ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ณัฐวุฒิชี้พรรคประชาชนเสียงน้อยล้มรัฐบาลไม่ได้

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยระบุชัดว่าพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลนั้นมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรน้อยกว่าพรรคร่วมรัฐบาล

จากข้อมูลที่เปิดเผย ณัฐวุฒิ ระบุว่า พรรคประชาชน มีเสียงรวม 143 เสียง ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลมีทั้งหมด 146 เสียง ซึ่งหมายความว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ พรรคประชาชน จะสามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว

ณัฐวุฒิชี้พรรคประชาชนเสียงน้อยล้มรัฐบาลไม่ได้

เจ้าของโพสต์บนเฟซบุ๊กกล่าวว่า “ส้มพูดทั้งวันว่าถ้ารัฐบาลอนุทินหักหลัง จะอภิปรายไม่ไว้วางใจล้มรัฐบาลทันที คณิตศาสตร์ 101 สื่อรายงานตรงกันว่า ถ้าโหวตพรุ่งนี้รัฐบาลน้ำเงินจะมี 289 เสียง แยกเป็นภูมิใจไทย บวกพรรคร่วม 146 เสียง พรรคส้ม 143 เสียงจะเอา 143 ไปอภิปรายล้ม 146 ?”

ข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคประชาชน ไม่มีเสียงข้างมากในสภา ทำให้แม้จะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ก็ยังต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคร่วมอื่นเพิ่มเติม ทำให้ฝ่ายค้านไม่ได้ “เป็นคนคุมเกม” แต่อย่างใด

ทำไมพรรคประชาชนล้มรัฐบาลไม่ได้

“ส้มแต้มน้อยกว่าจะล้มน้ำเงินในสภาได้ยังไง ยังไม่นับว่าพอเป็นรัฐบาลแนวโน้มเสียงน้ำเงินจะเพิ่มขึ้น เสียงส้มกับแดงอาจจะลดลง ถ้าจะอภิปรายล้มน้ำเงินส้มต้องมาขอเสียงแดง ซึ่งแดงคงเห็นด้วย แต่ประเด็นคือคนคุมเกมไม่ใช่ส้ม ส้มพรรคเดียวล้มน้ำเงินไม่ได้” คือข้อความที่ ณัฐวุฒิ สรุปไว้ชัดเจน

  • พรรคประชาชนมีเสียงน้อยกว่าพรรครัฐบาล
  • ต้องอาศัยเสียงพรรคร่วมอื่นในการลงมติ
  • พรรคก้าวไกลไม่ใช่ผู้ควบคุมเกมการเมืองตอนนี้

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ delicate balance ของเสียงในสภาเป็นปัจจัยสำคัญ การเคลื่อนไหวใด ๆ ต้องคำนึงถึงคณิตศาสตร์ทางการเมืองเสมอ และดูเหมือนว่า พรรคประชาชน จะต้อง “ขอความร่วมมือ” มากกว่าที่จะ “ขอให้ล้ม”

เมื่อเสียงในสภาไม่พอ ความจริงก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม แม้หลายฝ่ายจะออกมาแสดงความเห็นว่าเหนื่อยล้าจากการเมือง แต่หน้าที่ของประชาชนทุกคนคือการเข้าถึงข้อมูล และเข้าใจบริบทของระบบประชาธิปไตยก่อนจะสรุปเร็วเกินไป เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนเวทีโดยปราศจากการวางแผน

ที่มา – ‘ณัฐวุฒิ’ ชี้ พรรคประชาชนเสียงน้อย ล้มรัฐบาลเองไม่ได้ ต้องพึ่งพรรคอื่น

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ-เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง อ.บ้านแพ้ว

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่เทศบาลตำบลหลักห้า นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม “โครงการกาชาดให้การสังคมสงเคราะห์ มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ บำรุงสุขปวงประชา ประจำปี 2568”

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ-เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง อ.บ้านแพ้ว

โดยมีนางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมด้วย นายชยพล รัตนวิสุทธิกุล นายอำเภอบ้านแพ้ว นายพงศธร ลิมปนเวทย์สกุล นายกเทศมนตรีตำบลหลักห้า พร้อมผู้นำท้องที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในกิจกรรมดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้มอบถุงยังชีพจำนวน 105 ชุด ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาวะยากจน หลังจากนั้น ท่านยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาเตียงในพื้นที่อำเภอ

เยี่ยมผู้ป่วยที่ต้องนอนเตียง

ในการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.บ้านแพ้ว นายนริศ นิรามัยวงศ์ และนางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ ได้มอบถุงยังชีพ เงินขวัญ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่จากบริษัท กู๊ดไทยอินเตอร์เทรด จำกัด พร้อมทั้งพูดคุยให้กำลังใจทั้งผู้ป่วยและผู้ให้การดูแล

  • นางชุบ พรมนา อายุ 51 ปี
  • นางสาวดวงเดือน ทองประพันธ์ อายุ 68 ปี

แนะแนวทางและปลุกเร้าให้มีความหวังในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

นอกจากการมอบถุงยังชีพและการเยี่ยมผู้ป่วย ผู้ว่าฯ นายนริศยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สื่อสารโดยตรง ทั้งในเรื่องสารทุกข์สุขดิบ โดยเฉพาะปัญหาราคามะพร้าวที่ตกต่ำในรูปแบบการสนทนาใกล้ชิด

ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวว่าราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นเรื่องของวัฏจักร หากเกิดการตกต่ำในขณะนี้ ก็หวังว่าในอนาคตแม้ราคาจะปรับตัวขึ้นตามกลไกตลาด และมั่นใจว่าเกษตรกรทุกคนจะผ่านวิกฤติช่วงราคานี้ไปได้

อีกทั้งยังได้สนับสนุนให้ทุกคนไม่ท้อหมอบ เพื่อสร้างความมั่นใจและความหวังให้แก่เกษตรกรที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ด้านการบริการสังคมและกิจกรรมของกาชาด

เป็นที่น่าสังเกตว่าความช่วยเหลือของเหล่ากาชาด ไม่เพียงแค่เรื่องความเป็นอยู่เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นความหวังวางรากฐานชุมชนให้เข้มแข็งด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด

โครงการดังกล่าวคือการพัฒนาฐานชุมชนเพื่อรองรับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความทุกข์ที่เกิดในระยะยาว จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนกลายเป็นพลังแห่งความรักความเมตตาที่แท้จริง

ทุกกิจกรรมของกาชาดคือการรวมพลังแห่งน้ำใจ สัญญาที่มั่นคงว่า “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา” สื่อถึงการเชื่อมโยงความรับผิดชอบระหว่างชุมชนและองค์กรด้านการสงเคราะห์

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง โครงการกาชาดจังหวัดสมุทรสาครถือว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญเพื่อกระตุ้นคุณค่าของการเป็นสังคมเมตตา เปิดหัวใจให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนแก่ผู้ที่ต้องการมากที่สุด

ในช่วงสิ้นสุดกิจกรรม ผู้ว่าฯสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ-เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง อ.บ้านแพ้ว ยังเป็นโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันสร้างความยั่งยืนในชุมชนและสนับสนุนรากฐานความเป็นมนุษยธรรมในพื้นที่

หากทุกภาคีได้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วเติมเต็มด้วยความจริงใจ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถดำเนินการดูแลประชาชนอีกหลายหมื่นรายที่ต้องใช้ความเมตตาทุกวันนี้

เราเชื่อว่าการร่วมมือเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในสังคม ทำให้คนห่างไกลสามารถหันมามอบความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์ได้ .Gravity แห่งความดีงามที่เราเรียกกันมาว่า “ความเสียสละ” จะสามารถยืนหยัดอยู่บนแผ่นดินนี้จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง

ให้เรายึดมั่นในความหวังร่วมกัน ทั้งความมั่นคงที่จะเติบโต และการลดความยากจนเราจะได้สานต่ออย่างยั่งยืน

หากคุณหรือใครในชุมชนมีประสบการณ์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการการสงเคราะห์ของเหล่ากาชาด ทำไมไม่แบ่งปันร่วมกันผ่านโซเชียล หรือช่วยจัดสรรข้อมูลให้ถึงมือผู้ที่ต้องการจริงๆ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ในชุมชนของเรา

ที่มา – ผู้ว่าฯสมุทรสาคร ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและเยี่ยมเยียนผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.บ้านแพ้ว

ห่วง ‘สถาบันสงฆ์ไทย’ กลายเป็น ‘ศาสนาราชการ’ เผย 6 ประเด็นของ ‘พุทธบริษัท’

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มมีการตั้งคำถามกับ “สถาบันสงฆ์ไทย” ว่าอาจกำลังก้าวไปสู่รูปแบบของ “ศาสนาราชการ” มากกว่าการเป็นพุทธศาสนสถาบันตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ พุทธบริษัท หลายคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการนับถือและปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา ท่ามกลางวิกฤตความศรัทธา การบังคับใช้กฎหมาย และภาระของพระสงฆ์

สาหัสใจ เหตุพุทธบริษัทหลีกหนีพุทธไทย

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลจาก พุทธบริษัท ที่มีต่อสถาบันสงฆ์ไทยไม่ใช่เพียงเรื่องเดียวที่ควรจะมองข้าม แต่มันสะท้อนถึงปัญหารากฐานที่อาจส่งผลต่ออนาคตของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย พระเมธีวัชรบัณฑิต (เจ้าคุณหรรษา) ได้ออกมาเปิดเผย 6 ประเด็นหลักที่ทำให้นับ พุทธบริษัท หลายคนเริ่ม “หนีพุทธไทย”

1. แสวงหาพุทธแท้ในนิกายอื่น

พุทธบริษัทหลายกลุ่มเริ่มหันไปนับถือนิกายอื่น เช่น พุทธเถรวาทแบบดั้งเดิม หรือพุทธแบบมหายานที่เข้ากับวิถีชีวิต เช่น หมู่บ้านพรัม เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและข้อบังคับที่เชื่อว่าคับขันและขาดความยืดหยุ่น

2. พัฒนาสถานธรรมเองโดยไม่ขึ้นทะเบียนวัด

หลายคนเลือกที่จะจัดตั้งสถานธรรม สถานปฏิบัติธรรม แบบเอกชน ไม่ขอสถานะวัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เพราะไม่ต้องการปะทะกับระบบที่รู้สึกรัดกุม

3. ลาออกจากพระสังฆาธิการ

พระภิกษุที่ไม่สามารถแบกรับภาระทางวัตถุ เช่น การทำบัญชี คณะกรรมการ รวมถึงบทบาทเจ้าอาวาส จึงตัดสินใจลาออกอย่างเป็นทางการ จากสถานะพระสังฆาธิการเจ้าพนักงานของรัฐ

4. ใช้ชีวิตฆ่าตัวตายอย่างเสียใจ

พระรูปหนึ่งในภาคอีสานตัดสินใจ *ปลิดชีพตนเอง* เพราะไม่สามารถรับมือกับภาระและความกดดันจากการบริหารจัดการวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียทางจิตวิญญาณของสังคมพุทธไทยอย่างชัดเจน

5. หลีกหนีไปเป็นฆราวาส

พุทธบริษัทบางส่วนที่ไม่แน่วแน่ในเส้นทางของตน ตัดสินใจสละสมณเพศ เพื่อไปใช้ชีวิตตามหนทางที่สะดวกสบายมากกว่า และเหมาะสมกับตนเอง

6. ตะลึงกับพุทธทางเลือก

มีใครหลายคนที่หันไปนับถือพุทธนิกายต่างประเทศเช่น วัชรยานแบบธิเบตหรือมหายานสมัยใหม่ เนื่องจากลักษณะการสอนมีความเข้าใจง่าย จริยธรรมชัดเจน และไม่ยึดติดกับระเบียบกรอบเดิม ๆ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พุทธบริษัท หลายคนเริ่มมองว่า “พุทธแบบไทย” ที่เคยคุ้นเคยนั้นไม่ใช่เพียงทางออกเดียวสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ ทั้งยังอาจกลายเป็น “ศาสนาตามแบบแผน” ที่มีเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าพลังภายใน

ดังนั้น ถ้ามองในมุมกว้าง สิ่งสำคัญที่เหล่า พุทธบริษัท ต้องตัดสินใจตอนนี้คือ ยังจะยึดมั่นในรูปแบบเดิม ๆ หรือจะเปิดใจให้เกิดพื้นที่แห่งความเชื่อใจใหม่ โดยไม่ลืมรากฐานพระธรรมวินัยอันแท้จริง

แล้วในที่สุด สถาบันสงฆ์ไทย จะยังคงเป็นแหล่งชุมนุมจิตวิญญาณ หรือจะกลายเป็นเพียง “ศาสนาราชการ” ที่เคลื่อนไหวแค่ในระเบียบและพิธีกรรม? สังคมไทยควรตั้งคำถามในขณะนี้ว่า เราต้องการให้พุทธศาสนาเป็นพระโพธิสัตว์แห่งการปลุกใจ หรือเป็นเพียงหลักอธิปไตยของรัฐ?

ที่มา – หวั่น ‘สถาบันสงฆ์ไทย’ กลายเป็น ‘ศาสนาราชการ’ ชี้ 6 ประเด็นที่ ‘พุทธบริษัท’ ต้องเผชิญ

จิรายุ ถาม พรรคประชาชน ไหนมีจุดยืนเรียกร้องไม่ให้ใช้ 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลับปล่อย ภูมิใจไทย ทำ

ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่พรรคภูมิใจไทยได้แจ้งความร้องทนายความในลักษณะใช้มาตรา 112 หลังจากการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

จิรายุ ถาม พรรคประชาชน ไหนมีจุดยืนเรียกร้องไม่ให้ใช้ 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลับปล่อย ภูมิใจไทย ทำ

ที่ผ่านมานายจิรายุ ระบุอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชน ได้เรียกร้องมาตลอดว่า จะต้องไม่มีใครใช้มาตรา 112 เหล่านี้ในการเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจับ弱点ของฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนของคำพูดจะต้องเป็นจริงจริง และต้องมีการลงมือปฏิบัติเป็นรูปธรรม

จุดยืนเรียกร้องไม่ให้ใช้ 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ดังนั้น เมื่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีความมั่นใจว่าตัวเองสามารถเข้าสู่รัฐบาลได้ ได้ประกาศจับมือตกลงกันแจ้งความร้องทนายความในลักษณะนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า พรรคประชาชน นั้นเข้าใจผิดหรือไม่ในบทบาทของตนเองเวลานี้

ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยประกาศสนับสนุนนายพิธาอย่างเต็มที่ กลับไม่สามารถยึดถือความเชื่อหรือจุดยืนเดิมไว้ได้อย่างจริงจัง 集团股份有限公司ย่อมนำไปสู่การถูกตั้งคำถามในระดับคุณธรรมและความเป็นกลางทางการเมือง

  • พรรคประชาชนกล่าวว่าจะไม่ให้มีใครใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง
  • พรรคภูมิใจไทยกลับแจ้งความร้องนักการเมืองรายอื่น ๆ
  • พรรคเพื่อไทยกลับเปลี่ยนท่าทีหลังโหวตเลือกฯ นายพิธา

แล้วในสถานการณ์แบบนี้ เราในฐานะประชาชน หรือสื่อมวลชน จะสามารถให้ความเชื่อใจกับคำพูดของพรรคประชาชนได้อีกครั้งหรือไม่ อาจต้องรอผลตัดสินใจจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับความจริงใจของตัวละครทางการเมืองมากมาย หากพวกเขาใช้กฎหมายอย่างเป็นกลางแต่กลับสามารถใช้กฎหมายในลักษณะเลือกปฏิบัติได้ เราน่าจะพิจารณาให้มากขึ้นว่าพวกเขาหาเพียงแค่แสวงหาผลประโยชน์เท่านั้นหรือไม่?

บทความนี้ จึงขอสรุปไว้ว่า การมีจุดยืนที่เหมือนกันทางคำพูด และแตกต่างกันทางพฤติกรรม คือสิ่งที่ไม่อยากเห็นมากที่สุดในระบอบประชาธิปไตยของเรา เนื่องจากทำลายความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบและตัวนักการเมืองโดยตรง

ที่มา – ‘จิรายุ’ ถาม ‘พรรคประชาชน’ ไหนมีจุดยืนเรียกร้องไม่ให้ใช้ 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลับปล่อย ‘ภูมิใจไทย’ ทำ

‘กัน จอมพลัง’ เปิดเผยทหารเขมรถือไม้มาเผชิญหน้าทหารไทย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 กระแสข่าวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในวงการพลเมืองและทหาร เป็นเรื่องที่ ‘กัน จอมพลัง’ หรือที่ใครหลายคนรู้จักในชื่อ “กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์” ได้โพสต์ข้อความสุดเดือดผ่านแฟนเพจ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” โดยเนื้อหาของโพสต์ระบุว่า เกิดเหตุการณ์ทหารกัมพูชาพร้อมกับกลุ่มมวลชนพกไม้ใหญ่ถือไม้มาเผชิญหน้ากับทหารไทยที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน หลังจากทางฝ่ายทหารไทยได้มีคำสั่งให้ชาวเขมรที่เข้ามาก่อสร้างแล้วลุกล้ำเข้ามาในพื้นที่แผ่นดินไทยต้องออกมาจากเขตแดนของประเทศไทย

‘กัน จอมพลัง’ เปิดโปงความจริงที่ทหารเขมรกล้าหาญเพราะรู้ว่าทหารไทยไม่ทำร้ายประชาชน

จากโพสต์ดังกล่าว ได้เปิดเผยว่าทหารของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชานั้นมีความกล้าหาญเนื่องจากรู้ดีว่าทหารไทยมีข้อจำกัดในการป้องปรามกลุ่มบุคคลที่เพราะเป็นพลเมืองไม่มีอาวุธ จึงไม่สามารถใช้กำลังรุนแรงหรือยิงใส่ได้ จึงกล้าที่จะเข้ามาในพื้นที่อย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งถือเป็นการดูถูกน้ำใจและเกียรติของทหารไทย

‘รถส้วม’ สัญลักษณ์ของความกล้าหาญ และความจริงจังในการใช้อำนาจ

นอกจากนี้ ‘กัน จอมพลัง’ ยังกล่าวไว้ว่าสิ่งที่ทำให้กลุ่มชาวเขมรกลัวจริงๆ คือ “รถส้วม” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ของหน่วยบังคับใช้กฎหมาย ที่เมื่อกลุ่มพลเมืองผิดกฎหมายและมีการใช้อาวุธหรือเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่าเป็นการก่อความไม่สงบ หน่วยที่รับผิดชอบสามารถใช้มาตรการลงโทษได้ทันที และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ความกล้าของพวกเขาระทมลงไปได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากในสังคมไทย โดยหลายคนมองว่ามีความจำเป็นต้องมีกระบวนการทางทูตเข้ามาปรองดอง เพื่อบรรเทาสถานการณ์ และยืนยันหลักเขตแดนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการกับกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด

เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มจะลุกลามและเกิดความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนจึงควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับความสงบสุขของประเทศเป็นอันดับแรก

เป็นเรื่องน่าห่วงจริงๆ เมื่อเราเห็นภาพของมวลชนที่ใช้อาวุธเข้ามารุกล้ำในพื้นที่ของเรา ความกล้าหาญที่เรามองว่าเป็นคุณค่าของคนรักชาติ กลับกลับกลายมาเป็นช่องโหว่ที่คู่แข่งของเรารู้ดีมานาน อย่างไรก็ตามความหวังของประชาชนคือ ความเพียรของเจ้าหน้าที่ในแนวหน้าให้สามารถรักษาพรมแดนของเราไว้ได้อย่างมั่นคง และถาวร

ติดตามข่าวสารด้านความมั่นคงและการเมืองได้ที่นี่:

  • อัปเดตสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่ชายแดน
  • วิเคราะห์บทเรียนจากความขัดแย้งเขตพรมแดน
  • กิจกรรมและแคมเปญเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่

เราจะอยู่ตรงนี้ คอยรับฟังและถ่ายทอดเสียงของคุณผ่านสถานการณ์แบบเรียลไทม์ที่ไม่บิดเบือน

ที่มา – ‘กัน จอมพลัง’ แฉทหารเขมรนำมวลชนถือไม้ เผชิญหน้าทหารไทยชายแดนบ้านหนองจาน

สหรัฐยึดสารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีนส่งจากจีน

สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการยึด สารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีน ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกขนส่งจากประเทศจีนมุ่งหน้าไปยังเม็กซิโก โดยสามารถจับกุมได้บนทะเลของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สหรัฐยึดสารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีนส่งจากจีน

นางเจนีน ปีร์โร อัยการเมืองวอชิงตัน ได้เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการยึดสารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีนที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐสามารถยึดของกลางจำนวน 13,000 ถังสีน้ำเงิน ซึ่งบรรจุสารเคมีตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดระดับแรงได้สำเร็จ

สินค้าที่ถูกยึดดังกล่าวเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้ด้วยเรือจำนวน 2 ลำแยกกัน โดยมีปลายทางคือกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดแก๊งซินาโลอาในเม็กซิโก ซึ่งอยู่ในเครือข่ายการค้าผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดของโลก

พันธมิตรสากลร่วมมือไม่ปล่อยสินค้า

นายท็อดด์ ไลออนส์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง (ไอซีอี) เปิดเผยว่า ทีมงานในต่างประเทศได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบสินค้าซึ่งผ่านปานามา และส่งกลับมายังเมืองฮิวสตันของสหรัฐ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถดำเนินการยึดได้ก่อนที่จะถึงดินแดนสหรัฐ

นี่ถือเป็นความร่วมมือที่สำคัญในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ สามารถจัดการกับสารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีน ที่ถูกผลิตในจีนและมุ่งส่งไปยังเม็กซิโกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางปีร์โรยังกล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ยังคงมีสารเคมีจำนวนมากถูกส่งจากจีนไปยังเม็กซิโกเพื่อใช้ในการผลิตเมทแอมเฟตามีนและเฟนทานิล ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนอเมริกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

การดำเนินมาตรการโดยรัฐบาลทรัมป์ที่จัดให้แก๊งซินาโลอาให้เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ ก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถติดตามและขัดขวางการเคลื่อนย้ายสารเคมีเหล่านี้ได้มากขึ้น

จากการคำนวณเบื้องต้น สารเคมีที่ยึดได้ในครั้งนี้สามารถนำไปผลิต เมทแอมเฟตามีนประมาณ 420,000 ปอนด์ ซึ่งมีมูลค่าถึง 569 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18,400 ล้านบาท โดยยังไม่นับถึงอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคในวงกว้าง

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนถึงการต่อสู้กับยาเสพติดเข้มข้นของสหรัฐฯ แต่ก็ยังคงต้องมีร่วมทุกฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยับยั้งห่วงโซ่อุปทานและการแพร่กระจายของสารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีน ที่ต้นทาง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวในระดับนานาชาติหรือประเด็นยาเสพติด อย่าลืมติดตามภาพข่าวและข้อมูลที่มีการเปิดเผยเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจบริบทของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – สหรัฐประกาศยึดสารตั้งต้น “เมทแอมเฟตามีน” ลอตใหญ่ ส่งจากจีนไปเม็กซิโก

รองผู้นำอังกฤษยอมรับ “จ่ายภาษีไม่ครบ” อ้าง “บกพร่องโดยไม่เจตนา”

เรย์เนอร์ รองนายกรัฐมนตรีหญิงของสหราชอาณาจักร ยอมรับว่าเคย “จ่ายภาษีไม่ครบ” จากกรณีซื้ออพาร์ตเมนต์ในเมืองโฮฟ โดยอ้างว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ และเกิดจากการได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ

รองผู้นำอังกฤษยอมรับ “จ่ายภาษีไม่ครบ” อ้าง “บกพร่องโดยไม่เจตนา”

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา เรย์เนอร์ได้ระบุว่า ตนได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไปยังที่ปรึกษาด้านจริยธรรมของรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องด้านภาษี พร้อมกับให้ความเห็นว่าประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากคำแนะนำที่ไม่เพียงพอ

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสกายนิวส์ เรย์เนอร์เผยว่า ตนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก แม้จะเชื่อว่าได้ดำเนินการไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังต้องปรึกษากับครอบครัวเกี่ยวกับการลาออกอย่างจริงจัง

ความผิดพลาดจากคำแนะนำที่ไม่เพียงพอ

ข้อกล่าวหาเกิดขึ้นหลังจากมีการรายงานว่า เรย์เนอร์ได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโฮฟ และมีการลดภาระภาษีอากรแสตมป์ลงไปถึง 40,000 ปอนด์ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) โดยการลบที่อยู่ของเธอจากอสังหาฯ เก่าในเขตเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลให้มีเพียงอสังหาฯ แห่งใหม่ที่มีชื่อเธอเป็นเจ้าของ

เรย์เนอร์ชี้แจงว่า ตนได้ขอคำแนะนำจากทนายความ แต่ทนายไม่ได้พิจารณาสถานการณ์รายละเอียดส่วนตัวของเธอ รวมถึงกองทุนทรัสต์ที่เธอจัดตั้งเพื่อใช้ประโยชน์แก่ผู้พิการอย่างเพียงพอ จนทำให้เกิดการเสียภาษีไม่ครบ

แม้จะเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กลับออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยระบุอย่างภาคภูมิใจว่า ภูมิใจที่ได้ “นั่งเคียงข้างเธอ” และเน้นว่า เรย์เนอร์ได้เผยเรื่องทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วน

เธอผู้กล่าวว่า ตระหนักดีว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเธอและครอบครัว แต่ก็ทำเพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมีความโปร่งใสอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าท่าทีของผู้นำระดับสูงเมื่อเผชิญกับปัญหาด้านภาษีจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างไร ขณะที่ประชาชนยังคงให้ความสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บทสรุป: เรย์เนอร์เผชิญความผิดพลาดในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กลับใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงจุดยืนอย่างโปร่งใส ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ผู้นำทุกคนควรเรียนรู้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของตนเอง

ที่มา – รองผู้นำอังกฤษยอมรับ “จ่ายภาษีไม่ครบ” อ้าง “บกพร่องโดยไม่เจตนา”

ทหารตำรวจปกครองร่วมจับหนุ่มขนบุหรี่เถื่อนมูลค่า 4 ล้าน

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ได้แก่ ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ ภายใต้การนำของ พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135, สภ.ทองผาภูมิ และฝ่ายปกครอง อำเภอทองผาภูมิ ได้จัดตั้งจุดตรวจสกัดในพื้นที่สามแยกทองผาภูมิ บ้านท่าขนุน ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนบุหรี่เถื่อนเข้าสู่พื้นที่

ทหารตำรวจปกครองร่วมจับหนุ่มขนบุหรี่เถื่อนมูลค่า 4 ล้าน

หลังได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าจะมีการขนบุหรี่หนีภาษีเข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเตรียมการตรวจสอบ จนกระทั่งสังเกตเห็นรถกระบะต้องสงสัย ทะเบียนพระนครศรีอยุธยา ที่กำลังมุ่งหน้ามาจากอำเภอสังขละบุรี ไปยังอำเภอเมืองกาญจนบุรี จึงสั่งให้หยุดรถเพื่อตรวจค้น

ในการตรวจสอบพบว่าผู้ขับรถคือนายบุญชู อายุ 33 ปี ซึ่งมีพฤติกรรมน่าสงสัย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดผ้าใบคลุมในกระบะท้าย พบสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่มากมาย ได้แก่ บุหรี่ยี่ห้อกรองทิพย์ 450 คอตตอน และบุหรี่เมียนมายี่ห้อไชโยจำนวน 200 ห่อ ซึ่งเมื่อประเมินมูลค่าจากการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายสรรพสามิต จะมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านบาท

หนุ่มสารภาพรับจ้างส่งบุหรี่ ได้เงินเพียงหมื่น

ผู้ต้องหาให้การสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่ไม่ทราบชื่อเป็นเงิน 18,000 บาท ให้นำบุหรี่ทั้งหมดไปส่งที่อำเภอเมืองกาญจนบุรีเพื่อจำหน่ายในพื้นที่ จนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพร้อมของกลางเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ณ สภ.ทองผาภูมิ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ทหารตำรวจปกครอง ในการรักษาความสงบสุข และป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังคงมีปัญหาการลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนเป็นจำนวนมาก

  • เจ้าหน้าที่ยึดบุหรี่หนีภาษีมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท
  • ผู้ต้องหาสารภาพรับจ้างขนของผิดกฎหมาย
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายและเปรียบเทียบปรับแล้ว

การจับกุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งการยืนยันถึงความพร้อมและประสานงานของ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่ไม่ยอมเอื้ออาวาสให้กับการกระทำความผิด โดยเฉพาะการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งหากไม่มีการเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวด อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดภายในประเทศ

เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ ประชาชน และผู้ประกอบการ ที่ต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันและต่อต้านการค้าสินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษีอากร เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใสและยุติธรรม

ที่มา – ‘ทหาร-ตำรวจ-ปกครอง’ รวบหนุ่มรับจ้างขนบุหรี่เถื่อน ค่ากว่า 4 ล้านบาท

ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 32.28 บาท จับตาปัจจัยการเมือง

วันนี้ (4 ก.ย.) ตลาดการเงินกลับมามีความเคลื่อนไหวค่อนข้างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสกุลเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (เวลา 9.53 น.) เงินบาทอยู่ที่ระดับประมาณ 32.28-32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ต่างจากช่วงท้ายตลาดเมื่อวานซึ่งปิดที่ระดับ 32.35 บาท

ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 32.28 บาท จับตาปัจจัยการเมือง

ความเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาท วันนี้ได้รับอิทธิพลจากสภาพคล่องโลกที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะพลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาบ่งชี้แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนกำลังลงชั่วคราว

ปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท

ข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรับสมัครในเดือนกรกฎาคม ซึ่งออกมาในระดับที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดปรับลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และกลับมามีโอกาสที่จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยแทน หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดอย่าง คุณคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ได้ออกมาให้ความเห็นว่าควรเริ่มวงจรการลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกันยายน

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาท ยังไม่สามารถมาหยุดนิ่งได้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถยืนเหนือหรือต่ำกว่า 32.30 บาทได้นั้น นักลงทุนควรติดตามปัจจัยสำคัญต่อไปนี้:

  • ปัจจัยการเมืองภายในประเทศ
  • ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์)
  • แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลก
  • ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ควรจับตา เช่น ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ADP, ISM/PMI ภาคบริการเดือนส.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ขณะนี้กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ประเมินไว้ที่ 32.20 – 32.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งถือว่ายังมีพื้นที่ให้ติดตามผลการเคลื่อนไหวได้มาก แม้ว่าจะปลอดภัยในระยะสั้น แต่ก็ต้องรอดูแนวโน้มอย่างใกล้ชิดว่า เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและภูมิภาคจะส่งผลต่อภาพรวมต่อไปอย่างไร

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้มีความสนใจในตลาดการเงิน การตรวจสอบข่าวสารใกล้เคียงกับ ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 32.28 บาท จะช่วยให้เราวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการคาดเดารูปแบบตลาดในช่วงที่เปลี่ยนผ่านเช่นนี้

ทั้งนี้ หากคุณเป็นผู้ลงทุนรายย่อยหรือดูแลพอร์ตการเงินให้บุคคลอื่น ก็ไม่ควรละเลยการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นตลาดการเงินในต่างประเทศ หรือกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ เพราะอาจเปลี่ยนแปลงกระทันหันได้ทุกเมื่อยาม

หากคุณมีความสร้างสรรค์ทางเศรษฐศาสตร์ ลองนำเหตุการณ์เช่นนี้มาเป็นพื้นฐานในการวางแผนจัดการทุนของตนเองดู เพราะความรู้คือพลังสำคัญในการสู้ในตลาดธุรกิจโลกที่มีการแข่งขันสูง

— สรุปความสำคัญของเหตุการณ์รอบวันนี้ในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ถูกกระตุ้นโดยหลายปัจจัยสำคัญ

ที่มา – ค่าเงินบาท แข็งค่าแตะ 32.28 บาท จับตาปัจจัยการเมืองในประเทศ

อนุทินยันเคลียร์ปชน. หลังภูมิใจไทยโหวตร่างกฎหมายไม่ทัน

เมื่อเวลา 09.06 น. วันที่ 4 กันยายน ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาถึงรัฐสภาโดยไม่ให้สัมภาษณ์ประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันถัดไป ท่ามกลางกระแสความคาดกังวลจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในช่วงการเมืองที่เข้มข้น

อนุทินยันเคลียร์ปชน. แล้วเกี่ยวกับการโหวตร่างกฎหมาย

ภายหลังจากที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ลงคะแนนเสียงร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR) ซึ่งพรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ นายอนุทิน ได้ให้ข้อมูลว่าได้มีการเคลียร์ความเข้าใจกับพรรคประชาชนแล้ว โดยได้ชี้แจงและคุยกันในหลายๆ ประเด็น เพื่อให้ทั้งสองพรรคมีแนวทางเดียวกันในฐานะฝ่ายค้านร่วมกันในสภาผู้แทนราษฎร

ระบุ 112 ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทยจริงหรือ?

ในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยไปแจ้งความตามมาตรา 112 กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ นายอนุทิน ปฏิเสธว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยเลย และระบุว่ายังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นการแจ้งความในนามพรรคหรือไม่ แม้ว่าจะมีการชี้ว่านายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยคือผู้ดำเนินการ แต่ “อนุทิน” ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องหลักของพรรค

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการตีกลับร่างพระราชกำหนดยุบสภา ซึ่ง “อนุทิน” ยืนยันว่าในตอนนี้ยังไม่เป็นเรื่องที่ควรพูดถึงอย่างเปิดเผย และย้ำว่าทุกอย่างต้องทำด้วยความรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมาย

ขณะที่กระแสข่าวเกี่ยวกับการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน จากพรรคเพื่อไทย ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างมาก “อนุทิน” ระบุว่าในระบอบประชาธิปไตยการมีทางเลือกคือสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ยังกล่าวถึงคำกล่าวของ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ที่ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะเป็น “ครม. เขี้ยวลากดิน” แต่เขาไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมก่อนเดินเข้าลิฟต์ไป

สรุป : จากสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ พรรคภูมิใจไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของประเด็นต่างๆ ทั้งในเชิงกลยุทธ์การลงมติในสภา และการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน การเคลียร์ปมความเข้าใจต่างๆ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ

ที่มา – ‘อนุทิน’ รับ เคลียร์ ‘ปชน.’ แล้ว หลังภูมิใจไทย มาโหวตร่างกฎหมายไม่ทัน