ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นครบาลจัดกำลังตำรวจ 2,400 นาย คุมเข้มม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย’

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พลตำรวจตรี พันษา อมราพิทักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรยานนาวา ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้แถลงผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลเหตุการณ์การชุมนุม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สำหรับการรักษาความปลอดภัยในวันดังกล่าว กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 2,400 นาย เพื่อปฏิบัติตามภารกิจหลักที่ครอบคลุมทั้งหมด 15 ด้าน ได้แก่ การรักษาความปลอดภัย การจัดการการจราจร และการบริการประชาชนอย่างเป็นระบบ

นครบาลจัดกำลังตำรวจ 2,400 นาย คุมเข้มม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย’

ด้านการรักษาความปลอดภัย มีการจัดตั้งจุดตรวจในพื้นที่ชั้นกลางจำนวน 6 จุด จุดเปิดสัญญาณไฟป้องกันเหตุ 13 จุด และจุดคัดกรองในชั้นในอีก 8 จุด รวมถึงการจัดตั้งจุดตรวจบนสกายวอร์ก 6 จุด

นอกจากนี้ยังมีชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) และสุนัข K-9 คอยตรวจค้นบุคคลและสิ่งของต้องสงสัย เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉับพลัน เจ้าหน้าที่ยังได้จัดชุดตรวจสอบสิ่งของบริจาคเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสในการก่อสถานการณ์

การบริการประชาชนและการจราจร

เพื่อความสะดวกแก่ประชาชน ตำรวจได้จัดตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ พร้อมทั้งรถพยาบาลจากโรงพยาบาลตำรวจและศูนย์นเรนทร เพื่อให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้ระบุว่า แผนการเฝ้าระวังการจราจรจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยช่วงเวลา 11.30 น. การจราจรยังอยู่ในระดับ 1 ที่ยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ เส้นทางเดินรถของรถฉุกเฉินก็พร้อมพร้อมให้บริการโดยลำเลียงผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

สำหรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน ประชาชนสามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วน 1197 ซึ่งจะมีชุดเคลื่อนที่และเข้าพื้นที่ทันที

กฎการใช้โดรนในพื้นที่ชุมนุม

ในการแถลงครั้งนี้ พลตำรวจตรี พันษา ยังได้กล่าวถึงประเด็นการใช้อุปกรณ์โดรนในพื้นที่ โดยแจ้งว่าการบินโดรนจำเป็นต้องมีข้อปฏิบัติตามกฎหมาย 3 ข้อ คือ

  • การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือน และได้รับอนุญาตจาก กสทช. พร้อมทำประกันภัย
  • นักบินต้องมีใบอนุญาต จากสำนักงานการบินพลเรือน
  • ต้องแจ้งข้อบินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินการบินโดรนในพื้นที่

โดยหากมีผู้ใดฝ่าฝืน หน่วยงานตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้จากการเฝ้าระวังในช่วงเวลา 09.00 – 11.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบอาวุธรูปแบบมีดจำนวน 1 เล่ม และคัตเตอร์ 2 เล่มจากผู้เข้าร่วมม็อบ ซึ่งผู้ครอบครองระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม จึงถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจพญาไท

การเฝ้าระวังเหตุทั้งหมดในวันดังกล่าวได้ดำเนินอย่างพร้อมเพรียง ไม่พบสิ่งผิดปกติ ทั้งยังไม่มีรายงานเหตุร้ายที่น่ากังวล สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในความสงบเรียบร้อย

เหตุการณ์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแผนความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – ‘นครบาล’ จัดกำลังตำรวจ 2,400 นาย คุมเข้มม็อบ ‘รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย’

จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ลดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับ จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งระบุว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน มีทารกเกิดใหม่ทั้งสิ้น 339,280 คน ซึ่งลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ต่ำเป็นประวัติการณ์

รายงานนี้ยังบ่งชี้ว่า เป็นปีที่ 4 ที่ จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงน้อยกว่า 400,000 คน และถือเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2512 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาประชากรที่กำลังเพิ่มความรุนแรงในประเทศ

แนวโน้มการแต่งงานและการหย่าร้างในญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน สถิติการจดทะเบียนสมรสในญี่ปุ่นระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 238,561 คู่ ซึ่งลดลง 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการหย่าร้างในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 93,755 คู่ ลดลง 4.1% เช่นกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงของครัวเรือนในญี่ปุ่นยังคงเป็นปัญหาที่ต้องติดตาม

จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ยังมีความสัมพันธ์กับจำนวนประชากรโดยรวมของประเทศ ปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2567 อยู่ที่ 686,061 คน ซึ่งลดลงไปมากถึง 41,227 คนเมื่อเทียบกับปี 2566 และเป็นสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2442

การลดลงของประชากรในวัยทารกแรกเกิดนี้ถือเป็นภัยเงียบที่กำลังกระทบเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ประเทศจะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในเรื่องแรงงานและ_SECURITY_

รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งใจหันเปลี่ยนสถานการณ์

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่าสภาพการณ์ปัจจุบันนี้ “เป็นภาวะฉุกเฉินเงียบ” และยืนยันว่าภาครัฐจะเร่งประกาศนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวที่มีลูก เช่น การกำหนดเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่น และการยกระดับบริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อส่งเสริมการมีลูกและการดูแลลูกให้ดีขึ้น

หาก จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงลดลงไปเรื่อยๆ อาจส่งผลให้โครงสร้างสังคมญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจย้อนกลับ

ทั้งนี้ หากคุณสนใจในประเด็นประชากรและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเอเชีย เราขอแนะนำให้ติดตามบทความอื่นๆ ที่อัปเดตข้อมูลล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญในสาขา

ที่มา – จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นครึ่งแรกของปี 2568 ลดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

พิชิต ย้ำไม่เอาเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ชี้ทุกพรรคมีบาดแผล

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายพิชิต ไชยมงคล ผู้แทนแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มได้เตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรม “สำแดงพลัง ต้านระบอบชินวัตร” ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นล่าสุดที่พรรคเพื่อไทยไปเจรจาความร่วมมือกับพรรคประชาชน เพื่อเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พิชิต ย้ำไม่เอาเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เนื่องจากมองว่าทุกพรรคการเมืองล้วนมีบาดแผล และพรรคเพื่อไทยคือจุดกำเนิดของวิกฤตที่ประเทศเผชิญอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการเสนอแนวทางแบบ “ฮั้วสว.” และข้อเสนอเรื่องที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มรวมพลังแผ่นดินได้คัดค้านมาโดยตลอด

พิชิต ย้ำไม่เอาเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ชี้พรรคทุกพรรคมีบาดแผล

นายพิชิต เผยว่า อีก 6 ข้อเรียกร้องที่กลุ่มเสนอต่อสังคมรวมถึงการไม่เห็นด้วยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำร่วมรัฐบาล เรื่อง MOU กับต่างประเทศ การตั้งคาสิโน รวมถึงแนวทางจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ถ้ายังไม่คำนึงถึงข้อเรียกร้องของประชาชนแล้ว ประเทศก็จะยังต้องเผชิญวิกฤตตลอด ทั้งนี้ ทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคนปช. หรือพรรคอนาคตใหม่ ก็ล้วนแล้วแต่มีบาดแผลที่ประชาชนเห็นกันหมด

ตั้งเงื่อนไขกับพรรคชอบเอาใจประชาชน

เมื่อถูกถามถึงประเด็นการที่พรรคเพื่อไทยประกาศยุบสภาหากไม่ได้เป็นรัฐบาล นายนพิชิตชี้ว่า คำพูดนั้นน่าจะเป็นเพียงคำสัญญาปากเปล่า เพราะตนเห็นว่ารูปแบบนี้ไม่ต่างจากรูปแบบพรรคที่เคยสัญญาแต่ไม่ทำตามมาก่อน การยุบสภาน่าจะเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองที่คอย迎合พรรคประชาชนมากกว่า ซึ่งหากข้อเสนอเหล่านี้ยังคงไม่สะท้อนเสียงประชาชนจริง ๆ ประเทศก็จะยังไม่พ้นจากความวุ่นวาย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มรวมพลังแผ่นดินยืนยันว่าไม่มีเจตนาเข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย โดยสิ่งที่ขอเพียงคือ เอกสาร MOU 43 และ MOU 44 ให้ถูกระงับ การยกเลิก Entertainment Complex รวมไปถึงร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนต่างประเทศมาครอบงำบ้านเมือง รวมทั้งเปิดช่องให้บุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์เช่น นายทักษิณ ชินวัตร มาควบคุมรัฐบาลผ่านกลไกทางอ้อม

แม้ขณะนี้จะมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับทิศทาง แต่นายพิชิตกล่าวพลางเตือนว่า วันที่ 9 กันยายน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะหากถึงเวลานี้แล้วยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยจะหมดสิทธิ์เป็นแกนนำรัฐบาลแน่นอน ซึ่งกลุ่มรวมพลังฯ จะเฝ้าดูคดีท้ายท้ายในศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการ👌ร่วมมือระหว่างสมาชิกพรรคในสภาฯ ต่างก็เปลี่ยนแปลงตลอด เช่น ส.ส. เพื่อไทยบางคน สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายพิชิตชี้ว่า เป็นตัวอย่างของวิกฤตการเมืองที่แท้จริง เพราะ “การวิ่งซื้อตัว” ในสภา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เคารพข้อเรียกร้องของประชาชนที่ออกมาต่อต้านระบอบชินวัตรอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน กลุ่มรวมพลังแผ่นดินยืนยันว่าจะไม่หยุดต่อสู้ ขอเพียงแค่ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ระบบการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะหากยังเอาชนะศัตรูทางการเมืองและขจัดระบอบที่เสื่อมทรามไม่ได้ สังคมก็จะต้องเผชิญกับวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

ที่มา – พิชิต ย้ำไม่เอาเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ชี้ทุกพรรคมีบาดแผล

ไม่ใช่เพื่อใครคนหนึ่ง! เอ็มเบอโม สุดปลื้มผีแดงคว้าชัย

หลังจากเกมที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พลิกชนะ เบิร์นลีย์ ทีมเก่าลุ้นเลื่อนชั้น ไปอย่างสุดมันส์ 3-2 โดยได้ประตูชัยจากจุดโทษของ บรูโน แฟร์นันด์ส ซึ่งอีกหนึ่งดาวรุ่งในทีมอย่าง ไบรอัน เอ็มเบอโม ก็ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจบเกม แบบสุดปลื้มที่ได้ร่วมลุ้นและเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะครั้งนี้

ไม่ใช่เพื่อใครคนหนึ่ง! เอ็มเบอโม สุดปลื้มผีแดงคว้าชัย

“แน่นอนอยู่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่มากๆ ทำให้มีความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย ซึ่งเราต้องรับมือกับมันให้ได้ ฉะนั้นการที่ทีมคว้าชัยมาได้ในนัดนี้ มันรู้สึกดีมาก เพราะเราต้องการชัยชนะ” เอ็มเบอโม กล่าว

โดยแนวรุกวัย 21 ปี ยืนยันว่า ชัยชนะนี้ไม่ได้เป็นเพื่อบุคคลใดคนหนึ่ง แต่เป็นเกียรติของทุกคนที่มุ่งมั่นทำงานร่วมกันในทีม ทั้งผู้เล่น สตาฟฟ์ และแฟนบอลที่คอยให้กำลังใจอยู่บนอัฒจันห์

ความมั่นใจของกองหน้าหนุ่ม

นอกจากจะมีส่วนร่วมในชัยชนะของทีมแล้ว เอ็มเบอโม ยังเป็นผู้ทำประตูขึ้นนำให้ทีมในนาทีที่ 68 เขากล่าวว่า “ใช่ครับ ผมมีความสุขมากๆที่ทำประตูให้ทีมได้สำเร็จ และยังพาทีมชนะในบ้านอีก ซึ่งสำหรับการเป็นกองหน้าแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีความมั่นใจที่จะทำประตูอยู่ตลอดเวลา”

การกลับมาลงสนามอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ ทำให้ เอ็มเบอโม เริ่มใช้โอกาสที่ได้รับอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าเขากำลังพัฒนาฝีเท้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เข้ากับแนวคิดการเล่นของโค้ช และกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของทีมในแนวรุก

ความพยายามของ เอ็มเบอโม ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการคว้าชัยก็เป็นแรงบันดาลใจให้แฟนบอล “ปีศาจแดง” ได้เชียร์อย่างเต็มเสียงอีกครั้ง ทั้งในสนามกีฬา โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และติดตามผลบอลจากทั่วโลก

ไม่ใช่เพื่อใครคนหนึ่ง…แต่เป็นเพื่อทุกคนในทีม นี่คือจิตวิญญาณของ “ผีแดง” ที่เพิ่งแสดงให้เห็นอีกครั้งเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของวงการฟุตบอล และผลการแข่งขันล่าสุดของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เราขอแนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ของเราอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ไม่ใช่เพื่อใครคนหนึ่ง! “เอ็มเบอโม” สุดปลื้ม “ผีแดง” คว้าชัย แถมเจ้าตัวยังยิงได้ด้วย

‘ชนินทร์’ ชี้ ทำข้อตกลงกับน้ำเงินไม่ใช่ free-pass สว.

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายชนินทร์ รุ่งธนะเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X โดยระบุว่า การทำข้อตกลงกับพรรคน้ำเงินไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการผ่านแบบ “free-pass” จากวุฒิสภา (สว.) อย่างที่บางคนเข้าใจ

‘ชนินทร์’ ชี้ ทำข้อตกลงกับน้ำเงินไม่ใช่ free-pass สว.

ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังมีการพูดถึงการที่พรรคเพื่อไทยอาจต้องจับมือกับพรรคน้ำเงินเพื่อผลักดันกฎหมายสำคัญ ซึ่งหลายคนมองว่า หากได้รับการร่วมมือจากพรรคน้ำเงิน จะสามารถผลักดันให้กฎหมายผ่านได้ง่ายขึ้น แต่นายชนินทร์ได้ชี้ให้เห็นว่าการจัดทำประชามติเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้ สว. ร่วมโหวต

ทำข้อตกลงกับน้ำเงินไม่เท่ากับผ่าน สว.

อีกทั้งรัฐบาลได้เตรียมเริ่มต้นกระบวนการประชามติแล้ว โดยจุดที่รออยู่คือผลคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายนนี้ ดังนั้นการที่พรรคเพื่อไทยทำข้อตกลงกับพรรคน้ำเงินไม่ได้เท่ากับจะได้รับ “ตั๋วผ่าน” จาก สว.

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการแก้ไข พรบ.ประชามติ ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการเห็นพ้องในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แล้ว แต่ถูก วุฒิสภา หักผลักดันให้ล่าช้าไปกว่า 6 เดือน การที่แบบนี้แสดงให้เห็นว่าลำพังการทำข้อตกลงกับพรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่เพียงพอที่จะรับรองความสำเร็จของกฎหมาย

  • การจัดทำประชามติเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
  • รัฐบาลมีแผนเริ่มกระบวนการประชามติหลังคำวินิจฉัยจากศาล
  • การจับมือกับน้ำเงินไม่ใช่การันตีว่า สว. จะไม่วาดิอุปสรรค
  • บทเรียนการแก้ พรบ.ประชามติ ที่ถูก สว. ส่งผลให้ล่าช้า

ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือการบริหารจัดการให้เกิดความเห็นพ้องอย่างแท้จริงทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ไม่ใช่เพียงแค่ข้อตกลงในระดับพรรคการเมือง การที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า สว. ยังคงมีบทบาทสำคัญในกระบวนการออกกฎหมาย แม้จะไม่ใช่ฝ่ายบริหารตรง ๆ ก็ตาม

ในบทสรุป การทำข้อตกลงกับพรรคน้ำเงินอาจเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางการเมือง แต่หากไม่มีการสร้างความร่วมมือจริง ๆ และไม่สามารถสื่อสารให้คณะกรรมาธิการฯ وผู้แทนวุฒิสภาเข้าใจภาพรวมของนโยบายได้ ก็อาจประสบกับความล่าช้าหรือการล้มเลิกเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทัศนะ: การเมืองในประเทศไทยมีความซับซ้อนไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่รวมถึงบทบาทขององค์กรต่าง ๆ เช่น สว. ดังนั้นการวางแผนระยะยาว สร้างเสถียรภาพทางการเมือง และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

ที่มา – ‘ชนินทร์’ ชี้ ทำข้อตกลงกับ ‘พรรคน้ำเงิน’ ไม่ใช่ free-pass สว. ย้ำ บทเรียนแก้พรบ.ประชามติ สว.ล่าช้าไปถึง 6 เดือน

สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอนสูง 625 เมตร

เตรียมตื่นตาตื่นใจกับ “สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอน” แห่งใหม่ในมณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน ซึ่งกำลังจะเปิดตัวในฐานะ สะพานที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 625 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สูงกว่าตึก Taipei 101 เกือบ 100 เมตร และคาดว่าจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอน สูงที่สุดในโลก

สะพานแห่งนี้มีความยาวรวม 2,890 เมตร โดยช่วงระยะกันกลาง (main span) มีความยาว 1,420 เมตร ถือเป็นโครงสร้างอันยิ่งใหญ่ที่จะย่นระยะเวลาเดินทางจากเมือง Anshun ไปยัง Liuzhi เหลือเพียง 20 นาที จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง แต่ยังเป็นโอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอน มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน เป็นสะพานที่สูงที่สุดในโลก สูงเหนือระดับน้ำกว่า 625 เมตร ซึ่งสูงกว่าอาคาร Taipei 101 ถึงเกือบ 100 เมตร

ทดสอบความมั่นคงปลอดภัยก่อนเปิดใช้งาน

ก่อนจะเปิดให้ประชาชนใช้งานอย่างเป็นทางการ ทีมวิศวกรได้ดำเนินการทดสอบความแข็งแรงอย่างเข้มงวด โดยใช้รถบรรทุกทั้งหมด 96 คัน น้ำหนักรวมกว่า 3,000 ตัน เข้ามาวางบนสะพาน เพื่อจำลองการใช้งานจริง พร้อมตรวจสอบค่าความยืดหยุ่น ความทนทานของโครงสร้าง รวมถึงเสาหลักและสายเคเบิล ผลการทดลองแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอน” มีความมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานสากล มั่นใจได้สำหรับทุกการใช้งาน

เมื่อพูดถึงสะพานที่สูงที่สุดในโลก หลายคนอาจนึกถึงความอลังการของวิศวกรรมอย่างเดียว แต่ต้องบอกว่า “สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอน” ยังมีมุมมองซ่อนเร้นที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณที่บรรยากาศงดงามของแกรนด์แคนยอน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเที่ยวชมธรรมชาติร่วมกับการสัมผัสประสบการณ์เดินบนสะพานที่สูงที่สุดแห่งนี้

นับเป็นก้าวสำคัญของจีนในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สะพานแห่งใหม่นี้ไม่เพียงแค่สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีและฝีมือวิศวกรรมระดับโลก แต่ยังส่งเสริมโอกาสทางการท่องเที่ยวและการลงทุนในภูมิภาคอย่างมาก ใครวางแผนท่องเที่ยวในปี 2025 อย่าลืมเพิ่มสถานที่นี้ลงในแผนทริป เพราะไม่ใช่แค่สะพาน…แต่เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม

อย่ารอช้า! ไปสัมผัสกันเลย

ที่มา – เตรียมเปิดใช้ “สะพานฮวาเจียงแกรนด์แคนยอน” สูง 625 เมตรทำลายทุกสถิติ (คลิป)

บังซุปถล่มพท. ผิดจริยธรรมหัวหน้าพรรคต้องพ้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความที่สะท้อนความไม่พอใจอย่างหนักต่อสถานการณ์ภายในพรรค โดยเฉพาะต่อกรณีที่หัวหน้าพรรคถูกวินิจฉัยว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

บังซุปถล่มพท. ผิดจริยธรรมหัวหน้าพรรคต้องพ้น

ในโพสต์ดังกล่าว นายศุภชัยระบุชัดเจนว่า “นายกฯ พ้นจากหน้าที่เพราะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง” และตั้งคำถามว่า เมื่อหัวหน้าพรรคถูกวินิจฉัยว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจนต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามข้อบังคับพรรค แล้วกรรมการบริหารพรรคจะยังอยู่ในตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า คนในพรรคไปเจรจากับใคร และสุดท้ายกล่าวถึงการที่บ้านเมืองอาจถูกขับเคลื่อนโดยมี ‘ซาตาน’ อยู่ข้างหลัง ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่สะท้อนความวุ่นวายและความไม่พอใจในโครงสร้างการบริหารพรรคอย่างลึกซึ้ง

คลื่นความไม่พอใจถล่มพรรคภูมิใจไทย

คำพูดของนายศุภชัยได้สร้างคลื่นความไม่พอใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในหมู่สมาชิกพรรคที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลายคนตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทยนั้นยังยอมรับได้หรือไม่ รวมถึงการบริหารจัดการภายในพรรคที่ดูจะขาดความโปร่งใสและไม่สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกพรรคและประชาชน

การที่人才ในพรรคถูกมองข้าม หรือถูกพิพากษาไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในโซเชียลมีเดียและสื่อต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะจากผู้ที่เคยให้ความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคของประชาชน

  • คำถามเกี่ยวกับคุณภาพผู้นำ ที่ไม่เพียงแต่ผิดจริยธรรม แต่ขาดความน่าเชื่อถือ
  • ความไม่มั่นคงของคณะผู้บริหาร เมื่อผู้นำถูกพ้นจากหน้าที่ แต่คณะกรรมการยังอยู่
  • กระบวนการภายในพรรค ที่ต้องมีความเข้มงวดและโปร่งใสตามข้อบังคับ

ไม่ว่าคนที่เข้าไปเจรจาหรือตัดสินใจในพรรคภูมิใจไทยจะมีผลผูกพันเพียงใด คนในพรรคและประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะสอบถามและตั้งข้อสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลัง ใครเป็นคนให้คำสั่ง และใครคือผู้รับผิดชอบ

ความศรัทธาของประชาชนต่อพรรคเมืองนั้นอาจล่มสลายได้อย่างรวดเร็วหากไม่มีความซื่อสัตย์และโปร่งใส เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับคำว่า ‘ซาตาน’ ที่ถูกกล่าวถึงในโพสต์ของนายศุภชัย ซึ่งสะท้อนภาพของความมืดที่อาจแฝงอยู่ในระบบที่ดูดีจากภายนอก

ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นภายในพรรคภูมิใจไทยคือภาพสะท้อนของความอ่อนไหวทางการเมืองไทย ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ อาจกลายเป็นหายนะที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองในอนาคตได้

พรรคภูมิใจไทยควรใช้โอกาสนี้ทบทวนและปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับความคาดหวังของประชาชน และสมาชิกพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอีกครั้ง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ปัจจุบันของพรรคภูมิใจไทย? เป็นเพียงจุดเปลี่ยนชั่วคราว หรือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายครั้งใหญ่?

ที่มา – ‘บังซุป’ยกข้อบังคับพรรคถล่ม พท. หัวหน้าพรรคต้องพ้นตำแหน่งผิดจริยธรรมร้ายแรง กก.บห.ไปด้วย คนมาคุยถูก ‘ซาตาน’ที่ไหนสั่ง

ยอดขายรถยนต์ก.ค.โตได้อีกบวก 5.8%

ตลาดรถยนต์ไทยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เติบโตอีกครั้ง โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 49,102 คัน เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน

ยอดขายรถยนต์ก.ค.โตได้อีกบวก 5.8%

นางศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์นั่งมีปริมาณการขาย 18,760 คัน เพิ่มขึ้น 13.3% ขณะที่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีการขาย 30,342 คัน เพิ่มขึ้น 1.7% แต่รถกระบะ 1 ตัน กลับขายลดลงเหลือ 14,842 คัน หรือลด 8% จากระยะเดียวกันเมื่อปีก่อน

รถยนต์พลังงานไฮบริดได้ใจผู้บริโภค

น่าสนใจว่า รถยนต์ HEV ยังคงเป็นสินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคมมียอดขายสูงถึง 11,144 คัน เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 24% เทียบกับปีที่แล้ว ส่งผลให้ยอดขายสะสมในรอบ 7 เดือนแรกสูงถึง 78,354 คัน และมีส่วนแบ่งตลาด xEV ถึง 51% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากขึ้น

สำหรับผู้นำตลาดอย่างบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ก็ยังรักษามาตรฐานไว้ได้ดี โดยมียอดขายรวมในรอบ 7 เดือนแรกสูงถึง 132,049 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 37.5% โดยนำโดย Hilux REVO ที่ขายได้แล้ว 29,366 คัน และ Yaris ATIV ที่ทำยอดขายได้ 30,813 คัน

แนวโน้มตลาดรถยนต์ในเดือนสิงหาคม

แม้จะมีสัญญาณบวกจากตลาดในเดือนกรกฎาคม แต่คาดการณ์ในเดือนสิงหาคมนี้จะชะลอตัว เพราะผู้บริโภคหลายรายยังคงกังวลกับปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้ายานยนต์ (Tax Policy from Trump Effect) ที่ยังส่งผลต่อราคารถ และนโยบายการให้สินเชื่อที่ยังเข้มงวดจากสถาบันการเงินต่างๆ

จากสถานการณ์นี้ หลายภาคธุรกิจจึงเลือกที่จะรอดูแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอย่างรอบคอบ เพื่อวางแผนการผลิตและการตลาดในช่วงต่อไป ทั้งนี้หากภาครัฐสามารถเร่งออกนโยบายสนับสนุนผู้ซื้อ เช่น การลดภาษีครองครองหรือให้เงินสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุน จะช่วยกระตุ้นตลาดให้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง

ไม่ว่าจะเป็นงานสำหรับคนเดินสายขาย หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะซื้อรถใช้งาน รายงานยอดขายรถยนต์ประจำเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงศักยภาพของตลาดที่ยังมีอยู่ หากมีการบริหารจัดการและนโยบายที่เหมาะสม การเติบโตในแวดวงนี้ยังสามารถกลับมาได้อีกครั้ง

ที่มา – ยอดขายรถยนต์ก.ค.โตได้อีกบวก 5.8%

‘ภูมิธรรม’ สั่งตั้ง ‘ศบ.ทก.’ ทำงานต่อเนื่อง รมช.กลาโหม เป็นผอ.ศูนย์ฯ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 275/2568 เรื่อง การจัดตั้ง “ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา” หรือที่เรียกโดยย่อว่า “ศบ.ทก.”

‘ภูมิธรรม’ สั่งตั้ง ‘ศบ.ทก.’ ทำงานต่อเนื่อง รมช.กลาโหม เป็นผอ.ศูนย์ฯ

คำสั่งดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวและมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาตึงเครียดและความขัดแย้งตามแนวชายแดนอย่างสันติ ภายใต้หลักการทวิภาคี ความเสมอภาค และเอกราชของทั้งสองประเทศ

โครงสร้างและการดำเนินงานของศบ.ทก.

คณะกรรมการ ศบ.ทก. ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากรัฐบาล ทหาร ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยมี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้ารับบทบาทเป็น ผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อเป็นแกนกลางในการบริหารงานและประสานความร่วมมือ

  • ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ให้คำแนะนำนโยบายเพื่อความมั่นคง
  • บูรณาการข้อมูลและเผยแพร่ข่าวสารอย่างถูกต้อง
  • ประสานงานกับต่างประเทศภายใต้กรอบสันติภาพ

นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน จัดทำระบบรายงานผล และดำเนินการอื่น ๆ ที่จำเป็นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือสภาความมั่นคงแห่งชาติกำหนด

เป้าหมายเพื่อความสงบสุขในภูมิภาค

การจัดตั้ง ศบ.ทก. ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาในระยะยาวระหว่างไทยและกัมพูชา ยกเว้นแต่สถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ คำสั่งนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

ความร่วมมือแบบไม่มีขอบเขต และบนพื้นฐานแห่งสันติวิธี เป็นหัวใจหลักที่ ‘ภูมิธรรม’ สั่งตั้ง ‘ศบ.ทก.’ ทำงานต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสัมพันธ์ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรื่องราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองและการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ติดตามอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของเราได้ตลอดเวลา

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ลงนามคำสั่งให้ ‘ศบ.ทก.’ทำงานต่อเนื่อง‘รมช.กลาโหม’เป็นผอ.ศูนย์ฯ

10 เลขเด็ด งวดวันที่ 1 ก.ย.68 เลข 32 มาแรง ลุ้นนายกฯ คนใหม่

ใกล้เข้ามาถึงงวดสลากกินแบ่งรัฐบาลในวันที่ 1 กันยายน 2568 หลายคนต่างจับจิตจับใจกับ “10 เลขเด็ด งวดวันที่ 1 ก.ย.68 เลข 32 มาแรง ลุ้นนายกฯ คนใหม่” ที่กำลังมาแรง หลังจากในงวดที่ผ่านมานั้นเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี แถมยังมีพายุฝนตกรัวทั่วหลายพื้นที่ ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายสลากกินแบ่งไม่คึกคักมากนัก แม้จะมีโครงการ “สลากสัญจร จ.ตราด” ออกมากระตุ้น แต่ยอดขายก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร

ราคาสลากใบละ 100 บาทยังเป็นมาตรฐานเหมือนเดิม แต่ราคาส่งลดลงเหลือราว 80-81 บาทต่อใบ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีปัญหาในการขาย เนื่องจากความเข้าใจของคนทั่วไปเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ยอดซื้อลดลงไป

10 เลขเด็ด งวดวันที่ 1 ก.ย.68 เลข 32 มาแรง ลุ้นนายกฯ คนใหม่

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความฮือฮาในงวดนี้คือความเชื่อว่า “เลขนายกฯ คนใหม่” กำลังมาแรง โดยเฉพาะเลขที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่

  • เลขอันดับ 1 เลข 32 – สื่อถึงนายกฯ คนใหม่
  • เลขอันดับ 2 เลข 71 – ความเชื่อเกี่ยวกับอายุลุงตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
  • เลขอันดับ 3 เลข 47 – เลขปู่วัดสายป่า ที่เชื่อว่าเป็นมงคล

10 เลขเด็ด งวดวันที่ 1 ก.ย.68

สำหรับผู้ที่ติดตามเลขเด็ดทั้งหลาย มาดูกันว่ารายชื่อ “10 เลขเด็ด งวดวันที่ 1 ก.ย.68 เลข 32 มาแรง ลุ้นนายกฯ คนใหม่” ที่น่าจับตามองมีเลขใดบ้าง

  1. 32 – เลขดัง ตรึงราคาชุด 700 บาท
  2. 71 – เลขอายุ นายกฯ
  3. 47 – เลขปู่วัดสายป่า
  4. 12 – เลขมงคล
  5. 93, 94 – เป็นเลขเสี่ยงโชคที่ออกบ่อย
  6. 02 – สลับจากเลข 20 ที่นิยม
  7. 91 – อยู่ในกลุ่มสถิติที่ออกบ่อย
  8. 52 – ประวัติศาสตร์ไทย
  9. 49 – ผู้ว่าฯ ตราด

นอกจากนี้ยังมีเลขดังจากงวดสัญจร จ.ตราด เช่น 481 อบจ. สถานที่หาง่ายหวงใบ 57-58 อายุผู้ว่าฯ 1111 ทะเบียนรถผู้ว่าฯ และ 852 หรือ 985 ที่เชื่อกันว่าเป็นเลขหมายเชื่อมโยงกับ.calendarasurement จีน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสังเกตเลขเด็ดหลากหลายแต่บรรยากาศโดยรวมของงวดนี้ไม่คึกคัก เนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจและวิกฤติเลือกตั้งยังคงส่งผลให้คนต่างเก็บกระเป๋า แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าเลขอาจเป็นโชค ลองนำเลขไปเสี่ยงโชคดู เพราะบางครั้งเลขแค่หนึ่งตัวก็อาจเปลี่ยนชีวิตเราได้!

ที่มา – มาแล้ว 10 เลขเด็ด งวดวันที่ 1 ก.ย.68 เลข 32 มาแรง ลุ้นนายกฯ คนใหม่