ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 กันยายน ว่า ทางการจีนเตรียมทดลองใช้นโยบายฟรีวีซ่า สำหรับพลเมืองรัสเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือในหลายๆ ด้าน

ภายใต้นโยบายฟรีวีซ่า นี้ พลเมืองรัสเซียที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดา และเดินทางมาจีนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ทำธุรกิจ ท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน หรือแม้แต่การเดินทางผ่าน สามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า โดยสามารถอยู่ในจีนได้นานสูงสุด 30 วัน

จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย

การนำนโยบายฟรีวีซ่า นี้มาใช้ถือเป็นการตอบรับต่อความต้องการในการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างจีนและรัสเซีย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี รัฐบาลจีนยังได้แสดงท่าทีว่ากำลังเปิดกว้างและต้อนรับประชาชนชาวรัสเซียให้มาเยือนจีนมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของนโยบาย

การทดลองใช้จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย นี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และเพิ่มการค้าขายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดจากการเดินทางที่เกิดจากสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา การให้สิทธิ์วีซ่าฟรีช่วยลดอุปสรรคในการเดินทาง และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การดำเนินการเช่นนี้ยังช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนและรัสเซียในด้านต่างๆ เช่น การค้า การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

  • ลดขั้นตอนการขอวีซ่าสำหรับพลเมืองรัสเซีย
  • กระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว
  • เพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า

นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับทั้งนักเดินทางชาวรัสเซีย และบุคลากรในสายงานที่ต้องเดินทางไปจีนเพื่อปฏิบัติงาน แม้ว่าจีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย จะยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความพร้อมในการเปิดประเทศและการเป็นมิตรต่อผู้มาเยือน การติดตามข่าวสารและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ท่านได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเต็มที่

ที่มา – จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย

ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ปูตินระบุว่ากองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบจากทุกทิศทางในทุกแนวรบของสมรภูมิยูเครน และสามารถลดทอนศักยภาพทางทหารของกองทัพยูเครนจนไม่สามารถเป็นฝ่ายจู่โจมรัสเซียได้อีก ซึ่งบ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นของรัสเซียในการยึดครองดินแดนที่ได้ควบคุมไว้ในยูเครน

ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

ทั้งนี้ ปูตินย้ำว่ารัสเซียยังคงต้องการให้มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอีกฝ่าย อย่างไรก็ตามหากแนวทางนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รัฐบาลมอสโกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “แก้ไขสถานการณ์โดยใช้มาตรการทางทหาร” เท่านั้น

ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

นอกจากนี้ เขาได้ทิ้งท้ายว่าหากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนต้องการพบตัว “ให้เดินทางมาที่กรุงมอสโก” ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีไม่ยอมสงบศึกและพร้อมขยายสงครามต่อไปหากไม่ได้ตามที่รัสเซียต้องการ

ในอีกด้านหนึ่ง นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่ารัฐบาลมอสโกยังคงเดินหน้าทางการทูต เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรองดินแดนบางส่วนในยูเครนที่กองทัพรัสเซียยึดไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม ได้แก่โดเนตสก์ ลูฮันสก์ เคียร์ซอน และซาโปริซเซีย รวมถึงคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้ามาเมื่อปี 2557

ความเคลื่อนไหวของปูตินในครั้งนี้สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและยุโรป โดยเฉพาะในแง่ของการจัดหาข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังแสดงท่าทีไม่ค่อยเห็นด้วยกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเตือนว่า สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนอาจไม่สิ้นสุดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง และอาจมีผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในวงกว้าง

หากต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โลกและการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ควรพลาดการอัปเดตข่าวที่นี่

ที่มา – ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

ราเชล ยามากาตะ เตรียมเปิดตัวอัลบั้ม Starlit Alchemy

ศิลปินผู้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง ราเชล ยามากาตะ (Rachael Yamagata) กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับผลงานชุดใหม่ล่าสุดที่แฟนๆ รอคอยมานาน Starlit Alchemy ซึ่งจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ตุลาคม ผ่านค่าย Jullian Records อัลบั้มนี้ถือเป็นผลงานชุดเต็มหลังจากหยุดยาวมาเกือบ 10 ปี

ราเชล ยามากาตะ ได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะศิลปินอิสระที่มีเสียงร้องทรงพลัง เต็มไปด้วยความจริงใจและคุณภาพในการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านแต่ละเพลง เธอเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ด้วยอัลบั้มเดบิวต์อย่าง Happenstance แล้วมาสร้างผลงานที่มีความลึกซึ้งและได้รับการตอบรับดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็น Elephants…Teeth Sinking Into Heart, Chesapeake และ Tightrope Walker

ราเชล ยามากาตะ เตรียมเปิดตัวอัลบั้ม Starlit Alchemy

ล่าสุด Starlit Alchemy ถือเป็นผลงานที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่เสียงเพลงชุดเดียวที่มารวบรวมเป็นอัลบั้มแบบธรรมดา แต่เป็นอัลบั้มที่ต้องฟังตั้งแต่ต้นจรดจบ “ฉันรู้มาตั้งแต่แรกว่าอัลบั้มนี้จะต้องเอาใจสายฟังเพลงอย่างต่อเนื่อง” เธอเล่าให้ฟัง “เพลงเหล่านี้เริ่มต้นจากการถ่ายทอดประสบการณ์ของฉันเอง แล้วมาเรียงลำดับความรู้สึกเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจนกลายเป็นแผนที่ในจินตนาการหลังจากผ่านการเดินทาง”

ซิงเกิล Birds เปิดตัวความรู้สึกโดยเฉพาะ

ซิงเกิลแรกของอัลบั้มชุดนี้มีชื่อว่า “Birds” ซึ่งเพลงนี้เกิดจากการเห็นนกชนเข้ากับหน้าต่างของเธอ และกลายเป็นแรงบันดาลใจสู่ความรู้สึกสะเทือนใจถึงแม่ที่จากไป “ความรู้สึกว่างเปล่าเมื่อสูญเสียใครบางคน แต่ก็ยังต้องมีชีวิตอยู่กลางความวุ่นวายของโลก มันกระตุ้นให้ฉันคิดถึงการตั้งใจสังเกตสัญญาณจากโลกอีกฝ่าย” เธอเล่า

อัลบั้มชุดนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้าหรือความเจ็บปวด แต่มันเปรียบเสมือนสาระสำคัญของความงดงามที่ยอมรับความเจ็บปวดเข้าไว้ในหัวใจ เพลงแต่ละเพลงถูกร้อยเรียงเพื่อให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก” เกิดขึ้นจนนำไปสู่จุดพัฒนาของศิลปิน “การยอมรับบาดแผล คือการเข้มแข็งและการเติบทอดในสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้า”

หากท่านเป็นแฟนดนตรีที่รักความลึกซึ้งในเพลง เพลง Starlit Alchemy จากราเชล ยามากาตะ กำลังเป็นเสียงดนตรีที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ที่มา – “RACHAEL YAMAGATA ” ประกาศเตรียมส่งอัลบั้มใหม่ “STARLIT ALCHEMY” โดนใจแฟนๆแน่นอน

เปิดโพล ‘ซุป’ตาร์ไทย’ ยอดฟอลทะลุหมื่นล้าน

วงการบันเทิงไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดเผยอันดับคนดังไทยที่มียอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมสูงสุดประจำปี 2025 ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งและทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์อย่างมหาศาล มาดูกันหน่อยซิว่า ใครคือตัวจริงในวงการบันเทิงไทยยุคดิจิทัล เมื่อยอดฟอลโลเวอร์ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือบัลลังก์แห่งอิทธิพลในโลกโซเชียล

เปิดโพล ‘ซุป’ตาร์ไทย’ ยอดฟอลทะลุหมื่นล้าน

วันนี้ บันเทิงเดิลินิวส์ จะพาไปเปิด 5 อันดับคนดังที่มียอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมสูงสุด ที่จะทำให้คุณต้องร้องว้าว งานนี้มีทั้งตัวแม่ ตัวพ่อ และคลื่นลูกใหม่ ที่ยอดฟอลทะลุหลักสิบล้านแบบถล่มทลาย แล้วใครกันล่ะที่ยืนหนึ่งบนจุดสูงสุดของวงการในยุคนี้

1. ลิซ่า ลลิษา มโนบาล – 106 ล้านฟอลโลเวอร์

อันดับหนึ่งยังคงเป็นของ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” สมาชิกวง BLACKPINK ที่ยอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมส่วนตัว @lalalalisa_m พุ่งทะยานสู่ 106 ล้านคน อย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงแค่ครองแชมป์ในไทย แต่ยอดฟอลโลเวอร์ของเธอยังเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและความนิยมที่ไร้พรมแดน

2. แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล – 18.4 ล้านฟอลโลเวอร์

ในอันดับที่สองคือ “แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” ศิลปินเคป๊อปชื่อดังจากวง GOT7 ที่บัญชี @bambam1a มีแฟนๆ ติดตามกว่า 18.4 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันและแรงสนับสนุนจากแฟนคลับทั่วโลกที่เหนียวแน่น

ไม่แพ้กันสำหรับนางเอกสาว “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ที่บัญชี @davikah มียอดผู้ติดตามสูงถึง 18.1 ล้านคน ด้วยสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและชีวิตส่วนตัวที่น่าติดตาม ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดบนแพลตฟอร์มนี้

3. ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี – 17.4 ล้านฟอลโลเวอร์

มาแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับพระเอกหนุ่มฮอต “ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี” เจ้าของบัญชี @bbrightvc ที่ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 17.4 ล้านคน ด้วยความสามารถที่หลากหลายและเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟนๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

4. อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ – 16 ล้านฟอลโลเวอร์

ปิดท้ายด้วยซุป’ตาร์ตัวแม่ของวงการบันเทิงไทย “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ที่บัญชี @aum_patchrapa มียอดผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน ยืนยันสถานะความเป็นเบอร์หนึ่งที่ยังคงครองใจแฟนๆ มาอย่างยาวนาน แม้จะอยู่ในวงการมานาน แต่ความนิยมของเธอก็ไม่เคยลดลงเลย

จากข้อมูลชุดนี้จะเห็นได้ว่า อินสตาแกรมกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมากในการสร้างอิทธิพลและความนิยมของเหล่าศิลปิน โดยเฉพาะในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น อันดับเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มศิลปินไทยนั้นสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และยังสร้างความประทับใจให้แฟนๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

อยากรู้มั้ยว่าอีก 5 อันดับที่เหลือจะมีใครบ้าง มาติดตามกันต่อได้เลย!

ที่มา – เปิดโพล ‘ซุป’ตาร์ไทย’ ยอดฟอลทะลุหมื่นล้าน ขึ้นแท่นผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียล!

‘คนร้าย’ ลอบสังหาร ‘โกซาน’ เจ้าของล้งทุเรียนยะลา

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่อำเภอบึงตัน จังหวัดยะลา โดย ‘คนร้าย’ ลอบสังหาร นายประเสริฐ คณานุรักษ์ หรือที่ผู้คนรู้จักในชื่อ “โกซาน” อายุ 68 ปี เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ เสียชีวิตกลางลานล้งที่ตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้าน้ำตกละอองรุ้ง ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอบึงตัน จังหวัดยะลา

‘คนร้าย’ ลอบสังหาร ‘โกซาน’ เจ้าของล้งทุเรียนยะลา

จากการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจ สภ.อัยเยอร์เวง และฝ่ายทหารท้องถิ่นพบว่า ขณะเกิดเหตุ ‘โกซาน’ นั่งอยู่ภายในล้งของตนเองเพียงลำพัง โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดระบุว่า มีชายบางรายใช้อาวุธปืนปาดหน้าอกจนเสียชีวิตภายในเวลาอันสั้น ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงหรือพยานเหตุการณ์ชัดเจน ทำให้เป็นอีกหนึ่งคดีที่ซับซ้อนและต้องการการสืบสวนอย่างละเอียด

เป้าหมายของคนร้าย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเก็บพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียง อีกทั้งกำลังสืบสวนว่าเป็น ‘คนร้าย’ ลอบสังหาร เพื่อหว่านความหวาดกลัว หรือมีความเกี่ยวข้องกับเหตุความแค้นส่วนตัวอย่างไร แม้ไม่มีประวัติความขัดแย้งกับผู้ใดอย่างชัดเจน แต่ ‘โกซาน’ เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นในพื้นที่ ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

การเสียชีวิตของเจ้าของล้งทุเรียนยะลา สร้างความเสียใจและความไม่เข้าใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ และประชาชนทั่วไป หลายคนประกาศว่า ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขนาดนี้กับคนชราที่มีชื่อเสียงในวงการค้าขายของดีเมืองยะลา

ประสบการณ์ที่สำคัญของ ‘โกซาน’

  • เป็นเจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนในจังหวัดยะลามาหลายสิบปี
  • เดินทางจากจังหวัดเพชรบุรีมารับซื้อทุเรียนในเขตเบตงและธารโตทุกปี
  • ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรในพื้นที่มาก

จากการตรวจสอบ พบว่า ‘โกซาน’ เคยได้รับความเคารพนับถือจากคนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ทั้งผู้ค้าและเกษตรกรต่างให้ความสำคัญกับคนคนนี้ ไม่ว่าจะด้านความซื่อสัตย์หรือการจ่ายเงินตรงเวลา กระทั่งการเกิดเหตุเช่นนี้กลายเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงทั้งในด้านความรู้สึกและเศรษฐกิจท้องถิ่น

ขณะนี้ทั้งตำรวจและทหารยังคงร่วมกันสืบสวนเบาะแสทุกทางเพื่อไขข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับการลอบสังหารครั้งนี้ และจะมอบหมายให้หน่วยเฉพาะกิจเข้าควบคุมสถานการณ์ร่วมเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในความปลอดภัย

อีกทั้งหน่วยงานมีการประกาศเตือนชาวบ้านในการติดต่อค้าขายหรือเดินทางในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมเร่งติดตามเบาะแสที่รอการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

การติดตามคดีในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ และเป็นอีกหนึ่งบททดสอบการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณา อย่างแน่นอน

หากคุณเป็นพยานเหตุ หรือมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อให้การสืบสวนเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

ที่มา – ‘คนร้าย’ ลอบสังหาร ‘โกซาน’ เจ้าของล้งทุเรียนยะลา ตร.-ทหาร เร่งสอบปมเหตุหาเบาะแส

พ.ร.ฎ.ยุบสภา ตีกลับ จับตา ภูมิธรรม จะเดินเกมอย่างไรต่อ

สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยเพิ่งผันผวนอีกครั้ง หลังจากที่พรรคประชาชนถ่วงน้ำหนักสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขชัดเจนเกี่ยวกับการยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังนั้นกลับพองตึงขึ้น เมื่อร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่ถูกยื่นโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการแทนนายกฯ กลับถูกสำนักองคมนตรีตีกลับ เนื่องจากไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอ

พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ หมายถึงอะไรในทางการเมือง?

ข่าวที่สำนักองคมนตรียืนยันว่าร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่ยื่นโดยคณะรัฐมนตรีชุดรักษาการไม่สามารถดำเนินการได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางขั้นตอนทางกฎหมาย และความไม่แน่นอนในบริบทของอำนาจการเมือง โดยตรง

เนื้อหาของ พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่ถูกเสนอโดยภูมิธรรม นั้นมีเป้าหมายเพื่อให้ครม.สามารถขอพระราชทานพระมหากรุณาเพื่อออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยอ้างปัญหาเชิงระบบว่าทำลายความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ผลกระทบ ที่ตามมา อาจส่งผลให้รัฐบาลที่เพิ่งจัดใหม่จะต้องเปลี่ยนแผนการหรือสูญเสียเสถียรภาพทางการเมือง

ดำเนินการต่ออย่างไรหลังถูกตีกลับ?

ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ “ภูมิธรรม” ว่าจะมีทางเลือกใดต่อไป เพื่อขับเคลื่อนแผนการทางการเมืองของกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ การตอบสนองผ่านกระบวนทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการเจรจาทางการเมืองเพื่อรวมเสียง สส.อีกครั้ง เป็นสิ่งที่มากไปกว่าเพียงแค่การยื่น พ.ร.ฎ.ยุบสภา

  • ภูมิธรรมจะเลือกยื่น พ.ร.ฎ.ยุบสภา อีกครั้งหรือไม่ โดยปรับขอบเขตเงื่อนไข?
  • จะล็อบบี้ฝ่ายกฎหมายหรือสภากฤษฎีกาเพื่อชี้แจงความชัดเจนของการดำเนินการนี้?
  • หรือขยับแผนเพื่อทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาลภายใต้กรอบใหม่?

แม้การเมืองไทยจะเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ถักทอมาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ชัดเจนคือสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน ยังคงเป็นคำตอบที่แท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าภูมิธรรมจะเดินเกมอย่างไรต่อ เราควรจับตาดูในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด

บทสรุปเพื่ออนาคตของการเมืองไทย

การกระตุก พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนภาพสะท้อนของระบบรัฐสภาที่ยังคงอยู่ระหว่างปมปัญหาขั้นพื้นฐาน เช่น การยกย่องรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ตลอดจนความสามารถของสภากฎหมายในการให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ทุกฝ่ายต้องร่วมกันประสานร่างให้เข้าเป็นเสถียรภาพ

ในใจความสุดท้าย การเมืองไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่ควรเป็นของประชาชน และเป้าหมายตลอดเวลาที่ควรคำนึงคือ “ความมั่นคงของประเทศ” และการ “รักษาผลประโยชน์ของประชาชน” อยากให้ทุกฝ่ายเริ่มต้นจากตรงนี้

ที่มา – ‘พ.ร.ฎ.ยุบสภา’ ตีกลับ จับตา ‘ภูมิธรรม’ จะเดินเกมอย่างไรต่อ

สระแก้วติดป้ายประกาศให้ชาวกัมพูชารื้อถอนออกจากบ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดสระแก้วได้ร่วมกันดำเนินการติดป้ายประกาศ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาเขมร และภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งแสดงแผนที่ในพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนให้ ชาวกัมพูชา ที่เข้ามายึดครองที่ดินในเขตราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการรื้อถอนทรัพย์สินแล้วออกจากพื้นที่โดยทันที

สระแก้วติดป้ายประกาศให้ชาวกัมพูชารื้อถอนออกจากบ้านหนองจาน

ป้ายประกาศที่ติดไว้ระบุอย่างชัดเจนว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามายึดที่ดินและอยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมายตามกฎหมายของประเทศไทย โดยระบุขอบเขตพื้นที่ตามแผนที่ที่แนบมากับป้าย และเสนอทางเลือกให้ชาวกัมพูชาพิจารณารื้อถอนทรัพย์สินและออกจากพื้นที่ก่อนจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย

บทลงโทษตามกฎหมายไทยที่อาจเผชิญ

ในกรณีที่ ชาวกัมพูชา ไม่ดำเนินการตามประกาศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดินและการอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาครา 62 และมาตรา 81 ซึ่งปรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีข้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ระบุไว้ว่าหากบุกรุกป่าไม้และพื้นที่มากกว่า 25 ไร่ จะมีบทลงโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ถึง 15 ปี พร้อมปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

การติดป้ายในครั้งนี้ถือเป็นการย้ำเตือนอย่างชัดเจนถึงกฎหมายไทย และสิทธิของประเทศไทยในการปกป้องพรมแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนภายในราชอาณาจักร ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอย่างถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การตั้งป้ายในลักษณะนี้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยให้ผู้อยู่ในพื้นที่ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ช่วยให้การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องหรือต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดและบทลงโทษที่อาจส่งผลกระทบในอนาคต

ที่มา – สระแก้วติดป้ายประกาศให้ “ชาวกัมพูชา” รื้อถอน-ย้ายออก จากบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วเร่งเคลียร์ข้อพิพาทฯ พื้นที่ไทย

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ย แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อขอความร่วมมือในการจัดการกับ ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งถือเป็นพื้นที่ของประเทศไทยอย่างชัดเจน

ผู้ว่าฯ สระแก้วเร่งเคลียร์ข้อพิพาทฯ พื้นที่ไทย

หนังสือฉบับดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตที่มีการระบุสิทธิพิเศษตามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา (MOU43) และขอให้ทางฝั่งกัมพูชารีบดำเนินการย้ายราษฎรของตนออกจากพื้นที่ทันที ทั้งนี้เพื่อป้องกันการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย

การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายไทย

หากชาวกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ดำเนินการย้ายออก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ ปี 2484 พร้อมทั้งกฎหมายคนเข้าเมือง เพื่อย้ำความเข้มงวดในการจัดการพื้นที่และยืนยันอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลจากการหารือของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ทั้งจากฝั่งไทยและกัมพูชา ซึ่งมีข้อสรุปชัดเจนว่าบริเวณพื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วนั้น เป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

  • พื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในบันทึก MOU43
  • มีการตั้งหลักเขตที่ชัดเจนตามข้อตกลงปี 2560
  • หน่วยงานทหารไทยยืนยันสถานะดินแดนชัดเจน
  • กฎหมายไทยมีบทบัญญัติพร้อมใช้ในการจัดการ

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วย้ำว่า จะไม่ปล่อยให้มีการรุกล้ำต่อไป หากยังไม่มีการดำเนินการจากฝั่งกัมพูชาภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีการปิดพื้นที่และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อปกป้องชายแดนด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และเสริมสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนต่อประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน

บทความนี้เปิดประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ว่าจะมีการตอบสนองจากฝั่งกัมพูชาอย่างไรในขั้นตอนต่อไป รวมถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ทำหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ จังหวัดบันเตียเมียนเจย’ ให้ย้าย ‘ชาวกัมพูชา’ ที่รุกล้ำพื้นที่ไทย

สำนักองคมนตรีตีกลับ พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีข้อขัดแย้งปมอำนาจ!

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 นำเสนอข่าวเด่นหลายประเด็นที่น่าจับตา โดยเริ่มต้นจากเรื่องสำคัญเกี่ยวกับ พ.ร.ฎ. ยุบสภา ที่ สำนักองคมนตรีตีกลับ พร้อมระบุว่ามีข้อขัดแย้งทางปมอำนาจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ภายในระบบการเมืองไทย ทำให้สถานการณ์เมืองไทยในช่วงนี้จับตามองได้ยาก

สำนักองคมนตรีตีกลับ พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีข้อขัดแย้งปมอำนาจ!

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการเมืองของประชาชน และถูกจับตาจากกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองต่าง ๆ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และกลุ่มสนับสนุนอื่น ๆ จากทั่วประเทศ โดยเฉพาะการโยนประเด็นไปที่วันนอร์เคาะวันโหวตตั้งนายกฯ ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

วิเคราะห์ผลกระทบจากการตีกลับของสำนักองคมนตรี

ในการวิเคราะห์เชิงลึก ถือว่า สำนักองคมนตรี ได้ส่งสัญญาณสำคัญว่าขั้นตอนกระบวนการยุบสภาที่เสนอต่อราชสำนักนั้น มีข้อบกพร่องหรือข้อถกเถียงทางกฎหมายและกระบวนการที่สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการสร้างเสถียรภาพในการบริหารประเทศ และความต่อเนื่องในการทำหน้าที่ของสภาใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการลุยมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการแจ้งเอาผิดในประเด็นภูมิธรรมและการใช้ม.112 และม.157 ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างเสียงสะท้อนทางสังคมและพื้นที่วิชาการอย่างมาก เพราะมีทั้งสนับสนุนและต่อต้านจากกลุ่มต่าง ๆ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเชิงการเมืองในระยะต่อไป

  • ข่าว 2: หนุนล้อมรั้วชายแดนที่บ้านหนองจานในสระแก้ว
  • ข่าว 3: พระเจนญาณทิพย์ และวินัยพันธุรักษ์เส้นเงินลงกต
  • ข่าว 4: จากภาคเอกชน เตือนผลจากการเมืองที่สั่นคลอนต่อเศรษฐกิจ
  • ข่าว 5: เตือนความรุนแรงของพายุฝนฟ้าคะนองจนถึงวันที่ 6 กันยายน

ส่วนในกรอบพิเศษ ภาคเหนือ อีสาน ใต้ และตะวันออก ฉบับล่วงหน้าวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 ยังมีการติดตามข่าวที่ใกล้เคียงกับประเด็นหลัก โดยเฉพาะในข่าวที่เกี่ยวข้องกับแผนการจับมือ MOA และแนวทางการเลือกตั้งที่อาจกำหนดเสร็จภายในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่นำมารวมกับข้อจำกัดของระบอบราชการและประชาธิปไตยที่หลายคนเริ่มตั้งคำถาม

ทั้งนี้ ขุมข่าวที่นำเสนอในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ยังสะท้อนเหตุการณ์ในมุมต่าง ๆ ตั้งแต่นโยบายภายในบ้านเมืองไปจนถึงประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การรุกล้ำชายแดนโดยชาวต่างชาติ และประเด็นที่ควรเฝ้าระวังน้ำท่วมที่ยังคงดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน

สุดท้าย หากคุณยังพลาดข่าวเด่นต่าง ๆ เหล่านี้ ติดตามได้ทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ฉบับวันที่ 4 และฉบับล่วงหน้า วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 ฉบับเต็มทั้งภาพและเนื้อหาเชิงลึก

ที่มา – เดลินิวส์ 4 ก.ย. สำนักองคมนตรีตีกลับ พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีข้อขัดแย้งปมอำนาจ!

สกัดจับขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนชายแดน ตะลึง! เงินสดกว่า 7 ล้านซุกในยางอะไหล่

เจ้าหน้าที่สกัดจับขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนชายแดนในพื้นที่ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว หลังได้รับร้องเรียนจากชาวบ้าน และพบรถยนต์ต้องสงสัยจอดอยู่ใกล้ตลาดเขาดิน ระหว่างการตรวจสอบพบว่าภายในรถยนต์ซุกบุหรี่เถื่อนจำนวนมาก รวมถึงเงินสดกว่า 7 ล้านบาทที่ซ่อนอยู่ในยางอะไหล่

สกัดจับขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนชายแดน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผู้กำกับตำรวจ ตม.จังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.สระแก้ว ร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิต และทหารกองกำลังบูรพา ได้เคลื่อนไหวเข้าตรวจสอบบริเวณชายแดนในอำเภอคลองหาด หลังได้รับข่าวร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการค้าสินค้าเถื่อนในจุดที่มีการตั้งตลาดชั่วคราวบริเวณบ้านเขาดิน

จากการวางแผนล่อซื้อและการติดตามพฤติกรรมของรถยนต์ที่เคลื่อนไหวแปลกปลอม ทำให้เจ้าหน้าที่รวบผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน พร้อมยึดรถยนต์ 4 คัน ซึ่งภายในรถยนต์พบบุหรี่เถื่อนหลากหลายยี่ห้อหลายล้านแท่ง

ตะลึง! เงินสดกว่า 7 ล้านซุกในยางอะไหล่

สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตกใจไม่น้อยคือ การค้นพบเงินสดกว่าเจ็ดล้านบาทซ่อนอยู่ภายในกระทะล้อของรถยนต์หนึ่งในจำนวนนั้น ซึ่งหนึ่งในผู้ต้องสงสัยระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นของญาติที่ฝากกลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่ไว้วางใจระบบธนาคาร โดยกลัวว่าหากเกิดความไม่สงบจะได้มีเงินใช้ในยามรอด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อคำให้การเรื่องนี้ 100% เพราะพฤติกรรมและความผิดปกติของกลุ่มผู้ต้องหาแสดงให้เห็นว่าอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการค้าสินค้าหนีอากร

พื้นที่เสี่ยง – แนวชายแดน

แม้ว่าทางการไทยจะมีมาตรการเข้มงวด ปิดด่านผ่อนปรนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วอย่างถาวร แต่ก็ยังมีผู้ไม่หวังดีพยายามลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาขายในพื้นที่ เนื่องจากเมื่อนำมาขายในตลาดในประเทศ มูลค่าเพิ่มสูงมาก

บางครั้งการลักลอบค้านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในพื้นที่ อ.คลองหาด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนกัมพูชา แต่กลับเป็นเส้นทางที่กลุ่มมิจฉาชีพเลือกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

  • การลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
  • เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการตรวจสอบทุกจุดเสี่ยง
  • ประชาชนเป็นสายเฝ้าระวังสำคัญในการแจ้งเบาะแส

หลังจับกุมแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์ บุหรี่เถื่อน และเงินสดทั้งหมด ไปส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองหาด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนขยายผลเพื่อติดตามเครือข่ายการลักลอบค้าสินค้าที่อาจมีรายใหญ่หรือแหล่งผลิตอยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในการป้องกันและกำจัดการค้าสินค้าเถื่อน ที่ส่งผลเสียทั้งด้านเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน

หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มที่ลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนหรือสินค้าหนีภาษี อย่าลืมแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบทราบ เพื่อช่วยรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – สกัดจับขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนชายแดน ตะลึง! เงินสดกว่า 7 ล้านซุกในยางอะไหล่