ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดตัวเลขล่าสุด สส.หนุน ‘เสี่ยหนู’นั่งนายกฯ 283 เสียง

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ เพื่อผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “เสี่ยหนู” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในภายวันนี้

สถานการณ์ล่าสุดระบุว่า การตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ได้รับความเห็นพ้องต่อรองกันไปบ้างแล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยได้ลงนามหลักการร่วมกับพรรคประชาชน และอยู่ในช่วงการประชุมเพื่อระบุเวลาอย่างเป็นทางการที่จะลงนามข้อตกลงอย่างสร้างสรรค์เพื่อยืนยันความร่วมมือ คาดกันว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์หน้า พร้อมกับการเตรียมการนำเสนอนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 หรือ 4 กันยายน ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับกำหนดการของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เปิดตัวเลขล่าสุด สส.หนุน ‘เสี่ยหนู’นั่งนายกฯ 283 เสียง

การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจดังกล่าวมีเสียงสนับสนุนจากภาคส่วนที่หลากหลาย ซึ่งขณะนี้เพิ่งสรุปได้ว่าเสียงที่ให้การสนับสนุนเป็นประมานกว่า 90% ของสภาผู้แทนราษฎร รวมมูลค่าเสียงไว้ที่เชิงเป็นจำนวนทั้งสิ้น 283 เสียง ซึ่งประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียง และพรรคเป็นธรรมอีก 1 เสียง

พรรคเพื่อไทยยังเจอปัญหาภายใน

ท่ามกลางความคืบหน้าของพรรคภูมิใจไทยในเรื่องนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองจากการที่พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญปัญหาแบบเห็นต่างกันภายในพรรค สส.หลายคนจากพรรคกล้าธรรมและบางกลุ่มในเพื่อไทยได้เริ่มแสดงพฤติกรรมเชื่อมโยงเข้าหากลุ่มผู้นำภูมิใจไทย โดยมีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าอยู่ระหว่างสร้างเสียงสนับสนุนจำนวนหนึ่งแล้ว ทำให้ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการรอต้อนรับเสียงเพิ่มเติมจากฝ่ายนี้ด้วย

อีกประเด็นคือ ความกังวลเกี่ยวกับการยุบสภาของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีแผนจะดำเนินการอย่างนั้น พวกเขาเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่เตรียมพร้อมต่ำที่สุดสำหรับการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคะแนนนิยมและขาดความมั่นใจจากประชาชนมากกว่า

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยต้องดูแลและจัดการอย่างรอบคอบ ด้วยการผ่านข้อตกลงเพื่อสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเข้าสู่การบริหารประเทศ สิ่งสำคัญคือเสียง 283 เสียงที่กำลังส่งต่อคือโอกาสใหม่ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นอนาคตของประชาชนไทยทั้งประเทศ

ภาพรวมที่เกิดขึ้นวันนี้จึงเป็นภาพของประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกเขียน อนาคตของนายอนุทินอาจเริ่มเปลี่ยนแปลง และประเทศไทยอาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง หากสถานการณ์ดำเนินต่อตรงเส้นนี้

ที่มา – เปิดตัวเลขล่าสุด สส.หนุน ‘เสี่ยหนู’นั่งนายกฯ 283 เสียง

ปภ.ประสาน 46 จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศให้ 46 จังหวัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก ที่อาจทำให้เกิด น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน 2568 นี้ โดยได้ประสานงานกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ปภ.ประสาน 46 จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม

ตามประกาศที่ 2/2568 ของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ระบุว่า พายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ตอนกลางมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนในช่วงค่ำของวันที่ 30 สิงหาคม ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ร่วมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่แรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และมากกว่า 3 เมตรในพื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนอง

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม

สำหรับพื้นที่ที่ ปภ.ประสาน 46 จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ในช่วงวันดังกล่าว มีการแบ่งพื้นที่เฝ้าระวังตามวันที่แตกต่างกันออกไป

  • วันที่ 30 ส.ค. 2568 ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ ภาคอีสาน จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จังหวัดจันทบุรี และตราด ภาคใต้ จังหวัดชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต
  • วันที่ 31 ส.ค. 2568 เพิ่มจังหวัดในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก และภาคกลาง เช่น ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และระยอง
  • วันที่ 1 ก.ย. 2568 มีการปรับพื้นที่เฝ้าระวัง ตามแนวโน้มข้อมูลจากกรมอุตุฯ โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลาง เช่น สระบุรี อยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ และกระบี่

เฝ้าระวังคลื่นลมแรงตามแนวชายฝั่ง

นอกจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ยังมีการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงคลื่นลมแรงตลอดช่วง 30 ส.ค. – 2 ก.ย. 2568 ที่อำเภอชายฝั่ง เช่น

  • ภาคกลาง อำเภอเมืองชลบุรี ศรีราชา เกาะสีชัง บางละมุง สัตหีบ (จ.ชลบุรี) รวมถึงอำเภอเมืองระยอง บ้านฉาง แกลง
  • ภาคใต้ อำเภอเมืองระนอง สุขสำราญ กะเปอร์ (จ.ระนอง) และอำเภอเกาะยาว ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า คุระบุรี (จ.พังงา)

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำ และระดับน้ำในแม่น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ถ้ำน้ำตก และถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงต้องปิดพื้นที่และไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไป โดยพร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และมีทีม ERT ครัวจักรกลสาธารณภัย และอุปกรณ์พร้อมเข้าช่วยเหลือได้ในการ

เพื่อความปลอดภัยขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมภายในครัวเรือน และมีแผนอพยพในกรณีฉุกเฉินหากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ความระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญที่พลเมืองทุกคนควรมีเพื่อป้องกันความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ปภ.ประสาน 46 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ส.ค. – 2 ก.ย. นี้

จับตา ‘ประชาธิปัตย์’ ประชุมกก.บห. 31 ส.ค. ถกแนวทางพรรคช่วงการเมืองเปลี่ยน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวได้รายงานว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งหนังสือเชิญคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) ของพรรคประชาธิปัตย์ให้เข้าร่วมการประชุมในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยระบุว่า มีการเรียกประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ และเตรียมแนวทางในการขับเคลื่อนพรรคในสภาวการณ์ใหม่

จับตา ‘ประชาธิปัตย์’ ประชุมกก.บห. 31 ส.ค. ถกแนวทางพรรคช่วงการเมืองเปลี่ยน

ในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่มีข่าวลือถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายคนในพรรคที่อาจมีการปรับแนวร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายพรรคและการเลือกท่านอื่นเป็นนายกฯ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูก拿出来หารือในการประชุมครั้งนี้ คือ กระแสข่าวที่ว่า สส. ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนอาจมีแนวโน้มหันไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความตื่นตัวอย่างมากภายในบ้านใหญ่ของพรรคฯ

การจัดประชุมคณะกรรมการบริหารในครั้งนี้โดยมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้เชิญ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีความสำคัญมาก จึงจำเป็นต้องปรึกษาหารือระดับบริหารเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

  • สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน
  • ความเป็นไปได้ของการปรับแนวทางพรรค
  • การตอบสนองต่อกระแสข่าวภายในพรรค
  • การยืนยันแนวทางด้านการเมืองในอนาคต

ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นี้ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคาดว่าจะออกมาตรการหรือแนวทางใหม่เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านยุทธศาสตร์ การสื่อสาร และการปรับตัวภายในองค์กร

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ก็ต้องพร้อมรับมือทุกสถานการณ์อย่างมีวิสัยทัศน์ เพื่อรักษามั่นคงภาพในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะเผยให้เห็นภาพอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ และการจัดแถวอำนาจในระบบการเมืองไทยในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

ติดตามการประชุมและอัปเดตข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะการเมืองไทยมีอะไรเปลี่ยนได้ในเวลาใดก็ได้!

ที่มา – จับตา ‘ประชาธิปัตย์’ ประชุมกก.บห. 31 ส.ค. ถกแนวทางพรรคช่วงการเมืองเปลี่ยน

อัตราว่างงาน ‘เยอรมนี’ ทะลุ 3 ล้านคน สูงสุดในรอบ 10 ปี

เยอรมนีเผชิญกับวิกฤติการจ้างงานครั้งใหม่เมื่อสำนักงานจัดหางานของรัฐบาลระบุว่า อัตราว่างงานในประเทศทะลุถึงระดับ 3.025 ล้านคนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้น 46,000 คนจากเดือนก่อนหน้าและเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 โดยคิดเป็นสัดส่วน 6.4% เพิ่มขึ้นจาก 6.3% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

อัตราว่างงาน ‘เยอรมนี’ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลัก

นางอันเดรีย นาห์เลส หัวหน้าสำนักงานจัดหางานของเยอรมนี ชี้แจงว่า ปัญหาหลักเกิดจากภาคอุตสาหกรรมซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจเยอรมนี กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากการดำเนินนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สาเหตุการสูญเสียตำแหน่งงาน

รายงานจากบริษัทที่ปรึกษา “อีวาย” เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมของเยอรมนีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือแวดวงรถยนต์ โดยมีการเลิกจ้างกว่า 50,000 ตำแหน่ง และรวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกกว่า 60,000 ตำแหน่งภายในปีเดียว เหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

  • อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 46,000 คนในหนึ่งเดือน
  • ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
  • ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบมากที่สุด
  • อุตสาหกรรมรถยนต์สูญเสียงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง

นายธีโล บรอดท์แมน ประธานสมาคมผู้ผลิตเครื่องจักร “วีดีเอ็มเอ” กล่าวว่า ตัวเลขอัตราว่างงานในตอนนี้เป็นสัญญาณเตือนภัย รัฐบาลควรเร่งปรับผ่อนคลายกฏระเบียบและลดต้นทุนการดำเนินงานให้กับภาคธุรกิจ เพราะหากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจัง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว

แผนฟื้นฟูแรงงานในอนาคต

ด้านนางแบร์เบล บาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเยอรมนี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังจัดสรรงบประมาณหลายแสนล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างโอกาสทาง就业 ให้กับแรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน พร้อมกล่าวว่า “รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างทั้งลูกจ้างและภาคอุตสาหกรรม”

อัตราว่างงาน ‘เยอรมนี’ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว แม้จะมีแผนฟื้นฟูบางส่วน แต่ความคงที่ของตลาดแรงงานในระยะยาวยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ดีขึ้นได้โดยการอัปเดตข่าวสารด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนอนาคตได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ที่มา – อัตราว่างงาน ‘เยอรมนี’ สะสมทะลุ 3 ล้านคน สูงที่สุดในรอบ 10 ปี

ยายล้มเลือดคั่งสมองเสียชีวิต ญาติบริจาคดวงตาช่วยผู้อื่นได้ 2 คน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ศูนย์บริจาคอวัยวะ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดพิธีมอบหรีดเคารพศพและประกาศเกียรติคุณให้แก่ นางแต๋ว เพ็งชัยศรี อายุ 72 ปี ผู้เสียชีวิตจากอาการเลือดคั่งในสมอง ที่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 3 ต.น้ำร้อน อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ โดยญาติได้ตัดสินใจบริจาคดวงตา 2 ข้าง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอีก 2 คน ได้มีโอกาสมองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง

ยายล้มเลือดคั่งสมองเสียชีวิต ญาติบริจาคดวงตาช่วยผู้อื่นได้ 2 คน

นางบุญรัตน์ ขุนปิ่น ลูกสาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ปกติแล้วคุณแม่สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันหรือเบาหวาน แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณแม่มีอาการหน้ามืดและหมดสติ จึงถูกรีบนำส่งโรงพยาบาลวิเชียรบุรี ก่อนจะถูกส่งต่อมาที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์

จากการตรวจเอกซ์เรย์พบว่า มีเลือดคั่งในสมองปริมาณมาก ทำให้จำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ทั้งหมดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น คุณแม่ก็ไม่ฟื้นตัวอีกเลย พยาบาลจึงมาแจ้งให้ครอบครัวทราบเกี่ยวกับโครงการบริจาคอวัยวะ

การบริจาคเป็นบุญใหญ่ สร้างประโยชน์ต่อชีวิต

นางบุญรัตน์เห็นว่า การบริจาคเป็นเรื่องที่ดี เป็นการทำบุญครั้งสำคัญในช่วงท้ายชีวิตของคนเรา จึงตัดสินใจบริจาคอวัยวะทุกส่วนที่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ แต่เนื่องจากอายุของคุณแม่มาก จึงสามารถบริจาคได้เฉพาะดวงตา 2 ข้าง ซึ่งสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ตาบอดได้อีก 2 คน

นางบุญรัตน์กล่าวว่า เชื่อว่าการบริจาคนี้จะเป็นบุญนำดวงวิญญาณของแม่ไปสู่ภพภูมิที่ดี และหากมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง ก็ขอให้ชาติหน้าได้กลับมาเป็นแม่ลูกกันอีก ดูแลกันเหมือนเดิม

โรงพยาบาลเผยถึงความเป็นไปได้ในการบริจาค

นายแพทย์ศิริชัย สรธัชธำรง รองผู้อำนวยการภารกิจด้านพัฒนาระบบบริการและสนับสนุนบริการสุขภาพ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า กรณีนี้คุณยายอายุมาก ทำให้สมองตายหลังผ่าตัด จึงต้องเข้ากระบวนการพูดคุยกับญาติเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ เพื่อนำไปช่วยคนอื่น

แม้จะสามารถใช้อวัยวะเพียงบางส่วนได้ แต่เพียงการบริจาคดวงตา 2 ข้าง เท่านั้น ก็เพียงพอที่จะ “ให้ชีวิตใหม่” แก่ผู้ป่วยตาบอดอีก 2 คน ซึ่งถือเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ ของท่านและครอบครัว

  • บริจาคดวงตาสามารถช่วยให้ผู้ป่วยตาบอดกลับมาเห็นได้
  • แม้ผู้บริจาคมีอายุสูงก็ยังสามารถใช้ส่วนที่ยังดีอยู่ได้
  • กระบวนการบริจาคเป็นการสร้างบุญที่สุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุด
  • องค์กรสาธารณสุขพร้อมสนับสนุนและให้เกียรติผู้บริจาคทุกกรณี

การบริจาคอวัยวะไม่เพียงช่วยรักษาโรคที่ยากจะเยียวยา แต่ยังเป็นการสานต่อชีวิตและความหวังของผู้อื่นอย่างแท้จริง การที่ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถตัดสินใจบริจาคดวงตาไว้ในเวลาอันสั้น นับเป็นมุมสวยของความเมตตามนุษยธรรม

หากคุณกำลังมองหาทางให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น การตัดสินใจบริจาคอวัยวะ ไม่ว่าจะเป็น眼角膜 หัวใจ ไต หรืออื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีความหมายและช่วยชีวิตผู้อื่นได้จริง

ขอขอบคุณความเมตตาจากท่านและครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ปล่อยใจเป็นธรรมให้กับชีวิต และแบ่งปัน “ดวงตา” เพื่อให้เกิดแสงสว่างแก่ผู้อื่นอีกครั้ง

ที่มา – ยายล้มเลือดคั่งสมองเสียชีวิต ญาติบริจาคดวงตา 2 ข้าง ช่วยผู้อื่นได้อีก 2 คน

เตือน! มิจฉาชีพอ้างกรมขนส่งฯ ทำใบขับขี่ผ่านเพจปลอม

เพื่อนๆ ต้องระวัง! ช่วงนี้มี มิจฉาชีพ สร้างเพจปลอมอ้างเป็นทางการของ กรมขนส่งฯ โดยอ้างว่าสามารถ รับทำใบขับขี่ ได้ทุกชนิด ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องมายื่นเอกสารเอง แค่โอนเงินเข้าบัญชีก็ได้ใบ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเพียงการหลอกลวงเพื่อ ดึงข้อมูลส่วนบุคคล และเอาเงินไปเสียเปล่า!

เตือน! มิจฉาชีพอ้างกรมขนส่งฯ ทำใบขับขี่ผ่านเพจปลอม

จากข้อมูลที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) รายงานในช่วงวันที่ 22 – 28 สิงหาคม 2568 พบว่าข่าวอันดับ 1 ที่ประชาชนสนใจและส่งต่อมากที่สุด คือเรื่อง “กรมขนส่งทางบกรับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบ” ผ่านเพจชื่อดังอย่าง “มาราตรี” และเพจอื่นๆ อีกหลายเพจ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อมูลบิดเบือนที่ไม่เป็นความจริง

ทำไมต้องระวัง?

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ประสานกับ กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบแล้ว และได้ยืนยันว่า ไม่มีการให้บริการ รับทำใบขับขี่ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียใดๆ เลย การขอทำหรือต่ออายุใบขับขี่จำเป็นต้องดำเนินการด้วยตนเองที่สำนักงานขนส่งที่ใกล้บ้านเท่านั้น

หากคุณเห็นเพจใดโพสต์ข้อความในลักษณะนี้ หรือมีการขอเงินเพื่อจ่ายค่าทำใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์ ขอเตือนไว้ก่อนว่า “มีธุรกิจหลอกลวงแน่นอน” อย่าเพิ่งกดแชร์ หรือติดต่อหรือโอนเงินให้ใครก่อนตรวจสอบข้อมูลให้ดี!

วิธีป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ

  • ตรวจสอบเว็บไซต์หรือเพจอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐก่อนเชื่อข่าวใดๆ
  • อย่าโอนเงินให้ใครก่อนตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
  • ปิดการมองเห็นของโพสต์ที่น่าสงสัย หรือรายงานเพจทันที
  • สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

การมีความรู้เท่าทันข่าวปลอมไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันตัวคุณเอง แต่ยังช่วยลดผลกระทบทางสังคมในวงกว้าง หากทุกคนช่วยกันไม่แชร์ข่าวมั่วซั่ว ก็จะเป็นการลดบทบาทของมิจฉาชีพลงได้อย่างมาก

เมื่อเจอกับข่าวลวงที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวอย่างเรื่อง ใบขับขี่ ควรปฏิเสธทันที เพราะนอกจากจะทำให้เสียเงิน อาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น สมัครสินเชื่อ หรือเปิดบัญชีปลอมได้

เพราะความรู้ของเรา คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด!

ที่มา – เตือนภัย! “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล

ท็อป ดารณีนุช เตือนอย่าเพิ่งวางใจ ภาวนาให้บ้านเมือง

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้เป็นกระแสแรงมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า“อิ๊งค์ – แพทองธาร ชินวัตร” จะต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะถูกวินิจฉัยว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้เก้าอี้ผู้นำของประเทศสั่นคลอน และสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง

ไม่ทันใดนัก ดาราดังคนหนึ่งอย่าง “ท็อป – ดารณีนุช” ก็ออกมาแสดงจุดยืนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยโพสต์ภาพพร้อมคำเตือนใจผ่านข้อความว่า “อย่าเพิ่งวางใจ หลังจากนี้อยากให้ชาวไทย รักษาศีล ภาวนาทำบุญส่งให้ประเทศชาติบ้านเมืองมีกำลังแห่งความดีคุ้มครอง” เป็นข้อความที่เต็มไปด้วยพลังบวกและเจตจำนงดีต่อชาติ

ท็อป ดารณีนุช ชวนรวมบุญเพื่อบ้านเมือง

ภายใต้โพสต์โค้งนั้น “ท็อป ดารณีนุช” ยังได้เผยว่า “ประเทศไทยเรายังมีบุญบารมี มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แต่กำลังแห่งความดีงาม ก็ต้องอาศัยคุณธรรมจริยธรรมของคนในชาติให้มีน้ำหนักอยู่ในฝั่งสัมมาทิฐิมากกว่ามิจฉาทิฐิ” เรียกได้ว่าเป็นข้อคิดดี ๆ ที่เตือนสติให้ทุกคนได้ตั้งจิตสงบ แสวงบุญสร้างกุศล เพื่อชาติบ้านเมืองที่มั่นคงในช่วงเวลานี้

การเมืองเปลี่ยน แต่คุณธรรมควรอยู่เสมอ

ยิ่งในยุคที่การเมืองมีความปั่นป่วน “เรา” ในฐานะพลเมืองคนไทย ยิ่งควรมีการรวมจิต รวมใจ และส่งพลังบวกไปยังแผ่นดินของเรา ท็อป ดารณีนุช ย้ำว่า “ความดีงาม ความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน ก็ต้องพึ่งอาศัยพลังงานดีจากพวกเราชาวไทยทุกคนร่วมกัน รวมจิต รวมใจกันสร้างให้มั่นคงแข็งแรง” ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณสำคัญของชาติไทย

แพลตฟอร์มโซเชียลก็พุ่งเข้าชื่นชมและให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม หลายคนเห็นด้วยว่า “ท็อป ดารณีนุช” ถือเป็น celebrity คนหนึ่งที่เปิดเผยใจผ่านศิลปะและศาสนา และให้ข้อคิดดี ๆ แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปในเวลาที่สังคมต้องการความสมดุล รวมถึงการแสวงหาแนวทาง xứคติเพื่อให้สังคมได้สงบสุข

พูดได้ว่า “ท็อป ดารณีนุช” ยังคงเป็นเสียงแห่งความหวังและแรงผลักดันที่ชวนให้คนไทย “ตั้งจิต ตั้งใจ และตั้งวารีทางธรรม” ในยุคที่ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน

จนกว่าการเมืองจะคลี่คลาย จนกว่าท้องฟ้าจะสดใส หวังว่า “ความดี” จะเป็นแสงนำทางให้ทุกคนได้กลับมารักษาศีล ภาวนา และทำบุญกันอีกครั้ง เพื่อให้บ้านเมืองนี้มั่นคง สงบ และมีความสุข

ที่มา – ‘ท็อป ดารณีนุช’ เตือนสติคนไทย อย่าเพิ่งวางใจ ภาวนาให้ความดีคุ้มครองบ้านเมือง

มดดำ โพสต์ภาพคู่ อิ๊งค์ หลังพ้นเก้าอี้นายกฯ ปมสนทนา ฮุนเซน

เมื่อเร็ว ๆ นี้กระแสข่าวเกี่ยวกับกรณีที่ “อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร” ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการสนทนาลับกับ “สมเด็จฮุนเซน” ผู้นำประเทศกัมพูชา ได้กลายเป็นประเด็นร้อนระเบิดตู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในรายละเอียดปรากฏว่า อิ๊งค์มิได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ศาลออกคำวินิจฉัยว่าเขาขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกฯ

มดดำ โพสต์ภาพคู่ อิ๊งค์ แสดงการสนับสนุน

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่เงียบไปบ้าง ลุกลามไปบ้าง บนโซเชียลมีเดียของ “มดดำ คชาภา” หรือ อภิรัตน์ คุ้มภัย พิธีกรชื่อดังก็ได้เคลื่อนไหวอย่างน่าประทับใจ โดยในโพสต์ล่าสุด เขาได้อัปโหลดภาพคู่กับ อิ๊งค์ แพทองธาร พร้อมกับแคปชันสั้น ๆ สื่อสารความรักและความห่วงใยอย่างชัดเจนว่า “ขอส่งกำลังใจไป รักเสมอ และรักตลอดไป” นับเป็นการส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมาถึงการยืนข้างเพื่อนสนิทในยามที่เจ้าตัวกำลังเผชิญกับมรสุมทางการเมือง

โพสต์นี้สะท้อนอะไรกับประชาชน?

การกระทำของ “มดดำ” ที่ออกมาแสดงความเห็นอกเห็นใจและส่งกำลังใจให้ “อิ๊งค์” หลังตกเป็นข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ รวมไปถึงสถานะทางการเมืองอย่างหนัก ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าแม้บรรยากาศในวงการเมืองจะตึงเครียดเพียงใด พวกเขายังคงมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นไม่วายสลาย

ภาพถ่ายที่โพสต์ลงบนโซเชียลยังได้รับการแชร์และถูกกล่าวขวัญอย่างกว้างขวางจากแฟนคลับทั้งในและนอกแวดวงการเมืองหลายราย บางคนมองว่าเป็นการสื่อสารเงียบ ๆ ผ่านสื่อสังคม แสดงถึงความจงรักภักดีและความเป็นเพื่อนแท้ ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่า หากดูจากเนื้อหาและเวลาในการโพสต์ อาจมีเจตนาทางการเมืองแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

  • “อิ๊งค์” พ้นจากตำแหน่งนายกฯ หลังศาลตัดสินขาดคุณสมบัติ
  • มดดำ เผยภาพคู่ อิ๊งค์ สื่อถึงกำลังใจในช่วงวิกฤต
  • ปมคุยลับกับ “สมเด็จฮุนเซน” ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก

ไม่ว่าจะมีมุมมองใด การออกมาของ “มดดำ” ในครั้งนี้ได้เปิดฉากตัวชี้ขาดถึงความเป็นเพื่อนแท้ระหว่างเขากับ “อิ๊งค์” อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาเป็นที่จับตามองของสาธารณชนจากมิตรภาพแนบแน่นมายาวนาน

ในเมื่อหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไป คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากหากเป้าหมายและบทบาทใหม่ ๆ ของ “อิ๊งค์” จะค่อย ๆ เผยให้เห็นในภายภาคหน้า ด้วยการสนับสนุนอย่าง “มดดำ” อาจเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญให้เขาพร้อมเดินหน้าต่อในเส้นทางใหม่แห่งอนาคต

หากคุณยังเป็นผู้ติดตามเรื่องราวของทั้งสอง อย่าลืมติดตามข่าวและอัปเดตข้อมูลล่าสุด เพื่อรับรายละเอียดที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘มดดำ’ ส่งสัญญาณชัด โพสต์ภาพคู่ ‘อิ๊งค์’ หลังพ้นเก้าอี้นายกฯ ปมสนทนา ‘ฮุนเซน’

สะพัด ‘6 สส.ไทยสร้างไทย’ หนุน ‘อนุทิน’ นายกฯคนที่32

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานจากผู้สื่อข่าวว่าบรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทยคึกคักด้วยสื่อมวลชนที่ปักหลักรอความเคลื่อนไหวด้านการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีส.ส. หลายคนเดินทางเข้าสู่ที่ทำการพรรครวมถึงส.ส. จากพรรคไทยสร้างไทย 2 คน ซึ่งเคยเผยชัดเจนว่าให้การสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ “หรั่ง ธุระพล” ส.ส. อุดรธานี เขต 3 และ “อดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์” ส.ส. อุดรธานี เขต 6

สะพัด ‘6 สส.ไทยสร้างไทย’ หนุน ‘อนุทิน’ นายกฯคนที่32

แหล่งข่าวภายในพรรคเปิดเผยว่า ส.ส. ทั้งหมด 6 คนจากพรรคไทยสร้างไทย ตัดสินใจร่วมมือกันสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจ “มาทั้งพรรค” อย่างเป็นเอกภาพ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการปรึกษาคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือไม่ แต่ก็ถูกยืนยันชัดเจนว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลของส.ส. ในการเลือกแนวทางทางการเมือง

การเมืองวันนี้ขยับเข้าใกล้จุดเปลี่ยน

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ และการที่ 6 สส.ไทยสร้างไทย ออกมาให้การสนับสนุน อนุทิน เต็มรูปแบบนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แนวร่วมทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของ “หรั่ง ธุระพล” และ “อดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์” ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร

การลงนามให้ความร่วมมือ ไม่เพียงแค่จะสร้างความมั่นใจในแง่จำนวนเสียง แต่ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาพรวมในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยที่ความโปร่งใสและการไม่พึ่งอาศัยพรรคก้าวไกลอย่างเป็นทางการ เป็นแนวทางที่ถูกออกแบบไว้ชัดเจน

  • การสนับสนุนเต็มรูปแบบของพรรคไทยสร้างไทยมีผลต่อผลโหวต
  • การปรากฏตัวของหรั่ง-อดิศักดิ์ สื่อถึงความจริงใจ
  • กรมการจัดตั้งรัฐบาลชุดที่ 32 อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย

ทั้งนี้ผู้ที่ให้ความสนใจติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดไม่ควรมองข้ามบทบาทของพรรครองที่อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญ เช่นเดียวกับ 6 สส.ไทยสร้างไทย ที่ถือว่าเป็นพลังสำคัญในกระบวนการปฏิรูปประเทศภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หากได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งสำเร็จ

แน่นอนว่า国会ในวันข้างหน้ายังมีหลายประเด็นให้ต้องจับตามอง ทั้งในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทย แนวคิดการบริหารประเทศในยุคเครือข่าย รวมถึงการปรับตัวของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อจังหวะทางการเมืองในระยะกลาง

สุดท้ายนี้ หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เราแนะนำให้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์นี้อาจกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอีกหลายปีข้างหน้า

ที่มา – สะพัด ‘ 6 สส.ไทยสร้างไทย’เติมเสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกรัฐมนตรี คนที่32

กาชาดสากลชี้ ความขัดแย้งรุนแรงโลกเพิ่มคนหาย 70%

จากข่าวล่าสุดที่ได้รับการเผยแพร่โดยสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายปิแอร์ คราเฮนบูห์ล ผู้อำนวยการใหญ่ไอซีอาร์ซี ได้แถลงถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากเกี่ยวกับจำนวนผู้สูญหายทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในเวลาเพียง 5 ปี

รายงานระบุว่า ความขัดแย้งรุนแรงทั่วโลก เช่น ที่เกิดขึ้นในซูดาน ยูเครน ซีเรีย และโคลอมเบีย ส่งผลให้จำนวนผู้ถูกจดทะเบียนว่า “สูญหาย” เพิ่มขึ้นถึง 68% นับจากปี 2019 จนถึงปี 2024 ซึ่งเท่ากับมีผู้คนราว 284,400 คนที่ยังคงไม่รู้ชะตากรรม

ความขัดแย้งรุนแรงทั่วโลกทำ ‘คนหาย’ เพิ่มขึ้น 70%

จากการวิเคราะห์ของเครือข่ายแฟมิลี ลิงก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไอซีอาร์ซี ทำให้เห็นว่า “ตัวเลขที่เปิดเผย” อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ยิ่งเมื่อความขัดแย้งมีความรุนแรงมากขึ้น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความเสียหายทางร่างกาย แต่ยังรวมถึงความเจ็บปวดทางใจของครอบครัวที่ไม่รู้ว่าคนที่รักของพวกเขาเป็นอย่างไร

หน้าที่ของรัฐและประเทศที่เกี่ยวข้อง

คราเฮนบูห์ล เตือนว่า ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติหรือสงครามที่ทำให้เกิดผู้สูญหาย แต่มีปัจจัยสำคัญคือ “การละเลยหน้าที่” ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐและประเทศที่มีส่วนในความขัดแย้งมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันความพลัดพราก การคุ้มครองพลเมืองที่ถูกควบคุมตัว และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้สูญหาย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อเสนอแนะอย่างชัดเจนว่า หากรัฐและกลุ่มต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด ความขัดแย้งรุนแรงทั่วโลก จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลเมือง การหลีกเลี่ยงการพลัดพรากในครอบครัวระหว่างการอพยพ และการจัดการข้อมูลของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างโปร่งใส จะช่วยลดจำนวนผู้สูญหายได้อย่างมาก

การเปิดเผยตัวเลขเช่นนี้โดยไอซีอาร์ซี เป็นการปลุกเร้าให้รัฐและองค์กรระหว่างประเทศหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับมาตรการที่เหมาะสมต่อการปกป้องชีวิตและสิทธิของพลเมืองในยามสงคราม และมากไปกว่านั้นคือ ให้การสนับสนุนและปลอบโยนแก่ครอบครัวที่ตกอยู่ในความทุกข์ ภัยแล้งที่ไม่มีที่สิ้นสุดของความหวัง

หากทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ โลกใบนี้อาจมี “คนหาย” น้อยลง และมีครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขมากขึ้น

ที่มา – กาชาดสากลชี้ ความขัดแย้งรุนแรงทั่วโลกทำ ‘คนหาย’ เพิ่มขึ้น 70% ภายใน 5 ปี