ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

บอล พลากร ย้ำจุดยืนชัดเจน ครอบครัวเพื่อไทย ทำเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ส.ส.พลากร พิมพะนิตย์ หรือ ‘บอล’ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 จากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนผ่านการโพสต์บนเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็ทำหน้าที่ผู้แทนของพี่น้องเหมือนเดิมครับ เวลาสุขก็ร่วมยินดี เวลาทุกข์ก็ดูแลไม่ไปไหน #ครอบครัวเพื่อไทย” ข้อความนี้สะท้อนความมั่นคงในแนวร่วมพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

บอล พลากร ย้ำจุดยืนชัดเจน ครอบครัวเพื่อไทย

ส.ส.บอล กล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เขายังคงยึดมั่นในความเชื่อมั่นและความภักดีต่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็น ‘ครอบครัวทางการเมือง’ ที่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง

ทำหน้าที่เพื่อประชาชนเหมือนเดิม

สำหรับประชาชนชาวกาฬสินธุ์ในเขตน้ำเสีย พรรคเพื่อไทยถือเป็นพรรคที่เข้าใจและสนับสนุนปัญหาท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด ส.ส.บอล ยืนยันว่าตนเองจะยังคงทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด เพราะสำนักงานงานการเมืองของเขานั้นยังอยู่กับ ครอบครัวเพื่อไทย อย่างแน่วแน่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสสอบถามอย่างใกล้ชิดกับส.ส.บอล ซึ่งเขาย้ำว่าจะยังคงทำหน้าที่เป็น ‘ปากเสียง’ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์อย่างบริสุทธิ์ใจ พร้อมดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข หรือสังคม

  • ยึดมั่นความเชื่อใน ‘ครอบครัวเพื่อไทย’
  • ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มศักยภาพ
  • ยืนเคียงข้างประชาชนเสมอ
  • สนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ อย่างแน่วแน่

นอกจากนี้ ส.ส.บอล ยังกล่าวเสริมว่า การทำงานของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นผลจาก ความผูกพันกับพรรคและประชาชน เสมอมา และขอยืนยันอีกครั้งว่าจะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประชาชนชาวกาฬสินธุ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนให้การสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ ในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างเต็มที่

ผู้เขียนเห็นว่า การย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนของส.ส.บอล เป็นการแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและการทำงานอย่างมีวินัย ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในระดับพื้นฐาน และอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญในอนาคตทางการเมืองของพรรคนี้เช่นกัน

ที่มา – ‘บอล พลากร’ ย้ำจุดยืนชัดเจนครอบครัว ‘เพื่อไทย’ ขอทำเพื่อประชาชนเหมือนเดิม

“ไอเดีย” คว้าโพเดียม ศึกสองล้อเอเชีย สนาม 4 “ตี” หัวใจนักสู้!

“ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ นักบิดดาวรุ่งจากทีมยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม สร้างผลงานที่น่าประทับใจในศึก “ไอเดีย” คว้าโพเดียม ศึกสองล้อเอเชีย สนาม 4 “ตี” หัวใจนักสู้! ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยบิดจากกริดที่ 7 ขึ้นมาคว้าอันดับ 3 ในรุ่นเอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี ท่ามกลางการไล่ล่าอย่างสุดมันตลอดเส้นทาง

“ไอเดีย” คว้าโพเดียม ศึกสองล้อเอเชีย สนาม 4 “ตี” หัวใจนักสู้!

ในขณะที่ “ตี” อนุภาพ ซามูล รุ่นพี่จากทีมเดียวกัน ก็มาด้วยความสู้สุดตัว ถึงโดนชนล้มในโค้ง 16 ของรอบแรก แต่ก็ฮึดเงยหน้าขึ้นบิดเข้าป้ายในอันดับ 12 สะท้อนถึง หัวใจนักสู้ ที่ไม่มีวันยอมแพ้

ผลงานที่ก้าวหน้าของนักบิดไทย

สนามนี้ที่เปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เป็นการแข่งขันที่มีความหมายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกับทีมงานยามาฮ่าหรือนักขี่ทั้ง “ไอเดีย” และ “ตี” ที่ต่างพิสูจน์ฝีมือจนได้ผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบของคะแนนสำคัญ

  • “ไอเดีย” เริ่มจากกริดที่ 7 ผ่านเข้าเส้นชัยอันดับ 3
  • “ตี” เจ๊าอุบัติเหตุกลางการแข่งขัน แต่ยังได้อันดับ 12
  • ทั้งสองนักบิดรักษาระดับคะแนนสะสมไว้ในโซนหัวตาราง

“ไอเดีย” คว้าโพเดียมในสนามนี้คือการบ่งบอกถึงศักยภาพที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ทุกรอบ และความมุ่งมั่นที่จะเขยิบขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ในอนาคตอันใกล้

ยิ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากเอเชียและนานาชาติ ความสามารถของนักบิดไทยยิ่งเด่นชัดขึ้น ขณะที่เรซที่สองในวันอาทิตย์นี้ก็ใกล้มาถึงแล้ว เวลา 13.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

หากคุณเป็นแฟนกีฬาสองล้อเช่นเดียวกัน อย่าพลาดชมการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก Asia Road Racing Championship

การลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ของ “ไอเดีย” และ “ตี” ยังมีอะไรมากมายให้ติดตาม นี่คือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของนักบิดไทยบนเวทีระดับเอเชีย

ที่มา – “ไอเดีย” คว้าโพเดียม ศึกสองล้อเอเชีย สนาม 4 “ตี” หัวใจนักสู้! โดนชนก่อนฮึดเข้าป้ายรั้งรองจ่าฝูง

DSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับDSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบของกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย ทั้งที่พื้นที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นที่ดินของรัฐอย่างชัดเจน

DSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับDSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มกับเอกสารสิทธิในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานเช่น กรมที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย

ที่ดินบริเวณเขากระโดงเกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างไร

รายงานของ DSI เปิดเผยว่า ที่ดินเลขที่ 3477 ที่มีเนื้อที่ 37 ไร่ ถูกครอบครองโดยครอบครัวนักการเมืองดัง มีการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ข้ามหลายรุ่นจนถึงรุ่นหลาน ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการสร้างสนามฟุตบอลบนพื้นที่ดังกล่าว และมีการให้เช่าแก่บริษัทเป็นเวลา 30 ปี โดยได้รับรายได้จากการเช่า แต่ในปี 2565 มีการย้อนโอนที่ดินกลับไปยังบิดาของผู้ครอบครองในปัจจุบัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นวิธีอำพรางการถือครองที่ดินโดยมิชอบ

นอกจากการครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบแล้ว รายงานของDSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’ ยังระบุว่า บริเวณสนามแข่งรถยังมีการบุกรุกลำคลองสาธารณะ แม้ว่ากรมที่ดินจะได้จัดทำโฉนดกันคลองไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายภายใต้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ

ความรุนแรงของการกระทำต่อระบบที่ดินของรัฐ

การที่ศาลปกครองกลางและศาลฎีกาให้คำวินิจฉัยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ผู้ครอบครองไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของ ส่งผลให้ DSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’ เป็นคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยองค์กรต้องตัดสินใจว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่

  • กิจกรรมที่ลงทุนโดยใช้ทรัพย์สินของรัฐ
  • ช่องทางการได้รับรายได้ที่ผิดกฎหมาย
  • การบุกรุคลำคลองสาธารณะ

ทั้งนี้ คดีนี้อาจนำไปสู่ความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดสินจากการทำลายลำคลองสาธารณะ ซึ่งถือเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

การเปิดเผยว่า DSI ได้เปิดเผยภาพถ่ายหลักฐานที่ยืนยันว่าที่ดินถูกนำมาใช้ในลักษณะขัดต่อกฎหมาย นับเป็นการเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใส และแสดงถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการปกป้องทรัพยากรของรัฐ

DSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่าการใช้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างมีศักยภาพสามารถส่งเสริมความยุติธรรมได้

ที่มา – DSI แฉนิติกรรมอำพรางที่ดิน ‘เขากระโดง’ เปิดภาพถ่ายยันทับลำคลองสาธารณะ

มายด์-ลภัส-พาย เปิดภาพพรีเวดดิ้งสุดหล่อสวย เท่ก๋วนิยมสุดๆ

ข่าวดีของนักแสดงสาวสวย มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล และ พาย-สุนิษฐ์ สก็อต กำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีหลังจากที่พายคุกเข่าขอแต่งงานในทริปเซอร์ไพรส์ที่ชิลีเมื่อปีที่แล้ว และมายด์ก็ยืนยันว่าทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว สร้างความฮือฮาให้แฟนๆ ไม่น้อย

มายด์-ลภัส-พาย เปิดภาพพรีเวดดิ้งสุดอลังการ

งานแต่งของทั้งสองมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ และฉลองกันเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม ยิ่งเข้าใกล้วันสำคัญ ก็ยิ่งมีความตื่นเต้นมากขึ้น ล่าสุด มายด์ได้ออกมาเปิดภาพพรีเวดดิ้งที่เธอถ่ายทำร่วมกับพาย แล้วบอกเลยว่า มายด์-ลภัส-พาย คือคู่ที่มีสไตล์สุดๆ ทั้งความตื่นตาตื่นใจของคอสตูมและการทำหน้าตากล้องสุดเก๋ ทำเอาคนดูต้องชื่นชมรัวๆ

ภาพพรีเวดดิ้งที่ส่งแรงบันดาลใจ

ชุดพรีเวดดิ้งที่เธอเลือกใส่นั้น เป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายและหรูหรา พร้อมมุมกล้องที่มุมกล้องที่ถ่ายทอดทุกรายละเอียดได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นภาพของเธอลำพังที่ยิ้มหวานในสไตล์เรียบล้ำ หรือภาพคู่กับพายที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก ทุกเฟรมคือความใส่ใจและตั้งใจอย่างมาก

  • ภาพคู่หนุ่มหล่อ พาย สุดพิเศษ
  • มุมกล้องแฝงความโรแมนติก
  • สไตล์พรีเวดดิ้งหล่อสวยแบบมีดีเทล
  • มายด์ใส่ลุคต่างๆ ตลอดทั้งเซตถ่าย

แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความประทับใจไม่รู้ลืม และมีความตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อได้เห็นความฟินแบบนี้ก่อนงานแต่งจริง นอกจากจะเป็นภาพที่เก็บความประทับใจของตนเองแล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายคนที่กำลังหาไอเดียไว้ในการถ่ายพรีเวดดิ้งอีกด้วย

สำหรับใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพทั้งหมด บอกเลยว่าพลาดอะไรที่สุด เพราะในแต่ละภาพสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ที่สัมพันธ์ของทั้งคู่ และบรรยากาศอบอุ่นของความรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ บอกเลยว่าไม่ใช่แค่ดาราเท่านั้นที่มีความสามารถในการสื่อสารความรักผ่านภาพถ่าย แต่การใช้สไตล์ในการแต่งตัวและการแสดงออกที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ทำให้งานนี้แพร่กระจายไปอย่างแรง

ใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะแต่งตัวแบบไหนในพรีเวดดิ้ง บอกเลยว่า มายด์-ลภัส-พาย เป็นแบบอย่างที่ดีมากทีเดียว ทั้งความหล่อ ความสวย และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

หากคุณมีความรัก เรียนรู้เรื่องราวดีๆ จากคู่รักคนดัง และต้องการไอเดียใหม่ๆ สำหรับถ่ายพรีเวดดิ้ง อย่าพลาดการติดตามผลงานของมายด์และพายเลยนะ

ที่มา – “มายด์ ลภัสลัล-พาย” เปิดภาพพรีเวดดิ้งชวนตะลึง สวยเท่เก๋แบบมีสไตล์จนต้องยกนิ้วให้รัวๆ

ด่าบนรถไฟฟ้า เหยียดศาสนาสาวมุสลิม เรื่องดังปะทุรุ่ง!

มีเรื่องราวที่สร้างความไม่พอใจอย่างมากในโลกออนไลน์ในช่วงนี้ นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เมื่อ “สาวสอง” ใช้รองเท้าชี้หน้าแล้วพูดถ้อยคำหยาบคาย พร้อมกับแสดงอาการเหยียดเชื้อชาติและศาสนาต่อ “สาวมุสลิม” จนกลายเป็นประเด็นสาธารณะอย่างรุนแรง

ด่าบนรถไฟฟ้า เริ่มต้นจากความเข้าใจผิด

ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ “มาเดีย” สาวมุสลิมรายหนึ่งกำลังเดินทางกลับที่พักโดยใช้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ แม้เธอจะนั่งบนที่นั่งว่างทั่วไป แต่กระเป๋าผ้าของเธอไปโดนกระเป๋าของผู้โดยสารรายหนึ่งที่ต่อมาทราบชื่อว่า “ชูศักดิ์” ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม LGBTQ+

ชูศักดิ์แสดงความโกรธจัดว่าถูกมาเดียนั่งทับของ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เธอเริ่มเอ่ยถ้อยคำหยาบคาย ทั้งยังใช้รองเท้าชี้หน้าและพูดพาดพิงถึงบุพการีและศาสนาของมาเดีย ถ้อยคำรุนแรงแบบนี้ทำให้ผู้โดยสารรอบข้างอึ้ง และแม้ว่ามาเดียจะพยายามขอโทษอย่างสุภาพก็ตาม ชูศักดิ์ก็ยังไม่ยอมถอนคำพูด

วิดีโอเผยความรุนแรง ระดับเมืองนำไปเผยแพร่

เพียงแค่เรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องโต เมื่อผู้โดยสารรายหนึ่งได้เปิดกล้องถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ไว้ แล้วนำไปโพสต์ในโซเชียล ทำให้วิดีโอถูกแชร์อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นที่กล่าวขวัญในทุกพื้นที่ สาธารณชนหลายรายแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างหนักต่อการใช้ถ้อยคำล่วงเกิน รวมถึงเรื่องความเหยียดเชื้อชาติและศาสนา

สังคมกระแสหลังคลิปถูกเผยแพร่ หลายคนร่วมใจสืบหาตัวตนของผู้แสวงหาความตกต่ำ พบว่าชูศักดิ์ทำงานเป็นพนักงานรายวันที่ศูนย์การค้า Stadium One จึงเกิดการรวมพลังเรียกร้องความยุติธรรมจากประชาชนจำนวนมาก

บริษัทจัดการอย่างเหมาะสม เป็นปึกเป็นแผ่น

ในเวลาอันสั้น ศูนย์การค้า Stadium One ได้ดำเนินการลดตำแหน่งชูศักดิ์ออกจากบริษัท ทั้งนี้ทางบริษัทได้ระบุชัดเจนว่าพวกเขาไม่สนับสนุนพฤติกรรมในลักษณะใดๆ ที่ทำลายความร่วมอยู่ร่วมกันของสังคม และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ

ขณะเดียวกัน “คุณหญิง” ชาวมุสลิมผู้รักความยุติธรรมในจังหวัดอ่างทอง ได้เป็นคนขับเคลื่อนเรื่องโดยการเข้ามาช่วยเหลือ “มาเดีย” ในการเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ พร้อมมอบคำแนะนำและให้กำลังใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

มาเดียยืนยันไม่ต้องการค่าเสียหาย ขอแค่คำขอโทษจริงใจ

น่าประทับใจเมื่อ “มาเดีย” ได้เปิดเผยภายหลังว่าเธอไม่ต้องการรับค่าเสียหายใดๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว แม้จะถูกทำร้ายด้วยถ้อยคำแต่อย่างใด เธอเพียงแค่ต้องการได้ยินคำขอโทษอย่างจริงใจจากฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เพราะคำพูดเหล่านั้นสร้างร่องรอยในจิตใจ ความเจ็บปวดจากเรื่องราวก็ยังคงไล่ตามเธออยู่

แม้ว่าเธอจะเลือกกางใจให้ผู้คนได้ฟังแต่ไม่เสียดายหากถูกกระตุ้นให้มาเปิดตัวในรายการโทรทัศน์ เธอยังยืนยันว่าไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามลำบากไปกว่านี้เพราะไม่ต้องการเดินต่อจนจบเพียงชอบจบเรื่องลงด้วยความสงบ

ในวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา “คุณหญิง” ก็ได้อัปเดตความคืบหน้าว่า

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดต่อมาแล้วจะจัดให้มีการไกล่เกลี่ยในวันถัดไป โดยร่วมเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมประกอบ และจะมีการนำ “สาวสอง” ออกมาขอโทษผ่านสื่อด้วย แต่สิ่งที่ถือว่าหนักใจมากคือ “ความผิดที่ไม่มีวันล้างผลาญ ยังได้รับความอุตสาหะที่เขาเจอไม่ตั้งใจ แล้วเขาโชคดีที่น้องให้อภัยเพียงแค่คำขอโทษ”

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นความเคารพทางสังคมและการสันติวิธีในช่วงเวลาวุ่นวาย เพิ่มเติมสำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจว่าความอดทนคือświadcอนแห่งชัยชนะ การต่อสู้ด้วยหัวใจ EXPECT ONE ANOTHER IS IMPORTANT และหลักในชีวิตที่ยิ่งใหญ่คือ “ให้อภัยผู้ที่ทำผิด เพื่อที่จะเลือกเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลัง”

ที่มา – สรุปดราม่า ‘ด่าบนรถไฟฟ้า’ จุดจบสาวสองใช้รองเท้าชี้หน้า-เหยียดศาสนาสาวมุสลิม

ภูมิธรรม ลาประชุม ก.ตร. นำทีมเพื่อไทย-พรรคร่วมคุยพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญเมื่อ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ทำการส่งหนังสือลาออกจากประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อเข้าร่วมการหารือกับ พรรคประชาชน เกี่ยวกับการขอเสียงสนับสนุนให้ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

ภูมิธรรม ลาประชุม ก.ตร. เพื่อพูดคุยพรรคประชาชน

การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนในการสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยนำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย ร่วมด้วย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ น.ส.จิราพร สินธุไพร ทั้งหมดเป็นทีมผู้บริหารระดับสูงของพรรค

อีกด้านหนึ่งจากฝ่ายพรรคร่วม มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจากพรรคร่วม ด้านพรรคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินผลนั้น นำทัพโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค และ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค

ภูมิธรรม ลาประชุม เพื่อสร้างพันธมิตร

ท่าทีของ นายภูมิธรรม ที่ลาจากประชุม ก.ตร. เพื่อมาร่วมเจรจาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงในการแสดงบทบาทสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กับราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีโอกาสได้รับเลือกเป็นนายกฯ คนที่ 32

การพูดคุยในครั้งนี้เป็นการสร้างรากฐานทางการเมืองอย่างแท้จริง โดยเน้นการร่วมมือระหว่างกลุ่มพรรคเพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความไว้วางใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เข้าร่วม

  • การแสดงความพร้อมของพรรคเพื่อไทยที่จะเปิดใจร่วมงานร่วมคิดกับพรรคร่วม
  • การให้ความสำคัญกับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน
  • การเดินหน้าเชิญชวนพันธมิตรเพื่อรวมพลังให้มากที่สุด

จากการเจรจาไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อเสนอทางการเมือง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวร่วมที่ตั้งใจจะนำพาเมืองไทยกลับมาสู่เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่งหรือผลประโยชน์ในระยะใกล้

ทั้งนี้ ท่าทีของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วม ยังถือเป็นบททดสอบความจริงจังของแต่ละพรรคในการตั้งใจร่วมมือกัน หากผ่านพ้นขั้นตอนการเจรจาด้วยความโปร่งใสนี้ไปได้ จะสามารถเปิดทางให้เกิดรัฐบาลที่มั่นคงและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างแท้จริง

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่สำคัญ และการเจรจาในครั้งนี้ ก็อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

หากคุณกำลังตามหาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการตัดสินใจครั้งเล็ก ๆ อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ลาประชุม ก.ตร. นำทีมเพื่อไทย-แกนนำพรรคร่วมคุย ‘พรรคประชาชน’

‘นุชนาถ’ แจงปม ‘ย้ายขั้วการเมือง’ ลั่นขอเป็น ‘งูเห่า’ คืนอำนาจให้ประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ เขต 9 ได้ออกมาแถลงข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยใช้ชื่อ “นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร” เพื่อชี้แจงถึงประเด็นการ ย้ายขั้วการเมือง และการตัดสินใจออกจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่เธอเคยมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์อย่างลึกซึ้ง

‘ย้ายขั้วการเมือง’ และเจตนาของ ‘ครูนุช’

ในการโพสต์ดังกล่าว นางนุชนาถระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่การไปอยู่ข้างผู้ใด แต่เป็นเพียงการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนเองที่ต้องการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” โดยกล่าวว่า “ดิฉันขอเป็นงูเห่าที่ย้ายข้างไปยกมือคืนอำนาจให้กับประชาชน”

เหตุผลเบื้องหลัง ‘ย้ายขั้วการเมือง’

นางนุชนาถกล่าวว่า หลังเสนอหลายประเด็น เช่น โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่สัญญากับประชาชนไว้ แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นทางการจากฝ่ายบริหารพรรค ทำให้เธอและ สส. ส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อไทยรู้สึกอึดอัดใจ

เธอจึงตัดสินใจออกจากพรรคเพื่อไทยในที่สุด เนื่องจาก “อุดมการณ์อันแน่วแน่ของพรรคไม่เหลืออยู่แล้ว” และพรรคไม่สามารถตอบคำถามของประชาชนได้ ทำให้ สส. ต้องรับภาระแทนโดยที่ไม่เห็นด้วย

นางนุชนาถย้ำว่า ความตั้งใจในการเข้าสู่การเมืองนั้นไม่ได้มาจากการสืบทอดอำนาจ แต่เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น และล่าสุด เธอยื่นใช้สิทธิสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใดก็ได้ ยกเว้นพรรคเพื่อไทย เพื่อปูทางยุบสภาอย่างเร็วที่สุดและส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริง

  • ‘ย้ายขั้วการเมือง’ เพราะไม่เห็นด้วยกับทิศทางของพรรค
  • ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อ
  • ใช้สิทธิ สส. เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน
  • ยินดีเผชิญความเสี่ยงในทางการเมืองเพื่อความเปลี่ยนแปลง

ในที่สุด นางนุชนาถรวมถึงได้ขอกล่าวทิ้งท้ายด้วยความเสียสละ ยอมรับตำแหน่งที่อาจเสียไปเพื่อทรงธรรมของประเทศชาติ เธอกล่าวระบุว่า “ถ้าผู้คนทั้งประเทศตีตราว่าดิฉันเป็น ‘งูเห่า’ ดิฉันขอเป็นงูเห่าที่ย้ายข้างไปยกมือคืนอำนาจให้กับประชาชน”

การเคลื่อนไหวและความจริงใจในการเล่าเหตุการณ์ของนางนุชนาถ สะท้อนถึงความหวังให้ประชาชนมีเสียงสำคัญในการกำหนดอนาคตของชาติอย่างแท้จริง ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบัน

ความคิดเห็น: การเป็น ‘งูเห่า’ ที่กล้าเปลี่ยนข้างเพื่อประชาชนคือการเป็นผู้แทนที่แท้จริง

ที่มา – ‘นุชนาถ’ แจงปม ‘ย้ายขั้วการเมือง’ ลั่นขอเป็น ‘งูเห่า’ คืนอำนาจให้ประชาชน

จับพม่าเร่ร่อนเมายาบ้าบนเกาะพะงัน ขโมยกางเกงในจีสตริงเอาดมช่วยตัวเอง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท. เปิดเผยเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมชายชาว เมียนมา อายุ 28 ปี บริเวณริมถนนสาธารณะ ม.1 ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน พร้อมของกลางยาบ้า 12 เม็ด และกางเกงในจีสตริงสีเหลือง 1 ตัว ซึ่งถูกซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนปัญหายาเสพติดและการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะอย่างรุนแรง

จับพม่าเร่ร่อนเมายาบ้าบนเกาะพะงัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติจากชายคนดังกล่าวในช่วงดึก ขณะที่เขาเดินคนเดียวริมถนนแถบบ้านท้องศาลา จึงเร่งติดตามตรวจสอบ หลังพบว่าเขามีพฤติกรรมหลบหนีเมื่อเห็นสายตรวจ จนสามารถควบคุมตัวไว้ได้

หนุ่มเมียนมายาบ้าใส่กระเป๋า

จากการตรวจค้น พบว่านายทัน ลู มีกางเกงในจีสตริงของผู้หญิง ซึ่งมีกลิ่นแรงและไม่ใช่ของตนเองอยู่ในกระเป๋า นอกจากนี้ยังพบเม็ดยาบ้า 12 เม็ดซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าด้วย พฤติกรรมที่แปลกประหลาด ลักษณะคล้ายผู้เสพสารเสพติดทำให้เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเขาอาจมีปัญหาการเสพอย่างรุนแรง

ในการสอบสวน นายทัน ลู ยอมรับว่าเขาเพิ่งเสพยาบ้าไป 3 เม็ดจากยาทั้งหมด 15 เม็ดที่ซื้อจากเพื่อนชาวเมียนมาในราคาเม็ดละ 50 บาท เขากล่าวอธิบายว่า หลังจากเสพยาบ้าแล้ว รู้สึกเกิดความต้องการทางเพศสูงขึ้น ส่งผลให้เขาไปขโมยกางเกงในของผู้หญิงที่แขวนไว้ตามที่พัก เพื่อนำมาสูดดมและมีพฤติกรรมช่วยตัวเอง

  • กางเกงในจีสตริงสีเหลือง 1 ตัว
  • ยาบ้า 12 เม็ด
  • พฤติกรรมหลบหนีกลางดึก
  • การนอนค้างแรมที่สาธารณะ

นอกจากการเสพยาเสพติดอย่างผิดกฎหมายแล้ว ยังมีข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตัวนายทัน ลู ถูกส่งตัวไปยังสถานีตำรวจเกาะพะงันเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะเผชิญกับข้อหาที่มีโทษหนักตามกฎหมายไทย

สังคมควรมีความตื่นตัวต่อปัญหายาเสพติดและการรบกวนพื้นที่สาธารณะมากขึ้น รวมถึงเน้นย้ำการตรวจสอบคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเช่นเกาะพะงัน

หากคุณกำลังพักผ่อนหรือท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พึงระวังและรายงานพฤติกรรมแปลก ๆ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแล เพราะการร่วมมือกันรักษาความปลอดภัยคือหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – จับพม่าเร่ร่อนเมายาบ้าบนเกาะพะงัน ขโมยกางเกงในจีสตริงเอาดมช่วยตัวเอง

โฆษกไทยสร้างไทยย้ำเพื่อไทยหมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อกรณีของนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อได้เนื่องจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โฆษกไทยสร้างไทยย้ำว่าการวินิจฉัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดว่าพรรคเพื่อไทย หมดความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ต่อไปได้แล้ว

โฆษกไทยสร้างไทยย้ำเพื่อไทยหมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

ประเด็นด้านความมั่นคงถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และการที่ผู้นำหลักของพรรคเพื่อไทยต้องออกจากตำแหน่งเพราะเหตุนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า การพยายามยื้อเวลาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไปอีกนั้น จะไม่สามารถช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตการณ์ได้อย่างแท้จริง นักการเมืองควรแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ มากกว่าที่จะยึดติดกับตำแหน่งทางการเมือง

รัฐบาลใหม่ต้องมีวิสัยทัศน์จริง แก้ปัญหาเชิงรุก

โฆษกไทยสร้างไทยได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามานั้นต้องสามารถจัดการกับปัญหาความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมกับแก้ไขปัญหาพื้นฐานอย่างรายได้ประชาชนและเศรษฐกิจ ผ่านนโยบายที่พรรคเสนอมา จึงจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน จึงขอเตือนนักการเมืองทุกฝ่ายว่า ต้องวางประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ตำแหน่งส่วนตัว

  • พรรคเพื่อไทย สูญเสียความชอบธรรมหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
  • ความมั่นคงเป็นปัญหาหลักของประเทศในเวลานี้
  • รัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
  • นักการเมืองต้องซื่อสัตย์ ไม่คิดแต่เรื่องตำแหน่ง

พรรคไทยสร้างไทยมองว่า การเมืองในยุคนี้ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ด้วยการมีนโยบายจริง ไม่ใช่การดิ้นรนเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง หากขาดความสุจริตแล้วใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คนไทยจะมองการเมืองอย่างเย็นชา และไม่มอบโอกาสให้นักการเมืองรุ่นใหม่ได้อีกเลย กับบทเรียนจากสถานการณ์ปัจจุบัน

ข้อคิด: การเมืองควรอยู่บนหลักความยุติธรรมและความโปร่งใส หากสูญเสียความเชื่อถือจากประชาชน ขนาดไหนก็ไม่สามารถยืนหยัดได้นาน ขอให้ทุกพรรคการเมืองคิดแก่ประโยชน์ของการพัฒนาบ้านเมืองมากกว่าตำแหน่งส่วนตัว

ที่มา – ‘โฆษกไทยสร้างไทย‘ ย้ำ ‘เพื่อไทย’ หมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

‘ไอคอนสยาม’ ยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘กาแฟ’ กลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ในการดื่มกาแฟสดมากขึ้น ทำให้ตลาดกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่าคาดการณ์สูงถึง 65,000 ล้านบาทในปี 2568 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์โลก

‘ไอคอนสยาม’ ยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยสู่เวทีระดับโลก

ด้วยความเติบโตที่น่าจับตาของตลาดกาแฟไทย ‘ไอคอนสยาม’ ในฐานะ ‘Global Experience Destination’ ได้ประกาศยกระดับภาพพจน์ของอุตสาหกรรมกาแฟไทยด้วยการจัดงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2025 ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชนมากมาย ภายใต้คอนเซปต์ “Sip of SIAM – สัมผัสประสบการณ์แห่งแรงบันดาลใจกาแฟไทยและโลก”

มากกว่าแค่การดื่มกาแฟ

งานนี้ถือเป็นเวทีกาแฟรายใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวที่รวมทั้งหมดกว่า 100 ร้านค้า 1,000 เมนู มาไว้ด้วยกัน ทั้งร้านกาแฟดังจากทั่วไทย เมล็ดกาแฟหายากจากทั่วโลก และโฆษณาให้เห็นถึงเสรีภาพในการแปลงทัศนคติของบาริสต้าจากไทยและต่างประเทศ

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กาแฟคือ Soft Power ที่มีศักยภาพในการยกระดับเศรษฐกิจและภาพพจน์ของวัฒนธรรมไทย โดย ‘ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2025’ เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้กาแฟไทยสามารถไปถึงตลาดสากลอย่างภาคภูมิใจ”

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการแข่งขันระดับโลกอย่าง Thailand ICONIC Coffee and Creativity Championship 2025 (TICC2025) ซึ่งถือเป็นเวทีอันทรงพลังสำหรับวงการกาแฟไทย เน้นการใช้เมล็ดกาแฟไทยเป็นแกนสำคัญ และพร้อมตอกย้ำอัตลักษณ์ของกาแฟไทยบางอย่างที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก ผ่านการคัดเลือกบาริสต้าและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

  • ‘SIP THE ICONS’: จิบรสชาติสุดพิเศษของเมล็ดกาแฟไทยและนานาชาติ
  • ‘SIP THE CHAMPIONSHIP’: กิจกรรมการแข่งขันและเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระดับสากล
  • ‘SIP THE CULTURE’: สัมผัสวัฒนธรรมคาเฟ่ผ่านกิจกรรมศิลปะ งานทำมือ สนุกสนาน ยั่งยืน

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานยังนำเสนอ “ICONIC MENU – Sip of Thai” พิเศษที่ร้อยเรียงวัฒนธรรมไทยเข้ากับการกระตุ้นประสาทสัมผัสของกาแฟไทย สร้างperPage พร้อมคุ้มค่าประดิษฐ์ของรสชาติที่ชวนจดจำ

ในทุกแง่มุมของงานจะสื่อให้เข้าใจชัดเจนว่า “กาแฟไทย” ไม่ใช่เพียงของดื่มธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญ วิถีชีวิต และความมีจิตวิญญาณของคนไทย ที่สามารถยึดมั่นและพัฒนาเพื่อเข้าสู่เวทีระดับสากลได้

หากคุณเป็นคนรักกาแฟและสนใจในอุตสาหกรรมนี้ ‘ไอคอนสยาม’ ยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วย_ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2025 ก็น่าจะเป็นโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด! อย่ารอให้สาย วางแผนมาสัมผัสท่ามกลางน้ำหอมของกาแฟสดในงานตั้งแต่บัดนี้เลย!

ที่มา – ‘ไอคอนสยาม’ ยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทย หนุนตลาด 6.5 หมื่นล้านบาท