ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุ ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสลดใจให้แก่สังคมอย่างมาก บริเวณทางด่วนโทลล์เวย์เหนือสนามกอล์ฟ นอร์ท ปาร์ค ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6

ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับแจ้งเหตุเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตที่ตกลงมาจากทางยกระดับของ ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6 ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบศพผู้เสียชีวิตรายหนึ่งนอนอยู่กลางถนน และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 6 รายกระจัดกระจายบนถนนบริเวณนั้น

ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6
ภาพจากที่เกิดเหตุ

สาเหตุของเหตุการณ์

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า.origin ของเหตุเกิดจากอุบัติเหตุบนทางยกระดับของโทลล์เวย์ ซึ่งมีรถกระบะปิดหลังประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตัวรถกระเด็นกระโจนตกลงมาจากทางด่วนสูง จนกระทบเข้ากับถนนด้านล่าง

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีคนงานที่อยู่บริเวณถนนถูกรวมอยู่ในเหตุการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

ที่เกิดเหตุการณ์ด่วน!กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค
ภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ

ในปัจจุบันโครงสร้างของทางด่วนและโทลล์เวย์ได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ซึ่งควรส่งเสริมการพัฒนากฎหมายและมาตรการความปลอดภัยบนทางด่วนให้มีความเข้มงวดและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือแม้แต่ผู้ใช้ถนนทั่วไป การปฏิบัติตามกฎจราจรมิใช่แค่สิ่งที่กฎหมายบังคับ แต่เป็นแนวทางที่สำคัญในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย

ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6 เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจสังคม แต่ก็เป็นสิ่งเตือนใจให้เราทุกคนให้ความใส่ใจในการเดินทางอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะบนทางด่วนหรือถนนทั่วไป

ที่มา – ด่วน! กระบะประสบอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์เหนือนอร์ทปาร์ค กระเด็นตกลงมาด้านล่าง ดับ 1 เจ็บ 6

ค้าต่างประเทศ หารือเอกอัครราชทูตเมียนมา ขอผ่อนผันมาตรการใบอนุญาตนำเข้า ผ่านชายแดน

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 – 15.00 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนฝ่ายไทย เยี่ยมคารวะ H.E. Mr. Zaw Zaw Soe เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางการผ่อนผันมาตรการใบอนุญาตนำเข้าของเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการค้าชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา

ค้าต่างประเทศ หารือเอกอัครราชทูตเมียนมา ขอผ่อนผันมาตรการใบอนุญาตนำเข้า ผ่านชายแดน

จากการหารือภายในกล่าวว่า เป็นการพูดคุยด้วยความเข้าใจอันดีของทั้งสองฝ่าย โดยทางผู้แทนฝ่ายเมียนมาได้รับทราบข้อกังวลของไทยเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดของการออกใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าผ่านด่านในจังหวัดชายแดน โดยเฉพาะด่านเมืองเมียวดี ตรงข้ามสะพานฯ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ผลกระทบจากการเข้มงวดของใบอนุญาตนำเข้าของเมียนมา

มาตรการใหม่ของเมียนมาได้ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของพ่อค้าแม่ค้าไทยที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงซัพพลายเชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงัก

นางอารดา เผยว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ ทางเมียนมาได้แสดงความพร้อมในการร่วมหาทางออก โดยเสนอแนวทางต่าง ๆ เช่น การให้ผู้ประกอบการไทยปรับเส้นทางการส่งออกผ่านท่าเรือระนอง – เกาะสอง หรือด่านแม่สาย – ท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นทางเลือกที่สามารถลดความแออัดและยังรักษาความคล่องตัวของการค้าได้

แนวทางการแก้ไขที่พึงปรารถนา

ฝ่ายไทยยังเสนอให้เมียนมาพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ Export Earning ซึ่งส่งผลต่อการออกใบอนุญาต ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงขึ้นกว่าจะดำเนินการได้ สำหรับประเด็นดังกล่าว ทางเมียนมาได้เสนอจะศึกษาและหารือกับรัฐบาลกลางเพื่อหาทางออกที่เอื้อต่อพันธมิตรทางการค้า

  • เสนอการเปลี่ยนเส้นทางส่งออกผ่านด่านอื่น
  • ขอให้ทบทวนเกณฑ์ Export Earning
  • วางแผนเชิญรัฐมนตรีเมียนมาเยือนไทยเพื่อหารือนโยบาย

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยจึงมีแผนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของเมียนมาเยือนประเทศไทย เพื่อหารือในเชิงนโยบาย การบริหารจัดการการค้าระหว่างกันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง

การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการค้าชายแดนให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การประสานงานและการวางแผนในระยะยาวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างอำเภอแม่สอดและด่านอื่น ๆ ที่มีการค้าข้ามพรมแดนสูง

ควรติดตามว่าจะมีความคืบหน้าเชิงนโยบายอื่น ๆ จากการประชุมระดับรัฐมนตรีในอนาคต เพื่อให้นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศตอกย้ำความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ค้าต่างประเทศ หารือเอกอัครราชทูตเมียนมา ขอผ่อนผันมาตรการใบอนุญาตนำเข้า ผ่านชายแดน

สิงห์สำอางเรียกแจ็คสันกลับ เหตุดีแลปเจ็บยาว

ตลาดซื้อขายวันสุดท้ายของเดือนมกราคมปี 2025 กำลังจะปิดลง แต่กลับมีข่าวดราม่าเขย่าวงการฟุตบอลรายใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีกอย่าง เชลซี โดยล่าสุดมีรายงานว่า สโมสรเสือน้ำเงิน-น้ำแดง ตัดสินใจกระชากตัว นิโคลัส แจ็คสัน กลับมายังถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยด่วน เหตุเพราะแนวรุกของทีมอย่าง เลียม ดีแลป เจ็บจนต้องพักยาวถึง 2 เดือน

สิงห์สำอางเรียกแจ็คสันกลับ เหตุดีแลปเจ็บยาว

เดิมที แจ็คสัน เตรียมกำลังจะย้ายทีมสู่สโมสรยักษ์ใหญ่จากบุนเดสลีกาอย่าง บาเยิร์น มิวนิก ทันทีหลังจบเกมกับ เรอัล เบติส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และบินไปตรวจร่างกายที่เมืองมิวนิกเรียบร้อยแล้ว แต่แล้วผลพวงจากการบาดเจ็บของดีแลปกลับทำให้แผนการเดิมของ เชลซี ต้องเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน

ทาง “เดวิด ออร์นสตีน” นักข่าวชื่อดังในวงการฟุตบอลรายใหญ่ของอังกฤษ รายงานข่าวว่า สิงห์สำอาง จำเป็นต้องเรียก แจ็คสัน กลับมาใช้งานโดยด่วน เพราะแนวรุกของพวกเขามีกำลังพลเหลือเพียงแค่คนเดียว ซึ่งถือว่าเสี่ยงต่อการจัดทัพ และขาดความสมดุลในแนวรุก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ยูนิเต็ด และทีมอื่น ๆ ต้องเปลี่ยนแผนการในตลาดซื้อ-ขายนักเตะในฤดูหนาวนี้

แจ็คสันไม่พอใจ เอเยนต์ยังดันดีลต่อ

อย่างไรก็ตาม ข่าวที่แจ็คสันถูกเรียกตัวกลับมานั้นกลับทำให้ทั้งตัวนักเตะเองและเอเยนต์เกิดความไม่พอใจ เพราะความคืบหน้าในการย้ายทีมไปสู่บุนเดสลีกานั้นค่อนข้างแน่นอนแล้ว ดังนั้นตอนนี้ผลกระทบจึงมีกับทั้งผู้เล่น บาเยิร์น มิวนิก และ เชลซี ในตัวเช่นกัน

แม้ว่าจะล่าช้าเล็กน้อย แต่ก็ยังมีรายงานว่า ทาง “เสือใต้” ยังคงแสดงความตั้งใจอย่างแข็งขันที่จะปิดดีลอย่างนี้ให้ได้ และกำลังเจรจาอย่างหนักกับทีมจากพรีเมียร์ลีก เพื่อให้สามารถแลก แจ็คสัน มาใช้งานได้จริงในช่วงอีกไม่กี่วันข้างหน้า

  • เลียม ดีแลป เจ็บยาวถึง 2 เดือน
  • แจ็คสัน ถูกเรียกกลับ เพื่อลงสนามแทนดีแลป
  • บาเยิร์น มิวนิก พยายามรีดีลเพื่อปิดดีลให้ได้

การตัดสินใจครั้งนี้ของ เชลซี ถือเป็นการเล่นไว้หน้าฉวยโอกาสอย่างเต็มตัว เพราะช่วงเวลาสุดท้ายของตลาดซื้อขายมักจะทำให้มูลค่าของนักเตะสูงขึ้นอย่างมาก และหาก แจ็คสัน ไปอยู่กับบาเยิร์นในราคาที่สูงขึ้น ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสโมสรในระยะยาว

ในตอนนี้ ฟุตบอลยุโรปทั้งหมดจับจ้องมองไปที่ความเคลื่อนไหวของทั้ง 2 สโมสรว่าจะปิดดีลกันอย่างไร และคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ จะเป็นใคร

ทั้งนี้ เราก็เห็นได้ว่าตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูหนาวปี 2025 มีความตื่นเต้นและมากกว่าที่เคย เพราะมีทีมใหญ่อย่าง เชลซี เป็นตัวกลางสำคัญในการเคลื่อนไหวครั้งนี้

คุณคิดว่า แจ็คสัน ควรจะได้ย้ายไปอยู่กับบาเยิร์น มิวนิก หรือกลับกลายเป็นการช่วยทีมเก่าสำเร็จในที่สุด? ติดตามความเคลื่อนไหวต่อได้เลย!

ที่มา – เนื้อหอมขึ้นมาทันที! “สิงห์สำอาง” เรียกตัว “แจ็คสัน” กลับมากระทันหัน เหตุ “ดีแลป” เจ็บยาว

‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่าได้ส่งหนังสือไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในหนังสือระบุว่า รัฐมนตรีเหล่านี้อาจมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจกระทำการที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าสามารถยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ภายใต้สถานการณ์ที่ควรอยู่ในสถานะรอคำวินิจฉัยของศาล

‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องสิ้นสุดหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1)

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม มีการประชุมครม. ซึ่งมีการแถลงข่าวโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย โดยระบุว่าสามารถยุบสภาได้ทันทีโดยไม่ต้องหารือ ซึ่งข้อความดังกล่าวอาจเข้าข่ายขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และสามารถดำเนินคดีได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1)

เหตุผลจากการยุบสภาอาจขัดต่อคำวินิจฉัยศาล

ในขณะที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งมีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการตามแนวทางจากนายกฯ คนใหม่เพื่อดำเนินการต่อจนกว่าคณะใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง ยังไม่มีอำนาจตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรได้

นายเรืองไกรกล่าวว่า การให้สัมภาษณ์หรือมีมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้มีการยุบสภาภายใต้กฎหมายระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน ซึ่งมีข้อบังคับเพียงบางส่วน จึงเป็นการตีความที่อาจไปขัดคำวินิจฉัยของศาล โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการให้อำนาจแก่ผู้รักษาการแทนตำแหน่ง

การใช้อำนาจดังกล่าวอาจนำไปสู่การฝ่าฝืนหรือใช้กฎหมายในทางที่ผิด ซึ่งหากมีการลงมติยุบสภาจริง ก็เท่ากับว่าเกิดความผิดทางรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบ และขัดต่อมติของศาลอย่างรุนแรง อีกทั้งอาจถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในระดับสูง

ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสและการยึด原则รัฐธรรมนูญ นายเรืองไกรจึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ ป.ป.ช. จะต้องเข้าไปตรวจสอบพฤติการณ์ของรัฐมนตรีอย่างละเอียด ไม่ใช่เพียงคำแถลงเพียงอย่างเดียว หากการกระทำดังกล่าวมีผลสะท้อนต่อความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยและการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ

หากคุณสนใจประเด็นทางการเมืองและการตรวจสอบความชอบธรรมของหน่วยงานของรัฐ อย่าลืมติดตามข่าวและตั้งคำถามว่า ‘เรื่องนี้ถูกต้องจริงหรือไม่’? เพราะความโปร่งใสเริ่มต้นจากการรับรู้ของประชาชน

ที่มา – ‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทรัมป์อยากเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” กลับเป็น “กระทรวงสงคราม”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อ กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐอเมริกา กลับไปเป็น กระทรวงสงคราม อีกครั้ง โดยไม่ต้องการให้ผ่านการอภิปรายหรือการลงมติของสภาคองเกรส ซึ่งข่าวดังกล่าวอ้างอิงจากแหล่งข่าวระดับสูงในทำเนียบขาว ระบุว่า ทรัมป์เห็นว่าชื่อ “กระทรวงสงคราม” ฟังดูมีพลังและเหมาะสมกว่า

เหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม

จุดเริ่มต้นของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาคือ “กระทรวงสงคราม” ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงเก่าแก่ที่สุดของประเทศ มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 ร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้ผลักดันให้เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงกลาโหม ใหม่ เพื่อสะท้อนถึงการเจริญรุ่งเรืองในยุคสันติภาพ

ทรัมป์มองว่ากระทรวงสงครามชื่อดีกว่า

แหล่งข่าวระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงงานหรือโครงสร้างของหน่วยงานใด ๆ ภายในกระทรวง แต่เน้นแค่เรื่องของชื่อเสียที่สื่อภาพลักษณ์ที่เป็นธรรมชาติของฝ่ายทหารสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อโลกใบนี้ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการปะทะอย่างต่อเนื่อง

กว่ากว่า 70 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในการดำเนินนโยบายความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงครามเวียดนาม อัฟกานิสถาน อิรัก หรือความขัดแย้งอื่น ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก การเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น “กระทรวงสงคราม” มองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดทางการทหารอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับภาพลักษณ์การบริหารประเทศของทรัมป์ที่เน้นอำนาจและกล้าหาญ

  • กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เดิมชื่อ “กระทรวงสงคราม” มีมาตั้งแต่ปี 1789
  • เปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงกลาโหม” ในปี 1947 เพื่อสื่อถึงยุคสันติภาพ
  • ทรัมป์เห็นว่า “กระทรวงสงคราม” ฟังดูดีกว่า สะท้อนบทบาทของกองทัพ
  • การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ไม่ต้องการการอนุมัติของสภาคองเกรส
  • สะท้อนภาพลักษณ์การเมืองของทรัมป์ที่เน้นอำนาจและจุดยืนชัดเจน

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงชื่ออาจดูเป็นเพียงเรื่องของสัญลักษณ์ แต่ก็มีผลกระทบเชิงสื่อสารทั้งในและต่างประเทศอย่างแน่นอน ดังนั้น ประชาชนทั่วไปควรให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐ นโยบายต่างประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล เพราะสามารถส่งผลถึงความปลอดภัยของโลกในระยะยาวได้

การเปลี่ยนชื่อ กระทรวงกลาโหม สู่ “กระทรวงสงคราม” ไม่ใช่เพียงแค่การแปลงโฉม แต่อาจเป็นการเตือนสัญญาณโลกว่า “อย่าลืม ผม (ทรัมป์) มายังมีอำนาจอยู่”

ที่มา – ทรัมป์อยากเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” กลับเป็น “กระทรวงสงคราม”

ซูเปอร์โพลเผยความกังวลของคนไทยช่วงไร้นายกฯ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยว่าผลสำรวจล่าสุดจากสำนักงานซูเปอร์โพลชี้ให้เห็นว่า ความกังวลของคนไทยช่วงสุญญากาศไร้นายกรัฐมนตรีนั้นมีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ซูเปอร์โพลเผยความกังวลของคนไทยช่วงไร้นายกฯ

การสำรวจครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,136 รายระหว่างวันที่ 29–30 สิงหาคม 2568 พบว่า ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองมีสัดส่วนสูงถึง 51.7% ระบุว่า “กังวลมากถึงมากที่สุด” อีก 29.4% ระบุว่า “กังวลปานกลาง” และเพียง 18.9% ที่กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย

เศรษฐกิจ-ชีวิตประจำวันเป็นจุดกังวลหลัก

ประเด็นที่สร้างความวลกังวลสูงสุด คือ ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและค่าใช้จ่าย เมื่อไร้นายกฯ โดยมีสัดส่วนถึง 81.9% ของประชาชนระบุว่า “กังวลมากถึงมากที่สุด” สัดส่วนที่สูงกว่าการเมืองเสียอีก แสดงให้เห็นว่าเรื่องของรายได้ ราคาสินค้า และสวัสดิการในชีวิตความเป็นอยู่ยังคงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับพลเมืองชาวไทย

นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับ สังคมและความมั่นคง ก็สูงเช่นกัน เมื่อกลุ่ม “กังวลมากถึงมากที่สุด” คิดเป็น 47.9% และ “กังวลปานกลาง” อยู่ที่ 39.2% สะท้อนว่าเกือบ 9 ใน 10 ของประชากรมีความเป็นกังวลต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศเมื่อไร้นายหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ที่น่าสนใจคือการเปรียบเทียบความกังวลเรื่อง “ไม่มีนายกฯ” กับ “ไม่มีเงินใช้” ซึ่งมีผู้ตอบว่ากังวลเรื่อง “ไม่มีเงินใช้” มากกว่าอยู่ที่ 42.9% จึงเห็นได้ว่าแม้สถานการณ์การเมืองจะสร้างความตื่นตระหนกก็ตาม แต่ปัญหาพื้นฐานด้านรายได้ การจ้างงาน และค่าครองชีพยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญมากที่สุด

ข้อเสนอแนะจากผลสำรวจ

  • รัฐต้องเน้นแนวทางต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจ: การดูแลราคาสินค้า ค่าใช้จ่ายบู๊ และสวัสดิการพื้นฐานควรเป็นดัชนีนำทางนโยบายเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ประชาชน
  • สร้างเสถียรภาพทางการเมือง: ทุกภาคส่วนควรมุ่งหน้าไปที่ประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งซ้ำซ้อน และช่วยลดความกังวลของสังคม
  • เสริมความเข้มแข็งของสังคมพลเมือง: ใช้ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือและประสานงานระหว่างชุมชน

ท้ายที่สุดนี้ ผลสำรวจจากซูเปอร์โพลไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึง ความหวังและความกังวลของประชาชน ที่อยากให้ทุกภาคส่วนของประเทศมาร่วมกันสร้างเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอย่างแท้จริง

หากผู้นำฝ่ายบริหารในอนาคตสามารถดำเนินการต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนจริง ๆ ความกังวลนี้สามารถเปลี่ยนเป็นพลังสนับสนุนให้แก่ระบบที่ยั่งยืนได้

หากคุณมีความเห็นเกี่ยวกับความกังวลของคนไทยช่วงไร้นายกฯ ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราได้เลย!

ที่มา – ‘ซูเปอร์โพล’ เผยผลสำรวจ ความกังวลของคนไทยช่วงสุญญากาศไร้ ‘นายกฯ’

ม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ ทยอยรวมตัว ‘ขุดราก ถอนโคน ระบอบทักษิณ’

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา บรรยากาศบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิคึกคักไปด้วยประชาชนจากทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เริ่มทยอยเดินทางมายังพื้นที่เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ซึ่งนัดหมายจัดขึ้นตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รวมถึงการเจรจาต่อรองอำนาจระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

ม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ ทยอยรวมตัว ‘ขุดราก ถอนโคน ระบอบทักษิณ’

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่เวลาเช้า โดยบรรยากาศโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีประชาชนจำนวนมากถือป้ายข้อความและธงชาติไทย เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยของแผ่นดิน แม้จะมีการชะลอตัวของรถยนต์ในบางช่วง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ และคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ร่วมชุมนุม

แกนนำและข้อเรียกร้องสำคัญ

การชุมนุมครั้งนี้มี ม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ เป็นแกนนำหลัก โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายพิชิต ไชยมงคล นำขบวนของกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมภายใต้สโลแกน “ขุดราก ถอนโคน ระบอบทักษิณ” โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 6 ประการ ดังนี้:

  • ไม่เอาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย
  • ยกเลิก MOU 43-44
  • ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2
  • ยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ
  • ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
  • ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

กลุ่ม ม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องหลังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับตามองกิจกรรมครั้งนี้ว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อสมการทางการเมือง และทิศทางของรัฐบาลในอนาคต

หากคุณต้องการทราบข่าวสารทันเหตุการณ์เกี่ยวกับการเมืองไทย ติดตามข่าวจากช่องทางที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถาบันหลักของประเทศ

ที่มา – ม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ มาแล้ว ทยอยรวมตัว ‘ขุดราก ถอนโคน ระบอบทักษิณ’

สายกรีนเที่ยวอุตรดิตถ์ ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง

หากคุณเป็นคนรักธรรมชาติและชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จังหวัด อุตรดิตถ์ ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าไปเยือนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไม่ว่าจะเป็นการชม ดอกหงอนนาค ที่บานสะพรั่งเต็มทุ่ง ไปจนถึงการลิ้มรสผลไม้พื้นถิ่นอย่าง ลางสาด และ ลองกอง ได้อย่างจุใจ

สายกรีนเที่ยวอุตรดิตถ์ ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง

อุตรดิตถ์มีชื่อเสียงโด่งดังจากศักยภาพทางธรรมชาติอันงดงาม โดยเฉพาะทุ่งหญ้าภูสอยดาว ที่มีดอกหงอนนาคบานสะพรั่งจัดจ้านตั้งแต่ช่วงปลายกรกฎาคมถึงกันยายน ร่วมกับบรรยากาศหนาวเย็นและสายหมอกบาง ทำให้บริเวณนี้มีชื่อเสียงว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” ของเมืองไทยอย่างแท้จริง

ชมดอกหงอนนาคบนภูสอยดาว

นอกจากความสวยงามของทุ่งดอกหงอนนาคแล้ว บริเวณอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวยังมี น้ำตกภูสอยดาว ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มี 5 ชั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าดิบเขา โดยในช่วงฤดูฝน บริเวณนี้จะชุ่มฉ่ำไปด้วยความสดชื่น ตอบโจทย์สายกรีนเป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความท้าทาย สามารถเยือน อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เปิดฤดูกาลพิชิตยอดเขา ซึ่งมีเส้นทางเดินป่าระยะทาง 6.5 กิโลเมตร จนถึงยอดดอยสูงกว่า 2,102 เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณยอดเขาให้ประสบการณ์ชมทะเลหมอกอันงดงามอีกด้วย

ลิ้มรสผลไม้อุตรดิตถ์พันธุ์ดี

จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นดินแดนที่เหมาะแก่การปลูกผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะ ลางสาด และ ลองกอง ซึ่งเป็นผลไม้พื้นถิ่นอันเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดย ลางสาด นิยมปลูกในอำเภอหล่มสัก มีเนื้อผลละมุนหวานอมเปรี้ยว ส่วน ลองกอง เป็นผลไม้พันธุ์ดีจากภาคใต้ที่มาเติบโตได้ดีในอุตรดิตถ์ มีความหวานเข้มข้นและเนื้อผลอวบ juicy

หากต้องการได้ชิมผลไม้อุตรดิตถ์รสชาติเยี่ยม คุณสามารถไปงาน เทศกาลลางสาดลองกองหวาน เมืองมหัศจรรย์แห่งผลไม้ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-28 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก อุตรดิตถ์ เมื่อใดก็ตามที่คุณ götürรสผลไม้พื้นถิ่นตามร้านดัง เช่น “ม่อนลับแล” หรือ “เฮือนลับแล” จะได้ลิ้มรสเมนูพิเศษอย่างข้าวพันลางกอง ลางกองผัดเปรี้ยวหวาน หรือน้ำพริกลางกอง

  • อาหารแนะนำ: ยำลางสาด, ตำลองกอง, น้ำพริกลางกอง
  • กาแฟ/ของหวาน: ไอศครีมลองกองซอร์เบท, ลองกองลาวาโทสต์, วุ้นลองกอง
  • ทริปชิมผลไม้: ร่วมงานเทศกาลลางสาดลองกอง, ช้อปผลไม้สดจากสวน

มาพร้อมกับความสะดวกในการเดินทาง อุตรดิตถ์สามารถเข้าถึงได้ทั้งจากรถยนต์ส่วนตัวหรือการเดินทางด้วยรถไฟ โดยสามารถลงที่สถานีอุตรดิตถ์หรือสถานีศิลาอาสน์ ซึ่งยังมีเส้นทางให้แวะถ่ายภาพกับ สะพานรวงผึ้ง เส้นทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม

สายกรีนห้ามพลาด! ทั้งทิวทัศน์ที่จับใจ รสชาติผลไม้อุตรดิตถ์ ไปพร้อมกับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การมาเที่ยว อุตรดิตถ์ ในช่วงฤดูนี้คือประสบการณ์ที่ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”

ที่มา – ชวนสายกรีนเที่ยว “อุตรดิตถ์” ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง

อมลวรรณ เร่งสะสางคดีครูผู้สอนประพฤติผิดจรรยาบรรณ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เช่นกัน

ระบบที่เพิ่มช่องทางการร้องเรียนออนไลน์และการปรับปรุงกระบวนการพิจารณา ยังรวมถึงการให้คณะกรรมการสามารถพิจารณาลงโทษได้รวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตักเตือน ภาคทัณฑ์ หรือพักใบประกอบวิชาชีพชั่วคราว โดยไม่ต้องรอผลสอบสวนในบางกรณี

อมลวรรณ เร่งสะสางคดีครูผู้สอนประพฤติผิดจรรยาบรรณ

เลขาธิการคุรุสภา เผยว่า “จากนี้กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ จะมีความรวดเร็วมากขึ้น เช่น กรณีที่ความผิดไม่ร้ายแรง คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) สามารถพิจารณาและตัดสินใจได้ทันที ไม่จำเป็นต้องสอบสวน”

มาตรการเร่งรัดและคุ้มครองนักเรียน

นอกจากนี้ ข้อบังคับแห่งใหม่ยังกำหนดให้ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพกระทำผิดอย่างร้ายแรง เช่น ค้าประเวณี ค้ามนุษย์ ล่วงละเมิดทางเพศ หรืออนาจาร หน่วยงานต้นสังกัดจะต้องดำเนินการทางวินัยอย่างรุนแรง เช่น พักงาน หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันที

  • เพิ่มช่องทางการร้องเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์
  • ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาความผิดให้รวดเร็ว
  • พักใบประกอบวิชาชีพชั่วคราวในกรณีความผิดชัดเจน
  • สร้างความเข้มงวดต่อบุคลากรที่มีพฤติกรรมเสียหาย

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า ผลกระทบที่เกิดกับผู้ที่ถูกลงโทษจะถูกบันทึกไว้ในระบบสารสนเทศ เพื่อใช้ในการพิจารณากรณีต่ออายุหรือขอรับใบอนุญาตใหม่ในอนาคต

ระบบที่ออกแบบมาใหม่นี้มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองนักเรียน นักศึกษา และสร้างความโปร่งใสภายในวิชาชีพครูโดยรวม ทั้งยังช่วยให้การบริหารจัดการวินัยในโรงเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น การรณรงค์สร้างวินัยในวิชาชีพครูผ่านการสื่อสารและอบรมอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกหน่วยงานควรให้ความสำคัญร่วมกัน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของวิชาชีพในสายตาของสังคม

ด้วยการดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส คุรุสภาหวังว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองนักเรียนและประชาชนทั่วไปว่า วิชาชีพครูจะไม่มีที่ว่างสำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน

เป็นข้อความเตือนใจให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนตระหนักถึงบทบาทสำคัญของตน และรักษาความบริสุทธิ์ของวิชาชีพไว้เสมอ

ที่มา – “อมลวรรณ”กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

‘ดนุพร’ เผย ‘ทวี-เดชอิศม์’ ร่วมวงหารือ ‘พรรคประชาชน’ บ่ายนี้ด้วย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน จะมีการหารือร่วมกันในช่วงบ่ายของวันนี้ ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดย ‘ดนุพร’ เผย ‘ทวี-เดชอิศม์’ ร่วมวงหารือ ‘พรรคประชาชน’ บ่ายนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดีและโปร่งใส

‘ดนุพร’ เผย ‘ทวี-เดชอิศม์’ ร่วมวงหารือ ‘พรรคประชาชน’ บ่ายนี้ด้วย

การพบปะหารือในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามในการจัดหาข้อสรุปที่เหมาะสมภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อส่งสัญญาณว่าประเทศไทยมีข้อเสนอที่ชัดเจน ไม่เกิดว่างทางการเมือง ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะตอบสนองต่อทุกข้อเสนอของพรรคประชาชนอย่างเต็มที่

ความพร้อมของพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเพื่อไทยยังขนแกนนำหลักของพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมหารือด้วย ได้แก่ นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค พร้อมด้วย น.ส.จิราพร สินธุไพร นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในข้อเสนอที่จะผลักดันให้ประชาชนได้กลับมามีเสียงในการตัดสินใจทางการเมืองอีกครั้ง

  • พรรคเพื่อไทยพร้อมดำเนินการตามข้อเสนออย่างเต็มที่
  • มีการประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคแล้ว
  • ต้องการยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้ชี้ชะตาช่วงเวลาสำคัญ

ทั้งนี้การพูดคุยในวันนี้ คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยุติปัญหาและหาข้อสรุปที่เหมาะสมแก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความตกลงความเข้าใจร่วม (MOU) 2 ฉบับ ซึ่งมีการเห็นต่างกันในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

การหารือในครั้งนี้ถือว่าเป็นรูปธรรมของประชาธิปไตยในเชิงกลยุทธ์ โดยใช้กระบวนการโต้ตอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาข้อสรุปร่วมที่ตรงกับความต้องการของประชาชน

หากการหารือสำเร็จ เชื่อว่าจะสามารถยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนก่อนกำหนด 4 เดือน ตามที่พรรคประชาชนระบุไว้ได้จริง

เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงกระบวนการทางการเมืองมากขึ้น พร้อมกับวางรากฐานใหม่ให้ระบบการเมืองไทยในอนาคต

หากติดตามความเคลื่อนไหวด้านการเมืองแบบใกล้ชิด อย่าพลาด ‘ดนุพร’ เผย ‘ทวี-เดชอิศม์’ ร่วมวงหารือ ‘พรรคประชาชน’ บ่ายนี้ด้วย เพราะอาจเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป

ที่มา – ‘ดนุพร’ เผย ‘ทวี-เดชอิศม์’ ร่วมวงหารือ ‘พรรคประชาชน’ บ่ายนี้ด้วย ด้าน ‘เพื่อไทย’ขนแกนนำถก