ชูวิทย์ชี้’ปชน.โหวตหนุนอนุทิน’แต่ขอเป็นฝ่ายค้าน
ล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต สส. และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาระบุว่าการที่ พรรคประชาชน ได้โหวตให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับประกาศเป็นฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติทางการเมืองอย่างยิ่ง
ชูวิทย์ชี้’ปชน.โหวตหนุนอนุทิน’แต่ขอเป็นฝ่ายค้าน
โดยท่านได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจส่วนตัวระบุว่า การที่พรรคประชาชนยืนยันสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แล้วกลับประกาศจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ถือเป็นเรื่องแปลกและขัดแย้งกับหลักการทางการเมือง
หากพรรคประชาชนโหวตให้ใครขึ้นเป็นนายกฯ ก็ควรจะร่วมรับผิดชอบกับรัฐบาลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กลับมานั่งเป็นฝ่ายค้านโดยอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์
อุปสรรคที่เกิดขึ้นหลังร่วมรัฐบาล
อีกทั้งยังระบุว่า เมื่อพรรคประชาชนเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยและการที่นายอนุทินได้เป็นนายกฯแล้ว พรรคประชาชนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี
- กระทรวงยุติธรรม
- กระทรวงมหาดไทย
- การจัดสรรตำแหน่งภายในครม.
รัฐมนตรีบางตำแหน่งที่สำคัญมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (DSI) ได้แจ้งต่อ นายอนุทิน
พรรคประชาชนควรอยู่ในรัฐบาลเพื่อควบคุมสถานการณ์
จากการประเมิน ชูวิทย์กล่าวว่า หากพรรคประชาชนไม่อยู่ในรัฐบาล จะทำให้ไม่มีอำนาจในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของนายกฯและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน
ดังนั้น การที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านโดยไม่ได้รับบทบาทจริงในระบบบริหารจึงเป็นเรื่องที่ขัดกายเหตุและอาจทำให้เสียคะแนนในความนิยมของพรรคในระยะยาว
ที่สำคัญยิ่งคือ การเลือกข้างในครั้งนี้อาจส่งผลให้พรรคประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบต่อองค์ประกอบของรัฐบาลในอนาคต แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง
การเมืองแบบชาญฉลาดจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่อนุมัติความตกลงแล้วยืนดูจากข้างนอก
คำเตือนต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ท่านนายชูวิทย์ย้ำว่า การที่พรรคประชาชนเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องดูอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ดังนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบว่าพรรคที่ตนเองเลือกนั้นมีความโปร่งใสจริง ๆ หรือไม่ และคำพูดที่ให้ไว้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงเป็นจริงหรือไม่ในช่วงเวลาหลังจากได้รับตำแหน่ง
การเมืองไทยสอนให้รู้ว่า ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ต่อประชาชน ต้องมีความเข้มแข็งพอที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและอยู่ในตำแหน่งที่สามารถควบคุมการบริหารงานได้อย่างแท้จริง
พรรคประชาชนควรตระหนักว่าการโหวตสนับสนุนนายอนุทิน และการปฏิเสธการมีส่วนร่วมในรัฐบาลที่ตามมา อาจกลายเป็นการ “หลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ” ที่พรรคเสียเปรียบและเสียฐานเสียงในระยะยาว
จากความเห็นของชูวิทย์นี้ ต้องติดตามว่าอนาคตของพรรคประชาชนจะเดินไปได้ไกลแค่ไหนหลังจากมีจุดเริ่มต้นที่อาจผิดทิศทางในครั้งนี้
มองการเมืองควรอย่างเป็นกลาง ติดตามและตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล พรรคที่ชนะในสภาอาจไม่เสมอไปว่าเป็นฝ่ายที่ดีที่สุดต่อแผ่นดิน
ที่มา – ‘ชูวิทย์’ ชี้เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ ปชน.โหวตหนุน ‘อนุทิน’ แต่กลับขอเป็นฝ่ายค้าน















