ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อั้นไว้ก่อน! ผู้โดยสารเครื่องบินไฟลต์สุดซวย เจอห้องน้ำพังยกลำตลอดทาง

เรื่องราวที่น่าตกใจเกิดขึ้นกับเที่ยวบิน VA50 ของสายการบินเวอร์จิน ออสเตรเลีย ที่บินจากบาหลีไปยังบริสเบน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีเหตุการณ์ที่ห้องน้ำบนเครื่องบินทุกห้องเสียหายอย่างหนัก จนผู้โดยสารต้องใช้ทางแก้ฉุกเฉินเพื่อลดความลำบาก

อั้นไว้ก่อน! ผู้โดยสารเครื่องบินไฟลต์สุดซวย เจอห้องน้ำพังยกลำตลอดทาง

เจ้าหน้าที่จากสนามบินเด็นปาซาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เผยว่าปัญหาเกิดขึ้นก่อนขึ้นบิน โดยห้องน้ำด้านท้ายลำของเครื่องบิน 737 MAX 8 ใช้งานไม่ได้และไม่สามารถซ่อมแซมได้ทันเวลา แม้จะพยายามหาทีมวิศวกรมารับมือ แต่ก็ไม่มีจำนวนเพียงพอ จึงตัดสินใจให้เที่ยวบินออกเดินทางตามกำหนดเดิม

สถานการณ์เลวร้ายเมื่อห้องน้ำหมดหนทางใช้งาน

ไม่นานหลังจากบินขึ้น อีกสองห้องน้ำที่เหลือก็เกิดปัญหาตามมา กลายเป็นว่า ไม่มีห้องน้ำใดใช้งานได้เลย จนส่งผลให้บรรยากาศบนเครื่องบินตึงเครียดอย่างหนัก ผู้โดยสารบางคนต้องใช้วิธีฉุกเฉินในการปัสสาวะ เช่น ใช้ขวดหรือพยายามยืนอยู่บนโถส้วมที่ติดอยู่กับตัวเครื่อง

หนึ่งในผู้โดยสารอายุมากอุทานว่าต้องปัสสาวะราดต่อหน้าผู้อื่น ทำให้รู้สึกอับอายอย่างมาก สิ่งที่ยากที่สุดคือต้องทนกลิ่นเหม็นอับที่เกิดจากการระบายของเหลวที่ซึมไปทั่วห้องโดยสาร จนบางจุดของเครื่องต้องปิดให้บริการชั่วคราว

สายการบินขอโทษและให้เครดิตคืนผู้โดยสาร

ภายหลังจากเหตุการณ์发生 สายการบินเวอร์จิน ออสเตรเลีย ได้ออกมาแถลงขออภัยต่อผู้โดยสารที่ประสบเหตุการณ์ และยืนยันว่าจะมอบเครดิตคืนในเที่ยวบินดังกล่าว รวมไปถึงการติดต่อวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ สหภาพแรงงานขนส่งแห่งออสเตรเลีย ยังได้เรียกร้องให้มีความโปร่งใสในเรื่องการบริหารความเสี่ยงและการให้ความปลอดภัยแก่ลูกเรือและผู้โดยสารมากขึ้น โดยกล่าวว่าอุตสาหกรรมสายการบินไม่ควรเน้นผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพของทุกฝ่าย

สรุปได้ว่า “อั้นไว้ก่อน!” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องตลก แต่เป็นการเตือนใจถึงความรับผิดชอบและความปลอดภัยที่ต้องมีในทุกเที่ยวบินของสายการบินมากมาย

หากคุณเคยเห็นข่าวอื่น ๆ ที่แปลกประหลาดบนเครื่องบิน อย่าลืมแชร์ให้เพื่อน ๆ ฟังด้วยนะ แล้วลองคิดดูเล่น ๆ ว่าถ้าเป็นคุณ คุณจะรับมือยังไง?

ที่มา – อั้นไว้ก่อน! ผู้โดยสารเครื่องบินไฟลต์สุดซวย เจอห้องน้ำพังยกลำตลอดทาง

กองทัพภาคที่ 2 เกาะติดทหารกัมพูชา หลังพบโดรนที่ช่องบก

สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เริ่มเข้มข้นขึぞนหลังจากที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงถึงการตรวจพบ โดรนของทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดจากฝ่ายทหารไทย

กองทัพภาคที่ 2 เกาะติดทหารกัมพูชา เตรียมตอบโต้ตามสถานการณ์

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงสถานการณ์แนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่ามีการตรวจพบ ความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อความพร้อมในการรับมือและตอบโต้ตามสถานการณ์

ชี้แจงข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ มีข่าวลือที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการใช้อาวุธเคมีของทหารไทย ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมหน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมอ้างว่าของไทยอาจใช้อาวุธเคมีในการปฏิบัติการอย่างลับๆ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด

กองทัพไทยมีนโยบายไม่พัฒนา ไม่ผลิต ไม่ครอบครอง และไม่ใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี การนำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ถือว่าเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง และมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนในประเทศกัมพูชา และอาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองภายในของพวกเขาเท่านั้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยยึดมั่นใน อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี อย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

การช่วยเหลือประชาขนและการดูแลกำลังพลบาดเจ็บ

กองทัพภาคที่ 2 ยังได้จัดการดูแลผู้อพยพจากพื้นที่เสี่ยง เขต อ.สุรินทร์ และ อ.อุบลราชธานี โดยปัจจุบันมียอดรวม 601 คน ที่ได้รับการ安置ใน 7 ศูนย์ถาวรชั่วคราว พร้อมทั้งมีการจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนของพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการมอบแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่โรงพยาบาลปราสาทและโรงพยาบาลสุรินทร์

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ยังคงเดินหน้าร่วมแจกสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือเด็กเล็ก ในศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส พร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมโลก เพื่อรักษามาตรฐานของความมั่นคง สันติภาพ และความปลอดภัยในภูมิภาคอย่างเต็มที่

เลือดเนื้อเดียวกัน อย่าลืมรักษาความสงบสุขไว้เหนือสิ่งอื่นใด เป็นหน้าที่ของเราทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เกาะติดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา เตรียมตอบโต้ตามสถานการณ์หลังพบโดรนที่ช่องบก

ทัพเรือภาคที่ 2 จับเรือลักลอบขนน้ำมันไม่ผ่านศุลกากร

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เรือ ต.266 ร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษของกองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 2 ได้ร่วมมือกับศูนย์รักษาความมั่นคงชายแดนทะเล (ศรชล.) ภาค 2 ในการจับกุมเรือประมงที่ถูกดัดแปลงเพื่อใช้บรรทุกน้ำมัน โดยมีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายน้ำมันโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร ณ บริเวณทะเลด้านทิศตะวันออกของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ห่างจากชายฝั่งประมาณ 60 กิโลเมตร

จากการตรวจสอบพบว่าภายในเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดีเซลในระวางจำนวน 8,000 ลิตร และมีลูกเรือ onboard จำนวน 3 คน หลังจากนั้นหน่วยดำเนินการควบคุมตัวลูกเรือและพาเรือกลับมายังท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทัพเรือภาคที่ 2 จับเรือลักลอบขนน้ำมันไม่ผ่านศุลกากร

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งเน้นย้ำถึงการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางทะเล เพื่อปกป้องทรัพยากรทางทะเลให้เป็นของคนไทยอย่างยั่งยืน

ความพยายามที่ต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล

นับเป็นความสำเร็จอีกหนึ่งกรณีสำคัญของทัพเรือภาคที่ 2 ที่ดำเนินการจับกุมเรือที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหรือขนส่งสินค้าทางทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมานี้ มีการจับกุมในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวน 2 ครั้ง โดยรวมแล้วพบน้ำมันที่ผิดกฎหมายจำนวน 28,000 ลิตร

  • เรือที่ถูกจับกุมมีการดัดแปลงโครงสร้างเพื่อใช้บรรทุกน้ำมัน
  • พบน้ำมันดีเซลกระชั้นในปริมาณมาก
  • มีการปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงชายแดนทะเล
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายตั้งแต่ต้นจนจบ

การกระทำผิดกฎหมายด้านภาษีและศุลกากรในพื้นที่ทะเลเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เพราะรายได้จากภาษีจะไม่ได้เข้าสู่ระบบราชการ การจับกุมเรือที่ลักลอบขนสินค้าโดยไม่ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมองว่า การดำเนินงานของทัพเรือภาคที่ 2 และหน่วยงานความมั่นคงชายแดนทะเลยังคงต้องรักษาความเข้มงวดและประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อลดเหตุการณ์ลักลอบขนสินค้าผ่านพ้นกฎหมายในทะเลอ่าวไทย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม: สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวและสถานการณ์ในพื้นที่ทางทะเล รวมถึงประกาศข้อกำหนดทางภาษี-ศุลกากร โดยกรมศุลกากร หรือหน่วยรักษาความมั่นคงชายแดนทะเล

หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการประมงหรือเรือบรรทุกสินค้า ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการขนส่งสินค้าผ่านหน่วยงานศุลกากร เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดหรือการถูกลงโทษทางกฎหมายอย่างรุนแรง

ที่มา – ทัพเรือภาคที่ 2 จับกุมเรือลักลอบจำหน่ายน้ำมัน ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ คนที่ 12

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยระบุว่า โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนที่ 12 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ คนที่ 12

นางอุดมพร เอกเอี่ยม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปี 2560 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารหน่วยงานสำคัญด้านพระพุทธศาสนา แทนตำแหน่งที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี

การแต่งตั้งครั้งนี้ นางอุดมพร จะเป็นผู้หญิงคนที่สองที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. โดยก่อนหน้านี้คือนางจุฬารัตน์ บุณยากร ที่เคยดำรงตำแหน่งนี้ในช่วงต้นปี พ.ศ.

ประวัติความเป็นมาของนางอุดมพร เอกเอี่ยม

นางอุดมพร เอกเอี่ยม เกิดปี 2512 มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารและการจัดการองค์กร โดยจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ระดับบัญชีบัณฑิต และต่อเนื่องด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การจัดการองค์กร)

  • เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ช่วงปี 2559
  • ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ระหว่างปี 2557
  • ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2560 เป็นเวลา 8 ปี

ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการบริหารงานระดับสูง นางอุดมพร ได้รับการยอมรับว่ามีความพร้อมพร้อมสำหรับตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่อย่างแท้จริง

ความสำคัญของตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนพระพุทธศาสนา รวมถึงการสื่อสารหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้แพร่หลายในวงกว้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดังนั้น การลงมือปฏิบัติของ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ อย่างนางอุดมพร เอกเอี่ยม จะมีผลต่อแนวทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมทางศาสนา โครงการอบรม การสนับสนุนวัดวาอาราม และการขับเคลื่อนวัฒนธรรมด้านพระพุทธศาสนาในสังคมไทย

ด้วยภูมิหลังทางการศึกษาและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการเงิน นางอุดมพร มีศักยภาพสูงในการบริหารจัดการองค์กรของรัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากผลงานและประสบการณ์ในตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา

การแต่งตั้ง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ ถือเป็นความเคลื่อนไหวใหม่ในการผลักดันนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเป็นพุทธ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของโลกต่อไป

หากคุณมีความสนใจต่อการพัฒนาวงการพระพุทธศาสนาของไทย ติดตามข่าวสารการดำเนินงานของ ผอ.สำนักพุทธฯ คนที่ 12 อย่างนางอุดมพร เอกเอี่ยม อย่างใกล้ชิด อาจทำให้คุณเข้าใจถึงการขับเคลื่อนนโยบายที่มีผลต่อความเคลื่อนไหวในวงกว้าง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ เป็น ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ คนที่ 12

ภาคเอกชน แนะ ส้ม-แดง ทิ้งเรื่องการเมือง เดินหน้าเพื่อประเทศ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กในฐานะนักธุรกิจคนหนึ่ง หลังจากที่นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง

ท่านได้แสดงความเห็นว่า การที่ “ส้ม-แดง” จะก้าวข้ามความขัดแย้งและจับมือกันเพื่อข้อตกลงเพื่อชาตินั้น จะดีกว่าการยึดติดกับเก้าอี้ หรือแก้แค้นกันไปมา ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถพักประเด็นบางเรื่องไว้ก่อน เช่น มาตรา 112 เพื่อให้เหลือพื้นที่ในการทำงานร่วมกัน

ภาคเอกชน แนะ ส้ม-แดง ทิ้งเรื่องการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้ง

นายอิศเรศ ระบุว่าควรมีการกำหนดกรอบเวลาและแนวทางปฏิบัติ (Roadmap) อย่างชัดเจน ว่าใครจะทำอะไร เมื่อไร และสามารถตรวจสอบได้อย่างไร เพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มั่นคง โปร่งใส และมีอนาคต

มุ่งสู่เสถียรภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างการเมืองใหม่

ที่สำคัญคือการมุ่งเน้นที่ภารกิจเร่งด่วน เช่น การฟื้นฟูเสถียรภาพของเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาการส่งออก ค่าเงิน และการลงทุนชายแดน นอกจากนี้ ควรมีการปรับโครงสร้างการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น

รวมถึงการปราบปรามการทุจริตแบบเชิงระบบ ตรวจสอบการเลือกตั้ง การจัดการที่ดินหลวง และการใช้อำนาจที่มิชอบ พร้อมจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีคุณภาพและได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ

  • จัดทำ MOU แบบเปิด ต่อหน้าประชาชน
  • ตรวจสอบความคืบหน้า เป็นรายไตรมาส
  • เปิด Platform ให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้จริง

หากทุกฝ่ายร่วมมือกันได้จริง ประเทศไทยจะสามารถกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการค้าในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแท้จริง ด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง และบทใหม่ของการเมืองที่ทิ้งความขัดแย้งในอดีตไว้ข้างหลัง

“นี่คือเวลาที่ ‘นักการเมืองธรรมดา’ ควรจะกลายเป็น ‘รัฐบุรุษ’ เพื่อประเทศชาติ” นายอิศเรศกล่าวสรุป พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเสียสละเพื่อแผ่นดิน เพราะประเทศเราได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมานานเกินไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะสร้างอนาคตใหม่ให้กับลูกหลานของเรา ด้วยการเมืองที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีเสถียรภาพ

หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางนี้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อเป็นเสียงหนึ่งที่เรียกร้องให้นักการเมืองทุกฝ่ายกลับมาเจรจาด้วยความจริงใจ

ที่มา – ‘ภาคเอกชน’ แนะ ‘ส้ม-แดง’ ทิ้งเรื่องการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้ง จับมือเดินหน้าเพื่อประเทศ

ญี่ปุ่นเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2569 สูงสุด 1.9 ล้านล้านบาท

ญี่ปุ่นเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2569 เป็นสถิติสูงสุด 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นข่าวที่สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายด้านความมั่นคงที่กำลังเปลี่ยนแปลงของประเทศผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจรายใหญ่ของโลก ในวันที่ 30 สิงหาคม รายงานจากสำนักข่าวซินหัวจากกรุงโตเกียวระบุว่า ญี่ปุ่นมีแผนที่จะจัดสรรงบประมาณกลาโหมในปี 2569 อยู่ที่ 8.7 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากงบประมาณเบื้องต้นปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 8.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท)

ญี่ปุ่นเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2569 เป็นสถิติสูงสุด 1.9 ล้านล้านบาท

งบประมาณดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนเสริมศักยภาพด้านกลาโหมระยะ 5 ปี ซึ่งมีวงเงินรวมประมาณ 43 ล้านล้านเยน (ราว 9.42 ล้านล้านบาท) และเป็นปีที่ 4 ในการดำเนินการตามแผนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นในการเสริมสร้างกำลังทางทหารในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศนี้มุ่งสู่เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้ถึง 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปีงบประมาณ 2570

การจัดสรรงบฯ สำหรับเทคโนโลยีการป้องกันที่ล้ำสมัย

ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นที่เปิดเผยถึงการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ โดยประมาณ 1 ล้านล้านเยน (ประมาณ 219,000 ล้านบาท) จะถูกใช้สำหรับการจัดหาขีปนาวุธโจมตีระยะไกล ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายที่ตั้งอยู่นอกระยะปฏิบัติการของศัตรู ขณะที่งบประมาณอีก 312,000 ล้านเยน (ประมาณ 68,500 ล้านบาท) จะจัดสรรเพื่อซื้อโดรนทางอากาศที่มีคุณสมบัติในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังพื้นที่ที่สำคัญ

การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นในระดับที่สูงถึงจุดสถิติในปี 2569 เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากการดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตและภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในรอบด้าน

การเพิ่มขึ้นของงบประมาณกลาโหมในญี่ปุ่นเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าใจว่าประเทศนี้กำลังปรับตัวให้เข้ากับfieldName ความลุ่มหลงข้องโลกในยุคใหม่ ด้วยการลงทุนในการป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีด้านกลาโหมขั้นสูงถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งภารกิจใหม่ด้านความมั่นคงระดับโลกของญี่ปุ่น

ที่มา – ญี่ปุ่นเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2569 เป็นสถิติสูงสุด 1.9 ล้านล้านบาท

กระบะแหกโค้งชนรั้วบ้าน โป๊ะแตกเจอยานรกคารถ คนขับเจ็บนิดเดียว ฉวยโอกาสเผ่นหนี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 30 สิงหาคม กลายเป็นที่กล่าวขวัญในพื้นที่เมืองระยอง เมื่อรถยนต์กระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน สีดำ 4 ประตู เกิดเสียหลักพุ่งชนรั้วบ้านที่ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทโค้งกรอกยายชา ก่อนจะพุ่งชนเสาเหล็กจนรถยับเยินและมีคนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

กระบะแหกโค้งชนรั้วบ้าน เปิดฉากความวุ่นวาย

ร.ต.ท.กำพล ทวีพันธ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง รับแจ้งเหตุจากผู้เห็นเหตุการณ์ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างพรกุศล และชุดสืบสวน บริเวณภายในรถ พบร่างชายวัยประมาณ 40 ปี มีบาดแผลถลอกเล็กน้อย พยายามคลานออกมาจากรถเพื่อขอความช่วยเหลือ

ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงรีบเข้าไปให้การช่วยเหลือและนำตัวไปส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาเบื้องต้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็巡察ภายในรถยนต์ แต่กลับเจอของแปลกที่ไม่คาดคิด

เจอยานรกคารถ คนขับหนีหาย

ระหว่างการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่พบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลที่ตกอยู่บนเบาะด้านหน้า เมื่อเปิดตรวจสอบพบว่าภายในกระเป๋านั้นซ่อนไว้ด้วย ยาเสพติดประเภทบ้า 200 เม็ด และ ไอซ์ประมาณ 5 กรัม บรรจุในถุงพลาสติกใส ซึ่งเป็นของกลางในวงการค้ายาเสพติดขนาดใหญ่

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเจ้าหน้าที่ คนขับซึ่งบาดเจ็บนิดเดียว กลับ ฉวยโอกาสเผ่นหนีหายอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งแต่รถยนต์ที่พังเสียหายไว้เป็นหลักฐาน

สถานการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสืบสวนสาเหตุ และขยายผลเพื่อตามจับ คนขับที่ประสบอุบัติเหตุและแอบหนี พร้อมกับนำของกลางที่ยึดได้มาพิสูจน์จำแนกในขั้นตอนต่อไป

  • รั้วบ้านพังเสียหายโดยสิ้นเชิง
  • สภ.เมืองระยองเข้าตรวจสอบทันที
  • ยึดยาเสพติดจากฝาแฝดรถยนต์
  • ผู้ขับแอบหนี ให้เจ้าหน้าที่ตามล่า

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า คนขับเป็นเอเย่นต์หรือพ่อค้ายาเสพติดในเครือข่ายแห่งหนึ่ง กำลังเดินทางมาส่งของกลางให้ลูกค้า แต่เกิดยางระเบิดขณะขับขี่ ทำให้รถเสียหลัก พุ่งชนรั้วบ้านจนรถ แตกราวกับหนังฉีก การแหกโค้งชนรั้วบ้านนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เจ้าหน้าที่ยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่ากฎหมายยังทำงาน และการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ก็เป็นห่วงเสมอ เพื่อความปลอดภัยของสังคม

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงสงสัยว่า หากไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น คนขับจะสามารถหลุดพ้นจากการจับกุมไปได้หรือไม่? ซึ่งคำตอบอาจต้องรอให้เจ้าหน้าที่สามารถตามจับตัวคนร้ายมาได้เสียก่อน

ที่มา – กระบะแหกโค้งชนรั้วบ้าน โป๊ะแตกเจอยานรกคารถ คนขับเจ็บนิดเดียว ฉวยโอกาสเผ่นหนี

ธนาธรยันทักษิณติดต่อขอพรรคประชาชนโหวตชัยเกษม

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวว่าได้พูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน โดยระบุว่า “ผมรู้ว่าหนียังไงก็หนีไม่พ้น ผมมามอบตัวเองเลยครับ”

ธนาธรยันทักษิณติดต่อขอพรรคประชาชนโหวตชัยเกษม

ประธานคณะก้าวหน้าเปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 30 สิงหาคม ได้คุยกับนายทักษิณจริง โดยนายทักษิณติดต่อมาตั้งแต่วันก่อนหน้า เพื่อปรึกษาเรื่องการให้พรรคประชาชนโหวตหนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยคนที่ 3 ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่

ธนาธรกล่าวว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว คือเงื่อนไขการสนับสนุน (T.O.R.) ระบุสองข้อหลัก ได้แก่

  • ยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน
  • จัดทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว

พรรคร่วมไม่มีใครฟอร์มรัฐบาลได้

“เราบอกทักษิณไปว่าถ้าเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ ก็ไปคุยกับพรรคประชาชนได้เลย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการ” นายธนาธรระบุ

ในส่วนที่มีข่าวว่านายสุริยะและนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าไปเจรจาเรื่องการโหวต ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวว่า แม้ทั้งสองจะเป็นญาติกัน แต่ไม่มีการติดต่อหรือเจรจาในเรื่องนี้แต่อย่างใด

เมื่อถามถึงทางเลือกในการโหวตนายกฯ คนใหม่ ธนาธรย้ำว่า เงื่อนไขที่พรรคประชาชน提出 ไม่ได้เกิดจากความต้องการอำนาจ แต่เป็นแนวทางที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสภาในชุดนี้ไม่มีกลุ่มการเมืองใดมีความชอบธรรมและเสถียรภาพเพียงพอจะนำประเทศไปข้างหน้า

“ทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดคือการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาฯ” นายธนาธรกล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า หากพรรคภูมิใจไทยหรือเพื่อไทย สามารถดำเนินการตามเงื่อนไข.party ประชาชนได้จริง ก็พร้อมรับฟังข้อเสนอ

กรณีที่อาจมีการเซ็นบันทึกความเข้าใจก่อนแล้วฉีกภายหลัง ธนาธรให้เหตุผลว่า ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เพราะหากพรรคไหนสัญญาแล้วไม่ทำตาม ก็ต้องกลับมาเผชิญประชาชน

สำหรับคำถามว่าระยะเวลา 4 เดือนจะเพียงพอเพื่อจัดทำประชามติหรือไม่ ธนาธรมั่นใจว่า หากมีเจตจำนงที่แท้จริง สามารถดำเนินการได้ภายในกรอบเวลานี้

หากใครสนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ธนาธรยันทักษิณติดต่อขอพรรคประชาชนโหวตชัยเกษม สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวหลักอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘ธนาธร’ ยัน ‘ทักษิณ’ ติดต่อมาจริง คุยขอให้พรรคประชาชนโหวตหนุน ‘ชัยเกษม’ เป็น ‘นายก ฯ’ คนต่อไป

เศรษฐกิจอินเดียไตรมาสที่สองโต 7.8% หวั่นผลกระทบ ‘ภาษีทรัมป์’ ครึ่งปีหลัง

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสถิติประเทศอินเดีย ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียในไตรมาสที่สองของปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.8 เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่สุดในเอเชีย โดยการเติบโตในระดับนี้มากกว่าไตรมาสแรกที่เติบโตเพียงร้อยละ 7.4

เศรษฐกิจอินเดียไตรมาสที่สองโต 7.8% หวั่นผลกระทบ ‘ภาษีทรัมป์’ ครึ่งปีหลัง

ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอินเดียมาจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ภาคการผลิตที่ฟื้นตัวดี และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ยังสนับสนุนให้อินเดียอยู่ในตำแหน่งเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำประเทศอินเดีย ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา

ส่งออกชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ส่งออกสินค้าของอินเดียไปยังสหรัฐในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมที่ผ่านมาเกิดการชะลอตัว สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ส่งออกเร่งทำรายการให้ทันก่อนกำหนดเส้นตายของภาษี และอีกส่วนมาจากการเติบโตของสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น ไอโฟน ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากอินเดีย

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หากมาตรการภาษีนำเข้า 50% ของสหรัฐที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของอินเดียอย่างมาก โดยกลุ่มวิจัยการค้าโลกในกรุงนิวเดลี ระบุว่า หากภาษีศุลกากรยังคงดำเนินต่อไป มูลค่าการส่งออกของอินเดียจะลดลงจาก 86,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 49,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • อินเดียเติบโต 7.8% ในไตรมาส 2
  • เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาครัฐและภาคการผลิต
  • ส่งออกชะลอตัวจากผลกระทบภาษีของทรัมป์
  • ผลกระทบครึ่งปีหลังอาจเพิ่มขึ้น

แม้ว่า เศรษฐกิจอินเดียไตรมาสที่สองโต 7.8% หวั่นผลกระทบ ‘ภาษีทรัมป์’ ครึ่งปีหลัง จะดูเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่ในระยะยาวหากภาษีศุลกากรยังไม่ผ่อนคลาย อาจกระทบต่อการเติบโตของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นหลัก

หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการ ควรติดตามนโยบายระหว่างประเทศให้ใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – เศรษฐกิจอินเดียไตรมาสที่สองโต 7.8% หวั่นผลกระทบ ‘ภาษีทรัมป์’ ครึ่งปีหลัง

สิรวิชญ์ คว้าทองสปรินท์เยาวชน จาย ได้เงิน

ในการแข่งขันจักรยานประเภทลู่นานาชาติ “แทร็ก เอเชีย คัพ 2025” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เวลโลโดรม สนามกีฬาแห่งที่ 2 โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้รับการลงทะเบียนในระบบ Class1 ของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) มีการเก็บคะแนนอันดับโลก ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

สำหรับผลการแข่งขันในรายการสปรินท์รุ่นเยาวชนชาย มีความโดดเด่นจาก สิรวิชญ์ แสนใส นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทย โดยสามารถคว้าชัยชนะเหนือ จอง ซองวุค จากทีมบูชอน ไฮสกูล เกาหลีใต้ ได้สำเร็จในรอบชิงชนะเลิศทั้ง 2 เที่ยว ส่วนในคู่ที่สาม เป็นของดิอาส บาซาร์เบคอฟ ทีมชาติคาซัคสถานที่เอาชนะ นายรัชต รัชตธาดา นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทย 2-0 เที่ยว

สิรวิชญ์ คว้าทองสปรินท์เยาวชน จาย ได้เงิน

ในรายการสปรินท์รุ่นประชาชนชาย ได้เห็นผลงานโดดเด่นจาก “จาย” อังค์สุธาสาวิทย์ นักปั่นทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และพบกับโมฮัมหมัด อาซีซุลฮัซนี บิน อาวัง จากมาเลเซีย ซึ่งเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ด้วยการเอาชนะคู่แข่งไป 2-1 เที่ยว

แต่ในรอบชิงแชมป์ เจ้าตัวพลาดท่าต่อฉือ เฟิง คัง นักปั่นจากไต้หวัน ถึงแม้จะสู้เต็มที่แต่ก็ต้องพ่ายไป 2-0 ได้รับเพียงเหรียญเงิน ส่วนเหรียญทองตกเป็นของนักปั่นไต้หวัน ขณะที่เหรียญทองแดงไปอยู่กับโมฮัมหมัด อาซีซุลฮัซนี บิน อาวัง ที่เอาชนะ จุง โฮจิน ทีมอุลซาน เกาหลีใต้ ทั้ง 2 เที่ยว

สิรวิชญ์ คว้าทองสปรินท์เยาวชน

สำหรับรายการ สิรวิชญ์ คว้าทองสปรินท์เยาวชน จาย ได้เงิน ยังรวมถึงการแข่งขันรุ่นอื่น ๆ อย่างสปรินท์รุ่นเยาวชนหญิง ซึ่งมีแถลงการณ์จากนักกีฬาทีมชาติคือ ไอเกริม สมายล์กาโนวา ทีมชาติคาซัคสถานที่คว้าเหรียญทอง อาลีนา บัคซีวา ทีมชาติอุซเบกิสถาน และเหรียญทองแดงเป็นของ น.ส.กวินนาฎ เครือทอง นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทย

ในรุ่นประชาชนหญิง เหรียญทองตกเป็นของนักปั่นออสเตรเลีย มอลลี่ แม็คกิลล์ รองลงมาคือโช ซอนยอง จากทีมซังจู ซิตี้ ไซคลิง เกาหลีใต้ และเหรียญทองแดงของโซฟี่ วัตต์ นักปั่นออสเตรเลีย

การต่อสู้พลังเยาวชนไทย

นอกจากนี้ยังมีรายการเปอร์ซูตบุคคล 3 กม. รุ่นเยาวชนชาย ซึ่งแชมป์โลกครั้งนี้เป็นของอามิรี อับดุลลาห์ ยูซุฟ เวลา 3.28.618 นาที ส่วนรองแชมป์เป็นของ นายพีรวัส วิทิตพนิตพันธ์ นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทย เวลา 3.39.376 นาที และอันดับสามเป็นของอาร์ลัน เยริค นักปั่นทีมชาติคาซัคสถาน เวลา 3.39.088 นาที

สิรวิชญ์ คว้าทองสปรินท์เยาวชน จาย ได้เงิน ถือเป็นผลการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่สำหรับวงการจักรยานไทย โดยเฉพาะนักปั่นรุ่นเยาวชนที่ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มตัวและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในการสานต่อนโยบายกีฬาของประเทศ

หากคุณหลงใหลในข่าวสารกีฬา รวมถึงความสำเร็จของนักกีฬาไทย ติดตามได้เพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์กลางกีฬาประเทศไทย

ที่มา – “สิรวิชญ์” คว้าทองสปรินท์รุ่นเยาวชน- “จาย” ได้เหรียญเงิน