ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

20 สส.เพื่อไทย งถามศาลรัฐธรรมนูญหมดวาระ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย จำนวน 20 คน นำโดยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีหมายเลข 17/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อาจสิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 1 (4) และมาตรา 160 (5) ที่ได้รับการลงมติผล 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม

20 สส.เพื่อไทย งถามศาลรัฐธรรมนูญหมดวาระ

ประเด็นสำคัญคือ ในวันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายสราวุธ ทรงศิวิไล เข้ารับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายปัญญา อุดชาชน ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว แม้กฎหมายจะบัญญัติให้ตุลาการที่พ้นจากตำแหน่งยังคงปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง แต่ในกรณีนี้ หากตุลาการที่ถูกแทนที่ยังคงเข้าร่วมการตัดสินคดีสำคัญอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย

ความกังวลเกี่ยวกับการพิจารณาคดี

สิ่งที่เป็นข้อกังวลคือ ตุลาการที่พ้นวาระแล้วกลับมายังคงมีส่วนร่วมในการพิจารณาและลงคะแนนเสียงในคดีที่เป็นประเด็นสำคัญเช่นนี้ แม้ในระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ก็ควรมีความโปร่งใสและแม่นยำในขั้นตอนการแต่งตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างหรือข้อโต้แย้งในภายหลัง

มีข้อสังเกตว่า กระบวนการส่งประกาศพระบรมราชโองการอาจมีความล่าช้าจนเกินเหตุ ซึ่งอาจมีจุดประสงค์ในการทำให้ตุลาการเก่ายังคงมีสิทธิในการวินิจฉัยคดีสำคัญ การตั้งข้อสังเกตนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเพิกถอนกระบวนการพิจารณาคดีในกรณีคล้ายกัน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการแต่งตั้งตุลาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย 20 คนที่ร่วมลงนามในคำร้องนี้มีดังนี้:

  • นายวิสุทธิ์ ไชยรุณ
  • นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์
  • นายธีระชัย แสนแก้ว
  • นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์
  • นายบุญแก้ว สมวงศ์
  • นายไชยวัฒนา ติณรัตน์
  • นางเทียบจุฑา ขาวขำ
  • นายขจิตร ชัยนิคม
  • นายณพล เชยคำแหง
  • นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย
  • ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
  • นายอภิชาติ ตรีสวัสดิชัย
  • นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ
  • นายธเนศ เครือรัตน์
  • นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์
  • นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ
  • นายนิพนธ์ คนขยัน
  • นายชูศักดิ์ แม้นทิม
  • นายวัชระพล ขาวขำ
  • นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

การดำเนินการของ สส.20 คนนี้ถือเป็นการเฝ้าระวังกระบวนการขององค์กรสำคัญอย่างศาลรัฐธรรมนูญ โดยผู้แทนราษฎรกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายมีความถูกต้องเหมาะสม และตรวจสอบได้

เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว การที่ 20 สส.เพื่อไทย เดินหน้าผลักดันให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และต่อประชาชนอย่างชัดเจน ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องนี้จริง อาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร

หากคุณกำลังสนใจเรื่องการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ

ที่มา – เปิดรายชื่อ 20 สส.เพื่อไทย ลงชื่องถามศาลรัฐธรรมนูญหมดวาระ

เจ้าคณะจังหวัดลพบุรีสั่งทำแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี (พศจ.ลพบุรี) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการทำแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยพระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ได้ให้แนวทางว่าแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุจะต้องเน้นให้วัดกลับมาเป็นวัดที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ตามปกติ และตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

เจ้าคณะจังหวัดลพบุรีสั่งทำแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุ

ในการดำเนินการฟื้นฟู พระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ได้กำหนดขั้นตอนแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุที่ชัดเจน โดยเริ่มจากการสำรวจและตรวจสอบอาคารสถานที่ภายในวัดอย่างละเอียด เพราะคาดว่าจะต้องมีการรื้อถอนอาคารบางส่วนที่ไม่เหมาะสมหรือสร้างขึ้นโดยไม่เป็นไปตามหลักศาสนา นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับไวยาวัจกรวัดเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินที่มีอยู่ภายในวัด ซึ่งเชื่อว่าภายในเร็วๆ นี้จะสามารถเข้าตรวจสอบได้อย่างครบถ้วน

การจัดการผู้ป่วยที่อยู่ในวัด

ที่ผ่านมา วัดพระบาทน้ำพุมีการใช้พื้นที่เป็นสถานที่พักพิงของผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ติดเตียงหรือต้องการการดูแลเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม แผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุครั้งนี้ได้มีการวางแผนจัดการเรื่องนี้ด้วย โดยมีการประสานงานกับภาคีเครือข่ายทางสาธารณสุข เช่น สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ให้รับผิดชอบในการย้ายผู้ป่วยไปดูแลในสถานที่ที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางศาสนาในวัดสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

เป้าหมายสำคัญของการฟื้นฟูคือ การนำวัดกลับสู่สภาพปกติที่มีความเหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อและการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธในพื้นที่ ทั้งยังเป็นการคืนคุณค่าด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของวัดแห่งนี้ให้กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง

  • วัดพระบาทน้ำพุเคยเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรมของชาวบ้าน
  • มีการตั้งเป้าให้วัดกลับเป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชน
  • มีแผนรื้ออาคารที่สร้างไม่เหมาะสมเพื่อความเป็นวัดอย่างแท้จริง
  • ผู้ป่วยจะได้รับการรองรับที่เหมาะสมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุภายใต้แนวทางจากเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมหรือปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ แต่เป็นการ “ปลุกคืนวิญญาณ” ของวัดเพื่อให้กลับมาเป็นสถานที่บำบัดใจและจิตใจของคนในชุมชน เป็นการวางรากฐานใหม่แบบมั่นคงและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

หากคุณเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรม ติดตามข่าวสารความคืบหน้าแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในจังหวัดลพบุรี

ที่มา – ‘เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี’ สั่งทำแผนฟื้นฟูวัดพระบาทน้ำพุ ให้กลับมาเป็นวัดปกติ

“ตุลาการพ้นวาระ” มีอำนาจวินิจฉัยคดีต่อหรือไม่?

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายชื่อดัง ได้ออกมาตั้งคำถามถึงสถานะทางกฎหมายของ “ตุลาการพ้นวาระ” โดยเฉพาะกรณีของ นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นวาระไปแล้ว เนื่องจากครบกำหนดการดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย

กรณีนี้มีประเด็นที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ตุลาการที่พ้นวาระแล้ว แต่ตุลาการใหม่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งและถวายสัตย์ตน ยังคงมีอำนาจในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้

“ตุลาการพ้นวาระ” ยังมีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่?

จากข้อมูลที่มี นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว และมีการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เข้ามารับตำแหน่งแทน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อตุลาการใหม่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดช่องว่างของอำนาจในการตัดสินของศาล

นี่คือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากตุลาการที่ว่ามีการมีส่วนร่วมในการตัดสินคดีหลังจากพ้นวาระ อาจถือเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักกฎหมายและสามารถตกอยู่ภายใต้การท้าทายด้านกระบวนการยุติธรรมได้

แนวทางทางกฎหมายเกี่ยวกับตุลาการพ้นวาระ

ภายใต้กรอบกฎหมายไทย โดยเฉพาะในระเบียบข้อบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีการระบุชัดเจนว่า ตุลาการที่พ้นวาระไปแล้ว ยังสามารถมีส่วนในการพิจารณาคดีได้หรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อตุลาการครบวาระ สถานะโดยพลันจะสิ้นสุดลง

  • เมื่อครบวาระ ตุลาการสูญเสียอำนาจตามกฎหมาย
  • ต้องมีการแต่งตั้งตุลาการใหม่ก่อนที่จะมีการวินิจฉัยคดี
  • หากตุลาการรักษาตำแหน่งเกินวาระโดยไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน อาจเกิดปัญหาเรื่องความชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากศาลยังไม่มีตุลาการใหม่เข้ารับตำแหน่ง ตุลาการเก่าที่พ้นวาระอาจต้องช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่ควรมีส่วนในการตัดสินคดีแต่อย่างใด ซึ่งอีกทั้งอาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงในอนาคต

เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่แค่เพียงรายบุคคล ทำให้ต้องมีการทบทวนกลไกการแต่งตั้งและโอนอำนาจในสถาบันสำคัญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีความชัดเจนและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางกฎหมายในอนาคต

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ในกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความยุติธรรม โดยเฉพาะในด้านการวินิจฉัยคดีที่มีความสำคัญต่อประเทศ

ดังนั้น ควรเร่งดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสถานการณ์ใดที่ตุลาการที่พ้นวาระจะมีอำนาจตัดสินหรือมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีอีกต่อไป

ทั้งนี้ ความโปร่งใสและความเป็นธรรมของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสังคม การระบุและแก้ไขปัญหาในทันทีจึงเป็นสิ่งที่กฎหมายควรใส่ใจอย่างมาก

ที่มา – “ตุลาการพ้นวาระ” ยังมีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่? “ไพศาล”ชี้ช่องโหว่ก.ม.ตัดสินคดี “อิ๊งค์”

‘แบมแบม’ เตรียมปล่อยอัลบั้มไทยชุดแรก ‘HOMETOWN’

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในศิลปินระดับโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในฐานะศิลปินเดี่ยวทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ นั่นคือแบมแบม–กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ แบมแบม จากวง GOT7 ที่แม้จะโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่เคยลืมถิ่นกำเนิดของตัวเอง ซึ่งเป็นที่มาของผลงานเพลงชุดใหม่ที่แฟน ๆ รอคอยมานาน — อัลบั้มภาษาไทยชุดแรก ที่ชื่อว่า HOMETOWN

‘แบมแบม’ เตรียมปล่อยอัลบั้มไทยชุดแรก ‘HOMETOWN’

ล่าสุด แบมแบม เปิดเผยผ่านรายการพอดแคสต์ Louis Vuitton [Extended] ในฐานะ House Ambassador ว่าผลงานชุดใหม่ของเขานั้นเป็นอัลบั้มภาษาไทยที่มีชื่อว่า HOMETOWN ซึ่งสะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

ความหมายของคำว่า “บ้านเกิด” สำหรับแบมแบม

แบมแบม กล่าวว่า: “บ้านเกิดสำหรับผมไม่ใช่แค่สถานที่ที่เราเติบโต แต่เป็นที่ที่เราเรียนรู้การใช้ชีวิต ความรัก และมองโลกในแง่บวก ผมอยากให้อัลบั้มนี้เป็นเหมือนการมอบความรักและพลังบวกให้กับผู้คน” นี่คือแรงบันดาลใจหลักของอัลบั้ม ‘HOMETOWN’

ทีเซอร์ “New Chapter” เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ล่าสุด แบมแบมได้ปล่อย ทีเซอร์ชื่อ “New Chapter” ที่มีความยาว 36 วินาที และมีภาพดอกไม้สีเหลืองสดใสโดดเด่น เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นใหม่แบบมีพลัง ในทีเซอร์ยังมีตัวหนังสือที่ออกแบบ อักษร ‘W’ เป็นมือไหว้แบบไทย สื่อถึงความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อในบ้านเกิดอย่างเต็มตัว

ผลงานชุดนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของแบมแบมในฐานะศิลปิน เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยร่วมงานกับ F.HERO ในเพลง “DO YOU” ซึ่งเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 ที่ได้รับรางวัลมากมาย

อัลบั้ม HOMETOWN ไม่เพียงแค่เป็นการยืนยันบทบาทของ แบมแบม ในฐานะศิลปินเต็มตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นของขวัญให้แฟนเพลงไทยที่รอคอยผลงานของเขาอย่างยาวนาน อัลบั้มนี้มีทุกอย่างที่แฟน ๆ คาดหวัง — ความจริงใจ การตีความลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหมาย บอกได้เลยว่าจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเพลงไทยอย่างแน่นอน

ห้ามพลาดการกลับมาแบบเต็มตัวของแบมแบม ในอัลบั้ม HOMETOWN ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของศิลปินผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ

ที่มา – ‘แบมแบม’ เตรียมส่งอัลบั้มไทยชุดแรก ‘HOMETOWN’ ปล่อยทีเซอร์สุดเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

พ่อเมืองประจวบฯ ระดมทุนซื้อคอม AI ให้โรงเรียนขาดแคลน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดประจวบฯ ได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษา และประสิทธิภาพการศึกษาจังหวัดปี 2568 ที่โรงแรมแอทที บูทีค คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานศึกษาธิการร่วมประชุม

พ่อเมืองประจวบฯ ระดมทุนซื้อคอม AI ให้โรงเรียนขาดแคลน

ในการประชุมครั้งนี้ นายสิทธิชัย ได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาและแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมของนักเรียนในโลกยุคใหม่ ที่ต้องการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ หนึ่งในนโยบายสำคัญภายใต้ Next Move Prachuap คือการพัฒนาห้องเรียนดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่

พัฒนาการศึกษาด้วยเทคโนโลยี AI

เนื่องจากหลายโรงเรียนในจังหวัดยัง facing ปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์เทคโนโลยีจำเป็น จึงมีแผนการระดมทุนเพื่อจัดซื้อ คอมพิวเตอร์ AI นำไปมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อให้ครูและนักเรียนได้มีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือที่สามารถช่วยในการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ การใช้ซอฟต์แวร์การศึกษา ไปจนถึงการนำไปใช้ในงานวิจัย

นอกจากนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ เพื่อให้เยาวชนสามารถสื่อสารและแข่งขันในระดับโลก รวมถึงการส่งเสริมอาชีพเฉพาะทางให้แก่นักเรียนในภูมิภาคที่มีความต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Wellness Economy ที่เน้นการสร้างคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

  • ระดมทุนเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ AI ให้โรงเรียน
  • พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและอาชีพเฉพาะทาง
  • ส่งเสริมการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล
  • ผลักดันการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี

การลงทุนในด้านการศึกษานั้นไม่เพียงแต่จะได้ผลในระยะยาว แต่ยังสร้างแนวรากมั่นคงให้กับการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในห้องเรียนจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กนักเรียนที่อาจไม่มีโอกาสเข้าถึงในครอบครัว ช่วยให้พวกเขาเติบโตได้มากกว่าที่เคย

หากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจ จังหวัดประจวบฯ จะก้าวไปอย่างมั่นคงในเส้นทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในถิ่น โดยเริ่มต้นที่การศึกษา เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศ

ที่มา – พ่อเมืองประจวบฯ เตรียมระดมทุนจัดซื้อคอมพิวเตอร์ AI มอบให้โรงเรียนขาดแคลน

LH Bank จับมือ คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ ยกระดับหลักสูตร สร้างประสบการณ์ธุรกิจให้กับนักศึกษา

คณะผู้บริหารของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย และสร้างประสบการณ์จริงในเชิงธุรกิจให้กับนักศึกษาในอนาคต

LH Bank จับมือ คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ ยกระดับหลักสูตร สร้างประสบการณ์ธุรกิจให้กับนักศึกษา

นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ LH Bank, นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล ประธานกลุ่มงานการเงินและบัญชี LH Financial Group และนางจุฬารัตน์ นิลชัยโกวิทย์ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานบุคคล ได้ร่วมลงนามกับผู้แทนจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจ การเงิน และบริการลูกค้าแบบมีคุณภาพ

ร่วมพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต

เป้าหมายของการร่วมมือครั้งนี้คือการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยนำทฤษฎีมาผสานกับประสบการณ์จริงผ่านหลักสูตรที่ออกแบบใหม่ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าร่วมโครงการฝึกงาน การเรียนรู้ที่สถานประกอบการ รวมถึงการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคาร

ทั้งนี้ แนวทางการร่วมมือมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการนำไปประยุกต์ใช้งานจริง พร้อมการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นในโลกการทำงานปัจจุบัน เช่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์อย่างมีระบบ และการปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่การเงินดิจิทัล

  • ประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญ จาก LH Bank และ LHFG ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา
  • หลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มในตลาดแรงงานและการพัฒนาทางธุรกิจในอนาคต
  • โอกาสในการฝึกงาน ที่สถานประกอบการจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานอย่างเต็มตัว

ด้วยการร่วมมือครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่องทั้งจากนักศึกษา สถานศึกษา และธุรกิจเอกชน ร่วมกันสร้างคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การพัฒนาวิทยากรและบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะเทคนิค คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต และความร่วมมือระหว่าง LH Bank และคณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าประเมินผลว่าประสบความสำเร็จอย่างไรในระยะยาว

หากคุณเป็นนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจด้านธุรกิจและธนาคาร การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความร่วมมือครั้งนี้สามารถให้แรงบันดาลใจและแนวทางในการเตรียมตัวก้าวสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นใจ

ที่มา – LH Bank จับมือ คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ ยกระดับหลักสูตร สร้างประสบการณ์ธุรกิจให้กับนักศึกษา

กองทัพเรือ นำคณะทูตทหาร 8 ประเทศ ลงชายแดนไทย-กัมพูชา ผลักดันสันติภาพ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ประกอบด้วยผู้ช่วยทูตทหารจาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน, มาเลเซีย, ลาว, อินโดนิเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย ได้เดินทางมายังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกองทัพเรือและเจ้าหน้าที่ทหารไทย เพื่อสำรวจสถานการณ์ และผลักดันสันติภาพในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด

กองทัพเรือ นำคณะทูตทหาร 8 ประเทศ ลงชายแดนไทย-กัมพูชา ผลักดันสันติภาพ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้คณะทูตทหารจากต่างประเทศได้เห็นภาพจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดยืนของฝ่ายไทยที่มุ่งเน้นการรักษาความสงบสุขและบรรลุสันติภาพอย่างยั่งยืน

คณะผู้สังเกตการณ์ได้เข้าตรวจสอบหลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่มีการโต้แย้งโดยมีเจ้าหน้าที่ทหารไทยให้ข้อมูลและอธิบายสถานการณ์โดยละเอียด นอกจากนี้ยังมีการชี้ให้เห็นถึงเขื่อนกันคลื่นที่กัมพูชาสร้างขึ้นซึ่งยังคงมีอยู่ในพื้นที่ โดยแม้มีการยุติการก่อสร้างหลังจากมีการประท้วงจากฝ่ายไทย แต่ลักษณะของการก่อสร้างดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของพื้นที่

สร้างความร่วมมือกับกัมพูชาเพื่อความสงบ

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษก กองทัพเรือ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งในประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การป้องกันการกระทำผิดของกลุ่มไซเบอร์สcammer และความร่วมมือในการรักษาความสงบในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาความสัมพันธ์แบบเป็นหุ้นส่วนและยั่งยืน

สำหรับเรื่องเขตแดนในพื้นที่หลักเขตที่ 73 ถือเป็นประเด็นที่ยังต้องใช้กลไกของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ในการเจรจาต่อไป โดยกองทัพเรือได้เน้นย้ำถึงแนวเขตที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 ซึ่งยืนยันถึงเส้นทางดำเนินการในพื้นทะเลที่มีความชัดเจน

  • ปัญหาเขตแดนยังต้องพิจารณาผ่าน JBC
  • ยังมีเขื่อนกันคลื่นที่ยังไม่ถูกรื้อถอน
  • ร่วมมือกับกัมพูชาในเรื่องทุ่นระเบิดและ Scammer
  • เปิดโอกาสในการผ่อนคลายมาตรการที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากสถานการณ์มีความมั่นคงมากขึ้น จริงอาจมีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรหรือจุดผ่อนปรนด้านการค้า เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประชาชนทั้งสองฝั่ง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ชัดเจนว่า “กองทัพเรือ นำคณะทูตทหาร 8 ประเทศ ลงชายแดนไทย-กัมพูชา ผลักดันสันติภาพ” ไม่ใช่แค่กิจกรรมวางแนว แต่เป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของไทยที่มีต่อชุมชนนานาชาติเพื่อให้เข้าใจถึงความตั้งใจในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคอย่างจริงจัง

ท่ามกลางความตึงเครียดในอดีต การเดินทางลงพื้นที่เช่นนี้จึงถือเป็นก้าวที่สำคัญ towards แนวทางการแสดงออกอย่างสันติ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของไทยในการจัดการปัญหาอย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้กรอบของกฎหมายและกฎหมายมนุษยธรรม

หากคุณเป็นผู้ติดตามเรื่องการเมืองและสันติภาพไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวเพิ่มเติมที่จะเผยให้เห็นมุมมองใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด

ที่มา – กองทัพเรือ นำคณะทูตทหาร 8 ประเทศ ลงชายแดนไทย-กัมพูชา ผลักดันสันติภาพ

‘หมอมิ้ง’ยัน รัฐบาลรักษาการยุบสภาได้ กฎหมายไม่ได้ห้าม

เมื่อวันที่ 2 กันยายน เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการพูดคุยหรือพิจารณาเรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมครม. ครั้งนี้เลย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีมีการถามถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการ โดยเฉพาะอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการในการยุบสภา นพ.พรหมินทร์ได้ยืนยันว่า จากการที่เขาได้ศึกษาดูแล้ว กฎหมายไม่ได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง จึงเปิดโอกาสให้เกิดความเป็นไปได้นี้ได้ โดยกล่าวว่า “ต้องถามนักวิชาการที่ศึกษา แต่หากไปดูให้ดี ตนยังไม่เจอข้อห้ามในกฎหมาย”

‘หมอมิ้ง’ยัน รัฐบาลรักษาการยุบสภาได้ กฎหมายไม่ได้ห้าม

ทั้งนี้ ข้อความของเลขาธิการนายกฯ ได้สร้างกระแสตอบรับที่หลากหลาย โดยเฉพาะหลังจากที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลรักษาการจะยุบสภาภายใต้กฎหมายนั้น “ทำไม่ได้” ซึ่งขัดแย้งกับมุมมองของนพ.พรหมินทร์ ที่เชื่อว่าไม่มีข้อห้ามโดยตรง

มุมมองที่ขัดแย้งกันในแวดวงกฎหมาย

ในทางกฎหมาย การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการ ซึ่งอาจถูกตีความแตกต่างกันไปตามกรอบกฎหมายและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม นพ.พรหมินทร์ ได้กล่าวว่า กรณีดังกล่าว “ไม่เป็นอะไร” หากมีข้อสงสัยก็ควรไปสอบถามผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมายโดยเฉพาะ

ประเด็นสำคัญ:

  • กฎหมายไม่ได้ห้ามรัฐบาลรักษาการยุบสภาอย่างชัดเจน
  • การตีความแตกต่างกันระหว่างข้าราชการอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
  • สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติอาจขึ้นอยู่กับการสื่อสารและการสรุปทางสำนักนายกรัฐมนตรี

จากกรณีข้างต้น บ่งชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาลรักษาการยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน ความไม่ชัดเจนในจุดนี้อาจนำไปสู่การตีความที่หลากหลายในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม แม้นพ.พรหมินทร์ จะเห็นว่า “กฎหมายไม่ได้ห้าม” แต่ยังต้องดูบทบาทและหน้าที่อื่นๆ ของรัฐบาลรักษาการ ที่โดยทั่วไปแล้วจะมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจบางอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นกลางและแนวทางประชาธิปไตยในการจัดการการเมือง

ในทางหนึ่ง ความเห็นของ ‘หมอมิ้ง’ก็เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตีความกฎหมายอย่างรอบด้าน และยังสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการเจรจาระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการทางการเมืองมิใช่น้อย

หากเปรียบประเทศเป็นเรือใหญ่ รัฐบาลรักษาการก็เหมือนกับกัปตันชั่วคราวที่ต้องรักษาเสถียรภาพของพวกเรือไว้ก่อน จนกว่าจะมีกัปตันใหม่เข้ามาสั่งการ แต่หากเรือมีกัปตันที่มีวิสัยทัศน์ไกลเกินขนาด จะมีบทลงโทษหรือผลกระทบต่อเสถียรภาพของภารกิจอย่างไร? นั่นคือคำถามที่ทุกฝ่ายยังคงต้องหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งเหล่านี้ไปพร้อมกัน

หากคุณสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองไทย ติดตามอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา รวมทั้งข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและบทบาทของรัฐบาลในสถานการณ์พิเศษ

ที่มา – ‘หมอมิ้ง’ยัน รัฐบาลรักษาการยุบสภาได้ กฎหมายไม่ได้ห้าม

อบจ.สงขลา เปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน 3 โครงการพัฒนาพื้นที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา สงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 โดยมี นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการประชุม

กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับ อบจ.สงขลา เปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน 3 โครงการพัฒนาพื้นที่สำคัญ และแสดงความคิดเห็น ได้แก่ โครงการพลิกโฉมอควาเรียมหอยสังข์, โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายหลัก และโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งในพื้นที่แปลงโคกไร่

อบจ.สงขลา เปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน 3 โครงการพัฒนาพื้นที่สำคัญ

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม กล่าวว่า โครงการทั้ง 3 นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาจังหวัดสงขลาให้กลายเป็น “เมืองต้นแบบ” ที่มีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และระบบคมนาคมขนส่ง

แนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับประชาชน

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างเปิดกว้าง ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย

ประเด็นที่ถูกยกขึ้นในการอภิปรายมีทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

  • โครงการพลิกโฉม “อควาเรียมหอยสังข์” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  • โครงการปรับปรุง “ภูมิทัศน์ถนนสายหลัก” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง
  • โครงการพัฒนาพื้นที่ “แปลงโคกไร่” ให้รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและด้านคมนาคม

ที่ประชุมได้ร่วมกันสรุปแนวทางในแต่ละโครงการอย่างละเอียด ทั้งยังได้รับฟังข้อเสนอแนะจากการมีส่วนร่วมของนักวิชาการและประชาชน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะนำกลับไปวิเคราะห์และจัดทำรายงานเพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาในระยะต่อไป

กิจกรรมเช่นนี้ช่วยตอกย้ำเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในการขับเคลื่อนพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นความพยายามของ อบจ.สงขลา เปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน 3 โครงการพัฒนาพื้นที่สำคัญ อย่างรอบด้านและเป็นระบบ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจในแนวทางการพัฒนาของจังหวัดสงขลา ไม่ควรพลาดการติดตามข้อมูลและข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณสามารถมีส่วนร่วมผลักดันพัฒนาท้องถิ่นอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – อบจ.สงขลา เปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน 3 โครงการพัฒนาพื้นที่สำคัญ

เดชอิศม์ไม่ร่วมภูมิใจไทยในสมัยนี้ อนาคตเปิดกว้าง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ตนเองประกาศว่าจะลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หากพรรคประชาธิปัตย์ต้องร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยในสมัยนี้

เดชอิศม์ไม่ร่วมภูมิใจไทยในสมัยนี้

นายเดชอิศม์ระบุว่า คำพูดดังกล่าวมีผลเฉพาะในสมัยรัฐบาลนี้ เนื่องจากตนเองไม่สามารถผูกพันในเรื่องนี้ตลอดไปได้ ส่วนอนาคตหลังจากการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ต้องขึ้นอยู่กับพรรคในชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการบริหาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่นโยบายที่จะออกมาในอนาคต

เมื่อถูกถามว่าหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินและพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จะทำอย่างไร นายเดชอิศม์กล่าวว่า “ถ้าเกิดเหตุแบบนั้น พี่จะลาออกจาก สส. และกลับไปอยู่บ้านเลย ส่วนการเมืองในอนาคตค่อยว่ากัน”

การตัดสินใจที่ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง

นายเดชอิศม์ชี้แจงว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือเพื่อแสวงหาตำแหน่ง เพราะหากไปร่วมด้วย ก็มีโอกาสได้ตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ตนเองไม่ต้องการ เพราะหากไปร่วมในสถานการณ์แบบนี้ “พี่ละอายใจ กลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานที่บ้านดีกว่า”

ท่านกล่าวต่อว่า “พี่เห็นแล้วว่าประเทศเราจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อผู้นำคิดได้แค่นี้ จึงตัดสินใจเดิมพันสูง เพราะไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องหลักคติและความเชื่อมั่น”

เปิดโอกาสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงแนวทางในอนาคตหากพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้ง นายเดชอิศม์กล่าวว่าในอนาคตทุกอย่างจะเป็นเรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง คน หรือนโยบายของแต่ละพรรครวมถึงพรรคประชาธิปัตย์เองก็จะเปลี่ยนไป จึงยืนยันว่า “ไม่ได้ขัดในอนาคต”

ด้านการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันนี้ ไม่มีการพูดถึงการยุบสภาหรือการจัดตั้งรัฐบาล และไม่มีรัฐมนตรีรายใดสอบถามเรื่องดังกล่าว รวมถึงไม่มีการพูดถึงการให้ความมั่นใจพรรคร่วมในเรื่องรัฐบาลใหม่

การแถลงของ เดชอิศม์ไม่ร่วมภูมิใจไทยในสมัยนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่เน้นหลักคติและการเมืองแบบมีคุณธรรม ถึงแม้ในอนาคตอาจมีทางเลือกใหม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเมืองไทย

ในที่สุด เราอาจเห็นการเมืองที่ใสสะอาดมากขึ้น หากผู้นำแต่ละพรรคสามารถยึดหลักคุณธรรมได้ดั่งที่นายเดชอิศม์แสดงให้เห็น

ที่มา – ‘เดชอิศม์’ กลับลำ ไม่ร่วมภูมิใจไทยแค่สมัยนี้ ส่วนสมัยหน้าไม่ขัด บอกคนใหม่-นโยบายใหม่