ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เจอแล้ว! ค้นหาวันที่ 3 พบร่างสามีเหยื่อพายุ “คาจิกิ” ภรรยาถูกน้ำซัดมาด้วยยังไร้แวว

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ได้เร่งค้นหาคู่สามีภรรยาที่สูญหายไปจากเหตุน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นที่บ้านห้วยโป่ง หมู่ 1 ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการค้นหา จนในที่สุดสามารถค้นพบ พบร่างสามีเหยื่อพายุ “คาจิกิ” คือ นายวรรณโณ อายุ 53 ปี ราษฎรบ้านห้วยโป่ง ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร สภาพร่างจมอยู่ใต้ดินโคลนซึ่งทับถมหนาเป็นจำนวนมากและเริ่มมีกลิ่นเหม็น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถแบ๊กโฮขุดดินโคลนออกเพื่อนำศพขึ้นมาทำการชันสูตร

เจอแล้ว! ค้นหาวันที่ 3 พบร่างสามีเหยื่อพายุ “คาจิกิ” ภรรยาถูกน้ำซัดมาด้วยยังไร้แวว

ภายหลังจากการตรวจสอบพบว่า ร่างของนายวรรณโโนได้กลายเป็นศพแล้ว ทำให้ญาติจึงต้องเร่งดำเนินการทำพิธีทางศาสนาเพื่อฝังศพโดยเร็วเนื่องจากสภาพศพเริ่มบูดคลาน ส่วนภรรยาซึ่งถูกน้ำป่าซัดพาตัวหายไปด้วยนั้น ยังคงไม่มีข่าวสารหรือ พบร่างสามีเหยื่อพายุ “คาจิกิ” ออกมาแต่อย่างใด ทำให้การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

เหตุน้ำป่าระลอกรุนแรงจากพายุคาจิกิ

จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงของลมมรสุมพัดถล่มพื้นที่ในช่วงอิทธิพลของพายุโซนร้อน ค้าจิกิ จนก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย ได้แก่ หญิงชราอายุ 80 ปี จากบ้านห้วยหมาก-ลาง และอีกรายก็คือ พบร่างสามีเหยื่อพายุ “คาจิกิ” อย่าง นายวรรณโณที่เพิ่งถูกค้นพบล่าสุด นอกจากนี้ มีอีกหนึ่งราย ซึ่งเป็นหญิงวัย 36 ปี ราษฎรบ้านห้วยโป่ง ที่ยังคงสูญหายและไร้ข่าว

ส่งผลให้สถานการณ์ยังคงถือว่ารุนแรงอยู่ เนื่องจากมีรายงานความเสียหายและผู้ประสบภัยหลายคนในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำตามลำธารมีโอกาสเสี่ยงสูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

  • พายุโซนร้อนคาจิกิเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก
  • ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีโอกาสเกิดอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน
  • หากพบผู้ประสบภัยควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความรุนแรงของธรรมชาติที่สามารถทำลายชีวิตได้ภายในเวลาอันสั้น การเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตัวเองและครอบครัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กระทันหันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

หากคุณมีประสบการณ์หรือมีความรู้เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลัน หรือต้องการแชร์ข้อมูลความปลอดภัยเพิ่มเติม ทางเราขอเชิญชวนให้ช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารเพื่อสันติและปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – เจอแล้ว! ค้นหาวันที่ 3 พบร่างสามีเหยื่อพายุ “คาจิกิ” ภรรยาถูกน้ำซัดมาด้วยยังไร้แวว

รุมประณามนักท่องเที่ยว ยื่นเบียร์ให้ช้างป่าระหว่างทัวร์ซาฟารี

ล่าสุดในโลกโซเชียลมีเดียถึงกับระเบิดความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชายคนหนึ่ง ที่ทำเรื่องไม่น่าเชื่อขึ้นมาเมื่อยื่น เบียร์ให้ช้างป่า ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติโดยตรง ขณะที่เขาอยู่ในระหว่างทัวร์ซาฟารีที่ประเทศเคนยา ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงทั่วโลกออนไลน์

รุมประณามนักท่องเที่ยว ยื่นเบียร์ให้ช้างป่าระหว่างทัวร์ซาฟารี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าโอล โจจิ ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคไลกิเปีย ประเทศเคนยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวซาฟารีระดับโลก เมื่อคลิปวิดีโอ circulating ไปทั่วโลก ทำเอาชาวเน็ตทั้งในประเทศและระหว่างประเทศต่างตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรายนี้อย่างหนัก

จากคลิปจะเห็นว่าชายคนดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ใช้งานอินสตาแกรมชื่อ @skydive_kenya กำลังดื่มเบียร์ยี่ห้อทัสเคอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ชื่อดังของเคนยา จากนั้นเขาก็เทส่วนที่เหลือใส่ในงวงของช้างตัวหนึ่ง และยังโพสต์แคปชันว่า “จิบเบียร์ทัสเคอร์กับเพื่อนที่มีงา”

เจ้าหน้าที่เขตอนุรักษ์ออกมายืนยันไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้

ภายหลัง คลิปวิดีโอโหลดิวล่ามลือกันไปทั่วโลกออนไลน์ ทำให้เจ้าหน้าที่พื้นที่เขตอนุรักษ์โอล โจจิ ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าพฤติกรรมนี้ถือว่า “ขัดต่อค่านิยมและหลักอนุรักษ์” อย่างยิ่ง

“เราเป็นองค์กรอนุรักษ์ และเราไม่สามารถอนุญาตให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ เราไม่ให้อนุญาตแม้กระทั่งให้ผู้คนเข้าใกล้ช้าง” เฟรงก์ ผู้ประสานงานด้านท่องเที่ยวของเขตอนุรักษ์กล่าวอย่างชัดเจน

ช้างตัวที่ปรากฏในคลิปนั้นคือ “บูปา” ช้างป่าฮยียิ่งใหญ่ที่มีงายาวและมีตำหนิเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช้างตัวนี้เคยได้รับการช่วยเหลือจากเหตุการณ์กำจัดช้างเมื่อปี 1989 และทำหน้าที่เป็นทูตอนุรักษ์มาอย่างยาวนาน

อีกมุมหนึ่งของพฤติกรรมที่ถูกตั้งคำถาม

  • นอกจากการยื่นเบียร์ให้ช้าง ระหว่างทัวร์ซาฟารี ชายคนนี้ยังมีคลิปอื่น ๆ ที่แสดงการสัมผัสสัตว์ป่าหลากหลาย เช่น การป้อนแรดจากมือ ซึ่งผิดกฎหมายในพื้นที่อนุรักษ์

  • ในโพสต์อื่นเขายังอ้างว่าตัวเองเป็น “ผู้เสพติดความตื่นเต้น” ซึ่งถือว่าเป็นคำอธิบายที่ท้าเสี่ยงต่อการกระทำที่อาจทำลายสัตว์ป่า

  • ดร.วินนี คิอิรู นักชีววิทยาชาวเคนยา ระบุว่าการกระทำดังกล่าว ส่งข้อความบิดเบือนเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ป่า

ที่มาความเชื่อของหลายคนผิด ๆ ว่าสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์หรือให้อาหารสัตว์ป่าได้เหมือนกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ปลอดภัยทั้งต่อสัตว์และมนุษย์

โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สัตว์ป่าไม่สามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างปลอดภัย เพราะมันอาจเสียหายต่อระบบย่อยอาหารและส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมปกติของสัตว์

ว่ากันอย่างไรบนโลกโซเชียล?

ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่เขตอนุรักษ์ที่ดำเนินการ แต่ชาวโซเชียลต่างพากันแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก บางคนเรียกร้องให้แบนชายคนนี้จากพื้นที่อนุรักษ์ตลอดชีวิต และบางคนถึงขั้นเสนอว่าควรให้เขาติดคุก

“มนุษย์ทำลายทุกสิ่งจริง ๆ”

“เขาควรโดนใส่กรงเหมือนสัตว์ที่เขาแกล้ง!”

เรียกได้ว่าความเพลิดเพลินส่วนตัวนั้น ในบางครั้งก็อาจกลายเป็นความทำลายต่อธรรมชาติ媞้าฯ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจึงควรเริ่มจากการเคารพพื้นที่และความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมโลกกับเรา

เพื่อสัตว์ป่า สิ่งแวดล้อม และอนาคตของเรา อย่าเอาความตื่นเต้น มาแลกเปลี่ยนกับชีวิตของพวกมัน

ที่มา – รุมประณามนักท่องเที่ยว ยื่นเบียร์ให้ช้างป่าระหว่างทัวร์ซาฟารี

กรีฑาโลกประกาศ! ‘บิว-ภูริพล’ ผ่านคัดเลือกสู้ศึกชิงแชมป์โลก

อีกหนึ่งข่าวดีสำหรับวงการกรีฑาไทย เมื่อ ‘บิว-ภูริพล บุญสอน’ หนุ่มลมกรดชาวไทย ได้ผ่านการคัดเลือกให้ไปแข่งขันในรายการ กรีฑาโลก ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 13-21 กันยายนนี้

กรีฑาโลกประกาศ! ‘บิว-ภูริพล’ ผ่านคัดเลือกสู้ศึกชิงแชมป์โลก

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 สหพันธ์กรีฑาโลก (World Athletics – WA) ได้ประกาศผลการคัดเลือกนักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ปรากฏว่าประเทศไทยมีนักกีฬาผ่านการคัดเลือก 2 คน ได้แก่ “บิว” ภูริพล บุญสอน วิ่งประเภท 100 เมตร ชาย และ ร.ต.อ.หญิง สุเบญรัตน์ อินแสง ประเภทขว้างจักร หญิง

ภูริพล บุญสอน กับเส้นทางสู่เวทีโลก

‘บิว-ภูริพล’ เป็นหนึ่งในนักกรีฑาไทยที่มีทักษะและความสามารถโดดเด่นในประเภทวิ่ง 100 เมตร ชาย เขาได้รับการยอมรับจากวงการกีฬาทั้งในและต่างประเทศจากการแข่งขันหลายๆ รายการในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขาได้ฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านการคัดเลือกไปแข่งในเวที กรีฑาโลก ซึ่งแต่ละประเทศที่ส่งนักกีฬามาต่างก็เป็นอélite ที่มี record เยี่ยงยอด การที่ ภูริพล สามารถผ่านเข้ารอบได้ถือเป็นความภาคภูมิใจของวงการกีฬาไทย และเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจในการฝึกฝน

ร.ต.อ.หญิง สุเบญรัตน์ อินแสง อาวุธแกร่งจากแดนสยาม

นอกจาก ‘บิว-ภูริพล’ แล้ว อีกหนึ่งนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกคือ ร.ต.อ.หญิง สุเบญรัตน์ อินแสง ที่จะเข้าร่วมแข่งขันในประเภทขว้างจักร หญิง ซึ่งเธอถือเป็นหนึ่งในนักขว้างจักรที่มีฟอร์มการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ภูมิใจกับความสำเร็จของนักกีฬาไทย
  • เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่
  • แสดงถึงความพร้อมของกีฬาไทยในเวทีระดับโลก

การเข้าร่วมแข่งขันในเวที กรีฑาโลก นี้เป็นโอกาสสำคัญของนักกีฬาไทย จะได้แสดงฝีมือและพิสูจน์ศักยภาพต่อหน้าแฟนกีฬาทั่วโลก นี่คือเวทีที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ และเราเชื่อว่า ‘บิว’ ภูริพล และ สุเบญรัตน์ จะลุยเต็มพิกัดแน่นอน

อย่าลืมให้กำลังใจนักกีฬาไทย ทั้งสองในศึกชิงแชมป์โลกที่จะถึงนี้ เพราะแรงเชียร์ของทุกคนคือพลังสำคัญที่จะทำให้พวกเขาลุยต่อได้ไกลเกินคาด

ที่มา – กรีฑาโลกประกาศ! ‘บิว-ภูริพล’ ผ่านคัดเลือกสู้ศึกชิงแชมป์โลก

แข้งเทพยิง 2 ท้ายเกม บีจี ฯ และท่าเรือ 10 คนสะดุด

ฟุตบอลไทยลีก 1 “บีวายดี ซีไลออน 6 ลีก 1” นัดที่ 3 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ได้เห็นความมันส์จากหลายคู่ แต่คู่ที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเกมของ “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่โชว์พลังยิง 2 ประตูรวดในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 87 และ 90 บุกตีกลับชนะ “เดอะแรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 2-1 แบบสุดมัน

แข้งเทพยิง 2 ท้ายเกม บีจี ฯ และท่าเรือ 10 คนสะดุด

แมตช์นี้จัดเตะกันที่สนาม ธรรมศาสตร์ สเตเดียม โดย ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ส่ง “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา อดีตกัปตันทีมบีจี ลงสนามตัวจริง ทว่าในช่วงต้นเกมเป็นฝ่ายตาม เพราะ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ขึ้นนำไป่อนๆ จาก “บุ๊ค” เอกนิษฐ์ ปัญหา นาทีที่ 65

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของ แข้งเทพ เริ่มชัดเจนในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 87 ปกเกล้า อนันต์ เปิดฉากปลดล็อกสกอร์ด้วยการซัดตีเสมอ 1-1 พร้อมปิดฉากคำรามร้ายแรง นาทีที่ 90 “อิเลียส อัลฮาฟท์” เจาะตาข่ายให้ ทรู แบงค็อก เอาชนะไปแบบจุใจ 2-1

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด กลับมายิ่งใหญ่

โดยผลชนะนัดนี้ทำให้ ทรู แบงค็อก มี 7 แต้มจาก 3 นัด ขึ้นแท่นทีมที่มีคะแนนมากที่สุดในขณะนี้ ส่วน บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ยังมีเพียง 4 แต้มจากการลงสนาม 3 นัด

หากมองมุมกลยุทธ์ แม้แข้งเทพจะไม่ได้เป็นฝ่ายครองเกมตลอด แต่การซัดสองลูกในช่วงท้ายเกมแสดงให้เห็นถึงพลังจิตที่สูง พร้อมทั้งความสามารถในการลุ้นกลับมาเสมอและพลิกแพลงของทีมในช่วงท้ายเกมอย่างเหนียวแน่น

อีกหนึ่งเรื่องน่าจับตา – ท่าเรือ 10 คนสะดุดอีก

อีกเกมที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือการพบกันของ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี เจ้าของผลงานที่ผันผวนตลอดช่วงต้นฤดูกาล โดยเป็นการพบกับ ระยอง เอฟซี ณ สนาม แพท สเตเดียม

แม้จะขึ้นนำก่อนจากลูกยิงของ โนโบรุ ชิมุระ นาทีที่ 50 แต่เหตุการณ์เปลี่ยนไปในนาทีที่ 72 เมื่อ กาก้า เมนเดส ต้องออกจากสนามด้วยใบแดง ทำให้ท่าเรือเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน

แม้จะพยายามเชือดสู้ แต่ในนาทีที่ 80 ระยองได้ ศุภวิชญ์ ร่มโพธิ์ภักดิ์ พาทัพเยือนตีเสมอได้สำเร็จ ส่งผลให้เกมจบลงด้วยสกอร์ 1-1

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับ ท่าเรือ คือพวกเขาไม่ชนะใครมาตั้งแต่ 2 นัดติด และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะช่วยให้พวกเขาขยับขึ้นแท่นทีมท็อปได้เร็วขึ้น

สรุปผลคู่อื่นๆ

  • ราชบุรี เอฟซี บุกชนะ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 2-0 ประตูของ เดนิลสัน จูเนียร์ และ ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร
  • ลำพูน วอริเออร์ เสมอ ชลบุรี เอฟซี อย่างสุดมันส์ 2-2

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นฤดูกาลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีหลายคนเริ่มต้นได้ดี แต่ก็มีทีมบางทีที่ยังต้องปรับปรุงเพื่อเลื่อนขึ้นสู่สถานะทีมท็อปได้

แต่แน่นอนว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายฤดูกาล สิ่งเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนไป และทุกทีมจะต้องรู้จักปลุกศักยภาพให้ถึงจุดสูงสุดของตัวเองหากต้องการคว้าแชมป์มาครอบครอง ลองลุ้นติดตามผลงานของแข้งเทพ ทีมที่มีพลังเกินคาดในตอนนี้กันต่อไปได้เลย

ที่มา – ‘แข้งเทพ’ รัว 2 ลูกท้ายเกมแซงชนะ ‘บีจี’ – ‘ท่าเรือ’ 10 คน สะดุดอีก

หมอภูมินทร์ แจงเหตุไม่หนุนชัยเกษมเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ส.ส.จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊คว่า เพราะเหตุใดจึงตัดสินใจไม่สนับสนุนให้นายชัยเกษม นิติสิริ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

หมอภูมินทร์ แจงเหตุไม่หนุนชัยเกษมเป็นนายกฯ

นพ.ภูมินทร์ ระบุว่า เหตุผลหลักในการตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการที่พรรคเพื่อไทยมีโอกาสบริหารประเทศมาแล้ว 2 ปี แต่นโยบายสำคัญหลายประเด็นที่รัฐบาลแถลงไว้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เช่น ราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง และราคาเนื้อวัวที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก นั่นคือหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ที่ท่านแทนเป็น ส.ส.

เหตุผลหนักแน่นจากการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นอีกหัวข้อสำคัญที่ กกต.มองว่าเป็นจุดอ่อน อย่างเหตุการณ์คลิปอังเคิลที่หลุดออกมายังสื่อ รวมถึงเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณอำเภอ กันทรลักษ์ ซึ่งประชาชนได้รับความเสียหายสาหัส ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้าย คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีที่นายกฯมีความผิดจนต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็ถือเป็นกระบอกใหญ่ที่บ่งบอกแนวทางการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาล นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า ตนเองต้องกลับมานั่งคิดอย่างจริงจังว่า ส.ส. รวมถึงรัฐบาลควรมีบทบาทใดในการแสดงความรับผิดชอบกับประชาชน และจึงตัดสินใจว่า ไม่ควรมีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หรือสนับสนุนให้ใครมาเป็นนายกฯ เพื่อไม่ให้ประเทศตกสู่ความเสื่อมโทรมมากไปกว่านี้

  • พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศไม่เข้าเป้า
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตกต่ำ
  • ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากความขัดแย้งชายแดน
  • ไม่ควรมีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่

ทั้งนี้ นพ.ภูมินทร์ เป็นหนึ่งใน ส.ส. พรรคร่วมผู้ประกาศออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีตามข่าวที่มีการรายงานมาก่อนหน้านี้

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงพลังการเมือง แต่เป็นแนวทางหนึ่งในการรับผิดชอบต่อประชาชน หากพรรคไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ ก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเองอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งที่ยุติธรรม

ที่มา – เปิดตัวชัด ‘หมอภูมินทร์’ โพสต์แจงเหตุไม่หนุน ‘ชัยเกษม’ นั่งนายกฯ

สาวสุดแค้น ติดป้ายประจานเพื่อนสาว

เมื่อไม่นานมานี้ โซเชียลมีเดียในประเทศจีนพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองฉางซา มณฑลหูหนาน ซึ่งเป็นกรณีของ สาวสุดแค้น ติดป้ายประจานเพื่อนสาว ที่แอบมีความสัมพันธ์กับสามีของตนมาเป็นเวลาหลายปี

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อ “ภรรยา” คนหนึ่งได้นำป้ายผ้าสีแดงไปแขวนไว้ที่รั้วตึกในย่านที่อยู่อาศัย โดยระบุข้อความแสดงความขอบคุณอย่างประชดประชันต่อเพื่อนสาวชื่อว่า “สือ” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมา 12 ปี แต่กลับมาถึงกับเปิดใจให้กับ “สามีของตัวเอง” มานานถึง 5 ปี

สาวสุดแค้น ติดป้ายประจานเพื่อนสาวแอบเป็นชู้สามี

ป้ายที่ภรรยานำมาแขวนมีข้อความบ่งบอกชัดเจนว่า “สือได้ละเมิดความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี โดยมีความสัมพันธ์กับสามีของเพื่อนสนิท” พร้อมลงชื่อว่า “ภรรยา” นอกจากนี้ยังมีธงสามเหลี่ยมสีแดงอีกสองผืนที่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น “สือเข้าโรงแรมกับสามีของเพื่อนสนิทในช่วงเวลางาน” และ “ให้บริการทางเพศแก่สามีของฉันมาแล้ว 5 ปี”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่า “สือ” เป็นคนเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในแผนกการเงินของสำนักงานการจัดการการท่องเที่ยว แต่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานดังกล่าวได้ยืนยันว่ามีพนักงานชื่อว่า “สือ” จริง และอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีนี้

การประจานในที่สาธารณะผิดกฎหมายหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอย่างทนายความจ้าวเหลียงซาน ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การนำป้ายมาแขวนเผยแพร่เช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง และอาจเข้าข่ายหมิ่นกียรติของผู้ถูกกล่าวหา หากไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง

นอกจากนี้ หากพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดการชุมนุมชมหรือกีดขวางพื้นที่สาธารณะ ก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดคือการคุมขัง 19 วัน และปรับเงินสูงสุดถึง 500 หยวน (ประมาณ 2,268 บาท)

  • ป้ายแสดงความ “ขอบคุณ” อย่างประชดประชันต่อเพื่อนสาว
  • ผลที่ตามมาทางกฎหมายอาจส่งผลกระทบกับทั้งสองฝ่าย
  • ต้องใช้ช่องทางกฎหมายในการแก้ปัญหาแทนการประจาน

ความคิดเห็นจากชาวเน็ตก็แตกออกเป็นสองฝ่าย บางคนเห็นด้วยกับการแก้แค้นของภรรยาในแบบนี้ ขณะที่บางคนยืนยันว่า แม้จะเข้าใจความรู้สึก แต่การกระทำดังกล่าวยังถือว่าผิดกฎหมาย

เดิมที “ธงสามเหลี่ยมสีแดง” ในวงการจีนคือเครื่องหมายของการแสดงความขอบคุณจริงใจต่อผู้ที่มีพระคุณ แต่ครั้งนี้ กลับถูกหยิบมาใช้ในแง่ลบ

ในเมื่อเรื่องราวมันลุกลามมากขนาดนี้ การหาทางออกแนบเนียนผ่านบทกฎหมายคือเส้นทางที่ควรค่าแก่การเลือกมากกว่าการเปิดฉากเรื่องส่วนตัวลงสื่อสังคม

ที่มา – สาวสุดแค้น ติดป้ายประจานเพื่อนสาวแอบคบชู้สามีตัวเองมาหลายปี

สิงห์สำอางเปิดถ้ำขย้ำเจ้าสัวน้อยผงาดยึดจ่าฝูง

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รอบลอนดอน ดาร์บี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เชลซี บ้านเก่าของแชมป์สโมสรโลก ต้อนรับ ฟูแลม ทีมในเมืองเดียวกัน ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในการแข่งขันที่น่าสนใจ

สิงห์สำอางเปิดถ้ำขย้ำเจ้าสัวน้อยในบ้าน

ในช่วงต้นเกม ฟูแลม เปิดฉากทำประตูขึ้นนำก่อนจากลูกยิงของ จอช คิง ในนาทีที่ 21 แต่ผู้ตัดสิน ร็อบ โจนส์ ตัดสินว่าไม่ใช่ประตูหลังจากห้องวีเออาร์ยืนยันว่า โรดริโก มูนิซ ไปทำฟาวล์ เทรโวห์ ชาโลบาห์ ก่อนหน้านั้น

ชูเอา โจนส์ พังประตูตีเสมอ

ช่วงทดเจ็บของครึ่งแรก ในนาที 45+9 กลายเป็น เชลซี ที่พลิกขึ้นนำ 1-0 เมื่อ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ เปิดลูกเตะมุมให้ ชูเอา เปโดร โขกผ่านมือ แบรนด์ เลโน นายทวาร ฟูแลม เข้าประตูอย่างสวยงาม

ต่อมาในครึ่งหลังของเกม นาทีที่ 56 เกมของทีมเจ้าบ้านยิ่งเพิ่มความเด็ดขาด เมื่อ เชลซี ได้ลูกจุดโทษจากการทำแฮนด์บอลของ ไรอัน เซสเซยง ซึ่งเป็น เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ที่ได้โอกาสยิงแต้มเพิ่ม ทำให้ ‘สิงห์สำอาง’ ขยับนำห่างเป็น 2-0

เชลซี ครองเกมอัดฟูแลม 2-0

หลังจากได้เปรียบ 2 ประตู สิงห์สำอาง ควบคุมเกมได้ดี ขณะที่ ฟูแลม พยายามตีไข่แตกแต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งหมดเวลาการแข่งขัน ทำให้ เชลซี คว้าชัยชนะไปในบ้านด้วยสกอร์ 2-0

ในเกมนี้ เชลซียังโชว์พลังอันน่ากลัวของทีมที่ทำคะแนนได้อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากจบเกม พวกเขามี 7 คะแนนจาก 3 นัด ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนน ส่วน ฟูแลม หรือ ‘เจ้าสัวน้อย’ มีเพียง 2 คะแนน รั้งอันดับ 14 ของตาราง

ผลงานครั้งนี้ของ เชลซียังเป็นการเตือนทีมรุ่นใหม่ๆ และเพื่อนร่วมลีกว่า ความแข็งแกร่งของสิงห์น้ำเงินยังคงเป็นหนึ่งในทีมที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะในบ้านหรือเยือน ทีมงานและการเล่นของพวกเขาดูมีความพร้อมอย่างแท้จริง

หากเป็นแฟนบอล เชลซี คุณจะต้องภูมิใจอย่างแน่นอน ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมในช่วงต้นฤดูกาลนี้ ทั้งความตั้งใจของนักเตะและกลยุทธ์ที่ชัดเจนของโค้ช ทำให้ทีมสามารถครองตำแหน่งจ่าฝูงได้อย่างมั่นคง

อย่าลืมเชียร์ เชลซี ต่อในนัดต่อไป และติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้ตลอดที่ Daily News

ที่มา – “สิงห์สำอาง” เปิดถ้ำขย้ำ “เจ้าสัวน้อย” ผงาดยึดจ่าฝูง

ปากีสถานอพยพผู้ประสบอุทกภัยกว่า 4.8 แสนคน ท่ามกลางมรสุมระลอกใหม่

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักที่พัดถล่ม ปากีสถาน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้มีประชาชนมากกว่า 481,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในแคว้นปัญจาบทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งยังต้องเผชิญกับการสูญเสียปศุสัตว์อีกกว่า 405,000 ตัว

ปากีสถานอพยพผู้ประสบอุทกภัยกว่า 4.8 แสนคน ท่ามกลางมรสุมระลอกใหม่

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งแคว้นปัญจาบ ได้ออกแถลงการณ์แจ้งอย่างเป็นทางการว่า พวกเขาได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อดำเนินการอพยพประชาชนและปศุสัตว์ให้ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความยิ่งใหญ่และเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค

สถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 1.5 ล้านคนที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ โดยหน่วยงานความช่วยเหลือต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่วิกฤติสูงสุดก่อน ขณะเดียวกัน ฝนมรสุมระลอกใหม่ในสัปดาห์นี้ก็ยังคงพัดถล่มต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 30 ราย

ถ้าหากนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมานั้น มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 400 รายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ บริเวณที่พรมแดนติดกับ อัฟกานิสถาน และเป็นขอบเขตที่อยู่ภายใต้การบริหารของฝ่ายค้านรัฐบาลกลาง

ภาพถ่ายจากแหล่งข่าวฟิวเจอร์ส ได้ถ่ายทำเหตุการณ์ในเมืองลาฮอร์ ซึ่งประชาชนจำนวนมากต้องช่วยกันอพยพแทบจะทั้งเมือง หลังจากแม่น้ำราวีเอ่อล้นตลิ่งและพัดถล่มชุมชนอย่างหนัก เป็นภาพที่สะเทือนใจและเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของธรรมชาติ

  • เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
  • หน่วยงานความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ต่างประสานงานกันอย่างหนัก
  • ประชาชนในพื้นที่ต้องการสิ่งของจำเป็นมากมาย เช่น อาหาร น้ำดื่ม และที่พักชั่วคราว

จากสถานการณ์ดังกล่าว เราขอส่งกำลังใจไปยังประชาชนของ ปากีสถาน ที่ต้องเจอกับความยากลำบากในช่วงเวลานี้ และหวังว่าความช่วยเหลือทั้งจากองค์กรระหว่างประเทศและชุมชนทั่วโลก จะสามารถบรรเทาความสูญเสีย และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในเร็ววัน

หากคุณต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก ปากีสถานอพยพผู้ประสบอุทกภัยกว่า 4.8 แสนคน ท่ามกลางมรสุมระลอกใหม่ ติดตามข้อมูลและช่องทางบริจาคผ่านองค์กรช่วยเหลือที่เชื่อถือได้ ทุกการสนับสนุนเป็นพลังสำคัญในการกลับคืนสู่ชีวิตปกติของผู้ประสบภัย

ที่มา – ปากีสถานอพยพผู้ประสบอุทกภัยกว่า 4.8 แสนคน ท่ามกลางมรสุมระลอกใหม่

รวบหนุ่มจ้างฆ่านักธุรกิจแค้นไม่คืนเงินกู้

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ดอยสะเก็ด พบศพของ นายคุณาสิน อายุ 32 ปี นักธุรกิจหนุ่มชาวบ้านลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ถูกพบเสียชีวิตแล้วถูกเผาในรถยนต์เก๋งซูซูกิ สีขาว ที่จอดตกบริเวณทางลงดอยสูงกว่า 10 เมตร ในหมู่ 5 ต.เทพสเด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ การสืบสวนพบว่าเหตุเกิดจากการแก่งแย่งเรื่องเงินกู้ที่ระบาดจนกลายเป็นคดีความรุนแรง

รวบหนุ่มจ้างฆ่านักธุรกิจแค้นไม่คืนเงินกู้

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคดีใหญ่จากสถานีตำรวจภูธรแม่โจ้ ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ประกาศการจับกุมผู้ต้องหาสองราย ในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งมีการไตร่ตรองก่อน下手กรรม และพยายามทำลายหลักฐาน เช่น การเผาศพเพื่ออำพรางเหตุการณ์ ผู้ต้องหาทั้งสองได้แก่ นายวชิรวิทย์ อายุ 28 ปี และ นายดำรงฤทธิ์ อายุ 33 ปี ซึ่งได้รับหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ในสองหมายเลขย้อนหลังกัน คือ จ.1737/2568 และ จ.1738/2568 ตามลำดับ

ความแค้นหนักหนาเนื่องจากหนี้

จากข้อมูลที่สืบสวนได้ นายวชิรวิทย์ และ นายดำรงฤทธิ์ เป็นเพื่อนกันโดยตลอด โดยที่นายวชิรวิทย์เป็นเจ้าของคลังเงินในวงกว้าง ส่วน นายคุณาสิน เป็นผู้มา.borrow 5 แสนบาทจากนายวชิรวิทย์เพื่อใช้ในการเปิดกิจการเฉพาะตัว ภายหลังการกู้เงิน นายคุณาสินไม่เพียงแต่ไม่ชำระเงินต้นเข้ามาเท่านั้น แต่ยังไม่จ่ายดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งสะสมอย่างรุนแรง แต่กลับยังมีความกล้าหาญจะขอเงินกู้เพิ่มอีก 1 แสนบาท

ความแค้นนี้ทำให้นายวชิรวิทย์รู้สึกถูกประชดประชัน จึงจ้างนายดำรงฤทธิ์ให้ช่วยลงมือฆ่าโดยใช้เงิน 50,000 บาทเป็นค่าแรง ด้วยแผนร้ายเล่นงานโดยเฉพาะ โดยอาศัยโทรศัพท์หลอกให้นายคุณาสินมารับตัวเองไปที่บ้าน เมื่อเหยื่อมาถึง ทั้งคู่เริ่มโจมตีด้วยค้อนจนหมดสติ ก่อนจะลากศพใส่รถยนต์และนำไปเผาในบริเวณล่างดอยเพื่อปิดบังหลักฐาน

อย่างไรก็ดี แผนดักล่อที่เขตดอยสะเก็ดเกิดความผิดพลาดขึ้น ระหว่างที่นายวชิริวิทย์พยายามราดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วขับรถพุ่งตกหน้าผาเพื่อปลดตัวเองจากระหว่างเหตุการณ์ เกิดอาการเสียหลักการตกทางล่างกระทบกับพื้นหินอย่างรุนแรง ส่งผลให้ขาหัก จากนั้นนายดำรงฤทธิ์ก็พามาส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

กรณีนี้เปิดเผยว่าความเร้นลึกของความแค้นและการวางแผนก่ออาชญากรรมด้วยวิธีร้ายแรงในรูปแบบของเพื่อนรักที่หักหลัง สิ่งที่ควร惕วงเลยคือธรรมชาติของมนุษย์เมื่อมีผลประโยชน์มากเกินไปสามารถบิดเบือนถึงขั้นฆ่ากันได้

เหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวช็อกสังคมจำนวนไม่น้อย อีกทั้งสะท้อนให้เห็นว่าหนี้สินหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างถูกต้องอาจกลายเป็นแหล่งต้นเหตุที่รุนแรงซึ่งนำไปสู่สงครามเลือดเย็น

อย่าให้หนี้เป็นแค่ปัญหา… จงเป็นเจ้าน้ำเหลวทุกครั้ง.

ที่มา – รวบหนุ่มจ้างฆ่านักธุรกิจ เผารถอำพรางคดี แค้นกู้เงินไม่คืน ดอกไม่จ่าย แถมจะยืมอีก!

ธารน้ำใจหลั่งไหลให้ลูกกตัญญู บ้านไฟไหม้อุ้มพ่อหนีตาย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นที่บ้านของประธานอสม. หมู่ 5 ตำบลปากน้ำ อำเภอเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเหตุให้ทรัพย์สินและบ้านเรือนเสียหายทั้งหมด ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องมือทำมาหากิน ถูกเพลิงลุกลามจนหว่างหายไปพร้อมกับบ้านสองหลัง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ความกตัญญูของลูกชายที่มีต่อพ่อของเขา

แทนที่จะกังวลกับความเสียหายของทรัพย์สิน ลูกชายได้ตัดสินใจอุ้มพ่อออกจากกองเพลิงอย่างปลอดภัย ถึงแม้บ้านและของมีค่าทั้งหมดจะถูกไฟลุกลาม แต่เขาดูแลพ่อผู้พิการเอาชีวิตรอดอย่างไม่ลังเล ความเสียสละและความกตัญญูนี้ สะท้อนถึงจิตใจที่ดีงามคำนึงถึงชีวิตมนุษย์มากกว่าสิ่งของ

ธารน้ำใจหลั่งไหลให้ลูกกตัญญู บ้านไฟไหม้อุ้มพ่อหนีตาย

หลังเกิดเหตุ ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกเทศมนตรีจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยทีมงานได้ติดตามให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะผู้ประสบภัยซึ่งจะต้องพึ่งพาเครื่องมือในการทำมาหากินที่หมดไปทั้งหมด และเมื่อได้เห็นความกตัญญูของลูกชาย ท่านได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธา จัดให้มีจุดรับบริจาคที่บริษัทชมเดือนคอมเพล็กซ์ จำกัด ถนนเณรแก้ว ตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

รวมพลังความดี ช่วยเหลือลูกกตัญญู

การเปิดรับบริจาคในครั้งนี้เป็นการไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้สำหรับซื้อรถยนต์มือสองราคา 250,000 บาท เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้เจ้าของบ้าน โดยเป้าหมายคือทำให้พวกเขาได้มีรายได้ในการดำเนินชีวิตหลังจากประสบอัคคีภัย

ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ได้มีผู้บริจาคจำนวนมากให้การสนับสนุน เงินบริจาคทั้งหมดรวมเป็นจำนวน 400,716 บาท ซึ่งเกินมูลค่าของรถยนต์อย่างมาก ดร.อุดมได้ประกาศปิดการรับบริจาคหลังจากเกินเป้าหมายแล้ว

ในวันที่ 30 สิงหาคม ดร.อุดมและนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เดินทางไปส่งมอบรถยนต์คันใหม่รวมไปถึงเงินส่วนที่เหลือ 150,716 บาท ให้กับลูกกตัญญูผู้มีคุณธรรม พร้อมทั้งแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับผู้ประสบภัยรายอื่นในพื้นที่ ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง และบางหว้า รายละ 25,000 บาท

  • ยอดบริจาคทั้งสิ้น: 400,716 บาท
  • รถยนต์มือสองราคา: 250,000 บาท
  • เงินเหลือหลังซื้อรถ: 150,716 บาท
  • แบ่งเงินให้ผู้ประสบอัคคีภัยรายอื่น: รายละ 25,000 บาท

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของความกตัญญูและความเมตตาในสังคมไทย ที่หากเรามีจิตศรัทธาร่วมกัน แม้ในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย ความดีก็ยังส่งต่อได้อย่างอบอุ่น

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความดีและความหวัง คือสิ่งที่ทำให้สังคมนี้ยังคงมีน้ำใจและเกียรติคุณอยู่เสมอ

ที่มา – ธารน้ำใจหลั่งไหลให้ลูกกตัญญู บ้านไฟไหม้อุ้มพ่อหนีตาย นายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค