ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาอุทัยธานีขาดทุน

ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังและรายได้ของชาวนา แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกังวลและทุกข์ใจสำหรับเหล่าเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ที่ตอนนี้กำลังเผชิญกับปัญหา ราคาข้าวตกต่ำ อย่างหนัก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลจากชาวนาในพื้นที่ ซึ่งหลายคนอยู่ในช่วงบำรุงรักษาและเก็บเกี่ยวข้าว แต่กลับต้องเผชิญกับราคารับซื้อที่ลดลงไปถึงระดับ 5,000-6,000 บาทต่อตัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าต้นทุนในการผลิตอย่างมาก

ราคาข้าวตกต่ำ กระทบรายได้ชาวนา

นายสมหวัง ชาวนาอายุ 64 ปี ที่มีประสบการณ์ทำนาหลายสิบปี เปิดเผยว่า ปีนี้เขาปลูกข้าวบนพื้นที่กว่า 30 ไร่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้กำไรหรือไม่ เพราะราคารับซื้อที่ลดลงไปถึง ราคาข้าวตกต่ำ อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาวนาอย่างรุนแรง

ชาวนาปรารถนาให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ

“ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะราคาข้าวของผมจะอยู่ที่ 8,000 บาทต่อตัน แต่ก็มีเงินอุดหนุนอื่น ๆ ที่ทำให้ได้ประมาณ 10,000 บาทต่อตัน อย่างน้อยก็พอคุ้มค่า แต่ตอนนี้ทั้งต้นทุนและราคายิ่งห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายสมหวังกล่าว

นอกจากความกังวลเรื่องรายได้แล้ว ชาวนาในพื้นที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าปุ๋ยและค่ายา ซึ่งส่งผลให้แม้จะมีแรงงานและการลงทุนอย่างหนัก แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับลดลง

  • ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น
  • ราคารับซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนโดยรวม

ด้วยปัญหาเหล่านี้ ทำให้เกษตรกรหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันที่ดูเหมือนจะละเลยปัญหาความเป็นอยู่ของเกษตรกร ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีลดน้อยลงในอนาคต หรือแม้กระทั่งการหันไปปลูกพืชผักราคาดีมากกว่าข้าว

เฉพาะในพื้นที่อำเภอหนองฉาง แรงงานที่ใช้ในการทำนาค่อนข้างสูง ผู้ที่ทำงานหนักตลอดทั้งปี ควรจะได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม การที่ราคารับซื้อข้าวลดลงไปถึงระดับที่ขาดทุน ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

จากการลงพื้นที่ นอกจากชาวนาแล้ว ยังมีผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่เห็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะออกมาช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมามีรายได้ที่มั่นคง และสร้างความมั่งคั่งให้แก่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้อีกครั้ง

ขณะนี้หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือในเร็ววัน ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคา การสนับสนุนต้นทุน หรือการเปิดตลาดรัฐเพื่อซื้อข้าวในราคาที่เหมาะสม ซึ่งหากทำได้จริงจะสร้างความมั่นใจ และความหวังให้กับเกษตรกรอีกครั้ง

พวกเราในฐานะสังคม ควรให้ความสำคัญและใส่ใจกับปัญหาของเกษตรกรมากขึ้น เพราะพวกเขาคือคนที่ทำให้เรามีอาหารรับประทานทุกวัน การที่พวกเขาต้องเหน็ดเหนื่อยโดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมควรร่วมมือกันแก้ไข

ที่มา – ราคาข้าวตกต่ำ! ชาวนาอุทัยธานีโอด ขาดทุนยับ วอนรัฐบาลใหม่เร่งช่วย

กองทัพบกยืนยันทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ ไม่ใช่ของตกค้าง

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนหน้า คือ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่มีรายงานว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้ออกมาโต้แย้งว่า ไม่มีการนำทุ่นระเบิดชนิดใหม่มาใช้ หรือวางไว้ในพื้นที่ใด ๆ และขอชี้แจงว่าพื้นที่บางแห่งของพวกเขาอาจยังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีต

กองทัพบกยืนยันหลักฐานชัดเจน

แต่ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า หน่วยงานบกฯ มีข้อมูลชัดเจนว่า ทหารกัมพูชานำ ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งเป็นทุ่นรุ่นใหม่ไปวางไว้ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน ทั้งในสถานะที่ติดตั้งแล้ว และที่เตรียมไว้เพื่อนำไปวางเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีคลิปจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผย ซึ่งแสดงให้เห็นภาพการเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิด PMN-2 พร้อมเสียงสนทนาของทหารกัมพูชาที่กำลังพูดคุยเกี่ยวกับการนำทุ่นไปวางตำแหน่งในพื้นที่ใหม่

ทุ่นระเบิด PMN-2 ไม่ใช่ของเก่า

โฆษกกองทัพบกได้ระบุอีกว่า กรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างว่าเป็นของตกค้างนั้นไม่เป็นความจริง เพราะ TMAC (หน่วยกำจัดวัตถุระเบิดของไทย) ได้เข้าสำรวจและกำจัดวัตถุระเบิดในพื้นที่จากสงครามเก่าหมดแล้วในปี พ.ศ. 2562 โดยจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,300 ลูก และ ไม่มีการพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เลย

ทั้งนี้ ลักษณะของ ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ใช้อยู่ในช่วงสงครามของกัมพูชานั้นมีลักษณะต่างจากทุ่นในปัจจุบันมาก โดย PMN-2 เป็นทุ่นที่ทำจากพลาสติกแข็ง มีพื้นผิวมันเงา และมีตัวหนังสือหรือตัวเลขปั๊มชัดเจน สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าน่าจะเป็นทุ่นที่ผลิตใหม่ ไม่ใช่ของเก่าจากสงครามในอดีต

  • มีการตรวจสอบหลักฐานอย่างละเอียดจากฝ่ายไทย
  • การใช้ภูมิปัญญาทางยุทธวิธีและเทคโนโลยีในการตรวจสอบ
  • มีการรวบรวมภาพถ่ายและวีดิทัศน์เป็นพยานหลักฐาน

“กองทัพบกจึงอยากเรียกร้องให้ทหารกัมพูชายึดมั่นในศักดิ์ศรีของทหาร คำนึงถึงเกียรติยศขององค์กร และไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีหลักฐานชัดเจน เพราะการปฏิเสธโดยไม่มีมูลเหตุ ถือเป็นเรื่องที่น่าอายเยี่ยงยิ่ง” โฆษกกัมพูชาเผยว่า

ในที่สุด กองทัพบกของไทยยังวิงวอนให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพข้อตกลงร่วมกัน และแสดงออกผ่านการปฏิบัติตามจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในคำพูดเท่านั้น

จากการติดตามรายงานข่าวและสถานการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งทางพรมแดนในบางพื้นที่ยังคงมีความซับซ้อน และควรได้รับการแก้ไขผ่านทางการทูตอย่างสุภาพร่วมกับความชัดเจนด้านกฎหมาย

ที่มา – ‘กองทัพบก’ยันหลักฐานมัดทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ ไม่ใช่ตกค้างจากสงคราม

ติวแล้วใจฟู! BEM พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 17

เมื่อพูดถึงโอกาสในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลายคนอาจนึกถึงเส้นทางที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน แต่สำหรับนักเรียนมัธยมปลายหลายคน “ติวแล้วใจฟู! BEM พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 17” คือกิจกรรมที่เติมพลังบวก และความมั่นใจให้กับน้อง ๆ ในการก้าวสู่เส้นทางใหม่

ติวแล้วใจฟู! BEM พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 17

กิจกรรม “BEM พาน้องพิชิต TCAS ครั้งที่ 17” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ โดยความร่วมมือของ BEM ร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ทั้ง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนมัธยมปลายกว่า 3,000 คน จากทั่วประเทศ

หัวใจสำคัญของโครงการ

“การศึกษาคือกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนชีวิต” คือแนวคิดหลักที่ BEM เดินหน้าต่อยอดโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง คุณเทพนารี เศรษฐเสรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ BEM กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะให้โอกาสเยาวชนอย่างเท่าเทียม เข้าถึงความรู้ผ่านกิจกรรมติวเข้ม On-site และ Online เพื่อเตรียมพร้อมสอบ TGAT/TGPAT ได้แบบมั่นใจ ครอบคลุมทุกพาร์ตในเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น

ปีนี้ยังมีทีมอาสาจาก We By The Brain นำทีมโดยครูพี่นุ้ย, ครูพี่เอ๋ และครูพี่ยู ให้เทคนิคการสอบแบบละเอียด ชัดเจน และเข้าใจง่าย อีกทั้งแขกรับเชิญพิเศษอย่าง “ครูดิว – ชัยธวัธ มโนชัยเจริญกุล” จากเพจ KruDew English ก็มาร่วมให้กำลังใจ สร้างแรงผลักดัน และชวนน้อง ๆ เปิดใจกับภาษาอังกฤษ ทักษะจำเป็นอันดับหนึ่งของโลกการทำงาน

เติมพลัง มากกว่าแค่การติว

ติวแล้วใจฟู! BEM พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 17 มิใช่แค่การติวเข้มอย่างทั่วไป แต่ยังรวมความสนุก ความรู้ และแรงบันดาลใจจากทุกมุมงาน ทั้งนักเรียนที่เดินทางมาร่วมแบบ On-site และ Online ต่างรู้สึกพอใจและได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่า

  • น.ส.ธณิดา ตันทักษิณานุกิจ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่สองที่เข้าร่วมงานเพราะเห็นว่าเนื้อหาเข้มข้น เทคนิคใช้งานได้จริง
  • น.ส.พิชชารัตน์ โชติรัตน์ และ น.ส.น้ำเพชร เชื้อเอี่ยม ผู้ได้รับทุนการศึกษาจากกิจกรรมนี้ ต่างเห็นว่าการติวครั้งนี้ช่วยเติมเต็มความมั่นใจและความรู้ในวิชา TGAT อย่างมาก

นอกจากนี้ยังมี นายนิปุณ ไทรวิเศษ และเพื่อนจากโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา จังหวัดสุพรรณบุรี เดินทางกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเข้าร่วมงาน โดยพูดว่า “ได้พลังใจจากคุณครูจนมีแรงสู้ในสนามสอบจริงแล้ว”

กิจกรรมอื่นที่เติมพลัง เชิงบวก

นอกจากการติวเข้มกิจกรรมยังจัดเต็มด้วย Mini Concert จากศิลปิน MEYOU และ Samui อีกทั้งยังมีบูธกิจกรรมจากแบรนด์ดังอย่าง สก็อต, กรุงศรี แอป, เอไอเอส 5G, โออิชิ และอื่น ๆ อีกมากมายเพื่อให้กำลังใจนักเรียน และเติมเต็มพลังใจในวันสำคัญนี้

BEM ย้ำเสมอว่า “การให้โอกาส คือการสานฝัน” โดยตลอด 17 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีติว แต่เป็นงานสร้างพลังบวกให้น้อง ๆ และสังคมรุ่นใหม่ของไทย

ติวแล้วใจฟู! BEM พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 17 คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของน้อง ๆ ที่จะเต็มที่ในการสอบและมุ่งสู่อนาคตอย่างมั่นใจ
อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม และเชื่อมั่นในตัวคุณ เพราะโลกนี้เปิดโอกาสให้คนตั้งใจเสมอ!

ที่มา – ติวแล้วใจฟู! BEM พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 17 สนุกอัดแน่นแรงบันดาลใจล้นฮอลล์

ราคาทองวันนี้ 28 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ราคาทองวันนี้ 28 ส.ค. 68 เมื่อเวลา 09.06 น. ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งล่าสุดเมื่อวานนี้ (พุธ) โดยตลอดทั้งวันมีการประกาศราคาทองรวม 9 ครั้ง ซึ่งราคาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 บาท สู่ระดับ 51,950 บาท

ราคาทองวันนี้ 28 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ราคาทองคำแท่งในวันนี้ มีการรับซื้อที่ราคาบาทละ 51,850 บาท และราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 51,950 บาท ส่วนทองรูปพรรณราคาซื้อขายอยู่ที่บาทละ 50,816.32 บาท และราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 52,750 บาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองวันนี้ 28 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ราคาราคาทองคำ Spot เช้าวันนี้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย สู่ระดับราว 3,386 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากช่วงเช้าที่อยู่ที่ประมาณ 3,397 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าราคาทองคำ Futures บนตลาด COMEX สหรัฐจะปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 15.60 ดอลลาร์ แตะที่ 3,448.60 ดอลลาร์ กระตุ้นจากกระแสการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย

กลุ่มผู้ลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น ตัวเลข GDP แบบปรับปรุงครั้งที่ 2 ประจำไตรมาส 2/2025 และดัชนี PCE (Personal Consumption Expenditures) ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดอีกครั้งถึงแนวโน้มการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)

  • ราคาทองรับซื้อในวันนี้ = 51,850 บาท
  • ราคาทองขายออก = 51,950 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณขายออก = 52,750 บาท
  • ทองคำ Spot ปรับลดเหลือ ~3,386 USD/oz

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของตลาดยังได้รับผลกระทบจากการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งปลดลิซา คุก สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ FED ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐในอนาคต

จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มหันมาจับตาดูราคาโลหะมีค่า โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของทองคำที่อาจเป็นสัญญาณชี้วัดมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

หากคุณกำลังติดตามข่าวการเงิน หรือวางแผนการลงทุนในระยะสั้น ควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางราคาทองในช่วงถัดไป

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 28 ส.ค. ลดลง 50 บาท

191 จับสาวลักลอบขายหมีขอ พร้อมทลายแหล่งรับจำนำปืน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.วรางค์วิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. ได้จัดการจับกุมผู้ต้องหาในข้อหาลักลอบค้าสัตว์ป่า โดยสามารถจับกุมน.ส.กัณฐิกา อายุ 22 ปี และนายชาตรี อายุ 39 ปี พร้อมของกลางที่ประกอบด้วย ลูกหมีขอ 1 ตัว ลูกนางอายหรือลิงลม 1 ตัว เงินสดจำนวน 15,000 บาท รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ได้ที่บริเวณอพาร์ทเม้นท์ซอยนวมินทร์ 155 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร

191 จับสาวลักลอบขายหมีขอ พร้อมทลายแหล่งรับจำนำปืน

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนพบว่าน.ส.กัณฐิกาได้โฆษณาหรือประกาศจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครองผ่านเฟซบุ๊กในชื่อ “Chatree Kodkan” โดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากเจ้าหน้าที่ติดต่อซื้อหมีขอในราคา 15,000 บาท และนัดมารับของที่อพาร์ทเม้นท์ ผู้ต้องหาได้นำลูกหมีขอมาส่งมอบ แต่เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและจับกุมในทันที

หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหา พบว่ามีลูกนางอายหรือลิงลมอีก 1 ตัว ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ในความครอบครอง ดังนั้น จึงได้แจ้งข้อหาต่อทั้งสองว่า “ร่วมกันค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “ร่วมกันมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จากนั้นทั้งสองถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สืบทราบขายสัตว์ป่าผ่านโซเชียลมีเดีย

พล.ต.ต.วรางค์วิทย์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่มีการโฆษณาขายสัตว์ป่าผ่านโซเชียลมีเดียมานาน โดยเฉพาะเฟซบุ๊กส่วนตัวที่น่าสงสัย หลังมีการแชร์โพสต์และรูปภาพของสัตว์ที่ถูกกฎหมายห้ามขาย เช่น หมีขอและนางอาย จึงได้มีการวางแผนจับกุมและล่อซื้อสินค้าเพื่อไม่ให้หลุดพ้น

กรณีนี้ยังเป็นบทเรียนเตือนวัยรุ่นและประชาชนทั่วไปในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับสัตว์ป่า และการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องรับโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

ล่าสุด! จับนายสุชาติ รับจำนำปืน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายสุชาติ อายุ 41 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนพกสั้นจำนวน 6 กระบอกและเครื่องกระสุนปืน 179 นัด ที่บ้านพักซอยสุขสวัสดิ์ 30 แยก 8-2 เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โดยเป็นผลจากการตรวจสอบพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่ามีการรับจำนำอาวุธปืนจำนวนมาก

ในการสอบสวน เจ้าหน้าที่ใช้หมายค้นจากศาลอาญาธนบุรี เพื่อเข้าตรวจค้นและพบอาวุธปืนที่มีอยู่ภายในบ้านพัก หลังตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตเป็นของบุคคลอื่น จึงได้แจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต่อนายสุชาติ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการกล่าวการรับสารภาพของผู้ต้องหา นายสุชาติให้ข้อมูลว่าอาวุธปืนที่ถูกตรวจพบนั้นได้รับมาจากเพื่อนที่รู้จักกัน และเครื่องกระสุนปืนซื้อมาจากสนามยิงปืนซึ่งเขาไปซ้อมยิงเป็นประจำ

  • ใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางขายสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
  • สัตว์ที่ถูกลักลอบค้า เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย
  • พบอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมากในบ้านผู้ต้องหา

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับสัตว์ป่าและอาวุธปืนยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวดและต่อเนื่องในการป้องปราม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในการรายงานพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายเพื่อรักษาความปลอดภัยในสังคม

อย่าซื้อหรือขายสิ่งผิดกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ชั่วคราว เพราะอาจกลายเป็นปมวินาศในอนาคต เจ้าหน้าที่พร้อมสืบสวนเอาผิดถึงที่สุด!

ที่มา – 191 จับสาวลักลอบขายหมีขอ พร้อมทลายแหล่งรับจำนำปืน

นิพิฏฐ์ จวก บิ๊กเต่า พูดส่อเสียดเกินไป ทิดจอร์จลั่นถ้ามีเมียหลายคนจะรุมกระทืบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยมีเนื้อหาที่กล่าวถึง พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ บิ๊กเต่า ถึงการกระทำและคำพูดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งบางครั้งถูกมองว่า พูดส่อเสียดเกินไป

นิพิฏฐ์ จวก บิ๊กเต่า พูดส่อเสียดเกินไป

ในโพสต์ของเขา นิพิฏฐ์ ได้กล่าวชมว่าในสมัยที่ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว ทำหน้าที่สำคัญ มีผลงานเด่นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติสูง เขานั้นได้แสดงความเป็นมืออาชีพ และกล้าหาญในการทำงาน ซึ่งในขณะนั้นมีไม่มากคนที่กล้าแสดงความเห็น หรือให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย

ลั่นถ้ามีเมียหลายคนจริงจะรุมกระทืบด้วย

อย่างไรก็ตาม นิพิฏฐ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการที่ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว มีข่าวเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึง “วัดพระบาทน้ำพุ” ว่าเป็นเพียง “อลงกตการละคร” นิพิฏฐ์มองว่าการพูดในลักษณะเช่นนี้ไม่เหมาะสม และเป็นการพูดส่อเสียดโดยไม่มีหลักฐาน ผมมองว่าผู้ถูกกล่าวหาควรได้รับการตั้งใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน” นิพิฏฐ์กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับข่าวลือว่า พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว มีภรรยากว่าหนึ่งคน ซึ่งในโพสต์ของเขาได้อ้างว่า “ถ้ามีเมียหลายคนจริง จะรุมกระทืบด้วยนะ” และย้ำว่าหากพบว่าเป็นพระที่มีเมียหลายคนจริง ไม่สามารถยอมรับได้เลย

  • นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ยืนยันว่าพระไม่ควรเข้าถึงความสัมพันธ์ทางเพศ
  • ประเด็น ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ เป็นการส่อเสียดเกินขอบเขต
  • เรียกร้องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

ในโพสต์ของเขา นิพิฏฐ์ยังเน้นย้ำว่า กระบวนการยุติธรรม คือเสาหลักของระบอบประชาธิปไตย หากเสาเหล่านี้เริ่มสั่นคลอน ระบบก็จะล่มสลายได้ เขากล่าวด้วยว่าในอดีตเคยมี นายตำรวจดาวรุ่ง ที่มีทั้งความสามารถและได้รับความเคารพนับถือ แม้แต่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในสังกัด แต่เขาไม่ต้องการให้ บิ๊กเต่า เดินตามรอยคนเหล่านั้น

เขาทิ้งท้ายด้วยคำว่า “อย่ามองผู้ต้องหาเป็นศัตรู พวกเขาทำหน้าที่เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์ คำว่า “พิทักษ์สันติราษฎร์” มีความหมายครอบคลุมทุกด้านแล้ว”

จะเห็นได้ว่าประเด็นนี้ถือเป็นหัวข้อที่สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมในการใช้คำพูดของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งยังสะท้อนถึงมุมมองจากตัวบุคคลที่เคยผ่านบทบาทสำคัญในสังคมและการเมือง

เชื่อว่าเมื่อทุกฝ่ายทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความโปร่งใส ระบบยุติธรรมจะสามารถดำรงอยู่ในแบบที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับทุกคน

ที่มา – “นิพิฏฐ์”จวก”บิ๊กเต่า” หยุดพูดส่อเสียด “ทิดจอร์จ”ลั่นถ้ามีเมียหลายคนจริงจะรุมกระทืบด้วย

เขื่อนลำตะคองเหลือน้ำเพียง 23% คาดสิ้นฝนปีนี้แตะ 60%

สถานการณ์น้ำใน เขื่อนลำตะคอง ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาวโคราชในปัจจุบันนี้เหลือเพียง 23% ของความจุทั้งหมด หรือประมาณ 72 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุรวม 314 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์นี้จัดอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ทางผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคองได้ให้ข้อมูลว่า แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ปริมาณฝนที่ตกเหนือเขื่อนยังคงน้อย ทำให้น้ำไหลเข้าเขื่อนไม่มากนัก

คาดการณ์ปริมาณน้ำสิ้นสุดฤดูฝน

อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลระบุว่า ฤดูฝนปีนี้ยังมีเวลาอีก 2 เดือน ได้แก่ กันยายนและตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการรับน้ำฝนเข้าพักใน เขื่อนลำตะคอง และขณะนี้เขื่อนยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้อีกกว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เขื่อนจะมีปริมาณน้ำสะสมราว 180 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 60% ของความจุ

เทียบกับปีก่อนที่มีน้ำเพียง 103 ล้านลูกบาศก์เมตร

หากเทียบกับปีก่อนหน้า เขื่อนลำตะคอง มีน้ำแค่ 103 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น การเพิ่มขึ้นกว่า 70 ล้านลูกบาศก์เมตรถือเป็นความก้าวหน้าที่ชัดเจน และแม้ในปัจจุบันสถานการณ์น้ำใกล้เคียงกับปี 2560 ซึ่งประสบปัญหาฝนเบา แต่หากฝนตกน้อยระดับเดียวกันในปีนี้ก็ยังคาดว่าจะมีน้ำเหลือประมาณ 147 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44%

การมีปริมาณน้ำที่มากขึ้นเท่านี้แสดงให้เห็นว่าความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งปีหน้ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน

เตรียมรับมือฤดูน้ำหลากพื้นที่ลุ่มต่ำ

แม้จะมีความกังวลเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนในช่วงต้นฤดูฝน แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พื้นที่ก็ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฤดูน้ำหลากอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ท้ายเขื่อนในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา ที่มีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมขัง พวกเขาได้จัดการกำจัดวัชพืชในคลองส่งน้ำและคลองสาขาตลอดแนว และมีแผนบริหารจัดการผันน้ำลงคลองชลประทานเพื่อให้การระบายลงสู่ลำตะคองรวดเร็วที่สุด

หากมีพายุฝนหนักในอีก 2 เดือนข้างหน้า อาจทำให้ปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุของ เขื่อนลำตะคอง ซึ่งจะช่วยให้ระบบจัดสรรน้ำต่างๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์โดยรวม ฉันมั่นใจว่าการบริหารจัดการน้ำใน เขื่อนลำตะคอง ปีนี้มีความพร้อมเพียงพอที่จะรองรับทั้งฤดูแล้งและฤดูฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการบริหารจัดการอย่างยืดหยุ่นและเกิดการประสานงานที่ดีจากทุกภาคส่วน

ที่มา – เขื่อนลำตะคองเหลือน้ำเพียง 23% คาดสิ้นฝนปีนี้แตะ 60% มั่นใจรับมือแล้งปีหน้าได้

ผลผลิตข้าวของจีนเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568

ผลผลิตข้าวของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 โดยเฉพาะในฤดูแรกของปีที่มีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 400.8 กิโลกรัมต่อหมู่ หรือประมาณ 0.067 เฮกตาร์ ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับ 400 กิโลกรัมเป็นครั้งแรก และเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วก็เพิ่มขึ้น 1.5% แม้ว่าพื้นที่เพาะปลูกโดยรวมจะลดลงเล็กน้อยเพียง 0.3% แต่ก็ยังสามารถให้ผลผลิตที่ดีขึ้นได้

ผลผลิตข้าวของจีนเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (National Bureau of Statistics: NBS) กล่าวว่า สาเหตุหลักของการเติบโตนี้ มาจากสภาพอากาศที่เหมาะสม รวมไปถึงอัตราการเกิดภัยธรรมชาติที่ต่ำกว่าปกติ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนนโยบายจากรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการกำหนดราคาซื้อขั้นต่ำที่สูงขึ้นสำหรับข้าวเมล็ดยาวในฤดูแรก รวมถึงแรงจูงใจที่เพิ่มขึ้นสำหรับมณฑลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการเพาะปลูกธัญพืช

การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร

ผลผลิตข้าวของจีนเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 นี้ ไม่ใช่แค่สัญญาณของความมั่นคงในการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการประกันความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศ รวมถึงการสนับสนุนให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคง แม้อยู่ในสภาวะแวดล้อมโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย

จากการวิเคราะห์คร่าว ๆ ให้เห็นว่า ความพยายามบนนโยบายภาครัฐ ร่วมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการเกษตรกรรม ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในจีนอยู่ในเกณฑ์ดี และลดความเสี่ยงด้านความหิวโหยหรือปัญหาขาดแคลนอาหารในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีน

ในมุมมองของผู้เขียน การเติบโตของ ผลผลิตข้าวของจีนเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 นี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของจีน หากประเทศอื่น ๆ ก็สามารถนำแนวทางการสนับสนุนเกษตรกรรมและวางแผนการเพาะปลูกอย่างมีระบบเข้ามาปรับใช้ได้ ก็อาจส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระดับโลกมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผลผลิตข้าวของจีนเพิ่มขึ้น ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568

รัฐบาลทรัมป์ประกาศแผน เข้าควบคุมสถานีรถไฟกรุงวอชิงตัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ว่านายฌอน ดัฟฟีย์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมสหรัฐ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้สถานียูเนียน สเตชัน “กลับมาสวยงามอีกครั้ง”

ไม่เพียงแค่การออกแบบให้มีความสวยงาม แต่ผู้นำสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงการให้ระบบขนส่งสาธารณะที่ผ่านสถานีแห่งนี้ “กลับมาปลอดภัยอีกครั้ง” และ最重要ที่สุดคือ ต้องทำให้กรุงวอชิงตันซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ “กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

รัฐบาลทรัมป์ประกาศแผน เข้าควบคุมสถานีรถไฟกรุงวอชิงตัน

ดัฟฟีย์กล่าวว่า สถานียูเนียน สเตชัน “ทรุดโทรมลงอย่างมาก” ตั้งแต่ช่วงปี 1980 เมื่ออยู่ภายใต้การบริหารของ แอมแทร็ก (Amtrak) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกึ่งเอกชน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลกลางได้กำหนดแผนที่จะเข้ามาควบคุมสถานีแห่งนี้ด้วยตนเอง เพื่อให้สถานีกลับมาเป็นศูนย์กลางของการเดินทางและการบริการอย่างแท้จริง

แผนการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและโครงสร้างภายใน

ดัฟฟีย์ได้อธิบายรายละเอียดแผนปรับปรุงสถานียูเนียน สเตชันว่า จะมีการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย การสร้างลิฟต์ใหม่ และการปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในสถานี เพื่อเพิ่มความสว่าง ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่ใช้บริการทุกวัน

  • ปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีแสงสว่างเพิ่มขึ้น
  • เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • สร้างลิฟต์ใหม่เพื่อความสะดวก
  • ควบคุมโดยรัฐบาลกลางแทนแอมแทร็ก

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวซึ่งเป็นการขยายอำนาจของรัฐบาลกลางต่อการบริหารเมืองหลวง ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากพรรคเดโมแครต ที่มองว่าการกระทำของรัฐบาลทรัมป์อาจเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการใช้อำนาจควบคุมสำนักงานตำรวจกรุงวอชิงตัน และการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มายังพื้นที่

รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้สถานีรถไฟเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา และเป็นหน้าตาใหม่ของเมืองหลวงที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดี มีความปลอดภัยและตอบสนองความต้องการของประชาชน แม้จะมีแรงต้านมากมาย แต่แผนนี้ถูกมองว่าเป็นการเร่งรีบเพื่อผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ก่อนสิ้นวาระ

หากคุณสนใจเรื่องนโยบายสาธารณะหรือวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการควบคุมของรัฐบาลกลางต่อพื้นที่เขตเมืองหลวง ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญได้ที่นี่

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์ประกาศแผน เข้าควบคุมสถานีรถไฟกรุงวอชิงตัน

กรุงปักกิ่งวางแผนสร้างโรงงาน 5จี อย่างน้อย 20 แห่งภายในปี 2570

กรุงปักกิ่งเปิดแผนพัฒนานวัตกรรมอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม 5จี+ ระหว่างปี 2568-2570 โดยมีเป้าหมายในการจัดตั้งเครือข่าย 5จี เฉพาะอุตสาหกรรมอย่างน้อย 50 แห่ง พร้อมส่งเสริมเพิ่มผู้ให้บริการประยุกต์ใช้ 5จี ครบวงจรอีก 50 แห่ง

กรุงปักกิ่งวางแผนสร้างโรงงาน 5จี

ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัว เทศบาลกรุงปักกิ่งให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายสัญญาณ 5จี ให้ครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก รวมถึงพื้นที่ที่มีบริษัทหนาแน่น โดยตั้งเป้าติดตั้งเครือข่ายสัญญาณ 5จี ส่วนบุคคลเฉพาะด้านอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยี 5จี เอ็ดวานซ์ (5จี-A)

กลุ่มธุรกิจชั้นนำขับเคลื่อนเป้าหมายโรงงาน 5จี

บริษัทชั้นนำในหลากหลายภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อุปกรณ์ และชีวเภสัชภัณฑ์ จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างโรงงาน 5จี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 ในเมืองจีน

นอกเหนือจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทศบาลกรุงปักกิ่งยังส่งเสริมให้มีการพัฒนานวัตกรรมโดยการนำ 5จี มาปรับใช้จริงในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตอัจฉริยะ ยานยนต์เชื่อมต่อ และระบบการดูแลสุขภาพ

  • การติดตั้งเครือข่าย 5จี ทั่วพื้นที่อุตสาหกรรม
  • ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม 5จี เอ็ดวานซ์
  • พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีไปสู่ 6จี

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

การพัฒนาเทคโนโลยี 5จี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรับเทรนด์โลกเช่นนี้เช่นกัน

ที่มา – กรุงปักกิ่งเล็งสร้าง “โรงงาน 5จี” อย่างน้อย 20 แห่ง ภายในปี 2570