ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดนาทีรวบ ‘ป๋านวย ดอนเมือง’ ปฎิเสธทุกข้อหา โอดรอบนี้คงแก่ตายในคุก

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการจับกุม นายอำนวย เกียรติดอนเมือง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ป๋านวย ดอนเมือง” หลังจากถูกออกหมายศาลรวมทั้งสิ้น 8 หมาย จากการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเปิดบ่อนพนันในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 ได้เข้าจับกุมตัว ป๋านวย ดอนเมือง ได้สำเร็จในพื้นที่สรงประภาซอย 1 หลังมีการจับกุมนักพนันได้ถึง 176 คน และของกลางจำนวนมาก

เปิดนาทีรวบ ‘ป๋านวย ดอนเมือง’ ปฎิเสธทุกข้อหา

ในภายหลังจากการจับกุม ป๋านวย ดอนเมือง ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าตนเองเคยทำงานเป็นแท็กซี่มาก่อน แต่ภายหลังหันไปเปิดบ่อนพนัน เพราะชีวิตความเป็นอยู่และรายได้มาจากอาชีพนี้มากว่า 30 ปี และเคยต้องเข้าคุกไปแล้วถึง 6 ครั้ง

ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้ เปิดนาทีรวบ ‘ป๋านวย ดอนเมือง’ ครั้งนี้ ตนบอกว่าอาจแก่ตายในคุก เพราะร่างกายเริ่มทรุดโทรม โดยเฉพาะครั้งล่าสุดที่น้ำหนักลดลงไปกว่า 30 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม แม้จะโดนจับตัวมากมาย ตนยืนยันว่าตัวเองไม่เคยเล่นพนันในบ่อนที่เปิด เพราะชอบไปเล่นแทงม้ามากกว่า และยังเลี้ยงม้าไว้ที่บ้านถึง 3 ตัว

เงินทองติดชื่อตำรวจนานาปี

สิ่งที่หลายคนอัศจรรย์คือการที่ ป๋านวย ดอนเมือง นิยมใช้เงินทองมาใส่ชื่อตำรวจนานาปี ซึ่งตนให้ความเห็นว่าไม่ได้ตั้งใจรังแกใคร และยังไปทิ้งท้ายว่า “พวกคุณทำงานเก่งนะ แต่คงไม่โต ถ้าผมยังไม่ตายในคุก” ซึ่งเป็นคำพูดสะท้อนความมั่นใจและอารมณ์ที่แฝงความเสียดสีไว้ได้ดี

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปฝากขังที่สถานีตำรวจทุ่งสองห้อง ก่อนจะดำเนินการส่งตัวให้ศาลแขวงดอนเมืองต่อไป ภายหลังจากที่กรณีนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสังคมออนไลน์อย่างมาก

เรื่องราวของ ป๋านวย ดอนเมือง เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงวงจรอาชญากรรมที่รักษาความเคลื่อนไหวของตนเองไว้ได้นานหลายสิบปี ถึงแม้จะเข้าคุกไปแล้วหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ยอมยุติชีวิตผิดกฎหมาย กลายเป็นจุดตั้งคำถามว่าระบบต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ความยุติธรรม

หากคุณคิดว่าเรื่องเหล่านี้น่าสนใจ อย่าลืมติดตามข่าวสารอัพเดททุกวัน และแชร์ให้เพื่อน ๆ ของคุณรู้ เพื่อเป็นการร่วมส่งเสริมความเข้าใจในสังคมด้วยนะคะ

ที่มา – เปิดนาทีรวบ ‘ป๋านวย ดอนเมือง’ ปฎิเสธทุกข้อหา โอดรอบนี้คงแก่ตายในคุก

“กสทช.” เผย 8 มาตรการคุมเข้ม “ซิม-SMS” ป้องกันก่ออาชกรรมออนไลน์

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกประกาศมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 โดยนำร่องการควบคุมในรูปแบบ ‘ซิม-SMS’ เพื่อป้องกันการใช้บริการโทรคมนาคมที่อาจก่อให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์ การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกโจมตีด้วยการส่งข้อความไม่ประสงค์ดี

“กสทช.” เผย 8 มาตรการคุมเข้ม “ซิม-SMS” ป้องกันก่ออาชกรรมออนไลน์

มาตรการดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ใช้งานระบบโทรศัพท์ ระบบ ซิม-SMS จึงได้รับการกำหนดให้ต้องตรวจสอบและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมีรายละเอียด ดังนี้:

1. ตรวจสอบผู้ใช้บริการที่มีพฤติกรรมผิดปกติ

ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องมีระบบตรวจสอบเลขหมายที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การโทรออกเป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น ๆ หรือมีการขอข้อมูลจากหลายพื้นที่ต่างกัน เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมที่เสี่ยงจะนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสามารถระงับการใช้งานได้ทันที

2. ระงับบริการตามคำสั่ง กสทช.

หากสำนักงาน กสทช. มีคำสั่งว่าบริการโทรคมนาคมนั้นมีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ผู้ให้บริการจะต้องระงับบริการภายในเวลาที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ให้บริการ เช่น โทรศัพท์มือถือต้องระงับทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมง

3. การลงทะเบียนผู้ใช้บริการต้องถูกต้องครบถ้วน

กสทช. กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้บริการให้ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม: ผู้ใช้งานใหม่ที่ลงทะเบียนหลังวันที่ 1 มกราคม 2567, คนที่ลงทะเบียนปี 2567, และผู้ใช้งานก่อนปี 2567

4. ห้ามส่ง SMS โดยบุคคลที่ไม่ได้ลงทะเบียน

ต้องป้องกันการส่งข้อความ A2P หรือข้อความอัตโนมัติในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนชื่อผู้ส่ง (Sender Name) จะไม่สามารถใช้งานได้ และต้องตรวจสอบลิงก์แนบก่อนส่งข้อความเสมอ

5. จำกัดการลงทะเบียนซิมต่างชาติ

ผู้ใช้งานต่างชาติสามารถลงทะเบียนซิมมือถือได้ไม่เกิน 3 เลขหมายต่อคน และต้องใช้หนังสือเดินทางในการลงทะเบียนเท่านั้น

6. SIM นักท่องเที่ยวใช้งานได้ 60 วัน

สำหรับ SIM Tourist SIM จะมีการจำกัดระยะเวลาการใช้งานไว้ที่ 60 วัน และไม่สามารถเติมเงินขยายเวลาได้ หากต้องการใช้งานต่อ ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนอีกครั้ง

7. ระงับการใช้งาน Sim Box และ Gateway

ห้ามเครื่อง Sim Box หรือ Gateway ที่รองรับการใช้งานหลายซิมเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยตรง เว้นแต่ได้รับการลงทะเบียนกับสำนักงาน กสทช. แล้วเท่านั้น

8. แจ้งเตือนเลขหมายจากต่างประเทศ

นำเครื่องหมาย +697 และ +698 มาแสดงในชื่อผู้โทรเข้าจากต่างประเทศ เพื่อเตือนผู้ใช้งาน และให้มีระบบปฏิเสธการรับสายจากต่างประเทศด้วย

การใช้งาน ซิม-SMS ภายใต้นโยบายใหม่นี้เป็นความพยายามของ กสทช. ในการลดองค์ประกอบที่รองรับอาชญากรรมดิจิทัล และด้วยมาตรการที่ครอบคลุมจึงต้องขอความร่วมมือค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ป้องกันอาชญากรรมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการว่าถูกใช้แพลตฟอร์มอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หากประชาชนสังเกตเห็นเลขหมายผิดปกติ ควรแจ้งผู้ให้บริการเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีการส่ง A2P SMS ควรเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้อย่างจริงจัง เพราะนอกจากการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าอีกด้วย

ที่มา – “กสทช.” เผย 8 มาตรการคุมเข้ม “ซิม-SMS” ป้องกันก่ออาชกรรมออนไลน์มีผลบังคับใช้แล้ว

ส่องเลขเด็ด! พิธีบวงสรวงแม่ย่าศรีปางตาล ต้นตะเคียนโบราณอายุกว่า 500 ปี

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่วัดพุ่งโพ หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งโพ อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี มีผู้ชื่นชอบการเสี่ยงโชคกว่า 300 คน แห่กันมาร่วมพิธีบวงสรวง “แม่ย่าศรีปางตาล” ซึ่งเป็นต้นตะเคียนโบราณอายุกว่า 500 ปี หลังถูกขุดย้ายมาตั้งไว้ที่วัดตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม

ส่องเลขเด็ด! พิธีบวงสรวงแม่ย่าศรีปางตาล ต้นตะเคียนโบราณอายุกว่า 500 ปี

พิธีบวงสรวงในวันนี้ถือเป็นฤกษ์อันดี เพื่อให้ “แม่ย่าศรีปางตาล” ประทานพรและเลขเด็ดแก่ผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม บริเวณอำเภอหนองฉางมีการขุดลอกคลองทับเสลา แล้วพบต้นตะเคียนทองอีกต้นหนึ่ง ชื่อว่า “แม่ย่าศรีจำปาทอง” อายุกว่า 200 ปี และมีพิธีบวงสรวงไปแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม

ต้นตะเคียนอายุหลายศตวรรษในศรัทธาชาวบ้าน

“แม่ย่าศรีปางตาล” มีความยาวลำต้นประมาณ 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 เมตร เชื่อกันว่ามีอายุถึง 500 ปี มากกว่าแม่ย่าศรีจำปาทอง และเป็นคู่นำโชคที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถืออย่างมาก

หลังจากพิธีบวงสรวง ผู้ที่มาร่วมงานต่างได้รับเลขเด็ดมากมาย โดยมีเลขเด่นเช่น 32-23-76 และเลขสามตัวอย่าง 858-379-556 ถูกใจผู้เสี่ยงโชคหลายคน อีกทั้งยังมีเลขจากลูกปิงปอง 086 และ 52 ที่ถูกหยิบขึ้นมาให้โชคอีกด้วย

  • สถานที่: วัดพุ่งโพ จ.อุทัยธานี
  • จำนวนผู้เข้าร่วม: กว่า 300 คน
  • อายุต้นตะเคียน: ประมาณ 500 ปี
  • เลขเด็ดที่ได้รับ: 32-23-76, 858, 379 ฯลฯ

สำหรับใครที่หลงใหลในเรื่องของเลขเด็ดและความเชื่อ วัดพุ่งโพพร้อมต้นตะเคียนแม่ย่าศรีปางตาล ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าไปสักการะและขอโชคในโอกาสที่เหมาะสม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในพลังศรัทธา ลองมาสัมผัสบรรยากาศของพิธีบวงสรวงและขอเลขนำโชคให้ตัวเองดูสิ!

ที่มา – ส่องเลขเด็ด! พิธีบวงสรวงแม่ย่าศรีปางตาล ต้นตะเคียน​โบราณ​อายุกว่า​ 500 ปี

รัฐบาลทหารเมียนมาแบล็กลิสต์ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นกลุ่มก่อการร้าย

รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศขึ้นบัญชีดำ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” ให้เป็นองค์กรก่อการร้าย ภายหลังจากมีความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่หน่วยปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่ม กะเหรี่ยงเคเอ็นยู มีอิทธิพลอย่างเหนียวแน่น

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นกลุ่มก่อการร้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ว่าสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเมียนมา (เอ็มอาร์ทีวี) รายงานว่า คณะกรรมาธิการกลางด้านการต่อต้านการก่อการร้ายมีมติให้ขึ้นบัญชีดำ กะเหรี่ยงเคเอ็นยู เป็นองค์กรก่อการร้าย เนื่องจากการกระทำของกลุ่มนี้ “ก่อให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงต่อความมั่นคงของสาธารณชน ชีวิตและทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเอกชนและรัฐ อาคารราชการ ยานพาหนะ อุปกรณ์ และทรัพย์สินอีกมากมาย”

ท่าทีของรัฐบาลทหาร

รัฐบาลทหารเมียนมายังได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า บุคคลและองค์กรใดก็ตามที่ติดต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์กับ กะเหรี่ยงเคเอ็นยู นับจากนี้ถือว่ากระทำการผิดกฎหมายเช่นกัน ซึ่งเป็นท่าทีที่เข้มแข็งอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศเผชิญกับความตึงเครียดทางการเมืองชนิดไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่ยึดอำนาจเมื่อปี 2021

ขณะเดียวกัน เอ็มอาร์ทีวียังเผยแพร่คำกล่าวของนายพลออง ซาน รัฐบุรุษของเมียนมา ซึ่งกล่าวไว้เมื่อปี 2490 ว่า “รัฐบาลจะไม่มีทางนิ่งดูดายต่อผู้ที่พยายามขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง รัฐบาลจะไม่แทรกแซงผู้ที่ลงแข่งขันในการเลือกตั้งตามกระบวนการ แต่จะใช้ทุกอำนาจที่มีอยู่ เพื่อปราบปรามบุคคลใดก็ตาม ซึ่งพยายามขัดขวาง”

คำแถลงนี้ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการใช้มาตรการเข้มงวดต่อการต่อต้านการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านอย่าง กะเหรี่ยงเคเอ็นยู ซึ่งไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการเจรจาเพื่อสันติภาพ แต่ต้องการยึดครองดินแดนอย่างชัดเจน

ประวัติความเป็นมาและการตอบสนองของเคเอ็นยู

แม้กลุ่ม กะเหรี่ยงเคเอ็นยู และกองกำลังชาติพันธุ์อีกเจ็ดกลุ่มจะเคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนตุลาคม 2015 กับรัฐบาลกึ่งพลเรือนที่นำโดยพล.อ.เต็ง เส่ง เพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนาน อย่างไรก็ตาม การสู้รบกลับมาทวีความรุนแรง นับตั้งแต่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารคนปัจจุบัน ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021

กลุ่มเคเอ็นยูยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับท่าทีล่าสุดของรัฐบาลทหารเมียนมา แต่เคยออกมาประกาศว่า จะต่อต้านและไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายเข้ามาจัดการเลือกตั้งในเขตอิทธิพลของตน แม้รัฐบาลทหารเมียนมาออกกฎหมายกำหนดบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตกับผู้ที่พยายามขัดขวางการเลือกตั้ง

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศ โดยเฉพาะในเขตควบคุมของกลุ่ม กะเหรี่ยงเคเอ็นยู ซึ่งยังคงถือมั่นในแนวทางต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ล่าสุดจึงถือเป็นการประกาศสงครามครั้งใหญ่ของรัฐบาลทหารต่อพลังต่อต้าน

เรื่องนี้ยังคงอยู่ในความสนใจของนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาที่อาจบานปลาย และกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราเห็นได้ชัดว่าการแทรกแซงทางทหารมักไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การเจรจาอย่างแท้จริงมีความสำคัญในการรักษาความสงบสุขของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาแบล็กลิสต์ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นกลุ่มก่อการร้าย

KUN เผยซิงเกิลใหม่ “Jasmine” แดนซูล เรโทรโซล เต้นหัวใจ

ล่าสุด KUN ศิลปินที่ไม่ใช่แค่นักร้อง แต่ยังเป็นโปรดิวเซอร์และไอคอนแฟชั่น ได้เปิดตัวซิงเกิลใหม่ “Jasmine” ผลงานที่ผสมผสานแนวเพลง retro-soul อันเข้มข้นเข้ากับจังหวะที่ชวนหลงใหล พร้อมเสียงร้องที่กลมกลืนและอารมณ์อันลึกซึ้ง เผยโผงผางความเป็นศิลปินที่เจริญงอกงามของ KUN อย่างแท้จริง

KUN กับเพลง “Jasmine” แดนซูลสู่อารมณ์เรโทรโซล

“Jasmine” ถือเป็นซิงเกิลใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ KUN ในด้านดนตรีอย่างชัดเจน เพลงนี้พาผู้ฟังดิ่งลึกเข้าสู่โลกแห่งความรู้สึก ผ่านเสียงดนตรีแนว retro-soul ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และจังหวะที่ไม่ซ้ำแล้วผสมกับสไตล์ฟังก์ที่เท่ ให้บรรยากาศราวกับภาพยนตร์ยุคเก่าที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นของอารมณ์มนุษย์

เริ่มจากจังหวะ จบด้วยอารมณ์

“การไล่ตามความรักที่ปั้นแต่งขึ้นมา ทำให้คุณตระหนักได้ว่าภาพลวงตาก็มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงคุณได้” KUN เผยว่า ตอนได้ยินจังหวะของเพลงก็รู้สึกอินทันที และนำไปสู่การรังสรรค์ “Jasmine” อย่างลื่นไหล นับเป็นก้าวใหม่ของเจ้าตัวที่ไซอิ้ดและเข้าถึงความรู้สึกของผู้ฟังได้อย่างลึกซึ้ง

“Jasmine” เปิดตัวต่อจากซิงเกิล “Deadman” ที่เคยทำคลื่นกระหึ่มในวงการเพลงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพลงนั้นสะท้อนถึงพลังแห่งการผันแปรดนตรีอย่างกล้าหาญ โดยถ่ายทอดผ่านเสียงร้องที่สลับกันใช้ระหว่างเสียงฟอลเซ็ตโตนุ่มนวลกับเสียงเบลต์อันทรงพลัง บนพื้นดนตรีแนว retro-soul ที่ทันสมัยแต่ยังคงความคลาสสิกไว้ได้อย่างลงตัว

“Deadman” ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ด้วยมิวสิกวิดีโอที่มียอดวิวแตะเกือบ 2 ล้านครั้งบน YouTube และยังได้รับรางวัล TME Golden Single ภายในเวลาเพียง 4 วัน รวมถึงขึ้นอันดับ #1 บน QQ Music Charts ถึง 8 หมวด ตอกย้ำว่าเสียงเพลงของ KUN ไม่ใช่แค่แฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นศิลปะที่พัฒนาอย่างมั่นคง

  • เพลง “Jasmine” พร้อมให้ฟังได้แล้วบนทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
  • งานโปรดักชั่นรังสรรค์ความรู้สึกเหมือนดูภาพยนตร์ชุดเก่าแก่
  • เป็นการก้าวเดินใหม่ของ KUN ทั้งในฐานะนักร้องและโปรดิวเซอร์

ไม่ว่าจะเป็นด้านเสียงร้อง เจ้าวิสัยทัศน์หรือการขับกล่อมอารมณ์ผ่านดนตรี KUN สามารถทำได้เกินคาด ด้วย “Jasmine” เขาไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการอันน่าประทับใจของตัวตนในฐานะศิลปินโลก

หากคุณยังติดตามความเคลื่อนไหวของ KUN ไม่ควรพลาด “Jasmine” เพลงแห่งเสน่ห์และจังหวะที่รอให้คุณหลงใหล

ที่มา – “KUN” ส่งซิงเกิลใหม่  “Jasmine” เพลงดำดิ่งสู่เสียงเพลงแนว retro-soul อันเข้มข้นและจังหวะอันน่าหลงใหล

‘สวนดุสิตโพล’ เผยดัชนีการเมืองไทย ส.ค.68 คะแนนรัฐบาลลด

เมื่อช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “สวนดุสิตโพล” จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศเกี่ยวกับ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568” ซึ่งทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,208 คน ผ่านช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยใช้ตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นด้านการเมืองในประเทศไทย ซึ่งตั้งใจวัดโดยให้คะแนนเต็ม 10 คะแนน

‘สวนดุสิตโพล’ เผยดัชนีการเมืองไทย-สิงหาคม 68 คะแนนรัฐบาลลดลง

ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีการเมืองไทย เดือนสิงหาคม 2568 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.71 คะแนน ซึ่งลดลงจากเดือนกรกฎาคมที่อยู่ที่ 3.86 คะแนน แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองของไทยในช่วงเดือนนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจัยต่าง ๆ ที่ถูกวัดพบว่า “ผลงานของฝ่ายรัฐบาล” และ “ผลงานของนายกรัฐมนตรี” เป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุด เฉลี่ยเพียง 3.18 คะแนน

องค์ประกอบที่ประชาชนประเมินในดัชนีการเมืองไทยสูงต่ำแตกต่างกันอย่างไร?

ในกลุ่มตัวชี้วัดทั้ง 25 ข้อที่ใช้ในการประเมิน มีเพียงตัวชี้วัด “ผลงานของฝ่ายค้าน” เท่านั้นที่เพิ่มคะแนนเฉลี่ยสูงสุดถึง 4.59 คะแนน สะท้อนถึงความคาดหวังจากประชาชนต่อบทบาทของฝ่ายค้านในช่วงวิกฤติหลายประการที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และนโยบายของรัฐบาลที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ในวงกว้าง

  • ผลงานของฝ่ายค้านที่ประชาชนชอบ: ตรวจสอบความโปร่งใส (50.42%)
  • ผลงานของฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนชอบ: โอนเงินช่วยชาวนา (40.90%)
  • นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น: ภูมิธรรม เวชยชัย (38.16%)
  • นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่น: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (51.15%)

นอกจากนี้ น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธาน “สวนดุสิตโพล” ได้ระบุว่า ค่าดัชนีในเดือนนี้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 20 เดือนที่ผ่านมา และสื่อถึงความผิดหวังของประชาชนในหลายด้าน ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งยังระบุว่า ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจในศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างกระชับและตรงประเด็น

ด้าน อาจารย์ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะมีโอกาสนำเสนอผลงานและการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ในช่วงสถานการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือได้มากเพียงพอ และทำให้คะแนน “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568” ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน

การสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลยังประสบกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนกับประชาชน ซึ่งมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากคุณต้องการศึกษาแนวโน้มการเมืองไทยในเดือนต่อไปอย่างใกล้ชิด ติดตามผลสำรวจจาก สวนดุสิตโพล กันต่อได้เลย

ที่มา – ‘สวนดุสิตโพล’ เผยดัชนีการเมืองไทย-สิงหาคม 68 คะแนนรัฐบาลลดลง ผลงานยังไม่เข้าตา

ผู้นำอินโดนีเซียยกเลิกเยือนต่างประเทศ ท่ามกลางการประท้วงรุนแรง

กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 陷入 ความ ขัดแย้ง ทาง การเมือง อย่าง รุนแรง ล่าสุด ทำเนียบประธานาธิบดีได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแจ้งรัฐบาลจีนว่า พล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ไม่สามารถเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ในวันที่ 3 ก.ย. เพื่อเข้าร่วมการรำลึกใน “วันแห่งชัยชนะ” สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ครบรอบ 80 ปี ปีนี้ได้แล้ว

ผู้นำอินโดนีเซียยกเลิกเยือนต่างประเทศ

เหตุผลที่ทำให้ผู้นำต้องยกเลิกกำหนดการไปต่างประเทศนี้ เกิดจากสถานการณ์การประท้วงเนื่องในประเทศที่ยังคงหนักหน่วงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองหลักของประเทศผู้นำอินโดนีเซียยกเลิกเยือนต่างประเทศ ท่ามกลางการประท้วงรุนแรง มาจากการที่ประชาชนไม่พอใจนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการเปิดเผยการให้สิทธิพิเศษแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสูงผิดปกติ

ประท้วงที่ลุกลามทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้สำนักงานเลขาธิการประธานสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียจะออกมาแถลงว่าสิทธิพิเศษดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนต.ค.นี้ แต่การประท้วงก็ยังดำเนินต่อ และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือการที่รถหุ้มเกราะพุ่งชนนายอัฟฟาน คูร์เนียวาน วัยเพียง 21 ปี จนเสียชีวิต ระหว่างการสลายการชุมนุมใกล้รัฐสภากรุงจาการ์ตา เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตระหนกในวงกว้าง

  • สถานการณ์การประท้วงขยายตัวไปยังเมืองใหญ่หลายแห่ง
  • เหตุการณ์รถหุ้มเกราะชนผู้ประท้วงจนเสียชีวิต สร้างความไม่พอใจอย่างมาก
  • รัฐบาลยอมรับข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเงินเบี้ยเลี้ยงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เพียงแต่ในกรุงจาการ์ตา สถานการณ์รุนแรงยังลุกลามไปถึงเมืองมากัสซาร์ ซึ่งมีผู้ประท้วงจุดไฟเผาทำลายอาคารสภาประจำเมือง และเกิดการปล้นสะดมขึ้น ทำให้ความตึงเครียดทางสังคมในประเทศเพิ่มสูงขึ้นทุกที สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศอีกด้วย

หากสถานการณ์ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ว่า พล.ท.ปราโบโวอาจต้องยกเลิกการเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ด้วย สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังจากภาครัฐ ไม่ใช่แค่คำแถลงเท่านั้น

การประท้วงไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่พอใจเรื่องง่าย ๆ แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ การจัดการภาครัฐ และความยุติธรรมในการแบ่งปันทรัพยากร หากไม่มีการปรับปรุงรากฐานของปัญหา สถานการณ์ในประเทศอาจลุกลามไปสู่ความไม่มั่นคงในระดับลึกได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์เหตุการณ์ต่างประเทศ การติดตามข่าวจากอินโดนีเซียในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญเพราะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการจัดการกับความคิดเห็นของประชาชนยุคดิจิทัล

หากคุณสนใจข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติม ติดตามเว็บไซต์ของเราได้ที่นี่ หรือรับข่าวสารผ่านอีเมลทุกเช้า

ที่มา – ผู้นำอินโดนีเซียยกเลิกเยือนต่างประเทศ ท่ามกลางการประท้วงรุนแรง

‘เพื่อไทย’ส่ง ‘สรวงศ์’ คุย ‘พรรคประชาชน’

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา กระแสการเมืองในประเทศไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยมีนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบกับแกนนำพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

‘เพื่อไทย’ส่ง ‘สรวงศ์’ คุย ‘พรรคประชาชน’

การพูดคุยครั้งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการรองรับผู้สมัครนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งผลลัพธ์จากการเจรจาในครั้งนี้อาจส่งผลต่อโครงสร้างทางการเมืองในอนาคตของประเทศ

พรรคประชาชนยืนยันเจรจาที่สำนักงานพรรค

การเจรจาครั้งนี้เป็นไปตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากพรรคประชาชนจะรับข้อเสนอจากพรรคใด ต้องมีการพูดคุยกันโดยตรงภายในสำนักงานพรรคประชาชนเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างของฝ่ายพรรคประชาชนในการหารือและมีส่วนร่วมกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ

ที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ นั้น เป็นการเคลื่อนไหวที่ถือว่ามีน้ำหนักทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพรรคใดจะได้เปรียบในการตั้งรัฐบาล ทำให้การเจรจาและการตั้งพันธมิตรจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียกร้องเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร

บทบาทของ ‘สรวงศ์’ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

การเดินทางของ “สรวงศ์” ไปเจรจากับพรรคประชาชน แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเขานอกเหนือจากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะในเรื่องของทักษะการเจรจาและการเป็นตัวกลางในการติดต่อประสานงานกับพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคขนาดเล็กที่อาจมีพลังสำคัญในการช่วยให้พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม

  • ตัวตนของ “สรวงศ์” ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ทางการเมือง
  • มุมมองในการเป็นพันธมิตร กับพรรคขนาดเล็กที่มีอิทธิพล
  • การมองการณ์ระยะยาว ของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ การเจรจาครั้งนี้ยังสามารถสะท้อนถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการจัดรูปแบบรัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางรากฐานสนับสนุนที่มั่นคงจากกลุ่มพรรคฝ่ายร่วม ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชนหรือพรรคอื่น ๆ

อนาคตของการเมืองไทยหลังการพูดคุย

การพูดคุยระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่อาจนำไปสู่การก่อตั้งรัฐบาลในรูปแบบพันธมิตรกว้าง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หากสามารถตกลงร่วมกันได้ในประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ

โดยภาพรวมแล้ว ข่าวการเดินทางของ “สรวงศ์” ไปเจรจากับพรรคประชาชน แสดงให้เห็นถึงแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการคุยปรึกษาและตั้งใจที่จะเสริมพลังสนับสนุนเพื่อความมั่นคงในการบริหารประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อมุมมองต่อสถาบันการเมืองและการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในอนาคต

หากคุณติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดบ่งชี้ที่สำคัญของการตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคต คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่เริ่มแสดงความพร้อมเชื่อมโยงกับพรรคอื่น ๆ แล้วกัน?

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ส่ง ‘สรวงศ์’ คุย ‘พรรคประชาชน’

“อโมริม” มั่นใจ “บรูโน” ยิงจุดโทษเข้าแน่แม้ไม่กล้ามอง

หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด บุกเฉือน เบิร์นลีย์ 3-2 ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จุดโทษช่วงท้ายเกมของ บรูโน แฟร์นันด์ส กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขัน

รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมของ “เรด เดวิลส์” ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมว่าเขามั่นใจอย่างยิ่งว่า บรูโน จะยิงจุดโทษไม่พลาดอีกครั้ง แม้ตัวเขาเองจะไม่กล้ามองในจังหวะสำคัญที่เกิดขึ้น

“อโมริม” มั่นใจ “บรูโน” ยิงจุดโทษเข้าแน่แม้ไม่กล้ามอง

แม้เกมจะดูสูสีและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์รุนแรง แต่จุดโทษของ บรูโน แฟร์นันด์ส นาที 90+7 กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมของ อโมริม ได้รับชัยชนะในเกมเปิดฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ

“ปกติผมไม่ชอบดูการยิงจุดโทษอยู่แล้ว แต่ผมชอบมองภาพของแฟนบอล แต่ผมคิดว่า บางครั้งช่วงเวลาเพียงนิดเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมาย” โค้ชชาวโปรตุกีสกล่าว

การตัดสินใจในครึ่งชั่วโมงสุดท้าย

เกมนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลในสนามและทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มจากลุ้นอย่างหนักเพื่อไม่ให้เสียตำแหน่งจาก เบิร์นลีย์ ซึ่งทั้งสองทีมมีโอกาสเข้าทำและสร้างเกมรุกได้ตลอด จนเกือบส่งผลให้ผลการแข่งขันเปลี่ยนไปได้

อโมริม ภายหลังเผยอีกว่า “สามแต้มในวันนี้สำคัญมากไหม? ในอนาคตเราจะได้รู้กัน ผมคิดว่าเรามีความพยายามมากพอที่จะชนะ และผมมั่นใจว่า บรูโน จะไม่พลาดจุดโทษสองครั้งติดกันหรอก”

การแข่งขันรอบนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ของทั้งสองทีมเท่านั้น แต่ยังเปิดฉากให้ความหวังใหม่ ๆ แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทัพของโค้ช อโมริม

ทั้งนี้ แฟนบอลหลายคนก็ร่วมฉลองชัยชนะในครั้งนี้อย่างคึกคัก โดยเฉพาะการยิงจุดโทษของ บรูโน ที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจังหวะสำคัญที่สุดของเกม และส่งผลให้ชัยชนะของทีมมีความหวานมากกว่าใคร ๆ

อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างลงตัวย่อมเป็นสิ่งที่หลายคนคาดหวังจาก แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะภายใต้การคุมทีมของโค้ชคนใหม่อย่าง อโมริม ที่มีชื่อเสียงจากการนำทัพทีมในลีกต่าง ๆ อย่างประสบความสำเร็จ

การคว้าชัยในเกมแรกเป็นสัญญาณที่ดีต่อการทำผลงานต่อเนื่อง และเป็นพลังที่สำคัญสำหรับทีมในการรักษาฟอร์มให้คงเส้นคงวานตลอดฤดูกาล

ดังนั้นแม้ว่าเกมจะดูยากลำบากและไปด้วยความตื่นเต้น แต่ ‘สิงห์แดง’ ก็สามารถผ่านมันมาได้อย่างน่าประทับใจ และมั่นใจว่าทีมสามารถเดินหน้าสานต่อความฝันในฤดูกาลนี้ได้อย่างไม่มีสะดุด

หากคุณเป็นแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือชื่นชอบในความยอดเยี่ยมของ บรูโน แฟร์นันด์ส ติดตามข่าวสารทีมอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของทีมในฤดูกาลนี้ได้เลย

ที่มา – “อโมริม” มั่นใจ “บรูโน” ยิงจุดโทษเข้าแน่แม้ไม่กล้ามอง

ซินเนอร์ สอนเชิง ชาโปวาลอฟ ลิ่ว 16 คนสุดท้ายยูเอส โอเพ่น

การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการใหญ่ “ยูเอส โอเพ่น” ที่จัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ ยังคงเป็นเวทีแห่งการชิงชัยที่ดุเดือด激烈ที่สุดรายการหนึ่งของวงการเทนนิสโลก โดยเฉพาะในประเภทชายเดี่ยว ที่มีผู้เล่นดาวรุ่งแกร่งมากมายเข้าร่วมชิงความเป็นหนึ่ง ซึ่งในรอบ 3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้เป็นเวทีสำหรับการดวลกันระหว่างสองมือคู่สำคัญ กล่าวคือ ยานนิค ซินเนอร์ แชมป์เก่าและเป็นมือวางอันดับหนึ่งของทัวร์นาเมนต์จากอิตาลี มีคู่ประลองกับ เดนิส ชาโปวาลอฟ มือวางอันดับ 27 จากแคนาดา

แม้ในเซตแรก ซินเนอร์ จะเสียเปรียบให้กับชาโปวาลอฟไปด้วยสกอร์ 5-7 แต่ในการกลับมาแก้ตัว ซินเนอร์ กลับมาฟอร์มดีสุดๆ ชนะต่อแบบไม่ยอมใคร 6-4, 6-3 และ 6-3 ทำให้เขาอยู่รอดเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายของ US Open อย่างมั่นคง กับชัยชนะ 3 เซตต่อ 1

ซินเนอร์ สอนเชิง ชาโปวาลอฟ ลิ่ว 16 คนสุดท้ายยูเอส โอเพ่น

ในเรื่องนี้ หลายคนมองว่าการชนะครั้งนี้เป็นการสอนวิธีเล่นเชิงกลยุทธ์ลึกซึ้งของซินเนอร์ให้กับชาโปวาลอฟ โดยเฉพาะการควบคุมจังหวะการสู้ในเกมด้วยแรงเสิร์ฟและการรุกอย่างไม่หยุดยั้งแม้จะตกเป็นรองมาก่อน นอกจากนี้ยังเห็นได้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของซินเนอร์ในสนาม อันที่จริงเขาน่าจะมีผลงานที่ดีกว่านี้ในช่วงต้น ๆ แต่กลับมาฟอร์มเต็มที่ก็สามารถทำให้คู่แข่งยอมแพ้ได้อย่างสบาย

การแข่งขันประเภทชายคนเดียวอื่น ๆ น่าจับตามอง

ในขณะที่ซินเนอร์วิ่งเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย นักเทนนิสชื่อดังอีกคนอย่าง โนวัค ยอโควิช ก็ยังอยู่ในเกม และเพิ่งผ่านเข้าสู่รอบเดียวกันหลังเอาชนะ คาเมรอน นอร์รี จากสหราชอาณาจักรด้วยสกอร์ 6-4, 6-7(4-7), 6-2, 6-3 แม้มีเซตที่ต้องรัดสายตลอด แต่ประสบการณ์ก็ทำให้เขาผ่านเข้ารอบสู้ต่อไปได้

  • ยอโควิช จะได้พบกับ ยาน เลนนาร์ด สตรุฟฟ์ มือวางอันดับ 22 ที่เพิ่งเอาชนะ ฟรานเซส ติอาโฟ มือวางอันดับ 17 มาได้
  • เทย์เลอร์ ฟริตซ์ มือวางอันดับ 4 ของทัวร์นาเมนต์ ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายได้หลังชนะ เยอโรม คิม 3 เซตเลยทีเดียว
  • ลอเรนโซ มูเซตติ จากอิตาลีก็เดินหน้าต่อเนื่อง ทำผลงานน่าประทับใจจนเข้ารอบโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก

สำหรับในส่วนของประเภทหญิงเดี่ยว ยังคงเป็นการต่อสู้ที่ตื่นเต้นไม่แพ้ เพราะ อารีนา ซาบาเลนกา แชมป์เก่าและมือวางอันดับหนึ่ง จากเบลารุส ก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นเคย โดยเอาชนะ เลย์ลาห์ เฟร์นานเดซ มือวางอันดับ 31 จากแคนาดา 2 เซตต่อเนื่อง 6-3, 7-6 (7-2) ทำให้เธอได้โอกาสไปเจอกับคริสตินา บุสซา จากสเปน ที่เล่นมาได้อย่างน่าประทับใจเช่นกันหลังโค่น เอลิเซ แมร์เทนส์ ออกมานอกจากนี้ยังมี โคโค กอฟฟ์ (มือวางอันดับ 3) และ นาโอมิ โอซากะ ที่เข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่เห็นได้จากผลการแข่งขันยูเอสโอเพ่นในวันนี้ คือความสามารถทางเทคนิคและความสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในสนามของนักเทนนิสหรือเหล่าผู้เล่นเริ่มมีบทบาทสำคัญมากกว่าความสามารถในการเริ่มสู้ นี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับนักเทนนิสชาวไทยที่ต้องพัฒนาตนเองในทุกด้านทั้งซ้อมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การบริหารจิตใจ การออกซ้อมกล้ามเนื้อรวมถึงเตรียมพร้อมทางจิตวิทยาในสนามต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณเป็นแฟนกีฬาและติดตามการแข่งขันเทนนิสอยู่เสมอ เราขอแนะนำให้ติดตามผลการแข่งขันหน้าใหม่ ๆ จะมีการอัปเดตข่าวและรามคามเกี่ยวกับนักกีฬาระดับโลกอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ซินเนอร์” สอนเชิง “ชาโปวาลอฟ” ลิ่ว 16 คนสุดท้ายยูเอส โอเพ่น