเป็นกันเองอย่างชัดเจน บรรดาส.ส. และผู้บริหารพรรคต่างเลือกสวมชุดสบายตัวหรือชุดลำลองเพื่อร่วมประชุม สร้างบรรยากาศผ่อนคลายและเอื้อต่อการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ในบรรดาผู้เข้าร่วมประชุม มี นายศิริพงษ์ อังคะสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มาพร้อมกับกางเกงลายกูปรี ดอกลำดวน ซึ่งเขาได้กล่าวถึงลายเสื้อว่าเป็น “ของดีศรีสะเกษ” และยังเผยว่า “ของดีศรีสะเกษอีกอย่างหนึ่งก็คือผม” ทำเอาทุกคนหัวเราะอย่างเบิกบาน

จากบรรยากาศในวันนี้ กลับบ่งชี้ว่า การเมืองของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ ‘เสี่ยหนู’ จะเดินไปอย่างอบอุ่น ไม่เครียดเครียดจนเกินไป ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและคนรุ่นใหม่ในวงกว้างอย่าง ‘เจ้าสัวซีพี’ ที่ไม่ลังเลที่จะเดินออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจน

สิ่งนี้เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการเมืองไทยอย่างชัดเจน แสดงให้เข้าใจว่าผู้มีอิทธิพลในสังคมไม่ได้มองพรรคภูมิใจไทยเป็นเพียงพรรคทางการเมืองธรรมดา ๆ แต่กลายเป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่และคนมีอิทธิพลเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ

ติดตามความเคลื่อนไหวและการดำเนินนโยบายของพรรคภูมิใจไทยและนายกฯ ‘เสี่ยหนู’ อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลดี ๆ มาเสนอต่อผู้อ่านทุกท่าน ในวันและชั่วโมงข้างหน้า

ที่มา – ‘เสี่ยหนู’ อารมณ์ดีเข้าพรรคภท.’เจ้าสัวซีพี’ หอบกระถางกล้วยไม้ยินดี

จับโนอาร์ ล่าผี อินฟลูเอนเซอร์ดังโปรโมทเว็บพนันออนไลน์

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พันธุ์ล้าน ปฐมพรวิวัฒน์ ผกก.กลุ่มงานสนับสนุน บก.ปอท. นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายนภสินธุ์ อายุ 27 ปี ซึ่งมีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ในนาม “โนอาร์ ล่าผี” ในข้อหาโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันออนไลน์

เหตุการณ์การจับกุมเกิดขึ้นที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 11 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม ซึ่งพบว่าในบัญชีมีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 2 ล้านบาท

จับโนอาร์ ล่าผี อินฟลูเอนเซอร์ดังโปรโมทเว็บพนันออนไลน์

นายนภสินธุ์หรือที่รู้จักในนาม โนอาร์ ล่าผี เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานสร้างสรรค์คอนเทนต์เกี่ยวกับการพิสูจน์สิ่งลี้ลับและเรื่องราวเกี่ยวกับภูตผี ซึ่งเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง TikTok ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคน และ Facebook เพจที่มีแฟนเพจกว่า 5 แสนคน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้ติดตามจำนวนมาก เขายังเริ่มมีพฤติกรรมรับจ้างโปรโมทเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งขัดต่อกฎหมายและสร้างความเสี่ยงทางสังคม เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบก่อนเข้าดำเนินการจับกุม

รับค่าจ้างโปรโมทพนันกว่า 2 ปี

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนภสินธุ์ได้ให้การรับสารภาพว่าเขาได้รับค่าจ้างจากกลุ่มผู้ให้บริการพนันออนไลน์ โดยได้รับเงินเดือนประมาณ 50,000 ถึง 80,000 บาทต่อเดือน และมีประสบการณ์ในการโปรโมทตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเขาเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ติดตามจำนวนมากที่อาจได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาที่ส่งเสริมการพนันโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น การเสพติดเกมพนัน การขาดความรับผิดชอบทางการเงิน และผลกระทบต่อจิตใจ

  • ใช้ชื่อเสียงออนไลน์ปลุกเร้าให้ผู้ติดตามเข้าร่วมพนัน
  • ให้ค่าตอบแทนสูงในการโปรโมทเว็บไซต์ผิดกฎหมาย
  • มีการหมุนเงินผ่านบัญชีจำนวนมากถึง 2 ล้านบาท

ปัจจุบัน จับโนอาร์ ล่าผี แล้วนั้นถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดของผู้มีอิทธิพลที่เลือกใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบกับสังคมโดยรวม

สิ่งสำคัญคือ ทุกคนมีสิทธิ์ในการสร้างรายได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและจริยธรรมสากล เพราะการนำชื่อเสียงหรือความนิยมไปใช้ผิดทาง ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม แต่ยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางกฎหมายอย่างหนัก

หากคุณเป็นผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ควรเลือกพันธมิตรทางธุรกิจอย่างรอบคอบ เพราะหนึ่งครั้งที่ตัดสินใจผิดอาจจบลงด้วยความผิดกฎหมายและการเสื่อมเสียภาพลักษณ์ในระยะยาว

ที่มา – จับแล้ว “โนอาร์ ล่าผี” อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง รับโปรโมทเว็บพนันออนไลน์ เงินหมุนกว่า 2 ล้านบาท