ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ฝนตกรุนแรงในจีน ทำลายถนนกว่า 72,000 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศจีนที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนน และทางหลวงที่ใช้ในการคมนาคมขนส่ง ซึ่งได้รับความเสียหายมากกว่า 72,000 ล้านบาทจากการฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

จากการแถลงข่าวของนายหลี่ อิง โฆษกกระทรวงคมนาคมของจีน ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูน้ำท่วมในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้ครอบคลุมในพื้นที่มากกว่า 23 มณฑล หรือคิดเป็นสองในสามของเขตการปกครองทั้งหมดของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง

ฝนตกรุนแรงในจีน ทำลายถนนกว่า 72,000 ล้านบาท

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณฝนที่ตกในท้องถิ่นต่างๆ ของจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนได้ระบุว่า ปริมาณน้ำฝนที่ลงทะเบียนในแต่ละพื้นที่นั้นมากถึงระดับประวัติการณ์ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างถนน ทางด่วน และถนนทางชนบทอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการเสียหายเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และความคล่องตัวในการเดินทางของรถยนต์ขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร จนกระทั่งรัฐบาลจีนต้องเข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายไปแล้ว

เงินสนับสนุนฉุกเฉินจากกระทรวงคมนาคม

กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงการคลังของจีนได้มีการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือในการซ่อมแซมถนนฉุกเฉินไปแล้วเป็นจำนวน 540 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,444 ล้านบาท แต่ยังคงเหลือความต้องการในการซ่อมแซมมากกว่าที่ได้รับการสนับสนุนในทันที

อีกทั้งหน่วยงานท้องถิ่นยังต้องร่วมมือกันจัดการกับปัญหาด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการน้ำท่วม เช่น การอพยพของประชาชน การจัดหาอาหาร และน้ำดื่ม เป็นต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งยังคงต้องมีการวางแผนระยะยาวในการฟื้นฟูและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับภัยธรรมชาติในอนาคตได้

เครดิตภาพ : AFP

จากสถานการณ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการจัดสรรงบประมาณและการเคลื่อนไหวจากรัฐบาลในระดับสูง

หากประเทศอื่นๆ ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกัน การวางแผนเพื่อรับมือกับความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็นเรื่องสำคัญในการเตรียมพร้อมในระยะยาว

ที่มา – ฝนตกรุนแรงในจีนทำลาย ‘ถนน’ เสียหายแล้วกว่า 72,000 ล้านบาท

รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดจากนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกกันว่า พีเอ็น ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการซื้อหุ้นจากญาติพี่น้อง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง

จากการสอบถามดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ได้ออกมาชี้แจงแทน รมว.คลัง โดยระบุว่า ตั้งแต่ได้รับเรื่องร้องเรียนในเดือนมีนาคม 2568 ได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการตรวจสอบทันที ไม่ได้มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือดึงเรื่องตรวจสอบไว้โดยไม่ทำอะไรเลย

การตรวจสอบย้อนหลังหลายปี

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการตรวจสอบในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องดำเนินการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลทางภาษีของบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัท และอาจต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการโอนหุ้นมาให้ปากคำ

ทั้งนี้ การตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ซึ่งรมช.คลัง ยอมรับว่าต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อความเป็นธรรม ไม่ใช่การเร่งรีบเพื่อให้ได้ผลอย่างที่ต้องการ และกล่าวเพิ่มเติมว่าหากมีความเห็นว่ากระบวนการนี้ดำเนินไปช้า กรมสรรพากรไม่ได้เร่งหรือชะลอมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการช้าไปกว่ากระบวนการที่ต้องใช้ในการหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน

  • รับเรื่องร้องเรียนเดือนมีนาคม 2568
  • สั่งกรมสรรพากรตรวจสอบ
  • ข้อมูลยังไม่เพียงพอ ต้องหาเพิ่มเติม
  • ต้องย้อนดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2559
  • ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง

กรณีนี้ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและจริยธรรมทางการเมือง การที่ รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง แสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการตัดสินใจที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่า “ช้า” หรือ “ไม่ช้า”? หรือสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “กระบวนการที่โปร่งใสและยุติธรรม” ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ที่มา – ‘รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง อ้างอยู่ระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติม

‘สนธิญา’ จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ ‘พีระพันธุ์’ ถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในกรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

‘สนธิญา’ จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ ‘พีระพันธุ์’ ถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ตนเคยยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว นายสนธิญา ระบุว่า ยังไม่ได้รับการตอบกลับจาก กกต. ไม่ว่าจะเป็นหนังสือชี้แจงหรือการเรียกตัวไปสอบสวนใดๆ เลย ซึ่งจุดประสงค์ของการตรวจสอบครั้งนี้คือเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ทั้งนี้ การตรวจสอบ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับการถือหุ้นและดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารในบริษัทแห่งหนึ่ง ถือเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยจากเครือดุสิตธานีเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง

ความชัดเจนทางกฎหมาย

“ผมต้องการให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของ พีระพันธุ์ อย่างเป็นทางการ” นายสนธิญา กล่าวเสริม โดยรัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง เช่น การเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชน

การดำเนินการของ สนธิญา สวัสดี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการใช้สิทธิของพลเมืองในการเฝ้าระวังการเมืองให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม แม้จะเผชิญกับการไม่ให้ความร่วมมือจากหน่วยงานที่ควรตัดสิน แต่ก็หวังว่าสุดท้ายความยุติธรรมจะต้องได้รับการคืนให้ประชาชน

หากศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่า พีระพันธุ์ กระทำการผิดจริง นั่นหมายความว่าเขาไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป และทางประชาคมควรมีบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ในทางกลับกัน หากรายงานของ สนธิญา ไม่ถูกต้อง หรือศาลวินิจฉัยว่าไม่มีความผิด ก็ถือว่ากระบวนการนี้เป็นเพียงการตรวจสอบ และนายพีระพันธุ์ ก็สามารถเดินหน้าการเมืองได้ตามปกติ

สิ่งสำคัญคือ กระบวนการทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส รองรับด้วยข้อมูลและมีแม่แบบตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ถือหุ้นเสียงในระบอบประชาธิปไตย

ที่มา – ‘สนธิญา’ จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ปมตรวจสอบ ‘พีระพันธุ์’ ถือหุ้นขัดกฎหมาย

เยอรมนีผ่านกฎหมายรับราชการทหารโดยสมัครใจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะรัฐมนตรีเยอรมนีได้อนุมัติร่างกฎหมายใหม่เกี่ยวกับ “รับราชการทหารโดยสมัครใจ” ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการเสริมสร้างกำลังพลทางทหารของประเทศ หลังจากที่เยอรมนียกเลิกการเกณฑ์ทหารภาคบังคับเมื่อปี 2554 โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนทหารกองหนุนจากการฝึกอบรมที่ผ่านการรับราชการทหารแบบสมัครใจ ซึ่งมีระยะเวลา 6 เดือน จากประมาณ 100,000 นายในปัจจุบัน เป็นมากกว่าสองเท่าในอนาคต

รับราชการทหารโดยสมัครใจช่วยพลิกสถานการณ์

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี กระทรวงกลาโหมเยอรมนีเชื่อว่า รับราชการทหารโดยสมัครใจจะเป็นทางเลือกที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้ที่มีความพร้อมทางทหาร โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะสามารถรับสมัครได้ 20,000 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 38,000 คนภายในปี 2573 ทางการยังระบุว่า หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ อาจต้องพิจารณากลับไปใช้การเกณฑ์ทหารภาคบังคับอีกครั้ง ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

ความท้าทายจากภูมิภาคและความต้องการของนาโต้

โครงการรับราชการทหารโดยสมัครใจนี้เกิดจากความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์ความมั่นคงในยุโรประหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565 ทำให้เยอรมนีตระหนักถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่แข็งแกร่ง นายบอริส พิสโตริอุส รมว.กลาโหมเยอรมนี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนทหารประจำการจาก 180,000 นาย เป็น 260,000 นายภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนนโยบายของนาโต และเสริมความมั่นคงของประเทศในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้คาดว่าจะเผชิญกับความท้าทายในการพิจารณาของรัฐสภา เพราะมีเสียงเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างกองทัพของเยอรมนีในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เยอรมนียังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนแผนการเพิ่มกำลังทหารในรูปแบบสมัยใหม่ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดของประชาชนต่อการเกณฑ์ทหารในอดีต

  • เพิ่มจำนวนทหารกองหนุนจาก 100,000 เป็นมากกว่าสองเท่า
  • เพิ่มจำนวนทหารประจำการจาก 180,000 เป็น 260,000 นายภายในปี 2030
  • ใช้โครงการรับราชการทหารโดยสมัครใจ 6 เดือนเป็นทางเลือกแทนการเกณฑ์ทหารบังคับ
  • มุ่งเป้าเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นต่อภารกิจของนาโต

โครงการรับราชการทหารโดยสมัครใจของเยอรมนีเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการพัฒนากำลังทหาร ไม่เพียงแต่ลดการพึ่งพาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ แต่ยังส่งเสริมคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างสมัครใจจากประชาชนอีกด้วย

หากคุณสนใจเรื่องราวการเมืองระหว่างประเทศ หรือการพัฒนากองทัพในประเทศยุโรป ติดตามข่าวสารได้จากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อไม่พลาดการอัปเดตที่สำคัญ

ที่มา – คณะรัฐมนตรีเยอรมนีผ่านร่างกฎหมาย “รับราชการทหารโดยสมัครใจ”

เดือดไม่หยุด ‘อรอุ๋ง-หมอบี’ แฟนคลับถามถึง ‘รถหรู’ ได้มาอย่างไร?

กระแสของความสัมพันธ์ระหว่าง “หมอบี” เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้ต้องหาคดีเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ และ “อรอุ๋ง” อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ อดีตไอดอลสาว BNK48 กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโซเชียลที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อภาพของอรอุ๋งที่โพสต์ภาพคู่กับ รถซูซูกิ จิมนี่ สุดหรูเกิดกระแสถล่มทันที เนื่องจากสังคมสงสัยว่ารถยนต์คันดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหมอบีหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่าเป็นเงินที่ได้จากมิจฉาชีพผ่านการระดมทุนเพื่อวัดพระบาทน้ำพุ

เดือดไม่หยุด ‘อรอุ๋ง-หมอบี’ แฟนคลับถามถึง ‘รถหรู’ ได้มาอย่างไร?

ภายใต้กระแสวิพากษ์อย่างหนักหน่วง อรอุ๋งได้ออกมาเผยว่า ระหว่างตนกับหมอบีไม่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด และตนเคารพนับถือหมอบีและภรรยาเสมือนพ่อแม่ พร้อมทั้งประกาศจะใช้กฎหมายฟ้องร้องผู้ใดก็ตามที่บิดเบือนความจริงเพื่อทำลายชื่อเสียง

ความจริงของเรื่อง ‘รถหรู’ จากใครกันแน่?

แม้อรอุ๋งจะออกมาชี้แจงไปแล้ว แต่คำถามหลัก dotyczące รถซูซูกิ จิมนี่ ที่เธอขี่ในภาพยังคงเป็นปมคำถามที่แฟนคลับยังสงสัยอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหากหลักฐานชี้ว่ารถคันดังกล่าวมีที่มาจากหมอบี นั่นเท่ากับหมอบีใช้เงินจากการทุจริตที่ถูกกล่าวหาเพื่อซื้อของให้ผู้อื่น

สังคมจึงต้องจับตาดูว่าอรอุ๋งจะสามารถคลี่คลายข้อสงสัยว่า รถหรูมาได้ยังไง ได้อย่างไร และในขณะเดียวกัน ผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่จะสามารถให้ข้อมูลหรือหลักฐานว่าความสัมพันธ์ที่ว่านี้มีเกี่ยวข้องกับการทุจริตจริงหรือไม่

  • อรอุ๋งยืนยันไม่มีความสัมพันธ์แบบชู้สาวกับหมอบี
  • แฟนคลับสงสัย “รถหรู” มาจากเงินบริจาคที่วัดพระบาทน้ำพุ
  • หน่วยงานต้องสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงินบริจาค

เรื่องล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งชื่อดังมากเท่าไหร่ ความเป็นส่วนตัวก็ยิ่งลดความเป็นส่วนตัวลงเท่านั้น อรอุ๋งอาจต้องเผชิญกับทั้งการพิสูจน์ตัวตน ความจริง และความสัมพันธ์จนกว่าจะมีข้อสรุป

หากคุณอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีของวัดพระบาทน้ำพุ หรือความเคลื่อนไหวของอรอุ๋งและหมอบี ลองติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจเปลี่ยนภาพรวมของเรื่องนี้ได้

ที่มา – เดือดไม่หยุดความสัมพันธ์ ‘อรอุ๋ง-‘หมอบี’ แฟนคลับจี้ถาม ‘รถหรู’ ได้มาอย่างไร?

เชอรีนถอนหายใจ ตอบแล้วความสัมพันธ์กับมารี

ประเด็นร้อนแรงไม่หยุดจริงๆ เมื่อความสัมพันธ์ของนักแสดงสาว มารี เบรินเนอร์ และนักธุรกิจหนุ่มดัง ไฮโซบอส กลายเป็นที่กล่าวขวัญของสื่อและผู้ติดตาม เพราะเรื่องราวมีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับวงเพื่อนฝูงหลายคน

มารี และ เชอรีน ณัฐจารี เคยรู้จักกันมานานผ่าน ไฮโซบอส ที่ทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์ ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า เธอทั้งสองเป็นมิตรหรือแค่รู้จักกันทั่วไป

เชอรีนถอนหายใจ ตอบคำตอบ

ล่าสุด เชอรีน ณัฐจารี ได้เปิดใจชัดเจนในช่วงไลฟ์สดขายของ เมื่อมีคนถามตรงๆ ว่า เชอรีนกับมารีสนิทกันไหม และคำตอบที่ออกมา เป็นคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง

เชอรีนเผยว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะอยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละคน บางทีเรารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่บางทีก็อาจจะเป็นแค่รู้สึกของคนเดียว” พร้อมทั้งเล่าถึงช่วงเวลาที่มีโอกาสได้เจอกันบ่อยเพราะเคยคบกับคนใกล้ชิดกัน

เพื่อนสนิทหรือแค่รู้จัก

เชอรีนยังเล่าต่อว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอเข้ากับมารีได้ดี มีกิจกรรมด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะออกเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปฟิตเนส ไปร้องคาราโอเกะ หรือไปดื่มเครื่องดื่มเบาๆ ร่วมกัน ทำให้เธอรู้สึกว่าทั้งสองเป็นมิตร

แต่อีกด้านหนึ่ง ยอมรับด้วยว่า “อาจจะแค่เราคิดไปเองก็ได้ ที่เรารู้สึกว่าเราสนิทกัน ก็เพราะว่าเราเคยเป็นวงเดียวกัน แต่เขาเขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ได้ ไม่ใช่ใครผิดใครถูก มันก็แค่การตีความของแต่ละคน”

  • เคยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน
  • ไปดื่มไปดริงก์ ฟิตเนส คาราโอเกะ
  • ไม่แน่ใจว่าถือว่าเป็นเพื่อนรู้ใจหรือไม่

เรื่องราวครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสต่างๆ ในโลกโซเชียล โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ความสัมพันธ์ของ เชอรีน และ มารี เป็นเพียงความเข้าใจผิด เพราะทั้งสองต่างก็ไม่ได้มีมุมมองตรงกัน

ทั้งนี้ เป็นเรื่องของความรู้สึกและมุมมองส่วนตัว ซึ่งกันและกันอาจมองไม่เหมือนกัน จึงทำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดในสายตาของคนอื่น

อย่างไรก็ตาม คำตอบของเชอรีนน่าสนใจ เพราะเธอไม่ได้โวยวายหรือแสดงความรู้สึกแย่ แต่ยอมรับในความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ และยังยืนยันว่า “ไม่ว่ากันเข้าใจได้” สะท้อนความเป็นผู้ใหญ่ที่น่ายกย่องมาก

สุดท้ายแล้วเพื่อนกันเป็นแบบไหน ทุกคนมีบทนิยามที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเคารพในความรู้สึกของอีกฝ่าย และการไม่ตีกรอบใครเอาไว้

ที่มา – ‘เชอรีน’ ถอนหายใจ! ตอบแล้วความสัมพันธ์ ‘มารี’ บอกเราสนิทกับเขาแต่เขาไม่สนิทกับเรา

พนักงานขับรถทัวร์บริษัทชื่อดัง ร้อง กมธ.แรงงาน ถูกบังคับนอนบริษัท

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นายสมพล หินขาว ซึ่งเป็นพนักงานขับรถทัวร์ของบริษัทชื่อดัง พร้อมด้วยผู้ร่วมงานอีก 1 คน ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับกรณีที่ถูกบังคับให้นอนอยู่ที่บริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านหาครอบครัว

พนักงานขับรถทัวร์บริษัทชื่อดัง ร้อง กมธ.แรงงาน ถูกบังคับนอนบริษัท

จากกรณีที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าทางบริษัทได้ออกกฎระเบียบภายในให้พนักงานขับรถทัวร์ต้องนอนพักที่บริษัทโดยไม่สามารถกลับบ้านได้ ซึ่งห้องพักที่จัดให้นั้นเป็นห้องรวมที่ใช้ร่วมกันหลายคน ทำให้เกิดปัญหาการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ แม้กระทั่งผู้ป่วยก็ยังต้องนอนร่วมกับคนอื่น โดยหากไม่ปฏิบัติตามกฎดังกล่าว จะถูกหักเงินถึง 10,000 บาท ทั้งยังต้องทำหน้าที่เลื่อนรถโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่หากสามารถนอนครบ 1 เดือนที่บริษัท ก็จะได้รับเงินรางวัลเพิ่มอีก 1,000 บาท

สิทธิแรงงานถูกละเมิด

นอกจากปัญหาการควบคุมเวลาพักผ่อนแล้ว ผู้ร้องเรียนยังระบุอีกว่า บริษัทไม่ให้พนักงานพักร้อน ไม่มีวันหยุด และการลางานก็ยากมาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่หากทำงานครบเดือน จะได้รับเงินเพิ่ม 2,500-3,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการกดดันให้พนักงานไม่อาจขัดขืนกฏที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้

  • หักเงินถึง 10,000 บาท หากไม่นอนที่บริษัท
  • ห้องนอนรวมหลายคน ทำให้เกิดปัญหาการพักผ่อน
  • ทำงานตลอดเวลา ไม่มีวันหยุดและไม่ให้ลาพักร้อน

อีกทั้งทางบริษัทยังออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจอดรถให้พนักงานที่มีอายุงานน้อยกว่า 10 ปีต้องจ่ายค่าที่จอดรถวันละ 50 บาท และหากมีอายุงานเกิน 10 ปี จะต้องจ่ายค่าจอดรถตามประเภทของยานพาหนะซึ่งแตกต่างกัน โดยมีอัตราไม่เท่ากัน

กมธ.แรงงานเตรียมสอบสวน

ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง ได้กล่าวว่า ตนเองจะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการแรงงานโดยเร็ว เพราะเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารจำนวนมากหากพนักงานมีความอ่อนล้าหรือไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หากข้อกล่าวหาเป็นความจริง บริษัทดังกล่าวจะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงานและกรมขนส่งทางบก จะถูกเชิญมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนอย่างเป็นธรรม

กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายจ้างทุกภาคส่วนในการให้ความสำคัญกับสิทธิและสวัสดิการของแรงงานเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

ที่มา – ‘พนักงานขับรถทัวร์บริษัทชื่อดัง’ ร้อง ‘กมธ.แรงงาน’ถูกบังคับนอนบริษัทไม่ให้กลับบ้าน

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรแรง“ไทยเที่ยวไทย” มา 3 จ่าย 2

ใครวางแผนไปเที่ยวชลบุรีในช่วงเดือนกันยายนนี้ ห้ามพลาดโปรโมชั่นพิเศษจาก สวนนงนุชพัทยา ในแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย” เพราะมา 3 คน จ่ายแค่ 2 คน ตลอดทั้งเดือนกันยายน 2568 เท่านั้น

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรแรง“ไทยเที่ยวไทย” มา 3 จ่าย 2

โครงการ ไทยเที่ยวไทย ที่ประธานสวนนงนุชพัทยา นายกัมพล ตันสัจจา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนภายในสวนนงนุชพัทยา

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น เด็กสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรที่มาพร้อมครอบครัว และผู้พิการสามารถเข้าสวนนงนุชได้ฟรีทุกวัน ส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถเข้าฟรีได้ทุกวันศุกร์ และถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าได้ฟรีทั้งปี

ชมการแสดงสุดอลังการท่ามกลางบรรยากาศมหัศจรรย์

การมาเยือนสวนนงนุชพัทยาในช่วงนี้ คุณจะได้ชมการแสดงที่แปลกตาและน่าทึ่งจากทั้งคนและสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น “นงนุชโชว์” และการแสดงช้างแสนรู้ ซึ่งจัดขึ้นวันละ 4 รอบ (เช้า 2 รอบ และบ่าย 2 รอบ) รับรองว่าคุ้มค่าและสร้างความประทับใจอย่างยิ่ง

บรรยากาศในสวนนงนุชพัทยาถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเลย เพราะมีกว่า 60 สวนกระจายตัวบนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น สวนตะบองเพชร 1 และ 2, สวนลอยฟ้า, สวนกล้วยไม้ และสวนเนิร์สเชอรี่ไม้ประดับมากมายหลากหลายชนิด คุณจะได้สัมผัสความสงบและความงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง

  • ชมการแสดง 4 รอบต่อวัน
  • ส่วนลดสำหรับครอบครัว
  • เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรี
  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์
  • ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทั้งปี

สำหรับใครที่ชื่นชอบงานสะสม นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในด้านโบราณคดีหรือมรดกทางวัฒนธรรม สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พุทธคุณ ซึ่งรวบรวมของสะสมเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี พร้อมทั้งพิพิธภัณฑ์รถแปลกหรือที่เรียกกันว่า “สวนรถ 1 และ 2” ซึ่งรวบรวมยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ

ที่สวนนงนุชยังมีกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ อีกด้วย โดยเด็ก ๆ จะได้สนุกกับการผจญภัยไปกับไดโนเสาร์กว่า 1,700 ตัว ท่ามกลางบรรยากาศของอุทยานให้ความรู้ที่ผสมผสานระหว่างความบันเทิงและนวัตกรรมการศึกษา

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย หรือวางแผนพาครอบครัวพักผ่อนในช่วงวันหยุด ทางเข้า สวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น.

อย่าลืมใช้โปรโมชั่นพิเศษ ไทยเที่ยวไทย จบในสิ้นเดือนกันยายนนี้เท่านั้น มา 3 จ่าย 2 เป็นโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศของเราไปในตัวด้วย

สรุปแล้ว การมาพักผ่อนที่สวนนงนุชพัทยาในช่วงกันยายน 2568 ถือเป็นโอกาสทองในการใช้เวลาดี ๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง พร้อมสิทธิประโยชน์มากมายที่ได้รับจากการ โปรโมชั่นไทยเที่ยวไทย เรียกได้ว่าคุ้มค่าทั้งเรื่องความบันเทิงและกระเป๋าเงินอย่างแน่นอน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่: www.nongnoochpattaya.com

ที่มา – สวนนงนุชพัทยาจัดโปรแรง“ไทยเที่ยวไทย” มา 3 จ่าย 2 ตลอดเดือนกันยายน

โรมชี้สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมาย

ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความเห็นกรณีที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) สนับสนุนการสร้างกำแพงระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าหากต้องสร้างกำแพงแล้วควรตอบโจทย์ในการจัดการสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การกั้นคนข้ามไปมาเท่านั้น

โรมชี้สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ชายแดนไทย-กัมพูชามีระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร หากต้องการสร้างกำแพงก็ควรพิจารณาวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพราะหากวัตถุประสงค์เพียงเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน แม้จะมีการสร้างกำแพงในบางพื้นที่อย่างจังหวัดสระแก้ว แต่ก็ยังมีการลักลอบเข้าออกอยู่ดี

“ถ้าจะสร้างกำแพงแล้วตอบโจทย์ก็สร้างได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ต้องสามารถจัดการกับสิ่งที่ผิดกฎหมายได้จริง ไม่ใช่เพียงการกั้นทางกายภาพ” นายโรม กล่าว และเสนอว่าเทคโนโลยีอย่างกล้อง CCTV หรือแม้กระทั่ง Smart Pole ที่ใช้ AI ในการตรวจสอบ อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า การลงทุนเพียงแค่สร้างกำแพง

การจัดการชายแดนควรใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมากกว่ากำแพง

ทว่าขณะนี้ยังมีปัญหาในการเชื่อมฐานข้อมูลของกองกำลังในพื้นที่ ซึ่งทำให้ระบบการเฝ้าระวังยังมีช่องโหว่ จึงเป็นเหตุผลที่ นายรังสิมันต์ เสนอว่าการลงทุนในเทคโนโลยีและบุคลากรอาจมีความสำคัญมากกว่าการสร้างกำแพง

  • การลงทุนในเทคโนโลยี IoT และ AI เพื่อเฝ้าระวัง
  • ระบบกล้องวงจรปิดแบบ Smart ที่เชื่อมกับศูนย์กลาง
  • การฝึกอบรมบุคลากรชายแดน
  • การพัฒนาระบบฐานข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน

นอกจากนี้ กรณีล่าสุดที่มีทหารเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทางกัมพูชายืนยันว่าเป็นกับระเบิดเก่า แต่นายโรมมองว่าอาจเป็นการใช้จิตวิทยาเพื่อลดภาพลักษณ์ของไทย และย้ำว่าหากอยากชนะสงครามความคิด ต้องมีแม่บทและกลยุทธ์ที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ตอบโต้แบบอารมณ์

“ผมไม่เห็นด้วยที่ผู้บาดเจ็บต้องใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ ผมขอสนับสนุนให้นำอุปกรณ์ห้ามเลือดที่ดีกว่านี้มาใช้ เพราะเราไม่ใช่ประเทศที่ยากจน” นายรังสิมันต์ กล่าวอีกด้วย

ด้านประเด็นการถูกกล่าวถึงในจดหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยได้รับการเสนอชื่อให้ได้รางวัลโนเบลจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายรังสิมันต์ มองว่าเป็นมารยาททางการทูต แต่ขอเร่งรัดให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

สรุปแล้ว การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างกำแพง สิ่งสำคัญคือการพัฒนากลไกการจัดการที่ทันสมัยและสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

อย่าลืมติดตามประเด็นร้อนเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมอัปเดตข่าวที่น่าสนใจทุกประเด็นที่ Daily News

ที่มา – ‘โรม’ชี้สร้างกำแพง ‘ไทย-กัมพูชา’ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมายได้ ไม่ใช่แค่กั้นคนข้ามไปมา

ภูมิธรรมเผยสิ้นเดือนก.ย.มีข่าวดีเขากระโดงชัดเจนหมด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่า ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ น่าจะมีข่าวดีและชัดเจนทั้งหมดแล้ว

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขณะนี้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ได้มีการประชุมและสำรวจปัญหาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ ทางราชการไม่ได้เร่งรีบหรือกระหือรือใดๆ แต่จะทำตามกระบวนการกฎหมายอย่างเคร่งครัด และตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

ภูมิธรรมเผยสิ้นเดือนก.ย.มีข่าวดีเขากระโดงชัดเจนหมด

“ภายในสิ้นเดือนก.ย.น่าจะชัดเจนทั้งหมด เพราะขณะนี้ท่านเพิ่งมารับตำแหน่ง โดยได้มีการประชุม และดูสภาพปัญหาทั้งหมดแล้ว เราไม่ได้กระหือรือ ผลีผลามจะทำ เราทำตามกระบวนการกฎหมาย” นายภูมิธรรมกล่าว

เมื่อถามถึงความชัดเจนของพื้นที่สนามฟุตบอลและสนามแข่งรถว่าจะต้องรื้อถอนหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องว่าตามกฎหมาย โดยอิงจากคำพิพากษาศาลทั้งหมด ตนเองได้ประชุมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว และจะดำเนินการตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไปทักท้วงที่ศาลหากไม่พอใจ

กระบวนการควบคุมที่ดินเขากระโดง

“มันเป็นคนละขั้นตอน อยู่ๆไปตัดสินไม่ได้ สมมุติว่าถ้าเราไปอยู่ที่ดินของหลวง ใครเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นเขาก็เป็นคนตัดสินใจ หากมีฝ่ายที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร หรืออยากขอความเยียวยาช่วยเหลืออะไรตามกฎหมายที่ทำได้ก็ต้องให้ผู้มีอำนาจเป็นเจ้าของที่แปลงนั้น” ท่านกล่าวเพิ่มเติม

ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่ที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง สิ่งที่ศาลต้องการให้ทำอย่างเดียวคือ ปรับให้มาตราส่วนของกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตรงกัน ซึ่งขณะนี้เกือบจะเรียบร้อยแล้ว และได้มีการรังวัดพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ทราบว่าโฉนดใดที่ได้มาโดยชอบ และที่ไม่ชอบ

  • กระบวนการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ปรับปรุงมาตราส่วนให้สอดคล้องกัน
  • เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทักท้วงตามขั้นตอน
  • การประกาศยกเลิกโฉนดที่ไม่ถูกต้อง

“ถ้าชัดเจนทั้งหมด กรมที่ดินสามารถประกาศยกเลิกโฉนดเดิมแล้วให้ไปเรียกร้องเอา” ท่านกล่าวปิดท้าย

ด้านกระบวนการหลังจากนี้ ท่านระบุว่า กรมที่ดิน รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการร่วมกันตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมตามข้อเท็จจริง

ความคืบหน้าในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการยุติปัญหาขัดแย้งที่ดินเขากระโดงอย่างเป็นธรรม และเชื่อว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับคำยุติที่ชัดเจนภายในเดือนกันยายนนี้

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ โว สิ้นเดือน ก.ย.มีข่าวดีเขากระโดงชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อนไม่พอใจไปท้วงที่ศาล