ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ฮุนมาเนตเผย ทรัมป์ส่งจดหมายขอบคุณบทบาทหยุดยิงชายแดนไทย-กัมพูชา

ฮุนมาเนตเผย ทรัมป์ส่งจดหมายขอบคุณบทบาทหยุดยิงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกมาเปิดเผยจดหมายสำคัญจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ที่ส่งมาขอบคุณต่อการมีบทบาทของสหรัฐฯ ในการช่วยลดความตึงเครียดและหยุดยิงระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชาบริเวณพรมแดน

บทบาทของสหรัฐอเมริกาผ่านสายลมการทูต

ฮุน มาเนต เผยในข้อความสื่อสารสาธารณะว่า จดหมายจากทรัมป์มีใจความสำคัญระบุถึงการที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทอย่างเร่งด่วนและช่วยกระตุ้นให้ความขัดแย้งยุติลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญที่ช่วยปกป้องชีวิตพลเมืองในพื้นที่ที่อาจตกเป็นเหยื่อจากการปะทะทางทหาร

การกระทำดังกล่าวก็สอดคล้องกับนโยบายการทูตที่เน้นการลดความขัดแย้งโลกของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกับประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในอดีต เช่น ไทยและกัมพูชา

บทบาทอย่างมีน้ำหนักของทรัมป์ในข้อพิพาทด้านการทูต

ความสนใจจากประธานาธิบดีระดับโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในสายตาของสหรัฐ และยังสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทการทูตของประธานาธิบดีสามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้โดยตรง

  • บทบาทของสหรัฐฯ ช่วยลดการปะทะอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสื่อสารระหว่างประเทศมีความสำคัญต่อความสงบ
  • การมีส่วนร่วมจากผู้นำระดับโลกช่วยเสริมเสถียรภาพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่าการที่ทรัมป์มีบทบาทในการจัดการกับข้อพิพาทฯ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ เพราะแม้สหรัฐจะมีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงเวลาที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง แต่รูปแบบการแทรกแซงการทูตในครั้งนี้ได้ผลชัดเจน

ขณะนี้ ทั้งไทยและกัมพูชายังอยู่ในช่วงการเจรจากันอย่างเป็นทางการเพื่อค้นหาวิธีจัดการข้อพิพาทเรื่องชายแดนแบบยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน

บทบาทของสหรัฐอเมริกาไว้ใจได้หรือไม่ในกรณีนี้ เป็นประเด็นที่น่าจับตา เนื่องจากการแทรกแซงจากต่างประเทศบางครั้งอาจดูเหมือนการแทรกแซงแต่ก็มีจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งกว่าจะเห็นในทันที

หากมองในเชิงบวก การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการส่งเสียงช่วยดับไฟชนวนการปะทะถือเป็นการเปิดฉากใหม่ในความสัมพันธ์ภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลลัพธ์ระยะยาวที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ที่มา – “ฮุนมาเนต”เผย ‘ทรัมป์’ ส่งจม.ขอบคุณ บทบาทหยุดยิงชายแดนไทย–กัมพูชา”

เดนมาร์กประท้วงสหรัฐฯ เรื่องการแทรกแซงในกรีนแลนด์

ล่าสุด สถานการณ์ทางการเมืองระหว่าง เดนมาร์ก และ สหรัฐอเมริกา เริ่มมีความตึงเครียดขึ้น เมื่อมีรายงานจากสถานีโทรทัศน์ดีอาร์ของเดนมาร์กเกี่ยวกับ ‘พลเมืองอเมริกันกลุ่มหนึ่ง’ ที่เดินทางเข้ามา ‘ปฏิบัติการลับในกรีนแลนด์’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ ‘แทรกซึมในสังคม’ เพื่อสนับสนุนให้กรีนแลนด์แยกตัวออกจากเดนมาร์กและเข้าไปสู่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา

เดนมาร์กประท้วงสหรัฐฯ เรื่องการแทรกแซงในกรีนแลนด์

รัฐบาลเดนมาร์กไม่อาจปิดบังความไม่พอใจที่เกิดขึ้น โดย นายลาร์ส ล็อกเคอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์ก ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการหลังจากพบอุปทูตสหรัฐฯ เพื่อประท้วงต่อ “ความพยายามแทรกแซงกิจการภายใน” ที่เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลเดนมาร์กไม่สามารถยอมรับได้

แรงกระตุ้นให้เกิดการแยกตัวจากกรีนแลนด์

การเข้าไปแทรกแซงของสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความปรารถนาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการ ‘ซื้อเกาะกรีนแลนด์’ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์กอยู่ โดยมีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 คนที่เดินทางไปยังนูก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อเก็บข้อมูลและสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่สนใจความใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา และอาจสนับสนุนให้กรีนแลนด์แยกตัวออกมาจากเดนมาร์ก

กลุ่มผู้อยู่อาศัยในกรีนแลนด์มีจำนวนประมาณ 57,000 คน โดยประมาณครึ่งหนึ่งเห็นว่าควรมีการแยกตัวออกจากเดนมาร์ก แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปฏิเสธอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมสหรัฐฯ จึงทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่ใช่แค่ทางการเมือง แต่ยังต้องดูให้ดีเรื่องความคิดของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

  • เดนมาร์กเรียกร้องสหรัฐฯ อธิบายกรณีมีพลเมืองเข้าไปดำเนินกิจกรรม
  • ปลุกกระแสแยกตัวในกรีนแลนด์กลายเป็นประเด็นตึงเครียด
  • ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมายอมรับความสนใจในกรีนแลนด์

การกระทำที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นการเปิดโปงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์และอุดมการณ์ในอาร์กติก ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการควบคุมทรัพยากร แต่ยังเกี่ยวข้องกับอิสรภาพ การปกครอง และความเชื่อมั่นของประชาชนอีกด้วย การที่สหรัฐฯ พยายามขยายอิทธิพลในพื้นที่อย่างนี้ อาจก่อให้เกิดแรงต้านจากประชาชนในท้องถิ่น และไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้ตัวเองได้ในสายตาของผู้คนในภูมิภาค

สถานการณ์ตอนนี้คงต้องติดตามต่อไป ว่าสหรัฐอเมริกาจะจัดการอย่างไร และเดนมาร์กจะมีการตอบโต้ในรูปแบบใด เพื่อคุ้มครองอธิปไตย์และผลประโยชน์ของตนในพื้นที่อาร์กติก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า การแทรกแซงกิจการภายในของชาติอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจไม่ใช่ทางออกที่สร้างความสงบสุขได้จริง

ร่วมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดนมาร์กประท้วงสหรัฐฯ เรื่องการแทรกแซงในกรีนแลนด์ ได้ที่นี่

ที่มา – เดนมาร์กประท้วงสหรัฐ กรณีปฏิบัติการ “แทรกแซง” ในกรีนแลนด์

แนะรัฐ-เอกชน จับมือพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ พาไทยขึ้นผู้นำ “HealthTech”

ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อทุกภาคส่วนของสังคม การพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพหรือ HealthTech ถือเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยสู่ความเป็นผู้นำระดับโลก นพ. ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เผยว่า จุดแข็งของอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยคือ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ทั้งแพทย์ พยาบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญและมีความเอื้ออาทรต่อผู้ป่วย

แนะรัฐ-เอกชน จับมือพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ พาไทยขึ้นผู้นำ “HealthTech”

แม้จะมีบุคลากรที่ยอดเยี่ยม แต่ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค และวัคซีนจากต่างประเทศอยู่มาก ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น และส่งผลให้อุตสาหกรรมด้านสุขภาพของประเทศยังไม่สามารถเข้าสู่ S-Curve ใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ นพ.ก้องเกียรติ กล่าวว่า หากต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของคนไทย จำเป็นต้องมีการพัฒนาและผลิตสินค้าทางการแพทย์ภายในประเทศมากขึ้น

ศักยภาพไทยในงานวิจัยเทคโนโลยีด้านสุขภาพ

ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยที่มีมานาน ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการส่งเสริมงานวิจัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำเทคโนโลยีตรวจมะเร็งเต้านมด้วยการทดสอบยีนเข้าสู่การใช้งานในระบบประกันสุขภาพ ทำให้ผู้ป่วยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว

ศ.นพ. สิทธิ์ สาธรสุเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรงพยาบาลศิริราชได้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่จะเป็นโรงพยาบาลวิจัยระดับโลก โดยเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยี AI ในการวินิจฉัยโรคที่มีความแม่นยำสูงกว่า 90% พร้อมทั้งนำระบบ Mobile Stroke Unit ไปใช้ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของรถโรงพยาบาลเคลื่อนที่ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่า 90%
  • Mobile Stroke Unit ลดเวลาในการรักษาลง 50%
  • งานวิจัย CAR-T Cell ช่วยลดต้นทุนการรักษามะเร็ง

กล่าวโดยสรุปว่า ศิริราชมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของเอเชีย โดยเฉพาะในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ไปจนถึงการควบคุมและจัดการข้อมูลผู้ป่วยโดยใช้ระบบดิจิทัล

ความจำเป็นในการสนับสนุนจากภาครัฐ

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบนิเวศสำหรับนวัตกรรมสุขภาพ (National Health Sandbox) หรือการลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานราชการ ในปัจจุบันนักวิจัยและผู้ประกอบการในไทยต้องเผชิญกับปัญหาทุนสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ และขั้นตอนการจดสิทธิบัตรที่ใช้เวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่ต้องการนำเทคโนโลยีออกจากประเทศ หรือบริษัทในต่างประเทศที่ต้องการทำธุรกิจภายในประเทศไทย

นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อร่วมตั้ง สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร (RISE) กล่าวว่า การสนับสนุนจากรัฐบาลควรทำให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น โดยเสนอแนวทางให้มีการสร้าง hunters.append sandbox เพื่อสนับสนุนบริษัทไทยให้สามารถจับมือกับพันธมิตรจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้นพ. ศุภชัย ยังยกตัวอย่างนวัตกรรมจากบริษัทต่างประเทศ เช่น Qvin ซึ่งเป็นบริษัทจากสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผ่านแผ่นตรวจอัจฉริยะในผ้าอนามัยที่เชื่อมกับแอปพลิเคชัน เพื่อส่งผลการตรวจไปยังผู้ใช้งานอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเช่นนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรศึกษาและพัฒนาให้เข้ากับบริบทของตนเอง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้คน

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยไม่เร่งดำเนินการในเรื่องการสนับสนุนผู้ประกอบการและนักวิจัยด้านสุขภาพ เทคโนโลยี อุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นก็จะยังคงถูกนำเข้าจากต่างประเทศ และเราอาจพลาดโอกาสในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านสุขภาพของภูมิภาคอาเซียนไปโดยสิ้นเชิง

โดยสรุป การพัฒนาสุขภาพของไทยจะต้องอาศัยความร่วมมือแบบสามฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน รวมถึงนักวิจัยและนวัตกร เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นผู้นำในด้าน HealthTech ให้กับอาเซียนและโลกในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ นักวิจัย หรือหน่วยงานที่สนใจในเรื่อง HealthTech อย่ารอช้า! ร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคตสุขภาพของทุกคนวันนี้

ที่มา – แนะรัฐ-เอกชน จับมือพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ พาไทยขึ้นผู้นำ “HealthTech”

นัดล้างตา! ตบสาวไทย ดวล ญี่ปุ่น รอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกชิงแชมป์โลก 2025

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 เดินทางมาถึงจุดสำคัญในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และทีมชาติไทยที่อยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบนี้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โดยทีมเราผ่านเข้ามาในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่มเอ เตรียมพบกับทีมชาติญี่ปุ่นที่มาในฐานะแชมป์กลุ่มเอช และเป็นหนึ่งในทีมอันดับต้นๆ ของโลกในอันดับที่ 4

นัดล้างตา! ตบสาวไทย ดวล ญี่ปุ่น รอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกชิงแชมป์โลก 2025

สำหรับผลการแข่งขันของทีมชาติไทยใน “กลุ่ม A” มีดังนี้:

  • ไทย 3-1 อียิปต์ สกอร์ 25-15, 23-25, 25-15, 25-11
  • ไทย 3-0 สวีเดน สกอร์ 25-18, 25-20, 25-22
  • ไทย 2-3 เนเธอร์แลนด์ สกอร์ 25-23, 17-25, 25-23, 10-25, 14-16

แม้จะแพ้ให้กับเนเธอร์แลนด์ในนัดสุดท้าย แต่การได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของกลุ่มเป็นเรื่องที่น่ายินดี และทำให้เราได้มีโอกาสเจอกับทีม “สาวแดนปลาดิบ” ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีความแข็งแกร่งมากในทัวร์นาเมนต์นี้

ผลงานแข้งสาวไทย และความพร้อมก่อนฟอร์มทีมญี่ปุ่น

สำหรับผลงานของทีมชาติญี่ปุ่นใน “กลุ่ม H” มานั้นก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก:

  • ญี่ปุ่น 3-0 เคเมอรูน สกอร์ 25-21, 25-17, 19
  • ญี่ปุ่น 3-2 ยูเครน สกอร์ 25-27, 20-25, 25-20, 26-24, 15-11
  • ญี่ปุ่น 3-1 เซอร์เบีย สกอร์ 25-23, 30-28, 23-25, 25-18

ทว่าไม่ว่าจะเป็นฝั่งไทยหรือญี่ปุ่น ต่างก็มีแนวทางการเล่นและการเตรียมฟอร์มตัวที่น่าสนใจก่อนเกมที่สำคัญนี้ สาวไทยเตรียมเกมรุกแบบไม่ถอย ภายใต้การนำของสาวเก่งอย่าง ปั้น (พิมพ์ชนก) และ “มือกาวน้อย” (ชัชชุกานต์) ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นมีเทคนิคการเล่นที่สลายออกมาอย่างมืออาชีพ มีความเคลื่อนไหวแบบไม่หยุดนิ่ง

นัดสำคัญนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 20.30 น. ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพฯ ซึ่งแฟนบอลสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางช่อง PPTV36 และ AIS PLAY

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลทั้งหลายต่างก็มีความคาดหวังสูงว่า “ตบสาวไทย” จะสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนได้อีกครั้ง ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทีมของเราจะสามารถคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งที่เหนือกว่ามากมาย

อย่าพลาด! นัดนี้ถือว่าน่าติดตามสุดๆ และน่าล้างตาอย่างแน่นอน

ที่มา – นัดล้างตา! ตบสาวไทย ดวล ญี่ปุ่น รอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกชิงแชมป์โลก 2025

ตื่นตา! ฉลามครีบดำโผล่อวดโฉม หากินชายหาดอ่าวมาหยา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เมื่อพบว่ามีฝูงฉลามครีบดำ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Blacktip reef shark ปรากฏตัวที่ชายหาดอ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ ถึงจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ตัว พวกมันว่ายน้ำหากินอย่างคึกคัก ครึ้งไปมาตามแนวปะการังบริเวณชายหาด ทำให้พื้นที่หน้าหาดเต็มไปด้วยเงาดำของฉลามขนาดความยาวประมาณ 100-150 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 10-20 กิโลกรัม

ตื่นตา! ฉลามครีบดำโผล่อวดโฉม หากินชายหาดอ่าวมาหยา

ในช่วงเวลานี้ ทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้มีการปิดอ่าวมาหยาและอ่าวโล๊ะซามะชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2568 เพื่อให้ระบบนิเวศใต้ทะเลได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเล ทำให้ฉลามครีบดำ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ถาวรในพื้นที่นี้ สามารถเข้ามหากินหน้าหาดในช่วงเช้าได้เป็นจำนวนมาก

ฉลามครีบดำ: สัตว์น้ำที่ไม่ใช่ภัยอันตราย

มีข้อมูลเผยว่าฉลามครีบดำ มีแถบสีดำที่ครีบหลัง ชอบอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งและนิยมอยู่เป็นฝูง เป็นสัตว์น้ำที่มีนิสัยไม่ดุร้ายเมื่อเทียบกับฉลามชนิดอื่น ๆ และกินแค่สัตว์น้ำขนาดเล็กเท่านั้น การที่พวกมันเข้ามาหากินหน้าหาดแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในทะเลอ่าวมาหยา และเป็นผลลัพธ์ที่ดีจากการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ย้ำเตือนนักท่องเที่ยวว่า แม้ฉลามครีบดำจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ขอความร่วมมืออย่าไปรบกวนหรือสัมผัสกับพวกมันเด็ดขาด เพื่อรักษาระยะและการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสันติ

ที่น่าติดตามต่อไปคือ โครงการShark Watch Project ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งดำเนินงานสำรวจพฤติกรรมและจำนวนฉลามครีบดำ ในพื้นที่เดิม เมื่อเดือนมกราคม 2567 ก็พบว่ามีฉลามครีบดำอาศัยอยู่ถึง 126 ตัว

การแสดงตัวของฉลามครีบดำที่อ่าวมาหยาในครั้งนี้ ถือเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศใต้ทะเลร่วมกับการจำกัดกิจกรรมของมนุษย์ สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นบวก และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อคนรุ่นต่อไป

หากคุณมีโอกาสไปพักผ่อนยังภูเก็ตหรือกระบี่ อย่าลืมมาสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติในมุมใหม่ผ่านการสังเกตฉลามครีบดำที่หาดอ่าวมาหยา แต่จำไว้ว่า “ชมได้ ห้ามแตะ!”

ที่มา – ตื่นตา! “ฉลามครีบดำ” โผล่อวดโฉม หากินชายหาดอ่าวมาหยานับร้อยตัว

มีสิทธิเจอคุก! ตุรกีเตรียมฟ้องสาวอยากดังอุตริถ่ายคลิปเต้นรูดเสาธงชาติ

กรณีของหญิงสาวที่อาจถูกฟ้องร้องจากทางการตุรกีหลังจากถ่ายทำคลิปเต้นรูดเสาธงชาติโด่งดังออกไปทั่วโลก หลังจากเธอโพสต์วิดีโอในโซเชียลมีเดียอินสตาแกรมโดยใช้บัญชี @blittem ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 9,000 คน

เธอเป็นนักท่องเที่ยวชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ได้เดินทางไปเที่ยวเมืองคัปปาโดเกียในประเทศตุรกี และถ่ายทำวิดีโอโชว์ลีลาการเต้นท่า “รูดเสา” กับเสาธงชาติของตุรกีที่ตั้งอยู่ในปราสาทโบราณยูชิซาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว

มีสิทธิเจอคุก! ตุรกีเตรียมฟ้องสาวอยากดังอุตริถ่ายคลิปเต้นรูดเสาธงชาติ

จากคลิปดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่เมื่อปรากฏข่าวว่าชาวเน็ตจำนวนมากต่างวิจารณ์ว่าเธอไม่เคารพต่อสัญลักษณ์สำคัญของประเทศตุรกี กระทั่งเจ้าหน้าที่ทางการตุรกีได้ยื่นฟ้องข้อหาดูหมิ่นธงชาติซึ่งอาจปรับหรือจำคุกได้สูงสุดถึง 5 ปี

เหตุใดถึงถูกมองว่าเป็นความผิด?

ในประเทศตุรกี ธงประจำชาติถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติและประชาชน โดยทางการมองว่าทุกการกระทำที่แสดงถึงการดูหมิ่นต่อธงชาติหรือสัญลักษณ์ของชาติถือว่าผิดกฎหมายอย่างรุนแรง ดังนั้นการที่หญิงสาวรายนี้เต้นท่าโพลแดนซ์ใกล้กับเสาธงชาติถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและส่อไปในทางดูถูกดูแคลน

เอ็มเร คาลิสกัน รองผู้ว่าการรัฐเนฟเชฮีร์จากพรรคอนุรักษ์นิยม AK ของตุรกี กล่าวว่า ธงชาติของตุรกีคือเกียรติภูมิและดังแก้วตาของประชาชน ผู้ใดก่อพฤติกรรมดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะต้องเผชิญคดีทางกฎหมายอย่างแน่นอน

ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเมืองเนฟเชฮีร์ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนต่อผู้หญิงรายนี้แล้ว และยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนจริงของเธอ แม้จะมีจำนวนผู้ติดตามจำนวนมาก แต่ดูเหมือนความอยากได้รับความนิยมในโลกออนไลน์นั้นกลายเป็นการ “เจ๊าะจง” ตัวเองเข้าสู่ปัญหาทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งโซเชียลมีเดียแพร่หลาย การกระทำบางอย่างอาจถูกตีความแตกต่างกันตามวัฒนธรรมและกฎหมายของแต่ละพื้นที่ การมีชื่อเสียงไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่รวมถึงความรับผิดชอบในการแสดงออกอีกด้วย

หากคุณเป็นครีเอเตอร์หรือนักท่องเที่ยวที่หลงใหลการแชร์ชีวิตผ่านโลกออนไลน์ การได้ชื่อเสียงอาจไม่ได้มาจากการทำสิ่งที่แปลกใหม่อย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อวัฒนธรรมและกฎหมายของพื้นที่ท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

ที่มา – มีสิทธิเจอคุก! ตุรกีเตรียมฟ้องสาวอยากดังอุตริถ่ายคลิปเต้นรูดเสาธงชาติ

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้เดินทางไปเป็นผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมการเสวนา ASEAN-China Tourism Security and Safety Forum & Travel Facilitation & Tourism Statistics Harmonization Workshop ล้านช้าง-แม่โขง ระหว่างวันที่ 24 – 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การเสวนาในครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่สำคัญระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน โดยเน้นไปที่ประเด็นด้านความมั่นคงและความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการประสานงานด้านสถิติการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานการท่องเที่ยวในภูมิภาค

พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ได้นำเสนอมาตรการความปลอดภัยใหม่ๆ ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลนักท่องเที่ยวในเชิงรุก การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมถึงการประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police และศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย Tourist Safety Operation Center (TSOC) ที่เปิดให้บริการแจ้งเหตุสายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง

การขับเคลื่อนนโยบายด้านความปลอดภัยท่องเที่ยว

การเป็นตัวแทนในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและความเป็นมืออาชีพของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านและภาคีต่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลังสถานการณ์ผลกระทบจากวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมา

ในการเสวนานี้ ยังได้มีการอภิปรายเรื่องความร่วมมือเพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่มาแรงในพื้นที่ท่องเที่ยว การป้องกันการท่องเที่ยวผิดกฎหมาย และการสร้างมาตรฐานความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพร่วมกันกับประเทศภูมิภาค

  • แลกเปลี่ยนข้อมูลการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
  • สร้างเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาค
  • ส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทย
  • พัฒนากลไกการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

การเข้าร่วมเสวนาดังกล่าวของรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับชุมชนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและนานาชาติ โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผย นำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรม และการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับภาคีหลายประเทศ

ด้วยความพร้อมในระบบโครงสร้างและมาตรการรองรับ ประเทศไทยมั่นใจได้ว่าจะกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างคาดหวัง

ที่มา – รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเดินสายสร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวของไทยกับประชาคมต่างชาติ

“ตราไก่” มองข้าม “เอกีตีเก” แม้ฟอร์มฮอตกับหงส์แดง

แม้จะโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล แต่ “เอกีตีเก” ยังคงถูก “ตราไก่” มองข้าม ไม่มีชื่อติดสquad ทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ของ ดีดิเยร์ เดส์ชองส์ สำหรับเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก พบกับ เกือก ยูเครน และ ไอซ์แลนด์ ในช่วงวันที่ 5 และ 9 กันยายนนี้

“ตราไก่” มองข้าม “เอกีตีเก” แม้ฟอร์มฮอตกับ ลิเวอร์พูล

อูโก เอกีตีเก เจ้าของฉายา “ป้ายแดง” ที่ ลิเวอร์พูล ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพิ่งย้ายจาก ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต มาร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 69 ล้านปอนด์ (ราว 3,036 ล้านบาท) และเข้าสู่ระบบการเล่นของ “หงส์แดง” ได้อย่างรวดเร็ว สามารถยิงไปแล้ว 3 ประตูจาก 3 นัดแรก

เกมล่าสุด เขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีประตูสำคัญที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลบุกชนะ บอร์นมัธ และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในศึกลีก และยังโชว์ฟอร์มได้ดีใน คอมมิวนิตี ชิลด์ อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกองหน้ารุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในยุโรป

เหตุใด “ตราไก่” ยังไม่เปิดโอกาสให้ “เอกีตีเก”

แม้ผลงานจะดีจนเกินคาด แต่ดีดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศส ยังคงไม่เปิดโอกาสให้ เอกีตีเก ได้ร่วมทีมชาติอย่างเป็นทางการ แทนที่จะเลือกหนุ่มดาวรุ่งอย่าง มักแนส อากลีอุช จาก โมนาโก เข้ามาติดสquad เป็นครั้งแรก

ทีมรุกของฝรั่งเศสในชุดนี้รวมถึง บราดเลย์ บาร์กโกลา (เปแอสเช), รายาน แชร์กี (แมนฯ ซิตี), อุสมาน เดมเบเล (เปแอสเช), เดซีเร ดูเอ (เปแอสเช), คีลิยัน เอ็มบัปเป (รีล มาดริด), ไมเคิล โอลีเซ (บาเยิร์น มิวนิค) และ มาร์กกุส ตูราม (อินเตอร์ มิลาน) ที่มีประสบการณ์ระดับนานาชาติสูง

เหตุผลหลักของ “ตราไก่” น่าจะเป็นเพราะความมั่นใจในทีมชุดเดิมที่มีนักเตะเยอะในวงการยุโรป และยังอยู่ในช่วงที่ต้องการความเสถียร แม้ว่า เอกีตีเก จะมีฟอร์มร้อนแรงในศึกพรีเมียร์ลีก แต่เขายังใหม่กับทีม และอาจยังไม่พร้อมกับความกดดันจากเวทีระดับชาติ

โอกาส “เอกีตีเก” ร่วมทีมชาติ ในอนาคตน่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม เอกีตีเก ถือเป็นหนึ่งใน “นักเตะอนาคต” ของฟุตบอลโลก และเมื่อเขาปรับตัวให้เข้ากับระบบของ ลิเวอร์พูล และช่วยให้ทีมมีผลงานดีอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่คำว่า “เอกีตีเก” จะบินขึ้นมาติดธง “ตราไก่” ในครั้งหน้าก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น

จากผลงานของเขาในช่วงต้นฤดูกาล หลายคนเชื่อว่าเขากลางเป็นมิดฟิลด์รุกที่มีทั้งความเร็วและพรสวรรค์ในสังกัดของ “หงส์แดง” แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเป็นตัวเลือกสำคัญให้กับทีมชาติในอนาคต

ไม่ใช่แค่ทีมสโมสรที่ปรับตัวเข้ากับเขา แต่ทีมชาติก็คงต้องพิจารณาความสำคัญของการเปิดโอกาสแก่นักเตะรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงอย่าง เอกีตีเก มากขึ้น เพราะนี่คืออนาคตของวงการฟุตบอลทั้งในระดับสโมสรและชาติ

สุดท้าย แม้ผลงานของเขาในตอนนี้จะดีจนเกินคาด ยังไงก็ขอให้เจ้าตัวรักษาฟอร์มไว้ และเล่นอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากทำได้แบบนี้ต่อไป โอกาสจะได้ดวลกับ “ตราไก่” ในเวทีระดับโลกอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ที่มา – “ตราไก่” ยังมองข้าม “เอกีตีเก” แม้โชว์ฟอร์มฮอตกับหงส์แดง

ชาวเน็ตแห่ปลอบใจ “นิว นภัสสร” เล่าโมเมนต์อดีตเคยบริจาคเงินให้วัดพระบาทน้ำพุ 2.5 แสน

เมื่อกระแสข่าวเกี่ยวกับ วัดพระบาทน้ำพุ และหลวงพ่ออลงกต จอมปลดเรี่ยค่าธรรมเนียมวัดระดับประเทศถูกเปิดโปงจนกลายเป็นที่กล่าวขวัญของสังคม หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของศาสนาบางส่วนที่ถูกใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ ต่อจากประเด็นความเคลื่อนไหวของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ นักร้องสาวหน้าหวาน นิว นภัสสร หรือที่หลายคนรู้จักในนาม นิว เดอะสตาร์ ที่เคยนำเงิน 250,000 บาท ไปถวายให้วัดพระบาทน้ำพุด้วยความศรัทธา ได้ออกมาเปิดใจผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นการบอกเล่าเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อน

ชาวเน็ตแห่ปลอบใจ “นิว นภัสสร” เล่าโมเมนต์อดีตเคยบริจาคเงินให้วัดพระบาทน้ำพุ 2.5 แสน

จากโพสต์ที่ นิว นภัสสร ได้แชร์ลงบนอินสตาแกรม @brandnew_nj ปรากฏภาพการถวายเงินจำนวน 250,000 บาท ให้วัดพระบาทน้ำพุ โดยระบุว่าเงินจำนวนนี้ มาจากรางวัลการแข่งขันรายการ The Duet ของช่อง ONE ซึ่งเธอได้ทำร่วมกับคู่ซีซีน โดยมีเจตนาถวายด้วยความจริงใจและจิตศรัทธาในช่วงเวลาที่ยังไม่มีประเด็นใดเกี่ยวข้องกับวัดดังกล่าวเลย

ต่อมา นิว นภัสสร ได้กล่าวว่า “27 สิงหาคม 2562 ครบ 5 ปีพอดี ที่เคยถวายเงิน 250,000 เงินรางวัลจากการชนะการแข่งขันในรายการ The Duet ร้องล่าคู่ของช่อง ONE ถวายให้วัดพระบาทน้ำพุด้วยจิตศรัทธาจากเราและทีมผู้ทำรายการ ก็อดคิดไม่ได้เลย…

เอาเป็นว่า วัดก็ยังเป็นวัด มนุษย์เราก็ยังเป็นคนที่เมตตา มีโอกาสช่วยเพื่อนมนุษย์กันต่อไป ใครจะไม่ดี ขอให้เราเป็นคนดี” โดยข้อความของเธอได้รับการตอบรับจากผู้ติดตามจำนวนมาก ทั้งยังมีกระแส留言ปลอบใจจากแฟนคลับที่ยังเชื่อมั่นในจิตใจที่จริงใจของนางแบบ-นักร้องสาวคนนี้

ความศรัทธาที่ยังอยู่กับ นิว นภัสสร

มีหลายคนที่เข้ามาแสดงความเห็นในเชิงบวกและส่งแรงใจให้ นิว นภัสสร เช่น:

  • แม่เป็นคนดี อย่าคิดมาก
  • รักทัศนคติของแม่
  • รักแม่นิวมาก รักค่ะ
  • ชอบพี่นิว จิตใจดีมาก
  • ไม่น่าเลยเนอะแม่ วัดไม่น่าเจออะไรแบบนี้เลย
  • เสียดายเลยนับถือหลวงพ่อมากๆ

บทสรุปของสถานการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้มีการตัดสินว่าดีหรือไม่ดีในตัว นิว นภัสสร แต่อย่างใด หากแต่ความจริงใจและความตั้งใจที่มีต่อการถวายเงินในช่วงเวลานั้น ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน ความบริสุทธิ์ใจในครั้งแรกซึ่งผ่านเวลานานหลายปีกลับมาเตือนถึงความสำคัญของบริบทก่อนตัดสินใครสักคน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าไปเชื่อมโยงกับวัดแห่งนี้หรือให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ลองกลับมาสร้างความเข้าใจใหม่ด้วยมุมมองของอีกฝ่ายบ้าง เพราะบางครั้ง ความรู้สึกดีๆ ที่อาจถูกมองข้ามหรือเบลอไป ก็อาจกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้สังคมกลับมาคิดและให้เมตตาซึ่งกันและกัน

ที่มา – ชาวเน็ตแห่ปลอบใจ “นิว นภัสสร” เล่าโมเมนต์อดีตเคยบริจาคเงินให้วัดพระบาทน้ำพุ 2.5 แสน

บิ๊กเต่า เผย อลงกต อ้ำอึ้งไม่ตอบ ปมยิงนักข่าวที่ลพบุรี

ล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีสอบสวนอดีตพระ อลงกต หรือ ทิดจอร์จ ภายหลังมีข่าวการลอบยิงนักข่าวในจังหวัดลพบุรี ซึ่งอดีตพระอลงกตมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่า อลงกต น่าจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะเมื่อถูกถามถึงประเด็นนี้ อลงกต กลับตอบเพียงแค่อ้ำอึ้ง และไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน

บิ๊กเต่า เผย อลงกต อ้ำอึ้งไม่ตอบ ปมยิงนักข่าวที่ลพบุรี

จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า การสอบสวนในครั้งนี้มีการสั่งการให้กองปราบฯ รื้อคดีอย่างละเอียด เพราะเชื่อว่ามีดราม่าทางความผิดซ้อน กรณีที่เกิดขึ้นกับอดีตพระ อลงกต นั้น ยังไม่มีการยืนยันตัวตนของผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน แต่จากหลักฐานเบื้องต้นพบว่า อลงกต มีความเกี่ยวข้องโดยตรง จึงจัดให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

ความคืบหน้าในหลายด้านและการเตรียมสึกพระ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังได้กล่าวถึงข้อมูลจากผู้เสียหายและผู้กล่าวอ้างอีกมากมาย โดยระบุว่าขณะนี้มีข้อมูลที่ร้องเรียนเข้ามาแล้วกว่า 300-400 ราย ซึ่งหลายรายมีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีของอดีตพระ อลงกต อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาความเชื่อมโยง และคัดเลือกเรื่องที่ควรมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

  • ข้อมูลร้องเรียนกว่า 300-400 ราย
  • มีลักษณะคล้ายกับคดี อลงกต
  • เตรียมสึกพระที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
  • เร่งตรวจสอบคำให้การของ อลงกต

ด้านกรณีที่มีมูลนิธิที่มีนามสกุล “พลมุข” ซึ่งตรงกับชื่อของผู้เสียชีวิต ปรากฏตัวเข้ามามีบทบาทในวัด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึก เพื่อหาความชัดเจนว่าความผิดของมูลนิธิดังกล่าวเป็นอย่างไร และแนวทางในการดำเนินคดีจะเป็นไปในทิศทางใด

จากทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเชิงรุกของฝ่ายความมั่นคงในการรื้อคดีและนำ อลงกต เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ท่ามกลางกระแสสังคมที่ต้องการความชัดเจนในคดีที่ยืดเยื้อมานาน ด้วยการเปิดเผยครั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างใกล้ชิด

ติดตามความเคลื่อนไหวสำคัญของคดีผู้มีอิทธิพลจากสำนักสงฆ์ ได้ที่นี่ อย่าให้ความจริงตกค้าง

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เผย “อลงกต” อ้ำอึ้งไม่ตอบ ปมยิงนักข่าวที่ลพบุรี เร่งรื้อคดี เชื่อมีเอี่ยว