ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รวบแล้ว! ไอ้คลั่งยา ฟันพร้าฆ่าโหด ดาบตำรวจ ตชด. หนีซ่อนตัวในป่า 2 คืน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ชุดสืบสวน สภ.บางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช นำโดย พ.ต.ท.สวัสดิ์ นิยมเดชา รอง ผกก.สส. สามารถจับกุมตัว ไอ้คลั่งยา ฟันพร้าฆ่าโหด ดาบตำรวจ ตชด. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นได้แล้ว หลังจากหลบหนีการจับกุมเป็นเวลา 1 วัน 2 คืน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าปิดล้อมพื้นที่อย่างเต็มกำลัง

ไอ้คลั่งยา ฟันพร้าฆ่าโหด ดาบตำรวจ ตชด. หนีซ่อนตัวในป่า 2 คืน

เบาะแสสำคัญมาจากชาวบ้านในพื้นที่ ม.9 ต.วังหิน อ.บางขัน ซึ่งระบุว่าเห็นร่างผู้ชายแปลกหน้าซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะ ใกล้กับที่เกิดเหตุ คาดว่าเป็น ไอ้คลั่งยา ฟันพร้าฆ่าโหด ดาบตำรวจ ตชด. ที่หลบหนีมาตั้งแต่คืนวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา

อดทนไม่ไหว หิวโซจนออกมามองหาเสบียง

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าผู้ต้องหาเริ่มมีอาการหิวโซ และพยายามหาทางออกเพื่อหาอาหารและน้ำดื่ม จึงเป็นโอกาสให้ชุดเฉพาะกิจเข้าปิดล้อมพื้นที่อย่างละเอียดจนสามารถจับกุมได้ในเวลาประมาณ 15:00 น. โดยพบว่ามีอาการอ่อนแรงและผอมซู แต่ยังมีความเป็นอันตรายสูง

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงคืนวันที่ 31 ส.ค.68 ผู้ต้องหาซึ่งมีอาการคลุ้มคลั่งจากยาเสพติด ได้ใช้มีดพร้าฟันดาบตำรวจ ตชด. อย่างโหด อันเป็นญาติกันจนเสียชีวิตในเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ ทำให้ทั้งชุมชนเกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก

  • ผู้ต้องหามีประวัติเสพยาเสพติดหลายประเภท
  • เคยเข้ารับการบำบัดหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
  • มีประวัติเป็นบุคคลอันตรายในหมู่บ้าน
  • เดินทางมารายงานตัวที่จุดเกิดเหตุเพื่อดำเนินคดี

หลังการจับกุม ประชาชนในท้องถิ่นต่างแสดงความโล่งใจ และขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถปิดคดีได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้ผู้ต้องหาจะซ่อนตัวในป่าและมีความอันตราย แต่เจ้าหน้าที่ก็พร้อมลุยไม่ยอมแพ้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการดูแลและควบคุมยาเสพติดให้เข้มงวดยิ่งขึ้น และการให้การศึกษาเกี่ยวกับภัยยาเสพติดแก่เยาวชนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

หากคุณมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่อยากให้เราติดตาม หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้สามารถติดต่อมาได้ที่ช่องทางของทีมงานรายงานข่าว

ที่มา – รวบแล้ว! ไอ้คลั่งยา ฟันพร้าฆ่าโหด ดาบตำรวจ ตชด. หนีซ่อนตัวในป่า 2 คืน

สรวงศ์ยัน ครม.ไม่ถกปมยุบสภา

เมื่อวันที่ 2 กันยายน เวลา 12.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การประชุมในวันนี้เป็นไปตามวาระปกติ เพื่อพิจารณาเพื่อทราบและแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ดำรงตำแหน่งเช่นเดิม

สรวงศ์ยัน ครม.ไม่ถกปมยุบสภา

ประเด็นที่มีการให้ความสนใจอย่างมากในวันนี้คือ ไม่มีการพูดถึงเรื่องการยุบสภาเลยในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นายสรวงศ์ได้ยืนยันอย่างชัดเจน ว่าไม่มีการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวในการประชุมวันนี้ นับเป็นสิ่งที่ช่วยคลายความกังวลของประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้

พรรคเพื่อไทยเตรียมหารือประเด็นสำคัญ

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ ยังเปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมเพื่อหารือถึงประเด็นสำคัญทางการเมืองในวันนี้ ซึ่งจะมี讨论เกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคร่วมถึงรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เนื่องจาก สส. หลายคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแนวทางร่วมของพรรค

ในวันเดียวกันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะเข้าร่วมการประชุมพรรคด้วย โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยและขจัดข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ยังมีอยู่ในตอนนี้

ชัยเกษมยืนยันจะเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการถามถึงความเคลื่อนไหวของนายชัยเกษม ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรค และยังมีการกล่าวถึง “อัศวินม้าขาว” ที่อาจเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ ระบุว่า ไม่ทราบรายละเอียด และยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ในการประสานงานร่วมกันตลอดมา

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันหลายครั้งกับนายชัยเกษม และได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเขาคือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงรายเดียวของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นหากมีการเสนอชื่อนายกฯ ต้องเสนอชื่อนายชัยเกษมแน่นอน

  • สรุปสถานการณ์: พรรคเพื่อไทยมีแนวทางชัดเจนและจะตัดสินใจร่วมกัน
  • เยื่อใยประชาชน: พรรคพร้อมฟังความคิดเห็นสมาชิกเพื่อสร้างความมั่นคง
  • ยืนยันผู้นำ: ไม่มีแคนดิเดตอื่นนอกจากนายชัยเกษม

สุดท้าย นายสรวงศ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวทางชัดเจนในขณะนี้ และต้องรอฟังแนวทางจากสมาชิกพรรคในวันนี้ว่าจะมีความเห็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าพรรคจะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ ท่านสามารถติดตามสถานการณ์ได้ตลอดในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์และช่องทางสื่อมวลชนอื่น ๆ

ที่มา – ‘สรวงศ์’ ยัน ครม.ไม่ถกปมยุบสภา

คำแนะนำจาก ‘นิพิฏฐ์’ ถึงคนขับแท็กซี่ “หัดทรยศเสียบ้าง”

เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีประเด็นคลิปเสียงพูดคุยกับ “สมเด็จฯ ฮุน เซน” ส่งผลให้ตำแหน่งนายกฯ เกิดว่างในทันที และประเทศต้องหากากรหาหัวหน้าภาครัฐใหม่โดยเร็ว

คำแนะนำจาก ‘นิพิฏฐ์’ ถึงคนขับแท็กซี่ “หัดทรยศเสียบ้าง”

ในโพสต์ของเขา นายนิพิฏฐ์ได้อ้างถึงประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังสับสนทางการเมือง คนขับแท็กซี่รายนี้ก็สะท้อนความรู้สึกของประชาชนชาวบ้านไปในตัวอย่างชัดเจนว่า “เศรษฐกิจไม่ดี” และ “นักการเมืองไม่น่าเชื่อถือ”

นายนิพิฏฐ์เล่าให้ฟังว่า ระหว่างนั่งแท็กซี่เข้าบ้าน เจ้าของรถได้เริ่มเปิดประเด็นว่า “บ้านเมืองวุ่นวายก็เพราะเราพึ่งนักการเมืองอย่าง ‘อุปถัมภ์’ มากเกินไป” แล้วเวลาเลือกตั้ง เราก็เลือกเขาเพียงเพราะบุญคุณ ไม่ใช่เพราะนโยบายนอกจากนี้ เมื่อถามถึงว่าจะหาทางออกอย่างไรเขาจึงตอบอย่างชัดเจนว่า “หัดทรยศเสียบ้าง

แนวคิดของการเลือกตั้งอย่างมีเหตุผล

คำแนะนำจาก ‘นิพิฏฐ์’ ถึงคนขับแท็กซี่นั้น ย้ำถึงความสำคัญของการ “เลือกนักการเมืองด้วยความเชื่อที่บริสุทธิ์” แต่ต้องไม่ไว้ใจอย่างหมดจด เพราะหากคุณเลือกด้วยความรู้สึกและไม่ได้พิจารณาผลประโยชน์ของประเทศ คุณอาจเลือกผิดได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าหากทำด้วย “ความเข้าใจที่ชัดเจน” และ “ความอิสระทางความคิด” ส่วนนี้คือสิ่งที่ยอมรับได้ และแม้เลือกผิด ก็ยอมรับผลได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าการเลือกตั้งของคุณใส่อิทธิพลจาก “เงิน” หรือ “ผลประโยชน์ส่วนตัว” เป็นหลัก แล้วบ้านเมืองเสียหาย ก็อย่าโทษนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องโทษความช่วยตัวเองด้วยเช่นกัน นี่คือความเห็นที่แถมให้ “เป็นค่าทรยศ” แก่คนขับแท็กซี่

  • อย่าไว้วางใจนักการเมืองโดยไม่คิด
  • ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ
  • หัด “ทรยศเสียบ” เพื่อประเทศ
  • เลือกตั้งโดยเน้นผลประโยชน์ประชาชน

การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นการเตือนสติแก่สถาบันการเมืองทั้งฝ่ายบริหารและประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ดังนั้น คำแนะนำจาก ‘นิพิฏฐ์’ ถึงคนขับแท็กซี่ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บทสนทนาทั่วไป แต่เป็นข้อคิดลึกซึ้งที่สะท้อนประเด็นองค์รวมของสังคมไทยในช่วงเวลาที่ขาดผู้นำ กลับกลายเป็นจังหวะที่ดี ให้ทุกคนได้ ‘เลือกทางเลือกใหม่’ ตามที่แท้จริง

ประเทศต้องเดินต่อ และประชาชนคือหัวใจของระบอบนี้

อาจจบรอบนี้ ด้วยประโยคที่ชวนขำแต่หนักแน่นว่า “คราวหน้าผมจะทรยศมัน” — และทิป 50 บาทที่แทนใจ

ที่มา – คำแนะนำจาก ‘นิพิฏฐ์’ ถึงคนขับแท็กซี่ ในวันบ้านเมืองไร้นายกฯชี้ “หัดทรยศเสียบ้าง”

ตั้งข้อสังเกต? เรียกสอบ ‘พ่อหมอบี’ ปมรับโอนรถตู้หรูเชื่อหาช่องทางพ้นผิด

เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. ให้ข้อมูลความคืบหน้าคดี อลงกตการละคร ว่า พนักงานสอบสวนได้เรียกตัวพ่อของนายนิยม เสกสันต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พ่อหมอบี” เข้ามาสอบปากคำแล้ว เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำธุรกรรมย้ายทรัพย์สิน ที่เชื่อว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อทำให้ตัว พ่อหมอบี พ้นจากข้อกล่าวหาที่อาจเกิดขึ้น

ตั้งข้อสังเกต? เรียกสอบ ‘พ่อหมอบี’ ปมรับโอนรถตู้หรูเชื่อหาช่องทางพ้นผิด

จากการสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจได้ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติการณ์ของ พ่อหมอบี ในการโอนรถตู้หรูให้กับบุคคลใกล้ชิด อาจสืบเนื่องมาจากความพยายามหาทางลัดเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการครอบครองทรัพย์สินสุดโต่ง

นอกจากนี้ พ.ต.อ.เอนก ยังเปิดเผยว่า ตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมว่า พ่อของหมอบีจะถูกดำเนินคดีในข้อหาใด ๆ หรือไม่ โดยระบุว่า หากพบเบาะแสว่ามีความผิดร่วมกัน ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การตรวจสอบเครือข่ายหมอบี

ในระหว่างการสอบสวน ยังมีการตรวจสอบเครือข่ายใกล้ชิดของอดีต “หลวงพ่ออลงกต” ซึ่งมีชื่อผู้ถือครองโฉนดที่ดินหลายคน พบว่านอกจากจะมีที่ดินที่ถือครองจำนวนมากแล้ว ผู้ต้องสงสัยยังมีพฤติกรรมสั่งให้คนใกล้ชิดไปซื้อที่ดินมาถือครองแทน เพื่อทำกำไรจากค่าเช่าหรือราคาขายในอนาคต โดยมีการทำธุรกรรมแบบเงินสด

เช่นเดียวกับทรัพย์สินอย่างรถตู้หรูที่ถูกโอนให้ผู้อื่น ถือเป็นเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าตำรวจกำลังเข้าใกล้การตรวจสอบพาหนะและทรัพย์สินในเครือข่าย

รายงานจากพนักงานสอบสวนระบุว่า ทรัพย์สินที่ยึดได้จากการดำเนินคดี เช่น โฉนดที่ดิน เงินสด และยานพาหนะluxury ถูกส่งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อวิเคราะห์ต้นทางของเงินทุนว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และสามารถใช้ข้อมูลในการเปิดเผยเครือข่ายการร่ำรวยผิดปกติของคดีอลงกตการละครได้อย่างชัดเจน

พ.ต.อ.เอนก ย้ำว่า หากพบเบาะแสหรือหลักฐานใหม่ใด ๆ เพิ่มเติม ตำรวจพร้อมติดตามทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการโอนทรัพย์สิน โดยเฉพาะทรัพย์สินสินบนบก เช่น ที่ดิน อาคาร และยานพาหนะ ซึ่งมีความผิดปกติและอาจเป็นผลจากผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ตำแหน่งอย่างมิชอบ

สถานการณ์ความคืบหน้าคดี ตั้งข้อสังเกต? เรียกสอบ ‘พ่อหมอบี’ ปมรับโอนรถตู้หรูเชื่อหาช่องทางพ้นผิด จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของสายสัมพันธ์ภายในเครือข่าย ว่าใครคือผู้ที่มีบทบาทและได้ประโยชน์จริงจากการทำธุรกิจน้อยน่าเชื่อถือที่หลังวัด

กรณีนี้จึงนับเป็นบททดสอบความโปร่งใสของกฎหมายไทยในระดับลึก ว่าสามารถตามรอยคนร้ายผู้ครอบครองทรัพย์สินผิดปกติได้จริงหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ตั้งข้อสังเกต? เรียกสอบ ‘พ่อหมอบี’ ปมรับโอนรถตู้หรูเชื่อหาช่องทางพ้นผิด

ยูเอ็นเร่งช่วยเหลืออัฟกานิสถาน หลังแผ่นดินไหวใหญ่คร่าชีวิตแล้วกว่า 800 ราย

ยูเอ็นเร่งช่วยเหลืออัฟกานิสถาน หลังแผ่นดินไหวใหญ่คร่าชีวิตแล้วกว่า 800 ราย ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดคูนาร์และนันการ์ฮาร์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ยูเอ็นเร่งช่วยเหลืออัฟกานิสถาน หลังแผ่นดินไหวใหญ่คร่าชีวิตแล้วกว่า 800 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคาบูล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 เกี่ยวกับสถานการณ์หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด ที่เขย่าพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 800 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,500 คน

อาสาสมัครช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองนูร์กัล จังหวัดคูนาร์

จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวเกิดที่ความลึกเพียง 8 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าตื้นมาก ส่งผลให้ความเสียหายมีวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่หุบเขาที่มีโครงสร้างบ้านเรือนไม่แข็งแรง ทำให้สภาพความเสียหายลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

ความกังวลจากภาวะโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อม

ความยากลำบากของประชาชนในพื้นที่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสะสมมายาวนานจากสถานการณ์ทางการเมือง อัฟกานิสถานที่มีฐานะเศรษฐกิจยากจนเมื่อต้นทุนความช่วยเหลือจากนานาชาติลดลงเมื่อรัฐบาลตาลีบันเข้ามารับอำนาจในปี 2021 ส่งผลให้ประเทศนี้มีทรัพยากรในการรับมือภัยพิบัติลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เจ้าหน้าที่ตาลีบันช่วยลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ประสบภัย

เลขาธิการสหประชาชาติ อันโคนิโอ กูเตร์เรส ได้ประกาศจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 161.42 ล้านบาท) เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และยืนยันว่าความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเป็นไปอย่างราบรื่น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การช่วยเหลือทั่วโลกของยูเอ็นยังเผชิญกับความท้าทายจากผลกระทบการหักของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความร่วมมือขององค์กรระหว่างประเทศทั้งหลายจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความหวังให้แก่ประชาชนในอัฟกานิสถาน ที่กำลังเริ่มกลับคืนชีพิตหลังจากถูกครอบงำด้วยความทุกข์มานานนับปี

เราควรตระหนักว่า ความช่วยเหลือในช่วงวิกฤตไม่ใช่แค่เรื่องของความเห็นใจ แต่เป็นความรับผิดชอบของมนุษยชาติทั้งใบ ขอให้ทุกคนมีส่วนช่วยเหลือ ไม่ว่าจะผ่านหน่วยงานของรัฐ องค์กรการกุศล หรือการบริจาคส่วนตัว เพราะความร่วมมือคือแสงสว่างที่จะนำพาผู้ประสบภัยกลับมายืนได้อีกครั้ง

ที่มา – ยูเอ็นเร่งช่วยเหลืออัฟกานิสถาน หลังแผ่นดินไหวใหญ่คร่าชีวิตแล้วกว่า 800 ราย

แม่ช้างสวนนงนุชพัทยาตกลูกเชือกที่ 5 เจ้าตัวน้อยได้ชื่อว่า พลายศรีวิชัย

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้มีข่าวดีสำหรับคนรักช้าง เมื่อ แม่ช้างสวนนงนุชพัทยา วัย 24 ปี ชื่อ พังศรีนวล ได้ตกลูกเชือกที่ 5 ภายในปี 2568 ออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 02.40 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปต่างติดตามอย่างใกล้ชิด

แม่ช้างสวนนงนุชพัทยาตกลูกเชือกที่ 5 ได้ลูกช้างเพศผู้ตัวน้อย สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

ลูกช้างที่เกิดใหม่เป็นลูกจากการผสมพันธุ์กับพ่อช้างชื่อ พลายนิ้งหน่อง อายุ 30 ปี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้เป็นผู้ตั้งชื่อให้ลูกช้างตัวใหม่ว่า “พลายศรีวิชัย” ซึ่งเป็นช้างพลายเพศผู้ ที่มีทั้งความน่ารักและมีสุขภาพแข็งแรง

วันนี้ถือเป็นวันที่พิเศษจริง ๆ เพราะเป็นวันที่ แม่ช้างสวนนงนุชพัทยา ตกลูกเชือกที่ 5 โดยเฉพาะครั้งนี้ทางสวนนงนุชฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยมีทีมสัตว์แพทย์และเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยดูแลตลอดกระบวนการคลอด เพื่อป้องกันอันตรายจากประสบการณ์ในอดีต ที่เคยมีเหตุแม่ช้างชนตนเองจนลูกเสียชีวิต

พิธีรับขวัญลูกช้างอย่างตระการตา

หลังจากที่ แม่ช้างสวนนงนุชพัทยา ประสบความสำเร็จในการให้กำเนิดลูกช้างตัวใหม่ ทางสวนนงนุชพัทยาได้จัดงานพิธีรับขวัญอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีพิธีเจิมคล้องพวงมาลัย และขบวนแห่นางรำ รวมถึงขบวนโขลงช้างกว่า 30 เชือก ที่เข้าร่วมช่วยกันจัดเต็มเพื่อเฉลิมฉลองลูกช้างตัวใหม่

บรรยากาศงานเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและอบอุ่น โดยมีพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี ซึ่งสร้างความศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลให้กับลูกช้างตัวใหม่อย่างแน่นอน

  • แม่ช้างชื่อ: พังศรีนวล อายุ 24 ปี
  • พ่อช้างชื่อ: พลายนิ้งหน่อง อายุ 30 ปี
  • ชื่อลูกช้าง: พลายศรีวิชัย เพศผู้
  • เวลาคลอด: 02.40 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568
  • ลำดับการเกิด: เชือกที่ 5 ของปี 2568

นอกจากนี้ ทีมงานในสวนยังสามารถจับภาพช่วงเวลาสำคัญของการตกลูกไว้ได้อย่างละเอียด และภาพเหล่านี้จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ช้างไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ให้ประชาชนตระหนักว่าช้างไทยคือสัตว์ที่ควรได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ปางช้างของสวนนงนุชพัทยา ได้รับ หนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งยืนยันถึงความใส่ใจในคุณภาพชีวิตของช้างและมาตรฐานในการจัดการอย่างเข้มงวด

การมีลูกช้างใหม่ถือเป็นข่าวดีในวงสังคมอนุรักษ์สัตว์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมมือกันรักษาและปกป้องช้างไทยต่อไป

ที่มา – แม่ช้างสวนนงนุชพัทยาเบ่งท้องตกลูกเชือกที่ 5 รับขวัญสุดยิ่งใหญ่

เส้นเงินปริศนา ‘บิ๊กเต่า’ เร่งสอบ ‘นักแสดง-อดีต ผอ.พศ.’ สางคดี ‘อลงกตการละคร’

คดี อลงกตการละคร ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง ภายใต้การขนบการสอบสวนของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้มีความคืบหน้าใหม่ๆ ที่ควรจับตา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับการประสานจากสมาชิกวงดนตรีชื่อดัง เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการโอนเงินจำนวนมากระหว่างอดีตพระอลงกตและวงดนตรีในตำนานยุคเก่า ซึ่งคาดว่าอาจมีลักษณะการจ้างงานที่คลุมเครือและอาจเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทรัพย์สินวัด

เส้นเงินปริศนาในคดี อลงกตการละคร

จากข้อมูลโครงการที่ถูกเปิดเผย วงดนตรีระดับตำนานเคยได้รับการจ้างงานจากวัดพระบาทน้ำพุ โอนเงินครั้งละ 400,000-500,000 บาท ซึ่งวงเงินนี้ไม่ได้ถูกโอนผ่านบัญชีวัดโดยตรง แต่ถูกโอนจากบุคคลใกล้ชิดของอดีตพระอลงกตโดยตรง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบว่า เงินที่ถูกโอนไป เกิดจากการจ้างงานดนตรีอย่างเป็นทางการหรือไม่ และกระบวนการจ้างงานมีความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า จากการพูดคุยเบื้องต้นกับพยานยังไม่ได้ข้อมูลครบถ้วนนัก จึงต้องมีการกำหนดเวลาให้บุคคลที่เกี่ยวข้องนำหลักฐานการเงิน เช่น สเตทเมนต์ธนาคาร ขึ้นมาเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาว่า การใช้เงินจริงๆ เป็นค่าดำเนินงานอย่างถูกต้องหรือมีความผิดปกติในระดับใด

สัมภาษณ์นักแสดงและอดีตผู้บริหาร พศ. รวมถึงวงเงินที่ปั่นป่วน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมออกหมายเรียกพยานหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ได้แก่ ดารา นักแสดง ตลก และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อให้คำให้พยานและช่วยระบุความจริงเกี่ยวกับลักษณะการดำเนินงานซ่อนเงื่อนที่คาดว่าเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ปี โดยเน้นที่เส้นทางการเงินที่มีความซับซ้อนและอาจมีการแบ่งผลประโยชน์

ที่น่าห่วงยิ่งขึ้นคือ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเงินบริจาคที่ประชาชนร่วมกันบริจาคให้วัด ไม่ได้เข้าสู่บัญชีวัดทั้งหมด แต่มีการแปรรูปผ่านตู้บริจาคและโอนเข้าบัญชีของบุคคลใกล้ชิด ซึ่งหากถูกพิสูจน์ยืนยัน จะถือเป็นการกระทำที่มีเจตนาฉ้อโกงทรัพย์สินของวัดอย่างชัดเจน

  • วงเงินทางการเงินในคดีมีขนาดใหญ่ โดยคาดว่ามีการโอนเงินครั้งละหลายแสนบาท
  • มีแนวโน้มว่ามีการแบ่งผลประโยชน์ ระหว่างรูปแบบ 70/30 หรืออื่นๆ
  • บุคคลใกล้ชิดมีบทบาทสำคัญ ในการขนส่งวงเงิน
  • เจตนาในการจ้างงานไม่ชัดเจน ทำให้ความผิดอาจตกไปที่ผู้กระทำโดยตรง

สัปดาห์นี้ ทีมงานคลี่คลายคดีจะมีการประชุมศูนย์กลางข้อมูลเพื่อจัดเตรียมแผนการสอบสวนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากจำนวนเอกสารและบุคคลที่ต้องสอบสวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นๆ ที่เคยมีบทบาทในวัด ในอดีต

ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติได้ยืนยันว่า ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดี ได้แก่ อดีตพระอลงกตและหมอบี อยู่ระหว่างถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวด และไม่มีการประกันตัว ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการสอบสวนได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับเร่งดูแลคดีอื่นๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับ เส้นเงินปริศนาในคดีอลงกต อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดการปิดบังความจริงหรือการเบี่ยงเบนความสนใจจากประชาชน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามคดีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ความจริงหลงหายไปในเรื่องราวคดี อลงกตการละคร

ที่มา – เส้นเงินปริศนา? ‘บิ๊กเต่า’ เร่งสอบ ‘นักแสดง-อดีต ผอ.พศ.’ สางคดี ‘อลงกตการละคร’

เช็คเงินเกษตรกร 2568 ไร่ละพันเงินเข้าวันไหน?

วงเงินช่วยเหลือเกษตรกรปี 2568 มีมติเห็นชอบจาก ครม. และคณะกรรมการ ธ.ก.ส. รวมวงเงินกว่า 4.63 ล้านครัวเรือน ซึ่งในบทความนี้คุณจะได้รู้ว่า เช็คเงินเกษตรกร 2568 ไร่ละพันเงินเข้าวันไหน มีเงื่อนไขอะไร และมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม

เช็คเงินเกษตรกร 2568 ไร่ละพันเงินเข้าวันไหน?

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรรอบแรกจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป สำหรับเกษตรกรกว่า 2.48 ล้านราย เงินเข้าบัญชีกรอบวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการอื่น ๆ จะดำเนินการtransferเงินในรอบถัดไป

มาตรการช่วยเหลือสำคัญปี 2568

โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 และ โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะมีการโอนเงิน 3 รอบ แบ่งตามภูมิภาค

  • รอบที่ 1: เริ่ม 1 กันยายน 2568
  • รอบที่ 2 และ 3: ดำเนินการแบ่งตามพื้นที่

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังมีมาตรการเพิ่มเติมวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ภายใต้หัวข้อ “รักษาเสถียรภาพข้าวเปลือก” ปีการผลิต 2568/69 คือการป้องกันผลผลิตข้าวเปลือกล้นตลาด และมีการเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพื่อให้ราคาดีขึ้น

สินเชื่อช่วยเกษตรกรที่น่าสนใจ

ภายในโครงการฯ มี 2 สินเชื่อหลักที่ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่:

  • สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยแทนเกษตรกร
  • สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวเปลือกให้เกษตรกรฟรี 1,500 บาทต่อตัน

หากคุณเป็นเกษตรกรที่สนใจสมัครหรือต้องการ เช็คเงินเกษตรกร 2568 ไร่ละพันเงินเข้าวันไหน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของ ธ.ก.ส. หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สาขาใกล้บ้านคุณ

ทั้งนี้ โครงการของรัฐช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากราคาสินค้าที่ผันผวน เกษตรกรควรรีบลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ก่อนจะขาดโอกาส

ที่มา – เช็คเงินเกษตรกร 2568 ไร่ละพันเงินเข้าวันไหน? จำนำยุ้งฉาง-สินเชื่อ อีก 5 หมื่นล้าน มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

โสดจนแก่…เคยเสียดายไหม? เมื่อชาวพันทิปถามใจคนโสดวัย 60+

ในยุคที่ความรักมักถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต กระทู้หนึ่งในพันทิปได้เปิดประเด็นที่ชวนให้ใครหลายๆ คนหยุดคิด กระทู้ถามถึงผู้สูงอายุวัย 60-80 ปี ที่เคยมีทั้งความพร้อมทางด้านรูปลักษณ์ หน้าที่การงาน และฐานะทางการเงิน แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบโสดจนถึงวัยชราว่า เคยนึกเสียดายหรือไม่

คำถามนี้สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ต ที่เข้ามาเล่าประสบการณ์จริงๆ ของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เลือกชีวิตโสดมาตลอด และยืนยันว่าไม่เคยรู้สึกเสียดายเลย

โสดจนแก่…เคยเสียดายไหม?

คำตอบจำนวนมากที่เข้ามาแบ่งปันมีแนวโน้มร่วมกันว่า ชีวิตโสดไม่ใช่เรื่องน่าเสียดาย แต่กลับเป็นชีวิตที่สงบและเปี่ยมไปด้วยอิสระ หนึ่งในคำตอบที่ถูกใจผู้อ่านหลายคนระบุว่า “ทุกความสัมพันธ์มีราคาที่ต้องจ่าย ถ้ารู้ว่าทรัพยากรของเราอย่างเวลา สุขภาพ จิตใจไม่สามารถแบ่งปันได้เต็มที่ การเป็นโสดคือสันติในใจอย่างยิ่ง”

โสด ไม่ใช่คำสบประมาท

หากคุณกำลังลังเลหรือกลัวการอยู่คนเดียวจนแก่ ลองฟังความจริงจากผู้เดินทางมาแล้วกว่า 60 ปี หลายคำพูดมองข้ามไม่ได้ เช่น

  • “44 ปีไม่เสียดายค่ะ หนีเจ้ากรรมนายเวรมาก็หลายคน”
  • “69 โสดมาตลอด มีความสุข อิสรเสรี สบายดีทุกวัน”
  • “อายุ 50 โสด ขึ้นคาน ไม่เสียใจ ไม่เสียดาย ชีวิตโสดสามารถทำอะไรก็ได้ สุขมากๆ”

จากการตอบกลับของผู้ใช้งาน แสดงให้เห็นว่า “โสด” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความสุข” แต่กลับกลายเป็นทางเลือกที่ดีต่อชีวิตกว่าที่หลายคนคิด

กระทู้นี้ไม่ใช่แค่การโพสต์ถามง่ายๆ แต่เป็นการสะท้อนมุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวัยชรา และเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มี “สเปคสูง” แต่ยังไม่เจอคนที่ “ใช่” อย่างแท้จริง

เมื่อถามว่า “โสดจนแก่…เคยเสียดายไหม?” คำตอบที่ได้กลับมาคือเรื่องของ “ความสุข” ไม่ใช่แค่ “ความมีคู่” และที่สำคัญคือการเลือกใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่พึ่งพาคนอื่นเข้ามาเติมเต็ม

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ยังสงสัยว่าควรรอหาคู่หรือปล่อยวาง ลองถามตัวเองดีๆ ว่า สิ่งที่คุณต้องการคืออะไร เพราะบางครั้ง “ความโสด” อาจเป็นคำที่ช่วยเติมความสุขให้หัวใจคุณมากกว่าที่คิด

ที่มา – โสดจนแก่…เคยเสียดายไหม? เมื่อชาวพันทิปถามใจคนโสดวัย 60+

อบรมสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่รัฐชายแดนใต้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้มีการจัดพิธีปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในการพัฒนางานвещаภาวะยุติธรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยมี พลตรี เฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี เป็นประธานในพิธีปิดอย่างเป็นทางการ

อบรมสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่รัฐชายแดนใต้

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาคู่มือการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ระดับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนกว่า 140 คน จากหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ รวมทั้งฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

บรรยากาศการอบรมสิทธิมนุษยชน

เป้าหมายของการอบรม

ในการกล่าวปิดโครงการ พลตรี เฉลิมชัย สุทธินวล ได้เน้นย้ำว่า การอบรมสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการตระหนักรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ในการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย และยึดมั่นในการเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

“การอบรมสิทธิมนุษยชนครั้งนี้เป็นโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง แล้วร่วมกันพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้” พลตรี เฉลิมชัย กล่าวเสริม

เจ้าหน้าที่ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนสันติสุข

โครงการอบรมสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่รัฐชายแดนใต้ ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นการเตรียมแนวทางให้เจ้าหน้าที่สามารถบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนและเป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนสันติสุขอย่างยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้มีการพัฒนาคู่มือการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคใต้ และเป็นองค์ความรู้สำคัญสำหรับการส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่

ข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม

ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมต่างเห็นว่า การจัดกิจกรรมเชิงนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐในการเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการเปิดพื้นที่สำหรับรับฟังมุมมองหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการส่งเสริมสันติภาพในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

หากคุณเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ภาคประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ การติดตามแนวทางใหม่ ๆ และการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเปิดใจถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและสงบสุข

ที่มา – ผอ.ศูนย์สันติวิธี ปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจตามหลักสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่รัฐชายแดนใต้