ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชูวิทย์ชี้’ปชน.โหวตหนุนอนุทิน’แต่ขอเป็นฝ่ายค้าน

ล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต สส. และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาระบุว่าการที่ พรรคประชาชน ได้โหวตให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับประกาศเป็นฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติทางการเมืองอย่างยิ่ง

ชูวิทย์ชี้’ปชน.โหวตหนุนอนุทิน’แต่ขอเป็นฝ่ายค้าน

โดยท่านได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจส่วนตัวระบุว่า การที่พรรคประชาชนยืนยันสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แล้วกลับประกาศจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ถือเป็นเรื่องแปลกและขัดแย้งกับหลักการทางการเมือง

หากพรรคประชาชนโหวตให้ใครขึ้นเป็นนายกฯ ก็ควรจะร่วมรับผิดชอบกับรัฐบาลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กลับมานั่งเป็นฝ่ายค้านโดยอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์

อุปสรรคที่เกิดขึ้นหลังร่วมรัฐบาล

อีกทั้งยังระบุว่า เมื่อพรรคประชาชนเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยและการที่นายอนุทินได้เป็นนายกฯแล้ว พรรคประชาชนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี

  • กระทรวงยุติธรรม
  • กระทรวงมหาดไทย
  • การจัดสรรตำแหน่งภายในครม.

รัฐมนตรีบางตำแหน่งที่สำคัญมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (DSI) ได้แจ้งต่อ นายอนุทิน

พรรคประชาชนควรอยู่ในรัฐบาลเพื่อควบคุมสถานการณ์

จากการประเมิน ชูวิทย์กล่าวว่า หากพรรคประชาชนไม่อยู่ในรัฐบาล จะทำให้ไม่มีอำนาจในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของนายกฯและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านโดยไม่ได้รับบทบาทจริงในระบบบริหารจึงเป็นเรื่องที่ขัดกายเหตุและอาจทำให้เสียคะแนนในความนิยมของพรรคในระยะยาว

ที่สำคัญยิ่งคือ การเลือกข้างในครั้งนี้อาจส่งผลให้พรรคประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบต่อองค์ประกอบของรัฐบาลในอนาคต แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง

การเมืองแบบชาญฉลาดจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่อนุมัติความตกลงแล้วยืนดูจากข้างนอก

คำเตือนต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ท่านนายชูวิทย์ย้ำว่า การที่พรรคประชาชนเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องดูอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดังนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบว่าพรรคที่ตนเองเลือกนั้นมีความโปร่งใสจริง ๆ หรือไม่ และคำพูดที่ให้ไว้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงเป็นจริงหรือไม่ในช่วงเวลาหลังจากได้รับตำแหน่ง

การเมืองไทยสอนให้รู้ว่า ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ต่อประชาชน ต้องมีความเข้มแข็งพอที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและอยู่ในตำแหน่งที่สามารถควบคุมการบริหารงานได้อย่างแท้จริง

พรรคประชาชนควรตระหนักว่าการโหวตสนับสนุนนายอนุทิน และการปฏิเสธการมีส่วนร่วมในรัฐบาลที่ตามมา อาจกลายเป็นการ “หลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ” ที่พรรคเสียเปรียบและเสียฐานเสียงในระยะยาว

จากความเห็นของชูวิทย์นี้ ต้องติดตามว่าอนาคตของพรรคประชาชนจะเดินไปได้ไกลแค่ไหนหลังจากมีจุดเริ่มต้นที่อาจผิดทิศทางในครั้งนี้

มองการเมืองควรอย่างเป็นกลาง ติดตามและตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล พรรคที่ชนะในสภาอาจไม่เสมอไปว่าเป็นฝ่ายที่ดีที่สุดต่อแผ่นดิน

ที่มา – ‘ชูวิทย์’ ชี้เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ ปชน.โหวตหนุน ‘อนุทิน’ แต่กลับขอเป็นฝ่ายค้าน

สลด! ‘รถรางกระเช้า’ ในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับอย่างน้อย 15 ราย

อุบัติเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลาประมาณ 18:15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดย รถรางกระเช้า พุ่งชนอาคารอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย และบาดเจ็บอีก 18 คน จากข้อมูลของหน่วยกู้ภัยท้องถิ่น

สลด! ‘รถรางกระเช้า’ ในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก

ภาพจากเหตุการณ์ที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นซากของ รถรางกระเช้า ท่ามกลางควันและเศษซากจากการพุ่งชนอาคารอย่างน่าสะพรึงกลัว พยานได้ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุรถรางวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะเสียหลักและตกราง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาลโปรตุเกสประกาศให้วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นวันไว้อาลัยทั่วประเทศ เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ประเด็นด้านการบำรุงรักษาและการสอบสวน

แม้สำนักงานขนส่งสาธารณะลิสบอนจะแจ้งว่า ได้ดำเนินการบำรุงรักษารถรางตามระเบียบที่กำหนด ซึ่งการบำรุงรักษาระดับกลางเพิ่งดำเนินการเมื่อปี 2024 และการบำรุงรักษาระดับทั่วไปเมื่อปี 2022 แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้

อัยการท้องถิ่นได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของ อุบัติเหตุรถรางกระเช้า ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต และบาดเจ็บอย่างน่าสะพรึงกลัว

  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 15 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: อย่างน้อย 18 คน
  • เวลาเกิดเหตุ: 18:15 น. ของวันที่ 3 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น
  • การประกาศไว้อาลัย: ทั่วประเทศในวันพฤหัสบดี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากยานพาหนะขนส่งสาธารณะหากไม่มีการควบคุมและตรวจสอบระบบอย่างเข้มงวด การดูแล รถรางกระเช้า เพื่อความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

เราต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องการเดินทางหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

ที่มา – สลด! ‘รถรางกระเช้า’ ในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับอย่างน้อย 15 ราย

ชวนเที่ยวงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืน

หากคุณเป็นคนรักโลก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และชื่นชอบการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ งาน Amazing Green Fest 2025 คือเทศกาลที่คุณไม่ควรพลาด! จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น. ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน

Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืน

งานนี้ไม่ใช่แค่เทศกาลท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นงานที่ยึดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน นับเป็นต้นแบบของเทศกาลที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้ประกอบการ ชุมชน และนักท่องเที่ยวผู้มีจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์

ความหมายของงาน Amazing Green Fest 2025

การจัดงาน Amazing Green Fest 2025 นี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เดินไปในแนวทางที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ใช้พลังแห่งความร่วมมือในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ Amazing Thailand ให้ผุดโผ่ในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและประสิทธิภาพเชิงบวกต่อสังคม

ค้นพบโซนและกิจกรรมภายในงาน

งาน Amazing Green Fest 2025 จัดเป็น 8 โซนหลัก เพื่อครอบคลุมมิติของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การค้า การเดินทางไปจนถึงไลฟ์สไตล์และอาหาร

  • เสวนาด้านความยั่งยืนกว่า 8 หัวข้อ โดยวิทยากรชั้นนำ เช่น ‘Gone Green เรื่องสีเขียวไม่เก่าที่เราต้องรู้’, ‘Sustainable Matching ธุรกิจคิดกรีน’
  • กิจกรรม Wellness Voyage กับร้านค้าและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรอินทรีย์จากท้องถิ่น เช่น ลุงรีย์ – Uncleree Farm
  • คอร์สอาหารกลางวันสไตล์มังสวิรัติจากเชฟระดับตำนาน เช่น เชฟแบล็ค – Blackitch Artisan Kitchen
  • 70 บูธจากชุมชนท้องถิ่นและธุรกิจคิดดี จาก Lisu Lodge, MORE LOOP, เดอะมนต์รักแม่กลอง และอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปเพื่อสอนการคำนวณคาร์บอน ทำให้สามารถเริ่มวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวสัญจรแบบ ‘ไร้คาร์บอน’ ได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องโลกของเรา

ด้วยความหลากหลายของเนื้อหา และผู้ร่วมแสดงออกทางไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ Amazing Green Fest 2025 จึงเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นพลังเปลี่ยนแปลงร่วมกัน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลก

หากคุณกำลังมองหาเวทีหรืองานเทศกาลที่ผสมผสานความแก้ปวด ความรู้ และความสนุกด้วยกัน เรียกได้ว่า Amazing Green Fest 2025 ตอบโจทย์อย่างเข้ากับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ลงทะเบียนเข้าร่วมได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์หลักของงาน และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Amazing Green Fest

มาเป็นส่วนหนึ่งของพลังสีเขียว และร่วมขับเคลื่อนกันต่อไป… ยิ่งเที่ยว ยิ่งยั่งยืน!

ที่มา – ชวนเที่ยวงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืนที่คนรักษ์โลกไม่ควรพลาด!

รวบอดีตรปภ.แสบ ส่งทีมงานลักเหล็กในโรงงาน 10 ปี ส่งขายร่วม 10 ล้าน!

เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ร่วมกับกองกำกับการ 6 และชุดปฏิบัติการสงขลา ได้จับกุม นายเสนีย์ อายุ 56 ปี อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่มีหมายจับศาลจังหวัดนาทวี ซึ่งก่อคดีลักทรัพย์อย่างร้ายแรงในโรงงานที่เขาเคยทำงานอยู่

รวบอดีตรปภ.แสบ ส่งทีมงานลักเหล็กในโรงงาน 10 ปี ส่งขายร่วม 10 ล้าน!

ในวันดังกล่าว พ.ต.ท.ธนาคาร อุชณรัศมี สารวัตร กก.6 บก.ป. ได้นำทีมบุกจับกุม นายเสนีย์ ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ นายเสนีย์ พยายามหลีกเลี่ยงการจับกุมอยู่หลายเดือน แต่ในวันนี้ยอมรับตัวอย่างสงบและรับทราบหมายจับที่ออกโดยศาล

หลังควบคุมตัว นายเสนีย์ ถูกส่งตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรมะนัง จ.สตูล เพื่อทำการบันทึกข้อเท็จจริงก่อนนำไปมอบตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองแงะ จ.สงขลา ตามข้อหาที่ศาลได้ออกหมายจับไว้

จากผู้ดูแลโรงงานกลายเป็นโจร

การกระทำเสียหายของนายเสนีย์ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เขายังปฏิบัติหน้าที่เป็นรปภ. ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยใช้ความเชี่ยวชาญจากการทำงานภายในโรงงานมาปล่อยให้ทีมงานที่รู้จักกันเข้าไปขโมยเหล็กออกมาขาย

สิบปีที่เฝ้าดูแลกลับกลายเป็นสิบปีแห่งการทำลาย

ในช่วงเวลาที่นายเสนีย์ปฏิบัติหน้าที่ มีการชิงทรัพย์จากโรงงานไปอย่างต่อเนื่อง มูลค่ารวมสูงถึงเกือบสิบล้านบาท โดยใช้รถกระบะเป็นเครื่องมือในการขนของออกมาจากโรงงานและแบ่งเงินกันภายหลัง

  • ลักเหล็กภายในโรงงานขายได้หลายหมื่นบาทต่อครั้ง
  • ก่อเหตุอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี
  • ซ่อนตัวหลีกเลี่ยงการจับกุมหลายเดือนก่อนถูกจับ

เหตุผลเบื้องหลังความผิด

นายเสนีย์ อ้างว่าเขากระทำเช่นนี้เพราะมีภาระหนักหน่วง ทั้งหนี้สินนอกระบบ ความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งลูกเรียน 2 คนเข้าเรียน และยังต้องผ่อนบ้านอีกด้วย เขาจึงเลือกที่จะ “เอนเอื้อ” ให้คนรู้จักขโมยของในโรงงานโดยไม่ได้ยับยั้ง

เจ้าของโรงงานทราบความผิดปกติภายหลัง และได้แจ้งความดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ จนนำไปสู่การออกหมายจับจากศาลและเหตุการณ์จับกุมในวันนี้

กรณีนี้เตือนเราว่าบางครั้ง “ความไว้วางใจ” ที่ผิดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่ สิบล้านอาจเป็นแค่ตัวเลขในบัญชี แต่สำหรับเจ้าของโรงงาน มันคือความสูญเสียที่อาจใช้เวลาหลายปีฟื้นฟู

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือกำลังมองหาวิธีป้องกันความเสียหายภายในองค์กร การตรวจสอบบุคลากรอย่างเข้มงวดและการติดตั้งระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – รวบอดีตรปภ.แสบ ส่งทีมงานลักเหล็กในโรงงาน 10 ปี ส่งขายร่วม 10 ล้าน!

Let’s Earth, Let’s Care : ม.กรุงเทพ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่”

ในยุคที่ความตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น โครงการ Let’s Earth, Let’s Care ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สร้างแรงบันดาลใจอันทรงพลังให้กับคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมที่สนับสนุนแนวคิด Sustainable Development Goals (SDGs) โดยเน้นเรื่อง “การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้

Let’s Earth, Let’s Care : ม.กรุงเทพ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่”

หนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการนี้ คือการให้โอกาสทุกคนร่วมมือกัน “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง” ด้วยการตกแต่งและปรับโฉมให้ถุงผ้าที่ดูเก่าหรือไม่ได้ใช้งาน กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่สวยงามและมีคุณค่าในสายตาผู้สร้าง

กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจาก DoBeDo Student Residence และ มูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา ซึ่งอยู่เคียงข้างในภารกิจสร้างสังคมที่มีความอธิสรณ์ใจ ด้วยการส่งเสริมพลังจิตอาสาและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

Let’s Earth, Let’s Care โดยการสร้างสรรค์

งานในวันนี้มี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับนิสิตนักศึกษาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมสร้างสรรค์ผลงานผ่านกิจกรรม Creative Mix Media Art ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ เพ้นท์ ปัก เย็บ หรือตกแต่งด้วย.Decoration ลูกปัด กระดุมต่าง ๆ

Let’s Earth, Let’s Care เป็นการตอกย้ำจิตสำนึกการมีส่วนร่วมต่อสังคมที่ดีของคนรุ่นใหม่” คำกล่าวของ ครูโน้ต ธนาธิป พัวพรพงษ์ ประธานมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสารวมไว้ถึงความหมายของกิจกรรมที่อยากให้ทุกคนเริ่ม “ทำเพื่อโลก ทำด้วยใจ”

ร่วมส่งต่อความดี สร้างแรงบันดาลใจ

ตัวแทนจากโรงเรียนต่าง ๆ ก็มาร่วมแรงร่วมใจในวันนี้ เช่น “ครูบอส กิตติศักดิ์ บุญพอ” จากโรงเรียนสิงห์สมุทร ที่ทิ้งข้อคิดไว้ว่า “เป็นตัวเอง ปลดล็อกศักยภาพ” ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของการพลิกวัสดุเก่าให้กลายเป็นสรรค์งาม

ครูแพง ภัทร์ไพลิน ด่านสุคนธ์” จากโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กล่าวว่า “กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังช่วยส่งต่อของดี ๆ ให้เด็กนักเรียนได้ใช้ประโยชน์จากถุงผ้าที่ถูกปรับโฉมแล้วอีกด้วย”

ในโลกที่สิ่งของเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่” ไม่เพียงแค่ช่วยลดขยะ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคม ผ่านพลังความคิด การมีส่วนร่วม และความร่วมมือ ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว

Let’s Earth, Let’s Care จะไม่จบลงแค่นี้ หากแต่เป็นแรงกระตุ้นที่ดีงามแก่คนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมความตระหนักรู้ว่า “โลกใบนี้ก็เป็นของเราเช่นกัน”

ที่มา – Let’s Earth, Let’s Care : ม.กรุงเทพ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่”

รฟท.แจ้งหยุดราดยางแอสฟัลท์ที่หยุดรถวุฒากาศ-คลองต้นไทร

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการงดใช้พื้นที่ริมทางรถไฟในการราดยางแอสฟัลท์ ซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณช่วง ที่หยุดรถวุฒากาศ – คลองต้นไทร บนเส้นทางสายวงเวียนใหญ่ – มหาชัย โดยเฉพาะในพื้นที่ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 4/17 ถึงกิโลเมตรที่ 5/1

รฟท.แจ้งหยุดราดยางแอสฟัลท์ที่หยุดรถวุฒากาศ-คลองต้นไทร

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่มีประชาชนหรือหน่วยงานบางแห่งเริ่มดำเนินการราดยางแอสฟัลท์บริเวณพื้นที่ริมทางรถไฟ ทำให้รฟท.ต้องเข้าไปตรวจสอบและพบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางรถไฟ ซึ่งถือว่าผิดกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

เหตุเสี่ยงอันตรายต่อระบบเดินรถไฟ

รฟท.ได้ชี้แจงว่า การพัฒนาหรือใช้พื้นที่ใดๆ บนเขตทางรถไฟจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เพื่อความปลอดภัยของทั้งระบบขนส่งทางรางและประชาชนผู้ใช้บริการ หากมีการใช้พื้นที่โดยพลการ โดยไม่มีการวางแผนหรือการขออนุญาต อาจส่งผลกระทบต่อการเดินขบวนรถไฟ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่ถูกใช้ราดยางแอสฟัลท์อยู่ใกล้เคียงกับช่วงที่เป็นเส้นทางสำคัญของรถไฟในการเดินทาง ทั้งยังอาจมีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นดินหรือโครงสร้างใต้ผิวทาง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อราง หรือแม้กระทั่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารในขบวนรถไฟ

  • ใช้พื้นที่อันเป็นของรฟท. โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของรฟท.
  • เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการเดินขบวนรถไฟ
  • อาจเป็นเหตุให้รฟท.ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

รฟท.ย้ำว่า ผู้ใดมีความประสงค์จะพัฒนาหรือใช้พื้นที่ของทางรถไฟในลักษณะใดก็ตาม ต้องดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยและเป็นการป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ หากมีผู้กระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรฟท. หรือกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ทางรฟท.จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้รับผิดชอบอย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎระเบียบในการใช้พื้นที่สาธารณะ รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ระบบขนส่งของประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยทางรถไฟ และขอให้ทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามระเบียบเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “รฟท.” แจ้งให้หยุดราดยางแอสฟัลท์ “ที่หยุดรถวุฒากาศ – คลองต้นไทร” เสี่ยงอันตรายเดินรถไฟ

“War Room” ปราบคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติคุมบัญชีม้า

ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ หรือที่เรียกกันว่า “War Room” ได้ดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อปราบปรามกลุ่มคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตินีละบุตร จตช./ผอ.ฉก.88 เป็นผู้นำในการขจัดเครือข่ายอาชญากรรม

ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568 “War Room” ได้ตรวจพบบัญชีม้าที่มีการรับโอนเงินจากเหยื่อหลายราย และมีความพยายามถอนเงินจำนวน 980,000 บาท ที่ห้างแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี จึงได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพัทยาเข้าตรวจสอบ และสามารถจับกุม น.ส.กัลยาฯ (สงวนชื่อ) ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีดังกล่าว และพบว่าเธอถูกควบคุมโดย Mr.Kee ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ให้เป็นตัวกลางถอนเงินเพื่อนำส่งให้เครือข่ายผู้ใหญ่ในจีน

“War Room” ปราบคอลเซ็นเตอร์ จับคนต่างชาติควบคุมบัญชีม้า

จากการสืบสวนพบว่า น.ส.กัลยาฯ เคยได้รับการติดต่อจาก นายหน้าชาวไทย ให้เข้ามาเป็นบัญชีม้า ซึ่งหลังจากที่ Mr.Kee สั่งการให้ถอนเงินแล้ว ก็จะส่งต่อให้กับ Mr.Wang สัญชาติจีน ซึ่งเป็นหัวหน้าเครือข่าย และได้หลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้วในคืนเดียวกัน

ระบบต่อต้านการฉ้อโกงของ War Room

“War Room” ได้สร้างระบบที่มีประสิทธิภาพในการแสดงข้อมูลและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถติดตามวงจรการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้อาชญากรเหล่านี้ตกอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว

  • ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ประสานงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง
  • ร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต
  • จับกุมบัญชีม้ารวมทั้งตัวกลางคนต่างชาติ

ข้อความเตือน: ผู้ที่เข้าไปให้บัญชีส่วนตัวกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์เพื่อรับผลประโยชน์เล็กน้อย ถือว่าเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมระดับโลก ซึ่งต้องเผชิญกับความผิดหลายข้อหา และรับโทษได้สูง ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ฉ้อโกง และสนับสนุนอาชญากรรมทางไซเบอร์

“War Room” ย้ำเตือนว่า ประชาชนไม่ควรหลงคิดว่าการเป็นบัญชีม้าเป็นเพียงเรื่องเล็ก เพราะการกระทำดังกล่าวมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผ่านช่องทางที่ War Room กำหนด เพื่อร่วมกันป้องกันอาชญากรรมด้วยการเป็นพลเมืองมีส่วนร่วม

ที่มา – “War Room” ปราบคอลเซ็นเตอร์ ส่งข้อมูลให้ตำรวจพัทยา จับต่างชาติคุมม้าและบัญชีม้า

อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ

กระทรวงการคลังผ่านกรมบัญชีกลางได้ออกประกาศอัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐประจำเดือนกันยายน 2568 โดยระบุว่าผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 จะได้รับสิทธิประโยชน์หลากหลายในเดือนนี้ พร้อมแจก福利ดีๆ ถึง 3 รอบตลอดทั้งเดือน ไม่ว่าจะเป็นวงเงินซื้อสินค้า วงเงินเดินทาง ไปจนถึงเงินสงเคราะห์สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ

อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ

ในวันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ของ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” ที่รวมถึงวงเงินใช้จ่ายในหลายรูปแบบ โดยเงินเหล่านี้เป็นวงเงินสิทธิ ซึ่งไม่สามารถถอนออกเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไป

  • วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน
  • วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนทุก 3 เดือน (กรกฎาคม – กันยายน 2568)
  • วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งครอบคลุมทั้งบริการรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า ขสมก. และรถไฟแห่งชาติ

รอบที่ 1: วันที่ 16 กันยายน 2568

เดือนกันยายนจะไม่ใช่แค่เดือนที่ได้รับสิทธิใช้จ่ายอย่างเดียว แต่ยังมีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะได้รับการจ่ายเงินสงเคราะห์ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงกันยายน 2568 รวมทั้งสิ้น 8 เดือน โดยเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีที่ลงทะเบียนไว้แล้ว

วันที่ 16 กันยายน 2568 ถือเป็นวันแจก福利รอบแรกของ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” โดยจะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์ตามกลุ่มวันเดือนปีเกิดของผู้มีสิทธิ เพื่อกระจายภาระระบบธนาคารและทำให้การจ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบวันโอนเงินให้ตรงตามกำหนด

รอบที่ 2 และ 3: วันที่ 17-18 กันยายน 2568

หลังจากจ่ายในวันที่ 16 รอบที่ 2 และ 3 จะเกิดขึ้นถัดไปในอีก 2 วัน โดยรอบที่ 2 จะเป็นในวันที่ 17 กันยายน และรอบสุดท้ายคือวันที่ 18 กันยายน ซึ่งทั้งหมดดำเนินการตามหลักความเป็นธรรมโดยแบ่งตามวันเดือนปีเกิดกลุ่มต่าง ๆ เช่น

  • ผู้ที่เกิดวันที่ 1-10 จะได้รับในวันที่ 16
  • ผู้ที่เกิดวันที่ 11-20 จะได้รับในวันที่ 17
  • ผู้ที่เกิดวันที่ 21-31 จะได้รับในวันที่ 18

ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของระบบ และการรอคอยนาน ช่วยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

รอบสุดท้ายวันที่ 19 กันยายน: เบี้ยความพิการเพิ่ม 200 บาท

ในวันที่ 19 กันยายน ผู้ที่มีความพิการและได้รับเบี้ยความพิการในอัตรา 800 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 200 บาทต่อเดือน โดยการโอนเข้าบัญชีเงินฝากผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

นี่คือการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งของรัฐบาลที่ใส่ใจกลุ่มคนพิการ และเป็นอีกหนึ่งส่วนของ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้กรมบัญชีกลางยังรายงานผลการจ่ายสวัสดิการจากวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2568 ว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์จากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของวงเงินเดินทาง วงเงินซื้อสินค้า ฯลฯ เป็นสัญญาณที่ดีว่าประชากรกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปได้ว่าเดือนกันยายน 2568 เป็นอีกหนึ่งเดือนทองของผู้ใช้สิทธิประโยชน์จากโครงการรัฐ และไม่ควรพลาดโอกาสในการใช้จ่ายสิทธิทั้งหมดให้คุ้มค่า ทั้งการเดินทางและใช้จ่ายสินค้าในชีวิตประจำวัน เพราะทุกบาทที่ได้รับล้วนแล้วแต่มีคุณค่า

อย่าลืมติดตามการรับ福利ในแต่ละรอบ และอัปเดตข่าวสารจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในสิ่งที่ตนเองมีสิทธิ์ได้รับอย่างเหลือล้น

อย่าลืม! ตรวจสอบข้อมูลบัญชีของคุณให้เรียบร้อย เพื่อรับสิทธิ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” ให้ครบทุกรอบโดยไม่พลาด

ที่มา – อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ

เช็คลิสต์ 12 โครงการใหญ่คมนาคม 4.4 แสนล้านชะงัก รอรัฐบาลใหม่

โครงการขนาดใหญ่ด้านขนส่งและคมนาคมภายใต้การผลักดันของกระทรวงคมนาคมมีทั้งสิ้น 12 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 4.4 แสนล้านบาท ซึ่งกำลังรอการพิจารณาจาก รัฐบาลชุดใหม่ หลังสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาทำให้การดำเนินการของโครงการเหล่านี้ชะงักไปในระยะเวลาหนึ่ง

เช็คลิสต์ 12 โครงการใหญ่คมนาคม 4.4 แสนล้านชะงัก รอรัฐบาลใหม่

ปัจจุบัน โครงการเหล่านี้อยู่ระหว่างการรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สศช. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะนำขึ้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาผลักดันต่อ

1. รถไฟทางคู่เฟส 2 ที่ยังรอการพิจารณา

หนึ่งในโครงการหลักที่ได้รับความสนใจคือ รถไฟทางคู่เฟส 2 ซึ่งรวมถึง 6 เส้นทางจากทั้งหมด 7 เส้นทาง มีระยะทางรวมกว่า 1,312 กิโลเมตร โดยมียอดวงเงินรวมประมาณ 2.97 แสนล้านบาท สถานะปัจจุบันผ่านการเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้ว แต่ยังรอความเห็นจาก “สศช.”

บอร์ด สศช. พิจารณาเห็นชอบ 3 เส้นทาง ได้แก่:

  • ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท
  • ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท
  • ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มี 3 เส้นทางยังต้องทบทวนรวมถึงช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย, ชุมทางถนนจิระ – อุบลราชธานี และเด่นชัย – เชียงใหม่ ซึ่งต้องสรุปแนวทางเพื่อให้โครงการเกิดความคุ้มค่าและยั่งยืน

2. โครงการมอเตอร์เวย์ M8 และทางด่วน N2

อีก 2 โครงการสำคัญที่ไม่ควรพลาดคือ โครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 8 (M8) ช่วงนครปฐม – ปากท่อ – ชะอำแทน ซึ่งมีงบประมาณ 61,154 ล้านบาท และโครงการทางด่วน N2 สายเหนือ ระยะที่ 1 ระยะทาง 11.3 กม. วงเงิน 16,960 ล้านบาท

3. ยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนการลงทุนในยานพาหนะเพื่อรองรับระบบขนส่ง เช่น:

  • จัดหารถดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท
  • จัดหารถโดยสารทดแทนรถด่วนพิเศษ 182 คัน วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
  • จัดหาหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า 113 คัน วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท
  • โครงการขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 13,000 ล้านบาท

การชะงักของโครงการทั้งหมดนี้เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร โครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว

การลงทุนในระบบขนส่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชน ยิ่งโครงการเหล่านี้สานต่อได้เร็ว ประเทศไทยก็จะยิ่งมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา – เช็กลิสต์ 12 โครงการใหญ่คมนาคม 4.4 แสนล้านชะงัก รอรัฐบาลใหม่ทั้งทางคู่เฟส2-มอเตอร์เวย์M8-ทางด่วนN2

เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญสำหรับแฟนบอลชาวไทย เมื่อ เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี ในรอบรองชนะเลิศของการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 โดยการพบกันในวันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น.

เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง

คู่สูงสุดของรอบนี้คือ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ที่เป็นอันดับ 102 ของโลก พบกับทีมชาติฟิจิ อันดับ 150 ของโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของทีมไทยในการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทีมเราเป็นแชมป์เก่าและมีแชมป์ทั้งหมด 16 สมัย มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือมากประสบการณ์ของทีม จะนำทัพป้องกันแชมป์อีกครั้งหลังจากที่เมื่อปีก่อนพาทีมไทยคว้าแชมป์มาได้สำเร็จที่จังหวัดสงขลา

ทีมชุดใหญ่ของช้างศึก

สำหรับนัดนี้คาดว่า ทีมชาติไทย จะจัดทัพใหญ่สู้ศึก โดยในแดนหน้ามี ศุภชัย ใจเด็ด, สุภโชค สารชาติ และ เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ รับหน้าที่ ขณะที่แนวรุกมี ชนาธิป สรงกระสินธ์, เบนจามิน เดวิส และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ช่วยประสานเกมรุก ส่วนแนวรับยังคงมี สุพรรณ ทองสงค์ และ ศฤงคาร พรหมสุภะ เฝ้าเสาหลักอย่างมั่นใจ

ที่สำคัญ แฟนบอลสามารถชมการแข่งขันคู่นี้ผ่านทาง ช่อง 32, ยูทูบ BG Sport และ ทรูวิชั่นส์ นาว ได้แบบสด ๆ ไม่ต้องพลาดแม้แต่นาทีเดียว สำหรับใครที่พลาดได้รับชมการแข่งขันในสนาม ก็สามารถรับชมผ่านระบบถ่ายทอดสดออนไลน์ที่หลากหลายช่องทาง เพื่อเชียร์ช้างศึกให้ตีตั๋วเข้าชิงต่อไป

  • เวลาแข่งขัน: 20.00 น.
  • สนามแข่งขัน: สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี
  • ถ่ายทอดสด: ช่อง 32, ยูทูบ BG Sport, ทรูวิชั่นส์ นาว
  • อันดับโลก: ไทย อันดับ 102, ฟิจิ อันดับ 150

นอกจากนี้ยังมีอีกคู่การแข่งขันหนึ่งคือระหว่างทีมชาติอิรัก อันดับ 58 ของโลก พบกับทีมชาติฮ่องกง อันดับ 147 ของโลก ซึ่งเตะก่อนหน้านี้เวลา 16.00 น.

การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงการชิงแชมป์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีของนักเตะไทยที่จะแสดงฟอร์มอันยอดเยี่ยม และสานต่อความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลชาวไทยที่คอยให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นแฟนบอลผู้หลงใหลในสีเสื้อฟ้าขาว ห้ามพลาด! วันนี้จะเป็นวันพิสูจน์ความแข็งแกร่งของทีมชาติไทย และเป็นวันที่ “ช้างศึก” จะกลับมาสู่เส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ที่มา – เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง