ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พ่อเมืองสุโขทัย นำทีมร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2568

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วยนางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย ได้นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมกิจกรรมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์กิจกรรมหลักของจังหวัด นั่นคือ พ่อเมืองสุโขทัย นำทีมร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2568 เพื่อเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้เข้ามาร่วมสืบสานประเพณีอันงดงามและส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

พ่อเมืองสุโขทัย นำทีมร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2568

กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีผู้บริหารระดับจังหวัด อาทิ นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย, นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย, นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานความมั่นคงสำคัญทั้งภาคพลเรือนและทหาร เข้าร่วมเพื่อร่วมกันสื่อสารความงามของงานลอยกระทงประจำปี 2568 ที่เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม และความบันเทิงอย่างลงตัว

เตรียมพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ ณ สุโขทัย

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ถือเป็นงานสำคัญระดับจังหวัดที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งเป็นสถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังจัดเต็มทั้งกิจกรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง และการแสดงทางวัฒนธรรมมากมายที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชาวสุโขทัย

หนึ่งในไฮไลท์ของงาน คือ การจัดแสดงกระทงหลากสีสันให้ผู้เข้าชมสามารถประดิษฐ์และลอยกระทงตามขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาช้านาน นอกจากนี้ยังมีพิธีเผาเทียนที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์และโชคลาภ รวมถึงกิจกรรมเล่นไฟที่ตื่นเต้นและเปี่ยมด้วยสีสัน

  • ร่วมลอยกระทง ขอพรจากแม่น้ำ
  • ชมพิธีเผาเทียนสู่ขวัญวิญญาณ
  • ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านสุโขทัย
  • สนุกกับกิจกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้าน
  • ถ่ายรูปท่ามกลางฉากหลังที่สวยงาม

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน พ่อเมืองสุโขทัย นำทีมร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2568 สามารถทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage หรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัย เพื่อไม่พลาดทั้งกิจกรรม กับความสนุกแบบเต็มรูปแบบตลอดทั้งงาน

และที่สำคัญที่สุด งานนี้ไม่ได้จัดขึ้นเป็นเพียงการส่งเสริมให้เกิดความบันเทิง แต่ยังมุ่งเน้นในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยประเพณีลอยกระทงให้อยู่กับเราไปชั่วนาน จริงหรือไม่ที่เราควรเป็นผู้ที่ต่อสานประเพณีงาม ๆ เหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดกาล

ที่มา – พ่อเมืองสุโขทัย นำทีมร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2568

ขุนคลังฟิลิปปินส์ชี้ 70% ของงบประมาณคุมน้ำท่วม ถูกละลายไปกับ “คอร์รัปชัน”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ว่า นายราล์ฟ เรกโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลอันเป็นที่ตกใจในการพิจารณางบประมาณของวุฒิสภา เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า งบประมาณโครงการควบคุมน้ำท่วมภายใต้กรมโยธาธิการในช่วงปี 2566-2568 ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการทุจริตอย่างมาก โดยมีมูลค่าสูงถึง 42,300-118,500 ล้านเปโซ หรือประมาณ 23,828-66,753 ล้านบาท

ข้อมูลนี้มาจากการรายงานเบื้องต้นที่ระบุชัดเจนว่า 25%-70% ของต้นทุนทั้งหมดของโครงการ คอร์รัปชัน ได้ทำให้ทรัพยากรทางการเงินที่ประชาชนให้ไว้เชื่อมั่น กลับถูกละลายไปอย่างน่าเศร้า ขุนคลังฟิลิปปินส์ ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาในการประชุมสภา โดยระบุว่า “เงินภาษีของประชาชนกำลังถูกใช้ไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ”

ขุนคลังฟิลิปปินส์ชี้ 70% ของงบประมาณคุมน้ำท่วม ถูกละลายไปกับ “คอร์รัปชัน”

โครงการหลายๆ โครงการ ถูกเปิดเผยว่าเป็นแค่ “โครงการร้าง” หรือ “โครงการต่ำคุณภาพ” ที่ใช้งบประมาณมหาศาล แต่ไม่ได้ประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น ทางรัฐบาลจึงเร่งปิดช่องโหว่และเตรียมดำเนินการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการสูญผิดอีกอย่างซ้ำซาก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าการใช้งบประมาณที่มีความโปร่งใสน้อยครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน แต่รัฐมนตรียังแจ้งว่าหากการใช้จ่ายงบประมาณสามารถควบคุมให้ดีขึ้น อาจช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2566-2567 ให้เติบโตได้ถึง 6% ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์นี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความสำคัญของการมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง เพื่อรับรองว่าเงินของประชาชนจะถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ตกเป็นของผู้มีอำนาจหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

  • โครงการร้างมีจำนวนมาก
  • งบประมาณสูญเปล่า
  • ต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด

ในการต่อสู้กับปัญหา คอร์รัปชัน นี้ ควรมีการเสริมสร้างความรับผิดชอบให้กับผู้บริหารโครงการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้น ไม่หลงเหลือช่องว่างในการฉ้อโกงหรือทำให้เกิดความสูญเสียแก่ประเทศชาติ

ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่นี่คือปัญหาที่กระทบถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน และโอกาสในการพัฒนาประเทศ หากเรายังปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไป โดยไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ผลกระทบจะตามมาในระยะยาวเช่นกัน

การสำนึกของประชาชนในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ข่าวสาร ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้ภาษีของตนเอง จากภาครัฐ อย่างใกล้ชิด

การเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลรายงานตาม例行 แต่เป็นการเตือนฤกษ์ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ หากไม่มีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

อินไซต์จากกรณีนี้ หากภาครัฐสามารถส่งมอบความโปร่งใส และมีการทบทวนนโยบายอย่างต่อเนื่อง จะสามารถแก้ไขให้ประเทศไทยหรือฟิลิปปินส์ฟื้นตัวจากจุดนี้ได้ อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงประเทศไปได้ในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ลองหมั่นติดตามข่าวสารด้านงบประมาณและการทุจริต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีขึ้นด้วยตัวคุณเอง

ที่มา – ขุนคลังฟิลิปปินส์ชี้ 70% ของงบประมาณคุมน้ำท่วม ถูกละลายไปกับ “คอร์รัปชัน”

ชาวบ้านสุรินทร์เห็นด้วยกับ ‘แม่ทัพกุ้ง’ สั่งล้อมรั้วปิดตายปราสาทตาเมือนธม

จากกรณีที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มีข้อความชัดเจนต่อนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) และข้าราชการเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า

“ปราสาทตาเมือนธม ปิดตาย รั้วลาดหนามขึงแล้วขึงเลยไม่เอาออก จะขึ้นมาต้องใช้วีซ่า ใช้พาสปอร์ต” ข้อความดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดน

ชาวบ้านสุรินทร์เห็นด้วยกับ ‘แม่ทัพกุ้ง’ สั่งล้อมรั้วปิดตายปราสาทตาเมือนธม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยมี นายทองเจริญ ยวนใจ อายุ 77 ปี และ นางบุญล้อม ยวนใจ อายุ 73 ปี เป็นผู้ให้ข้อมูล

นายทองเจริญกล่าวว่า “เราเห็นด้วยกับแม่ทัพภาคที่ 2 ที่สั่งล้อมรั้วปิดตายปราสาทตาเมือนธม เพราะหากยังปล่อยให้เข้าถึงแบบเดิม ก็อาจเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการทหาร ควรทำกำแพงหรือรั้วอย่างถาวรไปเลย ไม่ใช่แค่ลวดหนามอย่างเดียว”

ความปลอดภัยของกำลังพลเป็นสำคัญ

  • ไม้ล้อมธรรมดาไม่เพียงพอ
  • ต้องรั้วชั่วคงทน
  • ไม่เชื่อถือความมั่นคงจากฝั่งเขมร
  • ระวังสงครามลุกลาม

นางบุญล้อม กล่าวเสริมว่า “เขามาใกล้เลยตลอดวัน ข่าวจากหนังสือพิมพ์บอกว่าขบวนทหารเขมรมาประชิดชายแดนทุกวันเลย ทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ลำบากมาก ญาติๆ ก็เลยต้องอพยพหนีมายังวัดและบ้านเรา เพราะกลัวจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน”

นางบุญล้อม ระบุต่อว่า “อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะเรื่องการประกันความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน รวมถึงช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจกับคนในพื้นที่ให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ปากท้องก็ลำบากพอตัวแล้ว”

นายทองเจริญ กล่าวสรุปว่า “เราเชื่อในฝีมือแม่ทัพ ท่านคิดได้ดีแล้ว ผู้นำต้องลงพื้นที่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้เร็วๆ นี้ อย่าปล่อยให้ลุกลามมากไปกว่านี้”

นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนเห็นพ้องกันว่า การปิดตายปราสาทตาเมือนธม เป็นการป้องกันและรักษาความเป็นอมตะของดินแดนไทยไว้อย่างใกล้ชิด ถือเป็นมาตรการที่ทันสถานการณ์

แต่ก็อย่างไรก็ตาม มีเสียงบางส่วนที่กล่าวว่าควรเปลี่ยนจากวิธีป้องกันแบบ ‘ปิดตาย’ ไปสู่การ ‘เจรจา’ ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เกิดทางออกที่ยั่งยืน ทั้งด้านความมั่นคงและสันติสุข

อย่างไรก็ตาม การสั่งล้อมรั้วปิดตายปราสาทตาเมือนธมของแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นข้อความที่เข้มแข็งและตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

ความเห็นของชาวบ้านในพื้นที่นั้นเป็นเสียงสะท้อนของความต้องการในเรื่องความปลอดภัยและการดูแลจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ หรือรัฐบาล ให้เร่งพิจารณาแนวทางที่จะสร้างความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมให้กับประชาชนในเขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้

ที่มา – ชาวบ้านสุรินทร์เห็นด้วยกับ ‘แม่ทัพกุ้ง’ สั่งล้อมรั้วปิดตายปราสาทตาเมือนธม

กรมทะเล-SCG จัดHackathon ออกแบบฐานปะการัง 3D Printing

ปะการังในทะเลไทยกำลังประสบกับวิกฤตการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์อย่างมลพิษทางทะเลและการท่องเที่ยวที่มากเกินไป การ ออกแบบฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังด้วยเทคโนโลยี 3D Printing จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

ออกแบบฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังด้วยเทคโนโลยี 3D Printing

จากปัญหานี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ได้จัดกิจกรรม “ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 by 3D Printing Tech” ภายใต้แนวคิดการใช้ เทคโนโลยี 3D Printing เพื่อออกแบบโครงสร้างฐานปะการังเทียมที่ช่วยให้ตัวอ่อนปะการังสามารถยึดติดและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูแนวปะการังที่ถูกทำลาย

แรงบันดาลใจจากนักออกแบบรุ่นใหม่

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ ทีมผู้เข้าร่วม 6 ทีม ได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thai Ocean Academy Pattaya และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างแนวคิดนวัตกรรมด้านปะการังที่น่าทึ่ง

  • ทีมชนะเลิศ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง รับรางวัล 30,000 บาท
  • รองชนะเลิศ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับ 20,000 บาท
  • รางวัลชมเชย: 4 ทีม ทีมละ 10,000 บาท
  • รางวัลขวัญใจมหาชน: มหาวิทยาลัยบูรพา รับ 20,000 บาท

ผลงานที่โดดเด่นจะถูกนำไปพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อใช้ในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน

ความร่วมมือเพื่ออนาคตของท้องทะเลไทย

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า แนวทางการใช้ 3D Printing ร่วมกับองค์ความรู้จากนักวิจัยและสถาบันการศึกษา เป็นการทำงานอย่างบูรณาการที่จะช่วยให้ปะการังในไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง และ SCG ก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนวัสดุและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คุณเฉลิมวุฒิ สงวนญาติ จาก SCG กล่าวเสริมว่า SCG เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ในขณะที่ยังสามารถร่วมกับภาครัฐและมหาวิทยาลัยเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม

นวัตกรรมจากกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักสำคัญที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับทรัพยากรทางทะเลของไทย อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์คือภารกิจของทุกคน ไม่ว่าจะจากภาครัฐ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป ขอเริ่มต้นด้วยการรู้ ใส่ใจ และมีส่วนร่วมในการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่าต่อลูกหลานในอนาคต

ที่มา – กรมทะเล ร่วมกับ SCG จัดกิจกรรมแข่งขันออกแบบฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing

รร.เลยพิทยาคม ออกแนวปฏิบัติครู-นักเรียน เหตุผลกระทบพายุ หนองฟ้า

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ดร.จิตติศักดิ์ นามวงษา ผู้อำนวยการโรงเรียนเลยพิทยาคม ภายใต้การดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ได้เปิดเผยว่า ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศแจ้งเตือนเกี่ยวกับพายุโซนร้อนชื่อ “หนองฟ้า” พร้อมกับคาดการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ฉบับที่ 8 (231/2568) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่จังหวัดเลย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พายุ “หนองฟ้า” อ่อนกำลังลงกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่จังหวัดเลย ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายอำเภอช่วงระหว่างวันที่ 31 สิงหาคมจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้น้ำป่าจากยอดเขาไหลหนักเข้าสู่ลำห้วย น้ำท่วมบ้านเรือน ถนน และเส้นทางสำคัญ รวมถึงสร้างผลกระทบต่อการเดินทางของครู ข้าราชการ และนักเรียนที่ต้องเดินทางมาที่โรงเรียน

รร.เลยพิทยาคม ออกแนวปฏิบัติครู-นักเรียน เหตุผลกระทบพายุ หนองฟ้า

เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรในสถานศึกษา โรงเรียนเลยพิทยาคมได้ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานการณ์พิเศษ ดังนี้:

  • ข้าราชการครูและบุคลากร: ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่พักอาศัย หรือเส้นทางเข้าออกให้รายงานตัวผ่านไลน์ราชการทุกวัน ไม่ต้องเดินทางมาลงเวลาที่โรงเรียน โดยสามารถ Work From Home (WFH) ได้ สายสัมพันธ์กับโรงเรียนและนักเรียนผ่าน Google Classroom หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ หากสถานการณ์คลี่คลายข้าราชการจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
  • นักเรียน: จำเป็นต้องแจ้งครูที่ปรึกษาหากต้องเรียนรู้อยู่ที่บ้าน สามารถติดตามการเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom ซึ่งไม่ถือเป็นการลาเรียน หากสถานการณ์ปลอดภัยให้กลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ
  • ครูที่ปรึกษา: ต้องสำรวจชื่อนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ และใช้ระบบ STUDENT CARE เพื่อติดตามเวลาเรียนของนักเรียน
  • ครูประจำวิชา: แจ้งเวลาเรียน มอบหมายงาน และติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้: จัดการแทนครูที่ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อรับประกันการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

แนวทางป้องกันและปฏิบัติในช่วงภัยพิบัติ

โรงเรียนเลยพิทยาคมยังขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการดูแล กำกับ และติดตามนักเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในแง่ของความปลอดภัยและการศึกษา

ทั้งนี้แนวทางการปฏิบัติดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติราชการของครูและบุคลากรในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน การจัดการเรียนรู้จากที่บ้านถือเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อสถานศึกษายังสามารถใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงกับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือผู้เรียนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ อย่าลืมเช็กข้อมูลข่าวสารจากทางโรงเรียนตลอดเวลา และเตรียมตัวรับมืออย่างมีสติ เพราะความมั่นคงและความปลอดภัยของทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ที่มา – รร.เลยพิทยาคม ออกแนวปฏิบัติครู-นักเรียน เหตุผลกระทบพายุ “หนองฟ้า”

สศท.8คาดไม้ผลภาคใต้ 4 ชนิดผลผลิตรวม 6.7 แสนตัน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) เปิดเผยว่า ผลผลิตรวมของไม้ผลภาคใต้ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในช่วงฤดูและนอกฤดูของปี 2568 มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 674,030 ตัน ซึ่งถือว่ามีการลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีผลผลิต 712,406 ตัน คิดเป็นการลดลงร้อยละ 5 โดย ผลผลิตไม้ผลภาคใต้ แต่ละชนิดมีการผลิตลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของผลไม้ในช่วงต้นปี ซึ่งมีฝนตกต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ดอกผลอ่อนร่วงและแตกยอดอ่อน

สศท.8คาดไม้ผลภาคใต้ 4 ชนิดผลผลิตรวม 6.7 แสนตัน

สำหรับการผลิตของแต่ละชนิด ทุเรียนมีผลผลิต 559,295 ตัน ลดลงร้อยละ 5 มังคุด 78,660 ตัน ลดลงร้อยละ 34 เงาะ 32,212 ตัน ลดลงร้อยละ 20 และลองกองส่งผลิตเพียงแค่ 3,863 ตัน ลดลงถึงร้อยละ 83 สิ่งนี้เกิดจากปัจจัยสำคัญคือฝนที่ตกไม่เว้นช่วงทำให้การออกดอกในฤดูและนอกฤดูเกิดช้ากว่าแผนที่วางไว้

ผลผลิตสู่ตลาดช่วงไหนบ้าง?

ผลผลิตในฤดูปกติของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดจะเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2568 ส่วนไม้ผลนอกฤดูจะมีให้เห็นใน 2 ช่วง คือ มกราคมถึงพฤษภาคม และพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมมีการเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดไปแล้วกว่า 539,596 ตัน คิดเป็นร้อยละ 92 ของผลผลิตในฤดู ซึ่งทุเรียนมีการส่งออก 433,821 ตัน (91%) มังคุด 73,198 ตัน (99%) เงาะ 30,365 ตัน (98%) และลองกอง 2,212 ตัน (58%)

สศท.8 แจ้งว่า ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ยังอยู่ในช่วงเก็บผลผลิตในฤดู โดยเฉพาะลองกองที่มีปริมาณอีก 1,630 ตัน และขอชวนผู้บริโภคร่วมสนับสนุนเพราะลองกองจากภาคใต้มีคุณภาพดี มีลักษณะเป็นลูกกลม สีเหลืองอ่อน ใสฉ่ำ รสหวานหอม เป็นที่นิยมในทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เนื่องจากอากาศแปรปรวน การผลิตอาจได้รับผลกระทบทั้งในฤดูและนอกฤดู ดังนั้นการวางแผนแหล่งน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไทยมีอากาศเทropic ที่แปรปรวน ทำให้ต้องมีการจัดการที่ดีเพื่อให้ สศท.8คาดไม้ผลภาคใต้ ได้รับคุณภาพที่ดีที่สุดในระยะยาว

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผลผลิตไม้ผลภาคใต้ สามารถติดต่อที่ สศท.8 ได้ที่ โทร. 0 7731 1641 หรือทางอีเมลที่ [email protected]

การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกษตรกรและชุมชนในภาคใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่ผลผลิตที่เพียงพอสำหรับตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน

ที่มา – สศท.8คาด ไม้ผลภาคใต้ 4 ชนิด ผลผลิตรวม 6.7 แสนตัน

อนุทิน ขอบคุณ ปชน. โหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางเข้าสู่บริเวณสภา เพื่อเข้าร่วมการประชุมร่วมกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ภายหลังจากที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าจะสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อนุทิน ขอบคุณ ปชน. โหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข

จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ตั้งคำถามกับนายอนุทินว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่พรรคประชาชนมีมติโหวตสนับสนุนให้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้ตอบกลับอย่างชัดเจนและเป็นมิตรว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย”

เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่พรรคประชาชนออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจน ได้ก่อให้เกิดการตอบโต้จากพรรคเพื่อไทย ที่ได้ยื่นหนังสือทูลเกล้าฯ เพื่อขอยุบสภาไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านอนุทินไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนต่อสถานการณ์ดังกล่าวในตอนนี้

ยอมรับเงื่อนไขอย่างเต็มที่

เมื่อถูกถามอีกครั้งว่า พร้อมที่จะรับข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทินตอบอย่างแน่วแน่ “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ” คำกล่าวดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่เปิดรับอย่างเต็มที่ และการเตรียมพร้อมรับภารกิจที่หนักหน่วงหากได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจริง

  • พรรคประชาชนมีมติสนับสนุนอย่างเป็นทางการ
  • พรรคร่วมเสนอเงื่อนไขหลายประการ
  • พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาทันที
  • อนุทินยืนยันยินดีรับเงื่อนไขทุกข้อ

การประกาศสนับสนุนจากพรรคประชาชนถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของภาพรวมทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงเวลานี้อย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของความมั่นคงของรัฐบาลในอนาคต ตลอดจนแนวทางนโยบายและการบริหารประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การเมืองภายใน ถือเป็นความหวังใหม่ให้กับผู้คนที่ใคร่หวังการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามให้ใกล้ชิดว่าสถานการณ์จะมีการพัฒนาไปในทิศทางใด และภาพรวมจะเป็นเช่นไรภายหลังจากการประชุมสภาในวันนี้

หากท่านต้องการติดตามกระแสข่าวสารการเมืองล่าสุด สามารถติดตามอัปเดตได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ‘อนุทิน’ขอบคุณ ‘ปชน.’มีมติโหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข

บิ๊กเล็กเตรียมส่งโผทหารให้ภูมิธรรมวันนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 3 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมศูนย์บริหารเฉพาะกิจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า วันเดียวกันนี้จะมีการพิจารณาโรดแมปของ ศบ.ทก. เพื่อเตรียมเสนอสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

บิ๊กเล็กเตรียมส่งโผทหารให้ภูมิธรรมวันนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ

อีกทั้งยังพิจารณากรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อหาแนวปฏิบัติที่เหมาะสม รวมถึงถกปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยจะนำรายงานจากศูนย์อพยพในพื้นที่จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน เพื่อให้แรงงานในพื้นที่มีโอกาสออกมาทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีการพูดคุยและกำหนดวิธีการบริหารจัดการแรงงานอย่างรอบคอบ

เตรียมเสนอสมช.และครม.

เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์การเมืองที่มีแนวโน้มว่าอาจมีการยุบสภา พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ เพราะเรามีพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งได้กำหนดการใช้กำลังและการมอบอำนาจให้กับบุคลากรในสายกำลังอย่างชัดเจน เช่น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการกองพล ซึ่งหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็สามารถดำเนินการได้ทันทีตามกฎระเบียบที่มีอยู่

นอกจากนี้ เมื่อถามต่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กัมพูชาอาจจะใช้ช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองไทยยังไม่มั่นคงเพื่อดำเนินการทางทหาร พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ตนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กองกำลังสุรนารี และกองทัพภาคที่ 2 แล้ว และยืนยันว่ายังไม่มีสิ่งที่น่ากังวล เพราะกองกำลังที่ประจำการอยู่แนวชายแดนมีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งการเจรจาและการเตรียมความพร้อมทางทหารต่างดำเนินไปพร้อมกัน

  • ยืนยันความพร้อมของกองทัพ
  • ยื่นโผทหารให้ภูมิธรรมวันนี้
  • วางแผนบริหารจัดการแรงงานในพื้นที่ชายแดน

เมื่อถามถึงการ ยื่นโผทหารให้ภูมิธรรม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าจะนำส่งโผทหารให้กับ “ภูมิธรรม” ในวันนี้ เพื่อให้ได้รับการขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในการเตรียมกำลังพลเพื่อดูแลความมั่นคงด้านชายแดนแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แม้สถานการณ์การเมืองในประเทศจะกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน แต่หน่วยงานความมั่นคงก็ยังคงรักษาความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนควรได้รับความมั่นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการความมั่นคงในกรณีที่มีความจำเป็น

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’เตรียมส่งโผทหารให้ ‘ภูมิธรรม’วันนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ

‘เท้ง‘นำพรรคประชาชนแถลง-จรด MOA ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ คนที่ 32

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ‘เท้ง’ หัวหน้าพรรคประชาชน นำคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนแถลงข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมของกรรมการบริหารพรรคในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าช่วง 5 วันที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมาก โดยมีกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

พรรคประชาชนยืนยันว่ายังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการยุบสภา จึงได้ทำการหารือภายในพรรคอย่างละเอียด จนมาถึงข้อสรุปว่าสถานการณ์ในปัจจุบันควรให้ ‘เท้ง‘นำพรรคประชาชน ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในนามของประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

‘เท้ง‘นำพรรคประชาชน

“ทุกท่านครับ นับตั้งแต่กรณีการเผยแพร่คลิปเสียงระหว่างอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร และฮุน เซน พรรคประชาชนยืนยันว่าทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการให้อำนาจประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ ผ่านการยุบสภาเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งใหม่” นายณัฐพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคประชาชนต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจไม่มีผู้ได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง และเสี่ยงให้รัฐบาลชุดเดิมที่บริหารล้มเหลวกลับมาอยู่ในอำนาจอีกครั้ง

‘เท้ง‘นำพรรคประชาชน มุ่งเน้นความโปร่งใสในกระบวนการ

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้หารือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอย่างละเอียด และยืนยันเงื่อนไขสำคัญในการสนับสนุนผู้สมัคร ‘อนุทิน’ นั่งเป็นนายกฯ คนที่ 32 ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือทางการเมือง (MOA) ที่ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว

  • 1. ผู้ได้รับการสนับสนุนจะต้องประกาศยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังจากได้รับตำแหน่ง
  • 2. หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าต้องมีประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องจัดให้มีการลงประชามติเพื่อให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่
  • 3. หากไม่ต้องมีประชามติ ให้รัฐบาลและพรรคประชาชนร่วมกันผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที
  • 4. หัวหน้าพรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมครอบียตำแหน่งรัฐมนตรี ภายใต้การเป็นฝ่ายค้านอย่างแน่วแน่

การลงนามใน MOA หรือบันทึกข้อตกลงถือเป็นก้าวสำคัญที่พรรคประชาชนต้องการให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย และเตรียมตัวบริหารประเทศภายใต้เงื่อนไขที่เปิดกว้างต่อประชาชนทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันว่าแม้จะเป็นพรรคในการสนับสนุนรัฐบาล แต่จะยังคงทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการเมืองในประเทศ รวมทั้งยืนยันว่าจะไม่มีบุคคลใดของพรรคเข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

ในท้ายที่สุด นี่คือกระบวนการทางการเมืองที่ต้องใช้ความรอบคอบและการรับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง โดยโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนสูง

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด อย่าลืมติดตามข่าวสารที่เราอัปเดตให้ทันทุกสถานการณ์ ทั้งก่อนและหลังการลงนาม MOA!

ติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และ ‘เท้ง‘นำพรรคประชาชน ได้ที่นี่!

ที่มา – ‘เท้ง‘นำกรรมการบริหารพรรคฯแถลง-จรดปากกาลงนาม MOA ชู ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ คนที่ 32

เผย “ดีแลป” เจ็บคนเดียวตลาดนักเตะวุ่นกันไปทั่วยุโรป

อาการบาดเจ็บของ เลียม ดีแลป กองหน้าของทีม เชลซี ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในตลาดซื้อขายนักเตะทั่วทั้งยุโรป เนื่องจากคาดว่าเขาจะต้องพักยาวถึง 6-8 สัปดาห์ ทำให้หลายสโมสรที่วางแผนการเสริมทีมต้องปรับแผนและรีบเคลื่อนไหวทันที

เผย “ดีแลป” เจ็บคนเดียวตลาดนักเตะวุ่นกันไปทั่วยุโรป

บาเยิร์น มิวนิก ตกเป็นเหยื่อรายแรกจากการบาดเจ็บครั้งนี้ เมื่อทาง เชลซี ยกเลิกข้อตกลงการยืมตัว นิโคลัส แจ็คสัน ท่ามกลางข่าวการเจรจาที่เกือบจะปิดดีล หลังจากที่ แจ็คสัน เข้าไปตรวจร่างกายกับทางสโมสรเยอรมันแล้ว

ทว่า เชลซี กลับเปลี่ยนแนวทาง สั่งระงับการย้ายทีมแบบยืม และหันไปเจรจาซื้อขาด คอนราด ฮาร์เดอร์ จาก สปอร์ติง ลิสบอน แทน โดยนำเงินจากดีลแจ็คสันไปเป็นค่าตัว และเสนอให้บาเยิร์นเปลี่ยนจากยืมเป็นซื้อขาด

ความล้มเหลว และการซื้อ-ขายแบบ CASCADING

แต่ท้ายที่สุด ฮาร์เดอร์ ตัดสินใจหลังลำดับขนาดแทน ยอมย้ายไป แอร์เบ ไลป์ซิก ที่มีบทบาทชัดเจนกว่า ส่งผลให้ เชลซียุติแผนหลัก และเปิดใช้แผนสำรอง นั่นคือการเรียกตัว มาร์ค กีอู กลับมาร่วมงานทันที แม้ว่าจะเพิ่งปล่อยเขาไปอยู่กับ ซันเดอร์แลนด์ แบบยืมตัวไม่นาน

ซันเดอร์แลนด์ เริ่มลังเลและไม่เต็มใจที่จะให้ดาวเตะวัยเพียง 19 ปี ต้องกลับคืน แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น จึงหันไปหาตัว ไบรอัน บร็อบบีย์ ของ อาแจ็กซ์ มาค้ำหน้าแทน ซึ่งก็เป็นการกระตุ้นให้ อาแจ็กซ์ เร่งเซ็นสัญญา แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก มาจาก อันเดอร์เลชท์ ก่อนที่จะมีข่าวลือว่าเขาเป็นเป้าหมายของ เซลติก ด้วยซ้ำ

หากแต่ เซลติก ก็พลาดในตัวดอลเบิร์ก เราจึงได้เห็นการสานต่อของ Movement ขวังเลือดเย็นไปทั่วทวีปยุโรป เซลติก คนถัดมาวิ่งตาม ดาบิด ดาโตร โฟฟานา ของ เชลซี แต่พลาดท่าไปอีกครั้ง โดย โฟฟานา ไปเลือก ชาร์ลตัน ที่แล้วก็ไม่ลงตัว ทำให้เซลติกต้องลุยต่อ มองหา เคเลชี อิเฮียนาโช ที่เพิ่งออกจากตลาดอิสระ หลังยกเลิกสัญญากับ เซบียา

สุดท้าย บาเยิร์น ยอมจ่ายเงินยืมแจ็คสันจำนวน 14.3 ล้านปอนด์ พร้อมเงื่อนไขบังคับซื้อขาด 56 ล้านปอนด์ หากแจ็คสันลงเล่นครบจำนวนนัดตามที่กำหนด ทำให้แพกเกจสุดท้ายมีมูลค่ารวมถึง 70 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นดีลคุ้มค่าอย่างมากสำหรับ เชลซี ที่เคยซื้อเขามาจากบียาร์รีลเพียง 32 ล้านปอนด์ในปี 2023

เห็นได้ชัดว่าการบาดเจ็บของ ดีแลป คนเดียว สามารถสร้างคลื่นลูกใหญ่ให้กับวงการฟุตบอลยุโรปได้แค่ไหน หากมองย้อนกลับลงไป ฟุตบอลไม่ได้มีแค่นักเตะ แต่เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งโครงสร้าง การซื้อ-ขาย แผนธุรกิจ และการวางกลยุทธ์ของแต่ละสโมสร

หากคุณเป็นแฟนบอล ลองสังเกตกันต่อได้ว่า เมื่อ ‘บิ๊กแนม’ มีปัญหากับแผนการแข่งขัน จะเกิดผลกระทบรอบที่สองไปยังทีมใหญ่ๆ ทั่วแวดวงในตลาดซื้อขายนักเตะอย่างไร

ที่มา – เผย “ดีแลป” เจ็บคนเดียวตลาดนักเตะวุ่นกันไปทั่วยุโรป