ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เลขาฯสภา แจง วิป 2 ฝ่ายนัดประชุม 3 ก.ย. 68 เคาะวันโหวตเลือก นายกฯ คนที่ 32

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยว่า ในการประชุมวันที่ 3 กันยายนนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้เชิญคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกกันว่า วิป 2 ฝ่าย ให้เข้าร่วมประชุมเวลา 10.00 น.

เลขาฯสภา แจง วิป 2 ฝ่ายนัดประชุม 3 ก.ย. 68 เคาะวันโหวตเลือก นายกฯ คนที่ 32

วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือ การกำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญต่อการเลือก ‘นายกฯ คนที่ 32’ ของประเทศไทย

กำหนดการประชุมครั้งสำคัญ

ในการประชุมวันที่ 3 กันยายนนี้ เป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เพราะเชื่อว่าผลการประชุมจะส่งผลโดยตรงต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

  • เวลา 10.00 น. วิป 2 ฝ่าย เข้าประชุม
  • กำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร
  • พิจารณาเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นพ้องต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีรายใหม่ เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชน

ทั้งนี้ เลขาธิการสภาฯ ได้ย้ำว่าการดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบและมีความโปร่งใส พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้

คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ หรือไม่เกินช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 สภาผู้แทนราษฏรจะสามารถกำหนดวันการประชุมเพื่อพิจารณาเลือก ‘นายกฯ คนที่ 32’ อย่างเป็นทางการ โดยทุกขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบและให้ความสำคัญกับเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อประเทศชาติ

การเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีผลยาวนานต่อประเทศไทย จึงต้องใช้ความรอบคอบและใส่ใจในทุกขั้นตอนอย่างยิ่ง

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด อย่าลืมติดตามการประชุมวันที่ 3 กันยายนนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่พลาดรายละเอียดที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารประเทศในอนาคต

ที่มา – ‘เลขาฯสภา’ แจง วิป 2 ฝ่ายนัดประชุม 3 ก.ย. 68 เคาะวันโหวตเลือก ‘นายกฯ คนที่ 32’

‘สว.พิสิษฐ์’ เปิดเผยว่างบปี 69 พิจารณาไปราบรื่น เตรียมลงมติวันนี้

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒาพงศ์ สว. และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพิจารณางบประมาณประจำปี 2569 ว่ามีความราบรื่นและเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา การอภิปรายงบประมาณได้ถูกแบ่งออกเป็นหัวข้อสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ภาพรวมและงบกลาง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ภัยพิบัติ และบริหารทั่วไป

‘สว.พิสิษฐ์’ เปิดเผยว่างบปี 69 พิจารณาไปราบรื่น เตรียมลงมติวันนี้

ในการประชุมเมื่อวานนี้ ได้มีการอภิปรายในสามด้านแรก คือ ภาพรวมและงบกลาง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งได้จบลงไปแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ ในวันนี้ (2 ก.ย. 2568) จะทยอยอภิปรายในอีก 3 ด้านที่เหลือ ได้แก่ ความมั่นคง ภัยพิบัติ และบริหารทั่วไป และคาดว่าจะสามารถลงมติได้ภายในวันนี้ เวลาประมาณ 16.00-17.00 น.

การลงมติวันนี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า การอภิปรายในวันแรกถือว่าราบรื่นดี ไม่มีอุปสรรคใด ๆ จากสมาชิกวุฒิสภา ทุกคนสามารถนำเสนอบทวิเคราะห์และข้อคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ

  • ด้านภาพรวมและงบกลาง
  • เศรษฐกิจ
  • สังคม
  • ความมั่นคง
  • ภัยพิบัติ
  • บริหารทั่วไป

เมื่อถูกถามว่าการลงมติในวันนี้จะเป็นไปในทิศทางใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการบริหารประเทศ และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ผ่านการพิจารณาอย่างครบถ้วนและลงมติในวันนี้เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติต่อได้

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า แม้จะเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งจะให้ความเห็นพ้องกับแนวทางการบริหารงบประมาณ แต่ก็ส่งเสริมให้มีการอภิปรายอย่างเปิดกว้าง เนื่องจากการรับฟังความเห็นหลากหลายจะช่วยให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การพิจารณางบประมาณปี 2569 ถือเป็นกระบวนการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกระดับ และยังเป็นการสะท้อนถึงความพร้อมของภาครัฐในการรับมือกับความท้าทายทั้งในและต่างประเทศ การดำเนินการอย่างโปร่งใสและรอบคอบจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อรับประกันว่งบประมาณจะถูกใช้ไปในทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยตรง

สำหรับผู้สนใจเรื่องการบริหารงบประมาณ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมวุฒิสภาและการลงมติงบปี 69 ได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอย่างเป็นทางการของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ หากต้องการเข้าใจถึงบทบาทของงบประมาณต่อการพัฒนาประเทศ อย่าลืมติดตามบทความวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน

ในที่สุด ‘สว.พิสิษฐ์’ ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการให้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปีงบประมาณ 2569 ผ่านการรับรองภายในวันที่ 2 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนร่วมติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสนี้เองคือเสาหลักของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – ‘สว.พิสิษฐ์’ เผย พิจารณางบปี 69 ผ่านไปราบรื่น พร้อมเตรียมลงมติวันนี้

เพื่อไทย – ไทยสร้างไทย หนุนอนุทินเป็นนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งปี 2568 ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ล่าสุด มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยสร้างไทย เตรียมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะตัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

เพื่อไทย – ไทยสร้างไทย หนุนอนุทินเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวทีการเมืองเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย หลายท่านเดินทางเข้าสู่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชน ยังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจนว่าจะหนุนใครเป็นนายกฯ ระหว่างผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องลุยปรับแผนการณ์รัฐบาลชุดใหม่ด้วย

สถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคไทยสร้างไทย

รายงานบรรยากาศระบุว่า ช่วงเช้าของวันดังกล่าว มีสมาชิกพรรคทั้งในตำแหน่ง สส. กรรมการบริหาร เดินทางเข้าสู่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น นางสุขสมรวย สส.อำนาจเจริญ, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สส.อุบลราชธานี, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.อ่างทอง เป็นต้น

และที่น่าจับตามองไม่น้อยคือ นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการนำพรรคเพื่อไทยเข้ามาแสดงจุดยืนหรือไม่ นายศักดาตอบเพียงว่า “มากินกาแฟ” ทำให้เกิดกระแส推测 ที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจมีพันธมิตรใหม่ที่จะหนุนนายอนุทินในคราวนี้

  • พรรคเพื่อไทย—เดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย
  • พรรคไทยสร้างไทย—ยืนยันการสนับสนุนทางเลือก
  • เพื่อไทย – ไทยสร้างไทย หนุนอนุทินเป็นนายกฯ

ท่าทีนี้ยิ่งทำให้ความหวังของพรรคภูมิใจไทยสูงขึ้น โดยเชื่อว่าจะมี สส. หลายพรรค เดินทางเข้ามาสนับสนุนในเร็ววันนี้ เพื่อรวมเสียงสนับสนุนให้กับ “นายอนุทิน” ในการจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

บทสรุปของสถานการณ์

ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคไทยสร้างไทย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หากการสนับสนุน เพื่อไทย – ไทยสร้างไทย หนุนอนุทินเป็นนายกฯ จริง มันจะส่งผลต่อการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอย่างมาก และเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาในช่วงเวลานี้

เราควรติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นพรรคใดที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งผู้มีสิทธิพิจารณาท้ายที่สุดคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ส.ส.) และประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ที่มา – สะพัด! ‘เพื่อไทย – ไทยสร้างไทย’ เตรียมโผล่หนุน ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ เพิ่ม

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้ำรัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่ว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภา ได้ โดยย้ำว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นไปแล้ว และยังยืนยันในความเห็นเดิมว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้ำรัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้

ในขณะที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการยุบสภาภายใต้การบริหารของรัฐบาลรักษาการ นายปกรณ์ กล่าวว่า “ตอนนี้มีคนพูดกันเยอะไปหมดจนสับสนกันไปหมดแล้ว รอดูแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร”

แม้ประเด็นนี้จะถูกถามซ้ำจากหลายฝ่าย แต่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยืนยันว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองที่คณะกรรมการให้ไว้ ซึ่งว่าไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการยุบสภา

ความเห็นทางกฎหมายอยู่ที่ใคร?

เมื่อถูกถามว่าในทางกฎหมายเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร นายปกรณ์ กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินคือศาลรัฐธรรมนูญ “เราเพียงให้ความเห็นว่าอย่างไร ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสิน”

นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าหากเกิดเหตุการณ์จริง แล้วมีการยื่นเรื่องต่อศาล จะเป็นอย่างไรเลขาธิการกล่าวว่า “เรื่องยังไม่เกิด เราอย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรเลย”

  • คณะกรรมการกฤษฎีกาให้คำแนะนำเท่านั้น
  • ศาลรัฐธรรมนูญคือผู้ตัดสินชี้ขาด
  • กฎหมายไม่อนุญาตให้รักษาการยุบสภาได้

ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้มีการระบุว่ารัฐบาลรักษาการสามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ จึงต้องกลับไปดูที่รายละเอียดในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

การเคลื่อนไหวในช่วงนี้ทำให้สังคมต้องจับตาดูว่ารัฐบาลรักษาการจะมีแนวทางอย่างไร และจะรับฟังข้อกฎหมายหรือไม่

แถมท้าย หากประชาชนหรือฝ่ายนิติบัญญัติตัดสินใจยื่นเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การตัดสินอย่างเป็นทางการ

ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด สิ่งสำคัญคือการเคารพต่อกระบวนการตามกฎหมาย และหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจกำหนด

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา ย้ำรัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้

เชียงรายเดินหน้านำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการ เชียงรายเดินหน้านำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการท่องเที่ยว ภายในเขตเทศบาลนครเชียงราย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง

ในการประชุมนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย คณะผู้บริหารเทศบาล ผู้แทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ผู้แทนจาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รวมถึงผู้แทนการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย และนายโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย พร้อมด้วยสื่อมวลชนต่างๆ เข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมอาคารดาวน์ทาวน์ สถานีขนส่งเชียงรายแห่งที่ 1

เชียงรายเดินหน้านำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการท่องเที่ยว

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองเชียงราย โดยเริ่มดำเนินการในพื้นที่สำคัญ เช่น ห้าแยกพ่อขุนเม็งราย ถนนรอบๆ พื้นที่ ถนนธนาลัย ไปจนถึงกำแพงเมือง และถนนแยกสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย–สถานีขนส่งแห่งที่ 1 ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเส้นทางหลักในการเปิดรับนักท่องเที่ยว

ขณะนี้การนำสายไฟและสายสื่อสารลงใต้ดินได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในบางพื้นที่แล้ว และกำลังทยอยรื้อถอนเสาไฟฟ้าในบางจุด โดยคาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 ส่วนการรื้อถอนเสาไฟฟ้าในบางจุดจะเริ่มต้นในกลางเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เพื่อสร้างความสวยงามให้กับเมือง

นายนรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เขตตัวเมืองเชียงรายจะไม่มีเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารรกรุงรังปรากฏอยู่อีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ทัศนียภาพของเมืองมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยังกล่าวยืนยันอีกว่า เทศบาลนครเชียงรายมีความพร้อมในการพัฒนาเขตเมืองอย่างยั่งยืน หลังจากโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน เสร็จสิ้น จะมีการขยายผลไปสู่การพัฒนาศูนย์จัดการอัจฉริยะ ปรับปรุงระบบไฟส่องสว่างในเมือง รวมทั้งปรับปรุงถนนและทางเดินให้เหมาะสมกับการใช้งานของประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างภาพลักษณ์ของ “เมืองอัจฉริยะ” ที่ทันสมัยและงดงาม

โครงการ เชียงรายเดินหน้านำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการท่องเที่ยว ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้มาเยือน และเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองในระยะยาว

ด้วยการวางแผนเชิงกลยุทธ์และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เชียงรายกำลังก้าวสู่วิสัยทัศน์ในการเป็นเมืองต้นแบบที่มีความสะดวก สวยงาม และน่าอยู่ยิ่งขึ้น

หากคุณวางแผนไปเที่ยวเชียงรายในปีหน้า ลองมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่สายสื่อสารไม่ต้องขวางทัศนวิสัยของคุณอีกต่อไป

ที่มา – เชียงราย เดินหน้านำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการท่องเที่ยว

บิ๊กเกรียงตอกกลับคนพาดพิงฮั้ว สว.ร้ายยกว่ารัฐประหาร

เมื่อวันที่ 2 กันยายน พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนในการให้สัมภาษณ์รายการออนไลน์รัฐสภา “เปิดทุกมุมมอง สไตล์ สว. รั้วของชาติ สู่รั้วรัฐสภา” เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับกรณีที่มีบางฝ่ายในวงการการเมืองออกมาพาดพิงว่า “การรัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการฮั้วเลือก สว. เพียงครั้งเดียว” ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตันในสังคมอย่างมาก

บิ๊กเกรียงตอกกลับคนพาดพิงฮั้ว สว.ร้ายยกว่ารัฐประหาร

พลเอกเกรียงไกรระบุว่า ความจริงแล้วตนเองไม่ได้ต้องการจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมากนัก แต่เนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่ จึงจำเป็นต้องออกมายืนยันความชัดเจนอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้ กรณีการถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรม ฮั้ว สว. ได้ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับไว้ทำการสอบสวนและไต่สวนอย่างเป็นทางการแล้ว

บิ๊กเกรียงยืนยันไม่ได้ขายชาติ

หนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้คือ ข้อกล่าวหาว่ามีการ ฮั้ว สว. เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยเปรียบเทียบให้เป็นเรื่องร้ายแรงกว่าถึงขั้นรัฐประหาร ซึ่งพล.อ. เกรียงไกรได้บอกว่า ตนยืนยันอย่างเด็ดขาดว่าไม่ได้มีเจตนาจะ “ขายชาติ” หรือ “ขายแผ่นดิน” แต่อย่างใด เนื่องจากการกระทำในลักษณะนั้นจะมีเพียงในกรณีที่มีคำตัดสินจากศาลเท่านั้นที่จะสามารถสรุปได้ว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การที่มีคนออกมาพูดว่า ฮั้ว สว. เป็นเรื่องหนักกว่ารัฐประหารนั้น เป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นที่อาจสะท้อนความไม่พอใจในระบบที่มีอยู่ แต่หากไม่มีหลักฐานชัดเจน หรืออยู่ในกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. ก็ไม่ควรพูดจาเพิ่มเติมในทางลบมากเกินไป

พล.อ. เกรียงไกร กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนทำอยู่นั้น คือทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และตนเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แม้บางครั้งจะมีการตีความหรือวิจารณ์กันอยู่บ้าง แต่หากอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ก็ควรให้เวลาและโอกาสกับคนที่ถูกกล่าวหาให้ได้ชี้แจงอย่างเป็นธรรม

นอกเหนือจากการให้สัมภาษณ์แล้ว ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนจำนวนมากเริ่มให้ความสนใจต่อประเด็นการ ฮั้ว สว. อย่างจริงจัง ทำให้เกิดการสนทนาและอภิปรายในวงกว้างเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่าควรได้รับการปรับปรุงหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาในอนาคต

ทั้งนี้ ข้อความของ พล.อ. เกรียงไกร สื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เรื่องราดเดินไปตามกติกา และอยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะเมื่อใดที่ประชาชนหรือสื่อมวลชนมีข้อสงสัย หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ควรเข้ามาตรวจสอบและตัดสินอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องตกค้างและกลายเป็นประเด็นที่ถูกใช้ในการโจมตีทางการเมือง

สุดท้ายนี้ การพูดถึงกรณี ฮั้ว สว. อาจมีความละเอียดอ่อน แต่หากจัดการด้วยความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมในระดับหนึ่งได้ การเมืองไทยต้องการการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีมาตรฐาน การรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา หรือ กกต. จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ‘บิ๊กเกรียง‘ตอกกลับคนพาดพิง‘ฮั้ว สว.’ร้ายยกว่ารัฐประหาร-ซัด ‘สว.’ไม่ขายชาติเหมือนคดีที่ถูกศาลเอาผิด

นักศึกษา มจพ. คว้ารางวัลชนะเลิศนานาชาติ

ในปี 2025 นี้ นางสาวรสิตา ศรีวิไลเวช นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จาก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้สร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศไทย เมื่อคว้ารางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติจากการประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษในงาน ASEAN Youth Short Video Challenge & ASEAN Youth Video Speech Challenge 2025 ซึ่งจัดโดย The Center for Southeast Asian Studies (CSEAS) ประเทศอินโดนีเซีย ร่วมกับ Regional Knowledge Centre for Marine Plastic Debris และ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA)

นักศึกษา มจพ. คว้ารางวัลชนะเลิศนานาชาติ

การประกวดในครั้งนี้มีธีมหลักภายใต้หัวข้อ “Our Future with Plastics” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของเยาวชนอาเซียนเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับปัญหาพลาสติกในระยะยาว โดยจัดขึ้นแบบออนไลน์ ได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งสิ้น 162 คน มาจาก 10 ประเทศ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ 81 คน, อินโดนีเซีย 62 คน, เวียดนาม 5 คน, เมียนมา 5 คน, ไทย 4 คน, มาเลเซีย 3 คน, ลาว 1 คน และกัมพูชา 1 คน

เสียงไทยที่เปิดมุมมองสู่อาเซียน

จากผู้เข้าประกวดจำนวนมาก นางสาวรสิตา ศรีวิไลเวช ได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของเวที 8 คนสุดท้าย ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยและของ มจพ. จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ ด้วยผลงานสุนทรพจน์ที่มีความลึกซึ้ง ขับเคลื่อนด้วยความใฝ่ฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเกี่ยวกับปัญหาพลาสติกในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

สิ่งที่โดดเด่นจาก นักศึกษา มจพ. คือการนำเสนอเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ผ่านมุมมองของเยาวชนไทย พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะกับบริบทของประเทศในภูมิภาค ทำให้คณะกรรมการตัดสินจากหลายประเทศในอาเซียนเห็นพ้องในการมอบรางวัลชนะเลิศให้แก่เธอ

ผลการประกาศรางวัลเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในเวทีสากล และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

  • แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ
  • สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศและสถาบันการศึกษา
  • เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในอาเซียนร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผลงานของนางสาวรสิตาจะถูกเผยแพร่ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค และอยู่ในพิจารณาแนวทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียนในอนาคต

ไม่เพียงแค่เป็นการประกวด แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงร่วมกันในภูมิภาค ขอแสดงความยินดีและภูมิใจในความสำเร็จอันเป็นเกียรติของ นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มจพ. อย่างยิ่ง

ที่มา – นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มจพ. คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดระดับนานาชาติ

ศุภชัย เตือน DSI อย่ารับใช้นักการเมือง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เตือนสติ DSI ว่าควรทำงานภายใต้หลักกฎหมาย และไม่ควรทำเพื่อสนองการเมือง

ศุภชัย เตือน DSI อย่ารับใช้นักการเมือง

การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ออกมาเคลื่อนไหวในคดีเขากระโดง โดยระบุถึงการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ การอำพรางนิติกรรม และการบุกรุกลำคลองสาธารณะ ถือเป็นพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่อการฝ่าฝืนหลักกฎหมาย

ทั้งที่ขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิของกรมที่ดินในที่ดินพิพาท 995 แปลง แสดงถึงความพยายามใช้อำนาจสอบสวนเบื้องต้นในทางที่เกินเลย ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

DSI ควรอยู่บนหลักกฎหมาย

ในทางกฎหมาย DSI ยังไม่มีคำสั่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษตามกระบวนการตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ที่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการคดีพิเศษเสียก่อน

  • DSI ไม่มีอำนาจเข้าชี้นำสาธารณะ
  • ไม่มีคำพิพากษาในศาลปกครองกลาง
  • กรมที่ดินยังไม่เพิกถอนโฉนด 995 แปลง

การที่เจ้าหน้าที่ DSI ในระดับบริหารออกมาแสดงท่าทีชี้นำต่อสาธารณะถึงความผิด หรือกล่าวหาว่ามีการอำพรางนิติกรรม ทั้งที่กระบวนการยังไม่เริ่มต้น ย่อมละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงในปัจจุบันคือ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่มีเอกสารสิทธิรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท นอกเหนือจากบางแปลงที่มีคำพิพากษาเฉพาะราย ยิ่งไปกว่านั้น กรมที่ดินได้ใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินโดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการแล้ว

คณะกรรมการได้มีมติ “ไม่เพิกถอน” โฉนดที่ดินจำนวน 995 แปลง เนื่องจากไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่าเอกสารสิทธิเหล่านั้นออกโดยไม่ชอบ นี่คือสิ่งที่ DSI ควรคำนึงถึงอย่างยิ่ง

DSI ต้องยึดหลักความยุติธรรม

นายศุภชัย ระบุว่า เมื่อข้อพิพาทนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 395/2568 และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด DSI จึงไม่มีอำนาจใดในการเข้าชี้นำสาธารณะ หรือตั้งข้อกล่าวหาอาญาใด ๆ

เฉพาะอย่างยิ่งหากกระทำไปเพื่อสนองกระแสทางการเมือง หากการสอบสวนของ DSI ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อ “ตอบสนองนโยบายของรัฐมนตรี” หรือกลุ่มการเมืองใด และไม่ยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง การกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบย่อมตกอยู่ในฐานะผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ

ซึ่งไม่เพียงละเมิดหลักนิติธรรมเท่านั้น แต่ยังสุ่มเสี่ยงต่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย

ขอเตือนด้วยความห่วงใยว่า กฎหมายมีไว้ให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตาม ไม่ใช่ให้ตีความตามใจผู้มีอำนาจ การที่ DSI ในวันนี้เดินเข้าสู่เกมการเมืองอย่างเต็มตัว โดยแสดงบทบาทเป็น “เครื่องมือ” แทนที่จะเป็น “หลักประกันความยุติธรรม”

คือการทำลายชื่อเสียงขององค์กรเสียเอง ในระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่รัฐต้องยึดหลักความเป็นกลาง ยึดหลักกฎหมาย และไม่สยบยอมต่อแรงกดดันทางการเมือง หรือเจตนาแฝงใดๆ ที่อาจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

DSI จึงควรหยุดการแสดงท่าทีที่อาจถูกมองว่าไม่สุจริต และกลับไปยืนอยู่บนหลักฐาน กฎหมาย และความยุติธรรมอย่างแท้จริง ก่อนที่ความไว้วางใจของประชาชนจะพังทลายไปมากกว่านี้ และจะสายไปสำหรับผู้บริหารองค์กรนี้

ที่มา – ‘ศุภชัย’ กระตุก ‘DSI’ กลับไปยืนอยู่ในหลักยุติธรรม อย่ารับใช้นักการเมืองจนหมดความไว้วางใจจากประชาชน

ณัฐวุฒิเผย 4 ทิศทางการเมืองไทยหลังมีมติศาล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสถานการณ์ทางการเมืองไทยหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าขณะนี้การเมืองไทยมีทิศทางหลักอยู่ 4 ทาง ที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศในระยะสั้น

ณัฐวุฒิเผย 4 ทิศทางการเมืองไทยหลังมีมติศาล

ทางด้าน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีทางเลือกหลักอยู่ 4 แนวทาง ได้แก่ 1. เพื่อไทยตั้งรัฐบาลเอง 2. ภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล 3. รัฐบาลแกนนำยุบสภา หรือ 4. รัฐบาลรักษาการณ์ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะมีข้อยุติในรูปแบบที่ 1 หรือ 2 ซึ่งคำตอบสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับพรรคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินผล

ความหวังของพรรคร่วมเสียงminority

สถานการณ์ปัจจุบันเกิดจากการเสนอข้อเสนอของพรรคประชาชน (สีส้ม) ที่ผลักดันให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ ต่างจากเดิมที่พรรคฝ่ายค้านมีจำนวนเสียงไม่พอ ผลจากนี้คือพรรคร่วมต่างก็เริ่มเคลื่อนไหว “ดีล” การเมืองกับพรรคต่างๆ เพื่อแย่งชิงเสียงสนับสนุน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายกฯ ก็ต้องหยุดนิ่งเพื่อพิจารณาทางเลือกอย่างรอบคอบ

รัฐบาลชุดปัจจุบันในฐานะ “รัฐบาลรักษาการ” จะยังอยู่จนกว่าจะมีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้นำประเทศต่อจากนี้ และหากตัดสินใจยุบสภา ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ทว่าข้อถกเถียงหลักคือ “เราเลือกนายกฯ มาเพื่อยุบสภาหรือเปล่า?” คำตอบคือไม่จำเป็นต้องมีการดีเบตก่อน ถ้ามีความพร้อมด้านกฎหมายและการเมือง

  • พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในสถานะตัดสินใจร่วมกับพรรคประชาชน
  • พรรคภูมิใจไทยหันไปมองหาพันธมิตรทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาล
  • พรรคประชาชนเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศไทย
  • รัฐบาลรักษาการณ์ยังสามารถบริหารประเทศได้อย่างไม่สะดุด

ในกรณีที่พรรคประชาชนให้ความร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน ผลที่เกิดขึ้นคือพรรคภูมิใจไทยซึ่งมีสัดส่วนที่นั่งน้อยจะสามารถตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องเป็นพรรครวมใหญ่ และยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมอื่นๆ ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง

หากเกิดขึ้นจริง แม้เพื่อไทยจะไม่ได้เป็นแกนนำ แต่ก็ไม่ใช่ความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง เพราะอนาคตของการเมืองยังเปิดกว้าง ขณะเดียวกันพรรคประชาชนก็จะต้องรับภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้น จากการเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทางเลือก

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าทางเลือกใดที่จะเกิดขึ้น ต้องมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาต่อประชาชน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันการเมือง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและเปิดโอกาสให้เกิดทางเลือกใหม่

เมื่อมองภาพรวม สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เป็นการปรับวงจรการเมืองทั้งระบบ ซึ่งพรรคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครื่องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

การเมืองไทยในช่วงนี้จึงเปรียบเสมือนเกมที่ทุกพรรคต้องทำใจกล้าเสี่ยง และพร้อมรับผลลัพธ์ ไม่ว่าจะพร้อมหรือยัง

“ณัฐวุฒิเผย 4 ทิศทางการเมืองไทยหลังมีมติศาล” เป็นเสียงสะท้อนถึงการเมืองที่กำลังปรับเปลี่ยนในประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดรัฐบาลใหม่ภายในระยะเวลาใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้

หากคุณสนใจติดตามการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง ลองติดตามพรรคประชาชนและเสียงของผู้แทนประชาชน ว่าจะเอื้ออาทรให้กับพรรคใดในขณะนี้ อาจก่อให้เกิดภาพใหม่ของการเมืองไทยที่ดูซับซ้อนแต่คึกคักมากขึ้น

ที่มา – ‘ณัฐวุฒิ’ เผย 4 ทิศทางการเมืองไทย ยันไม่จำเป็นต้องดีเบตนายกฯ เพราะเลือกมายุบสภา

ตามรอยราชาผลไม้ รหัสลับทุเรียนไทย “GI” หัวใจ สร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซีรีส์ “ตามรอยราชาผลไม้ไทย” ได้นำทุกท่านออกเดินทางไปทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ไปจนถึงภาคใต้ สัมผัสรสชาติและเรื่องราวของทุเรียน GI ที่แต่ละพื้นที่ต่างมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำกัน วันนี้เราขอมารวมบทสรุปและถอด “รหัสลับทุเรียนไทย” เพื่อค้นหาว่าอะไรทำให้ทุเรียนไทยงดงามจนได้รับการขึ้นทะเบียน GI (Geographical Indication) และก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ

ตามรอยราชาผลไม้ รหัสลับทุเรียนไทย “GI”

ถอดรหัสลับของราชาผลไม้ไทยได้แก่ “4 มิติ” ที่เกื้อหนุนให้ทุเรียนมีคุณภาพโดดเด่น

1. ธรรมชาติ: ดิน น้ำ และภูมิอากาศ

ดิน ถือเป็นหัวใจของทุเรียนที่เจริญเติบโตดี มาตรฐานสูง เช่น ดินลูกรังในปราจีนบุรี ที่ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี หรือดินภูเขาไฟในศรีสะเกษ ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อเนื้อทุเรียน รสชาติ และกลิ่นเฉพาะตัว

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงทุเรียนตั้งแต่รากถึงยอด ไม่ว่าจะเป็นน้ำจากโครงการพระราชดำริในปราจีนบุรี ที่ควบคุมความชื้นอย่างเหมาะสม หรือน้ำใต้ดินในศรีสะเกษ ที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง

ภูมิอากาศ ที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่จัดเป็น “พ่อลูก” ของรสชาติทุเรียน ความหวาน มัน และเนื้อสัมผัสล้วนแปรเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ที่มีอิทธิพลต่อฤดูเก็บเกี่ยวและคุณภาพของผลไม้

2. คน: ภูมิปัญญาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

เกษตรกรไทยหลายรุ่นต่อยอดจากภูมิปัญญาด้านการเกษตร ควบคู่ไปกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการสนับสนุนระบบจากกรมส่งเสริมการเกษตร จึงสามารถคัดพันธุ์ทุเรียนที่มีมาตรฐานระดับโลกและเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศได้

การันตีคุณภาพด้วย GI: พรสวรรค์จากดินแดนไทย

การได้รับเครื่องหมาย GI หรือ “ทุเรียน GI” ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นการยืนยันถึงที่มา คุณภาพ และกระบวนการผลิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจากแต่ละพื้นที่ ช่วยให้ยุคคนรุ่นใหม่เข้าใจและภาคภูมิใจใน “ธุรกิจภูมิปัญญา” ที่ก่อตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่

  • เพิ่มการแข่งขันในตลาดโลก: ทุเรียนไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นเมื่อมีการรับรอง GI
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร: ราคายกระดับขึ้น และมีความมั่นคง
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร: ชาวต่างชาติหลั่งไหลมาสัมผัสต้นทุเรียนจริงๆ
  • สร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ: เป็นตัวแทนของคุณภาพแบบไทยแท้

หากคุณกำลังมองหาต้นทุเรียนที่มีคุณภาพ ต้อง “ทุเรียน GI” เท่านั้น ที่สามารถสร้างชื่อเสียงในเวทีโลก และมินิมอลลิสติกของความอร่อยสุดขั้วที่เกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศไทย

ที่มา – ตามรอยราชาผลไม้ รหัสลับทุเรียนไทย “GI” หัวใจ สร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก