ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เอ็ตด้าเร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า เร่งร่างประกาศใหม่เพื่อควบคุมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทุกรูปแบบให้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ภายใต้กรอบกฎหมายดีพีเอส (DPM) พ.ศ. 2565 ด้วยเป้าหมายป้องกันการผูกขาด และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดดิจิทัลไทย

เอ็ตด้าเร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม

ผู้บริหารจากเอ็ตด้าระบุว่า ปัจจุบันยังคงมีช่องโหว่ในด้านการควบคุมแพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มักถูกผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายเดียว

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เอ็ตด้าเร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกผู้ให้บริการขนส่งอย่างน้อย 3–5 ราย หรือมากพอที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

แพลตฟอร์มต้องให้บริการโลจิสติกส์มากกว่าหนึ่งราย

แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชั้นนำ เช่น ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, J&T Express, Lazada Express และ Shopee Xpress ซึ่งเอ็ตด้าได้ปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางควบคุมที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ

หากผ่านการพิจารณา ร่างประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอีคอมเมิร์ซของไทย

ประเด็น TikTok และแพลตฟอร์ม Social Commerce

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ แพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งขณะนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในรูปแบบ Social Commerce

รายงานจากจากเอ็ตด้าระบุว่า TikTok ได้จดแจ้งว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มดั้งเดิม จึงยังไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมตามประกาศล่าสุด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่าหาก TikTok ทำหน้าที่เป็น Marketplace ในทางปฏิบัติ ก็ควรได้รับการควบคุมเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มรายอื่น

แนวโน้มชี้ว่า เอ็ตด้าจะปรับปรุงรายชื่อแพลตฟอร์มที่ต้องเข้าข่ายควบคุมภายในเดือนกันยายนนี้ให้ครอบคลุมทุกช่องทางที่ทำงานจริงเป็นอีคอมเมิร์ซ

กขค. ประกาศแนวทางรับฟังความคิดเห็น

ขยายผลจากความพยายามนี้ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในแพลตฟอร์มหลายด้าน

  • ห้ามบังคับใช้บริการโลจิสติกส์รายเดียว
  • ห้ามจัดอันดับสินค้าในลักษณะที่ไม่โปร่งใส
  • ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบไม่เป็นธรรม

กฎหมายนี้หวังเพื่อเสริมกรอบการกำกับดูแลทำให้เกิดภาพรวมของตลาดที่ยุติธรรมมากขึ้น

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตแรง ต้องมีกฎที่เที่ยงธรรม

รายงานจากเอ็ตด้าเผยข้อมูลว่า มูลค่าทางการค้าอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2567 เท่ากับ 550,000 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะขยายตัวสู่ 620,000 ล้านบาท ด้วยอัตรากลาง 12–15% ต่อปี

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีคอมเมิร์ซกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในปี 2573 คาดว่าจะแตะมูลค่ารวมเกิน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยความเติบโตเข้มข้นนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการด้านกฎหมายและการควบคุมที่ทันสมัยเพื่อรักษาสมดุลในตลาด และขจัดความเสี่ยงจากการผูกขาดของบริษัทใหญ่

จากการพัฒนาระบบที่ครอบคลุมจริงๆ ทั้งจากเอ็ตด้าและกขค. การให้บริการที่ยุติธรรมและช่วยเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการรายย่อยจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

การออกกฎหมายควบคุมอีคอมเมิร์ซให้อยู่ภายใต้กฎเดียวกันนั้น เป็นการวางรากฐานให้กับการแข่งขันที่เท่าเทียมและโปร่งใสนานาทัศนะทางเศรษฐกิจในขณะนี้เห็นว่าข้อจำกัดบางอย่างอาจส่งผลต่อราคาในระยะสั้น แต่จะช่วยให้มีบริการที่มีคุณภาพและหลากหลายไปในระยะยาว

ที่มา – “เอ็ตด้า”เร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์มอยู่ใต้กติกาเดียวกัน

จืด ขนมจีบ คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปกะทันหัน

วงการตลกแห่งประเทศไทยรู้สึกเศร้าหมองเป็นอย่างยิ่งเมื่อ จืด ขนมจีบ หรือจริงๆ แล้วชื่อเต็มคือ นายนิยม ปานกลาง นักแสดงตลกชื่อดังจากคณะ เด๋อ ดอกสะเดา ได้จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอาการป่วยเฉียบพลัน ทำให้เหล่าแฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการต่างเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจอย่างล้นหลาม

จืด ขนมจีบ คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปกะทันหัน

บุคคลในวงการบันเทิงและละครเวทีได้รับข่าวร้ายผ่านทางเฟซบุ๊กของ เอก เชิญยิ้ม ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของคณะเด๋อ ดอกสะเดา โดยระบุข้อความไว้ว่า “ปิดตำนาน จืด ขนมจีบ ตลก คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปด้วยโรคเฉียบพลัน ณ โรงพยาบาลนพรัตน์ ยังไม่ทราบว่าจะไว้วัดไหน ถ้าทราบแล้วจะแจ้งให้ทราบ”

ความเสียใจมิได้อยู่กับแค่คนในครอบครัวหรือเพื่อนใกล้ชิดเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงแฟนคลับที่เติบโตมากับผลงานการแสดงของเขาในหลากหลายละครเวที และรายการตลกที่ได้สร้างรอยยิ้มให้แก่ผู้ชมมายาวนานหลายสิบปี

กำหนดการรดน้ำศพ จืด ขนมจีบ

จากข้อมูลล่าสุด เอก เชิญยิ้ม ได้โพสต์อัปเดตกำหนดการรดน้ำศพไว้ว่า วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.00 น. ที่วัดผาสุขมณีจักร ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นเกียรติแด่ จืด ขนมจีบ คณะเด๋อ ดอกสะเดา ผู้ล่วงลับไป

เป็นที่คาดการณ์ว่า แฟนคลับและเพื่อนฝูงในวงการจะมาร่วมไว้อาลัยพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ทั้งความเป็นคนดี ความขยัน และรอยยิ้มที่เขาสร้างให้กับสังคมจะถูกนำมารำลึกในวันนั้น

  • ชื่อนักแสดง: นายนิยม ปานกลาง หรือ จืด ขนมจีบ
  • คณะที่ร่วมงาน: คณะเด๋อ ดอกสะเดา
  • สาเหตุการเสียชีวิต: โรคเฉียบพลัน
  • วันเวลาการรดน้ำศพ: วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น.
  • สถานที่: วัดผาสุขมณีจักร จ.นนทบุรี

การจากไปของ จืด ขนมจีบ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงไทย ไม่เพียงเพราะความโดดเด่นในทักษะการแสดง แต่ยังเพราะจริยธรรมและการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย จนแฟนๆ หลายคนถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดี

การเสียบุคคลสำคัญอย่าง จืด ขนมจีบ ที่มีชีวิตอยู่คู่กับรอยยิ้มตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงวัยชรา นับว่าเป็นการเตือนใจให้เราทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองให้มากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าวันใดอาจเป็นวันสุดท้ายของเรา

ที่มา – วงการตลกเศร้า ‘จืด ขนมจีบ’ คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปกะทันหัน

เวียดนามแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท ฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

รัฐบาลเวียดนามเตรียมแจกเงินให้แก่พลเมืองทุกคนในประเทศ คนละ 100,000 ดอง ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 122.70 บาท เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติของเวียดนามในวันที่ 2 กันยายนนี้ ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยปรากฏมาก่อน” จากพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมากแก่ประชาชนในประเทศ

เวียดนามแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท เพื่อฉลองวันชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลเวียดนามได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแจกเงินให้ประชาชนทั่วประเทศ ในโอกาสวันชาติของประเทศ ซึ่งตรงกับวันที่ 2 กันยายนของทุกปี การแจกเงินในครั้งนี้เป็นการสื่อสารถึงความห่วงใยของภาครัฐต่อพลเมืองทุกคน

รัฐบาลเวียดนามได้สั่งการให้ธนาคารกลาง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ดำเนินการแจกเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันฉลองวันชาติ โดยเงินจะถูกจ่ายให้ประชาชนทั้งในรูปแบบเงินสดและโอนเข้าบัญชีธนาคาร

วงเงินรวมกว่าหมื่นล้านบาท ให้แก่ประชาชนกว่า 100 ล้านคน

การแจกเงินครั้งนี้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นราว 10 ล้านล้านดอง หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 12,280 ล้านบาท สำหรับการให้เงินคนละ 100,000 ดองนี้ จะครอบคลุมประชาชนเวียดนามทั้งประเทศซึ่งมีจำนวนกว่า 101 ล้านคน

  • จำนวนเงินต่อคน: 100,000 ดอง (ราว 122.70 บาท)
  • จำนวนผู้รับเงิน: ประมาณ 101 ล้านคน
  • วงเงินทั้งหมด: 10 ล้านล้านดอง (~12,280 ล้านบาท)
  • รูปแบบการจ่ายเงิน: เงินสด หรือ โอนเข้าบัญชีธนาคาร

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง โดยแถลงการณ์ของรัฐบาลระบุเพียงว่า “พรรคและภาครัฐต้องการแสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนทุกคน” ซึ่งพลเมืองเวียดนามจำนวนมากได้แสดงความประหลาดใจและมีความสุขต่อการับเงินแจกที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้

เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานเวียดนามเพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อปีที่แล้ว อยู่ที่ 7.7 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 9,455.60 บาท) การหลั่งเงินสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

มาตรการแจกเงินนี้อาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนภายในและต่างประเทศมองเวียดนามในมุมดีกว่า และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ในแง่ของเศรษฐกิจ แต่ยังในเรื่องของภูมิคุ้มกันทางสังคม ความเสมอภาค และความห่วงใยต่อพลเมือง

การกระทำของรัฐบาลเวียดนามในครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของนโยบาย𫟅วงแผ่นดิน ที่ไม่ใช่แค่ขยายอิทธิพลทางการเมือง แต่ยังใส่ใจต่อสวัสดิการของพลเมืองอย่างแท้จริง นักวิชาการหลายสำนักมองว่าหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

โดยสรุป ข่าว เวียดนามแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท ในโอกาสวันชาติ 2 กันยายนนี้ ถือเป็นเรื่องน่าสนใจและไม่ธรรมดา ที่สะท้อนถึงความเป็นรัฐที่ใส่ใจต่อพลเมือง ส่งผลเชิงบวกในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความรู้สึกของประชาชน หลายคนคาดว่าจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในระดับประเทศในปีนี้

ดังนั้นหากคุณเป็นหนึ่งในพลเมืองเวียดนามหรือมีใครใกล้ตัวที่อยู่ในเวียดนาม อย่าลืมเช็กข้อมูลบัญชีธนาคารและเตรียมรับเงินคนละ 122 บาทให้พร้อม เพราะความประหลาดใจนี้อาจมากับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา – เวียดนามตรียมแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท ฉลองวันชาติ 2 กันยายน

ต้นสังกัด รุดฟ้องสาวปริศนา หลัง ‘ดีแลน หวัง’ โดนปล่อยคลิปเสียง ปมนอกใจแฟน!

ไฟดราม่าเรื่องใหม่ลุกไหม้โซเชียลจีนอีกครั้ง คราวนี้เกี่ยวข้องกับ “ดีแลน หวัง” (Dylan Wang) พระเอกหนุ่มสุดฮอตจากซีรีส์ดัง “Meteor Garden 2018” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่หลังมีการปล่อยคลิปเสียงอ้างว่าเป็นบทสนทนาของเขาและแฟนสาวในโรงแรมแห่งหนึ่ง ยาวเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งทำเอาแพลตฟอร์มออนไลน์ตื่นตัวอย่างมาก

ต้นสังกัด รุดฟ้องสาวปริศนา หลัง ‘ดีแลน หวัง’ โดนปล่อยคลิปเสียง ปมนอกใจแฟน!

เนื้อหาคลิปเสียงหลุดนี้สร้างความฮือฮาให้แก่สาธารณชน เพราะมีこれをตัดตอนสำคัญของฝ่ายหญิงพูดว่า “แม้ฉันจะอยู่กับเธอมา 10 ปี” และยังถามกลับว่าใครคือคนนอกใจแท้ๆ อีกทั้งครวญถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง จนทำให้กระแสข่าวร้อนแรงและชาวเน็ตแตกออกเป็นสองกลุ่ม หนึ่งเชื่อ หนึ่งสงสัยว่าเป็นการตัดต่อเพื่อกระแส

คำแถลงเต็มตึกของสตูดิโอ ดีแลน หวัง

ภายใต้กระแสข่าวลือเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขาที่เริ่มกระจายออกมากในทันที ต้นสังกัดของ ดีแลน หวัง ออกมาระบุชัดเจนผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเนื้อหาที่กำลังมีการเอาจริงเอาจอมบนโซเชียลมีเดียเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่ากำลังดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ

  • ห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • เสนอคำเตือนให้ผู้กระทำหยุดรุกล้ำต่อก่อนจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย
  • ยืนยันว่าจะปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของดีแลน หวังด้วยกระบวนการทางกฎหมาย

การแสดงท่าทีอย่างเด็ดขาดจากทางด้านต้นสังกัดเผยให้เห็นถึงความจริงจังที่มีต่อเรื่องนี้ แม้จะไม่ระบุชื่อชัดเจนเกี่ยวกับหญิงสาวในคลิป แต่คำตอบว่าเรื่องราวของเขาจะไปจบที่ไหน และความจริงที่แท้จริงจะถูกเปิดเผยได้อย่างไร ขณะนี้แฟนคลับทั่วโลกยังคงติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ยังมีอีกหลายประเด็นรอให้ความชัดเจน และแต่ละด้านก็คงต้องมารอคำตอบกันต่อไป เมื่อหมดเวลาแรงดราม่าแล้ว เราก็ยังคงอบอุ่นใจกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของ “ดีแลน หวัง” ที่ยังคงมอบความบันเทิงและแรงบันดาลใจให้พวกเราเสมอ

หากคุณยังติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ อย่าลืมติดตามบทความเราเพื่อไม่พลาดทุกรายละเอียดจากข่าวบันเทิงวงการเอเชีย!

ที่มา – ต้นสังกัด รุดฟ้องสาวปริศนา หลัง ‘ดีแลน หวัง’ โดนปล่อยคลิปเสียง ปมนอกใจแฟน!

กกต.อุตรดิตถ์เสริมความรู้ประชาธิปไตยสร้างพรรคคุณภาพ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ณ โรงแรมสีหราช จังหวัดอุตรดิตถ์ นายฉลองฤทธิ์ ศรีสูงเนิน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (กกต.) ได้เป็นประธานเปิดโครงการ “กกต.อุตรดิตถ์เสริมความรู้ประชาธิปไตยสร้างพรรคคุณภาพ” กิจกรรมที่ 4 ภายใต้หลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพ

กกต.อุตรดิตถ์จัดอบรมเสริมความรู้ประชาธิปไตย

การอบรมในครั้งนี้ พ.อ.อ.ยุทธนา ปั้นบุญ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง นำทีมวิทยากรจากสำนักงาน กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย นางสาวมีนา ดำคำ พนักงานเลือกตั้งชำนาญการ, นางจีระนันท์ มั่งมี พนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ, นายธรรมนูญ ค้ำชู, นายอดุลย์ ดวงสิมมา โฆษกสาขาพรรคโอกาสใหม่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนกว่า 100 คน ประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด สมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไป

กกต.อุตรดิตถ์เสริมความรู้ประชาธิปไตยสร้างพรรคคุณภาพ

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หลักการของประชาธิปไตย การเป็นพลเมืองคุณภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาจริยธรรมและมาตรฐานของพรรคการเมืองที่เป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

พรรคการเมืองคุณภาพ

นายฉลองฤทธิ์ได้กล่าวในโอกาสเปิดโครงการว่า การจัดกิจกรรมอบรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ในการขับเคลื่อนความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพรรคการเมืองที่มีคุณภาพนั้นต้องมีรากฐานที่แน่นแข็งจากสมาชิกที่มีคุณธรรม มีอุดมการณ์ชัดเจน และสามารถทำหน้าที่แทนเสียงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยากรอบรมเกี่ยวกับพรรคการเมือง

“การที่พรรคการเมืองมีคุณภาพจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในเชิงนโยบายที่ดี และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในการเลือกตั้ง ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้ทั้งในระดับชุมชนและระดับจังหวัด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ” นายฉลองฤทธิ์ กล่าวเสริม

  • ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตย
  • การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
  • การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผล
  • การพัฒนาพรรคการเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมมาตรฐานพรรคการเมืองในระดับพื้นที่ และควบคู่กับการพัฒนาพลเมืองให้มีความตื่นตัวและเข้าใจการเมืองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

หากคุณสนใจเรื่องพรรคการเมืองและประชาธิปไตยไทย อย่าลืมติดตามกิจกรรมคุณภาพจาก กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้เข้าถึงทุกระดับสังคม

ที่มา – กกต.อุตรดิตถ์ เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย สร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

คุก 4 ปีไม่รอลงอาญา ‘ใบปอ ทะลุวัง’ วิจารณ์งบสถาบันฯ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก มีการนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูงคดีดำ อ.1691/2565 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องน.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ ใบปอ ทะลุวัง และน.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือเมนู แกนนำกลุ่ม ทะลุวัง ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5)

คดี leaf through วันตัดสินของใบปอ ทะลุวัง

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสองได้แชร์โพสต์ของเพจ ทะลุวัง ThaluWang ซึ่งมีข้อความวิจารณ์งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 พร้อมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ทำให้ศาลเห็นว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายและเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติอย่างร้ายแรง

เหตุการณ์ที่นำไปสู่คำพิพากษา

พยานหลักฐานของคดีระบุว่า ปัจจัยสำคัญคือโน้ตบุ๊กที่ถูกพบในห้องพักของ ใบปอ ทะลุวัง ซึ่งมีประวัติการแชร์โพสต์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณกว่า 30,000 ล้านบาทจากภาษีของประชาชนโดยไม่มีความจำเป็น

ศาลตัดสินว่าการกระทำของจำเลยนั้นสร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธต่อสู้ แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ

คำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยให้โทษจำคุก 6 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ รวมถึงเป็นนักศึกษาที่ทำดีต่อสังคม มีความประสงค์บริจาคอวัยวะ ศาลจึงลดโทษเหลือ 4 ปี และไม่รอลงอาญา

ด้านจำเลยที่ 2 น.ส.สุพิชฌาย์ ได้หลบหนีระหว่างพิจารณาคดี ศาลจึงออกหมายจับและปรับนายประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงคดีอย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนจากสังคม

  • มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากเข้ามาร่วมฟังคำพิพากษา
  • แนวร่วมกลุ่ม ทะลุวัง มาร่วมให้กำลังใจจำเลย
  • ครอบครัว ใบปอ ทะลุวัง บาดใจรับฟังคำพิพากษา

หลังฟังคำพิพากษา ใบปอ ทะลุวัง ร้องไห้โถมเข้ากอดครอบครัว ขณะที่กลุ่ม ทะลุวัง ยืนปลอบใจและให้กำลังใจอย่างเต็มที่ กลายเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งในสังคมที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน

ด้านทนายความของ ใบปอ ทะลุวัง คือนายกฤฎางค์ นุตจรัส ได้ระบุสั้นๆ ว่าจะยื่นคำร้องขออนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ โดยเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงสนทนาระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการคุ้มครองสถาบันเบื้องสูงที่ยังคงเป็นหัวใจของกฎหมายไทย การตัดสินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล แต่คือสะท้อนของijd ทางการเมืองและความสัมพันธ์ของประชาชนกับสถาบัน

ที่มา – คุก 4 ปีไม่รอลงอาญา ‘ใบปอ ทะลุวัง’ คดี ม.112 โพสต์วิจารณ์งบสถาบัน

เทศบาลเมืองสระบุรี อบรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ)

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองสระบุรี ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ได้เป็นประธานเปิด โครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีคณะผู้บริหารเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการชุมชนจาก 29 ชุมชน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เทศบาลเมืองสระบุรี อบรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ)

นายเทพชัย มาพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหา สิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) สร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และสามารถกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจได้เช่นกัน การป้องกันและเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทว่ากิจการที่ไม่เป็นมิตรกับสุขลักษณะ เช่น การก่อสร้าง การประกอบกิจการขนาดเล็ก หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ละเมิดหรือไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด มลพิษสิ่งแวดล้อม ในรูปของเสียงดัง ฝุ่นละออง กลิ่นเหม็น ความสั่นสะเทือน รวมถึงน้ำเสีย ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

การอบรมสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองสระบุรี

แนวทางการป้องกันและแก้ไข

สำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองสระบุรี มองเห็นความสำคัญนี้อย่างลึกซึ้ง จึงจัด โครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) เพื่อให้เกิดความเข้าใจ พร้อมแนวทางการป้องกันและจัดการปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิทยากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีมาร่วมให้ความรู้เรื่องกฎหมาย การตรวจสอบ และมาตรการควบคุม ทั้งในเชิงเทคนิคและจริยธรรมทางสังคม

  • การป้องกันมลพิษจากกิจการรายย่อย
  • การบริหารจัดการขยะและการระบายอากาศ
  • แนวทางหลีกเลี่ยงปัญหากลิ่นเหม็นและเสียงดัง
  • บทบาทของชุมชนในการเฝ้าระวังและรายงานปัญหา

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวสรุปในการเปิดโครงการว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายประการเกิดจากการละเลยและขาดความรับผิดชอบร่วมกันในชุมชน จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน แต่โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่ควรมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผ่านการอบรม เช่น โครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) ครั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายความรู้และการเฝ้าระวังร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการ แต่เป็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สังคมสระบุรีมีคุณภาพ และประชาชนมีสุขภาพดีทั้งทางกายและใจจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และน่าอยู่

ที่มา – เทศบาลเมืองสระบุรี จัดโครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ)

BERSHKA เปิดสโตร์คอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย

BERSHKA เผยโฉมแฟลกชิพสโตร์คอนเซปต์ใหม่ล่าสุด ที่เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้า CentralwOrld ชั้น 2 แบรนด์แฟชั่นสัญชาติสเปนที่ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ใฝ่หาเอกลักษณ์ของตนเอง ได้กลับมาอัปเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งให้อยู่ในระดับใหม่ไปอีกขั้น

BERSHKA เปิดสโตร์คอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย

BERSHKA ถือเป็นแบรนด์ที่สื่อถึงความเป็นตัวของตัวเองผ่านแฟชั่น โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความแตกต่างในแบบของตัวเอง มีเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยพลัง แบรนด์มีแนวคิดที่จะเป็นจุดเชื่อมระหว่างแฟชั่นกระแสหลัก กระแสรอง และเทรนด์ emerging จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวของกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นอย่างแท้จริง

ดนตรีเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่ห่อหุ้มแบรนด์ BERSHKA ไว้ด้วย อารมณ์และจังหวะของดนตรีต่าง ๆ เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ช่วยเสริมมิติของแบรนด์ให้มากกว่าแค่เสื้อผ้า แต่เป็นทางเลือกในการเผยแพร่แนวคิดและบุคลิกทางวัฒนธรรม

คอลเลคชันตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ร้าน BERSHKA คอนเซปต์ใหม่แห่งนี้มีพื้นที่กว้าง 424 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นสามกลุ่มสินค้าที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ คอลเลคชัน BSK Teen สำหรับวัย 10–12 ปีที่ชื่นชอบโซเชียลมีเดีย มีจินตนาการสูง และเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น คอลเลคชัน BERSHKA Women & Men ที่สร้างมาเพื่อคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง ต้องการสร้างเอกลักษณ์ และมีจุดยืนในสังคมอย่างชัดเจน

  • BSK Teen – คอลเลคชันสำหรับวัยเริ่มเข้าสังคม
  • BERSHKA Women – เน้นเอกลักษณ์ผู้หญิงรุ่นใหม่
  • BERSHKA Men – ตอบโจทย์ผู้ชายที่มีสไตล์และคุณค่า

การออกแบบภายในร้านเน้นโทนสีนิวเทริลที่สะท้อนความทันสมัยของแบรนด์ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ผสมผสานระหว่างวัสดุเหล็กและหิน ห้องลองชุดที่ใช้กระเบื้องสีขาว สะอาดตามาพร้อมระบบ Self-checkout และดีไซน์ที่เพิ่มพื้นที่เดินเลือกสินค้าแบบไร้ทิศทางตายตัว ทำให้การช้อปปิ้งเป็นไปอย่างลื่นไหล มีประสิทธิภาพ และน่าเพลิดเพลิน

BERSHKA แฟลกชิพสโตร์คอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ไม่เพียงแค่เป็นสถานที่ช้อปปิ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สื่อสารวัฒนธรรม ชวนให้คนรุ่นใหม่แสดงออกอย่างเต็มรูปแบบผ่านแฟชั่น

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการสร้างความแตกต่าง และพูดภาษาของแฟชั่นเป็นหลักแหล่ง ลองแวะไปสัมผัสไอเดียใหม่ ๆ กับ BERSHKA ที่เปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งที่มากกว่าหนึ่งในประเทศไทย กับแบรนด์ที่ไม่เพียงแต่ขายเสื้อผ้า แต่นำเสนอ lifestyle

ที่มา – BERSHKA เผยโฉมแฟลกชิพสโตร์คอนเซปต์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย

ยูเอ็นเอสซีเห็นชอบประจำการทหารรักษาสันติภาพในเลบานอน “เป็นปีสุดท้าย”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ทั้ง 15 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์ ขยายระยะเวลาปฏิบัติภารกิจของกำลังชั่วคราวสหประชาชาติในเลบานอน (ยูนิฟิล) ซึ่งประจำการอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ออกไปอีก 1 ปี “และเป็นครั้งสุดท้าย”

มติดังกล่าวหมายความว่า ยูนิฟิลจะปฏิบัติการอยู่ในเลบานอน จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2569 และถอนทหารออกไปภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้น ซึ่งถือเป็นข่าวสำคัญที่หลายฝ่ายต่างจับตาดู ว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในพื้นที่อย่างไร ทั้งในแง่ของความมั่นคงของเลบานอน รวมถึงบทบาทของอิสราเอลในภูมิภาค

ยูเอ็นเอสซีเห็นชอบประจำการทหารรักษาสันติภาพในเลบานอน “เป็นปีสุดท้าย”

อย่างไรก็ตาม ก่อนการลงมตินี้ มีกระแสข่าวมากมายว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซี จะใช้สิทธิวีโต้ แต่ผลปรากฏว่าสหรัฐเลือกไม่ใช้สิทธิดังกล่าว และยังออกเสียงเห็นชอบอีกด้วย เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานว่ารัฐบาลวอชิงตันได้กดดันให้ยูนิฟิล “ต้องยุติภารกิจโดยเร็ว”

ความเป็นมาของภารกิจยูนิฟิลในเลบานอน

ยูนิฟิลก่อตั้งขึ้นตามมติของยูเอ็นเอสซีเมื่อปี พ.ศ. 2521 เพื่อทำหน้าที่เสมือนเป็น “แนวกันชนทางทหาร” ระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งเป็น.country ที่ให้ฐานที่มั่นแก่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ปัจจุบัน ยูนิฟิลมีกำลังพลประจำการราว 10,800 นาย ปักหลักอยู่ตามแนว “เส้นสีน้ำเงิน” ที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ตามมติของยูเอ็นเอสซี

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของยูนิฟิลอย่างต่อเนื่อง ว่ากลายเป็น “เกราะกำบัง” ให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มากกว่า โดยอ้างว่า แม้อิสราเอลยอมถอยร่นออกจากภาคใต้ของเลบานอนแล้วหลายครั้ง แต่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ได้ตลอด

การขยายเวลาภารกิจให้อีก 1 ปี นี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ wiście อย่างไรก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นของประชาชนและนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศยังคงมีสูง ว่าหลังจากยูนิฟิลถอนตัวออกจากเลบานอนแล้ว ใครจะเข้าควบคุมดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว และจะทำอย่างไรเพื่อรักษาระดับความสงบสุขในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง

บทสรุปสำคัญในครั้งนี้เปิดโอกาสใหม่สำหรับเลบานอน ในการสร้างความสงบสุขในระยะยาว หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่เหลืออยู่กับภารกิจฯ อย่างคุ้มค่าที่สุด

ที่มา – ยูเอ็นเอสซีเห็นชอบประจำการทหารรักษาสันติภาพในเลบานอน “เป็นปีสุดท้าย”

เทศบาลนครเชียงราย คว้าถ้วยพระราชทานฯ จากการแข่งขันทักษะวิชาการ

ในการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2568 ณ เทศบาลนครสกลนคร นั้น เทศบาลนครเชียงราย ได้รับเกียรติให้เป็นองค์กรชนะเลิศ คว้าถ้วยพระราชทานฯ จากการแข่งขันด้านทักษะวิชาการในระดับประเทศไปครอง

เทศบาลนครเชียงราย คว้าถ้วยพระราชทานฯ จากการแข่งขันทักษะวิชาการ

การแข่งขันครั้งนี้มีชื่อว่า “Learning Together For Equality ร่วมกันเรียนรู้ เพื่อความเท่าเทียม” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนในด้านวิชาการ รวมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความหลากหลาย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสริมเครือข่ายแก่ผู้บริหารศึกษาท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายกเทศมนตรีนครสกลนคร กล่าวถึงความสำเร็จของงาน

นายโกมุท ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร กล่าวว่า การจัดการแข่งขันนี้เป็นโอกาสสำหรับท้องถิ่นในการแสดงผลงานสร้างสรรค์ด้านการศึกษา และเป็นพื้นที่ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นจากทั่วประเทศได้มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้

การแข่งขันในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการเชิงนวัตกรรมด้านการศึกษา และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ที่ส่งเสริมให้เยาวชนหัดคิด คิดสร้างสรรค์ และยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม

  • ส่งเสริมคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่น
  • เปิดโอกาสเยาวชนแสดงศักยภาพ
  • พัฒนาทักษะวิชาการและความคิดสร้างสรรค์
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศ

เนื่องจาก เทศบาลนครเชียงราย มีผลงานโดดเด่นและประสิทธิผลในการจัดการแข่งขันทักษะวิชาการ กิจกรรมนวัตกรรม และแสดงถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการศึกษาในท้องถิ่น จนได้รับการประกาศเกียรติคุณให้ครอง ถ้วยพระราชทานฯ ในนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นที่น่ายินดีและจงรักภักดียิ่งนักที่เราได้เห็นถึงความร่วมมือของท้องถิ่นทั่วประเทศที่มุ่งมั่นยกระดับการศึกษาให้ดีขึ้น และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ของเรา พร้อมส่งมอบธงสัญลักษณ์ให้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันครั้งต่อไป ถือเป็นการสานต่อมรดกแห่งการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ถ้าคุณเป็นครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหน่วยงานท้องถิ่นที่สนใจพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ การมีส่วนร่วมในเวทีเช่นนี้คือโอกาสทองในการแลกเปลี่ยนและเติบโตไปพร้อมกัน

ที่มา – เทศบาลนครเชียงราย ชนะเลิศถ้วยพระราชทานฯ แข่งขันทักษะวิชาการ