ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘มาริษ’ เผยหลักฐานถึง ‘ยูเอ็น’ ย้ำ ‘กัมพูชา’ สังหารพลเรือน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปหารือกับนางนาดา อัล-นาชิฟ รองข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่สำนักงานใหญ่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และความขัดแย้งระหว่างไทยกับ กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในอาณาเขตของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

‘มาริษ’ เผยหลักฐานถึง ‘ยูเอ็น’ ย้ำ ‘กัมพูชา’ สังหารพลเรือน

ในการชี้แจงครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศได้นำเสนอ หลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความจริงที่ว่า ฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดโจมตีพลเรือนไทยในพื้นที่เขตแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาที่ลายใต้สัญญาณมือของตัวเอง และกลุ่มประเทศสากล

นายมาริษ ระบุว่า ทั้งการโจมตีแบบไม่เลือกเป้า การใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ และการโจมตีในพื้นที่พลเรือน เป็นการสังหารที่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงทำลายเสถียรภาพของความสัมพันธ์ในภูมิภาคอย่างรุนแรง

แรงกดดันจากโซเชียลมีเดียและ ข่าวปลอม

นอกจากนี้ รองข้าหลวงใหญ่ฯ ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าว ปลอม และการใช้สื่อโซเชียลเพื่อปลุกปั่นความขัดแย้ง ทั้งยังได้ชื่นชมท่าทีของไทยในการเปิดใจให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา พร้อมสนับสนุนให้ไทยกับกัมพูชานำแนวทางการพูดคุย dialog เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ

รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า รองข้าหลวงใหญ่ฯ ให้คำแนะนำชัดเจนว่าควรแก้ปัญหาภายใต้กรอบของกติการะหว่างประเทศ ไม่ใช้การสื่อสารแอบอ้างอิงค์ และขอให้ทั้งสองฝ่ายลดการเผยแพร่ข่าวที่มีลักษณะบิดเบือนจากสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดของประชาชน

ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้มีน้ำหนักอย่างมาก เพราะถือเป็นสัญญาณบวกจากโลกภายนอกที่จะช่วยสนับสนุนให้ไทยกับกัมพูชาสามารถแก้ปัญหาในรูปแบบสันติ และจริงใจ ภายใต้หลักโลกมนุษยธรรม

นอกจากนี้ รัฐมนตรีมาริษ ยังมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (APMBC) ครั้งที่ 22 ที่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับการหารือกับสำนักงานของเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์และผลักดันให้กัมพูชาเข้ามาร่วมดำเนินการป้องกันและกำจัดทุ่นระเบิดร่วมกับไทย ภายใต้กรอบสากล

การเคลื่อนไหวของไทยในคราวนี้ แสดงถึงความตั้งใจที่จะปกป้องพลเมือง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเวทีสากลว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ช่วยให้ชาวโลกเข้าใจความจริงอย่างถูกต้อง และไม่钖ให้กับข่าว ปลอม ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง

กรณีของไทยกับกัมพูชาถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับการจัดการขัดแย้งในระบบทวิภาคีภายใต้กรอบของยูเอ็น หากการเปิดใจและการให้ความสำคัญกับสันติภาพมีความจริงใจย่อมลดความรุนแรงในระยะยาวได้

ที่มา – ‘มาริษ’ ส่งหลักฐานถึงรองข้าหลวงใหญ่ ‘ยูเอ็น’ ย้ำ ‘กัมพูชา’สังหารพลเรือน-ปั่นเฟคนิวส์

AirAsia จัด RedGame Jam ครั้งที่ 3 ที่มาเลเซีย Team Glep คว้าแชมป์!

AirAsia จัดงาน RedGame Jam ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นกิจกรรมเกมแจมมาราธอนตลอด 48 ชั่วโมง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยทีมที่ชนะรางวัลใหญ่จะได้รับทริปไปยังประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด

งาน RedGame Jam นี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้แบรนด์ Dream It ของ AirAsia ที่เปิดโอกาสให้คนมีความฝันได้เข้าถึงโลกของเกม ผู้สร้างสรรค์ และคอมมูนิตี้ที่หลงใหลในวงการนี้ ได้แสดงความสามารถและต่อยอดความฝันของตนเอง

AirAsia จัด RedGame Jam ครั้งที่ 3 ณ มาเลเซีย

ในปีนี้ AirAsia จัด RedGame Jam ครั้งที่ 3 ขึ้นอีกครั้ง โดย Team Glep คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก เดินทางไปงาน Tokyo Game Show 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่นแบบครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ AirAsia Dream It ที่เพิ่งปิดฉากไป ทีมนี้เคยร่วมงานเมื่อปีก่อน และกลับมาแข่งกับพลังใหม่จนสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

เกมเด่นจาก Team Glep

เกมที่คว้ารางวัลใหญ่ชื่อว่า “Tappy’s Time Off” ซึ่งพัฒนาขึ้นจากตัวละคร AirAsia Buds เล่าเรื่องของ สมเสร็จ Tappy ที่ต้องรับมือกับงานประจำวันและวางแผนทริปลับในฝันไปพร้อมกัน ผู้เล่นจะต้องช่วย Tappy ลุยอุปสรรคสุดฮาในที่ทำงาน พร้อมหลบหนีจากการจับตามองของหัวหน้า

Izal Azlee หัวหน้าฝ่ายพัฒนา IP ที่ AirAsia brand co (Abc.) กล่าวว่า “ปีนี้มีผู้เข้าร่วมที่มากที่สุดตลอด 3 ปี ตั้งแต่ SEGA ไปจนถึง Asia Pacific University เรามาพร้อมแคมเปญใหญ่ The Colour of Connection (TCOC) ภายใต้โครงการ Dream It เพื่อเชื่อมโยงและสร้างพลังให้แก่ชุมชนผ่านความคิดสร้างสรรค์”

Kenny Yeow หัวหน้าทีม Team Glep กล่าวว่า “พวกเราภูมิใจมากกับความสำเร็จ และ RedGame Jam คือกิจกรรมที่เราตั้งตารอทุกปี โอกาสจาก AirAsia นั้นเปลี่ยนชีวิตจริง ๆ อยากแนะนำให้นักพัฒนาเกมรุ่นใหม่ๆ มาลองเข้าร่วม”

ดร. Tan Chin Ike หัวหน้าคณะ Asia Pacific University กล่าวเสริมว่า “เกมที่ยอดเยี่ยมต้องพึ่งคนเก่งๆ ผ่านการทำงานร่วมกันกับ AirAsia เรามอบโอกาสให้นักพัฒนาแสดงศักยภาพ ทดลองทักษะ และก้าวเข้าสู่วงการเกมดีเวลอปเมนต์อย่างเต็มตัว”

ทีมอื่นๆ ที่ได้รับรางวัล

ทีมรองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือ Team LOGIC – Greybox จากมหาวิทยาลัย Binus ประเทศอินโดนีเซีย ได้รับเงินรางวัล ของที่ระลึกจาก AirAsia บัตรเข้างาน gamescom asia x Thailand Game Show และตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ นอกจากนี้ 10 ทีมสุดท้ายยังได้โชว์ผลงานที่งาน Level Up KL อีกด้วย

AirAsia ยังคงเอกสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดเกมแจมที่ส่งเสริมชุมชนเกมในอาเซียน และให้โอกาสคนรุ่นใหม่พัฒนาทักษะ ได้โลดแล่นในวงการเกมระดับโลก นี่คือวิสัยทัศน์ของแคมเปญ Dream It ที่เปิดพื้นที่สร้างฝัน

หากคุณเป็นนักพัฒนาเกม หรือมีความหลงใหลในการสร้างเกม งาน RedGame Jam คือโอกาสที่คุณควรจับตามอง และเข้าร่วมในปีหน้า

ที่มา – AirAsia จัดงาน RedGame Jam ครั้งที่ 3 ในมาเลเซีย โดยได้ Team Glep เป็นแชมป์!

จีนเปิดห้องปฏิบัติการจูโนค้นหาอนุภาคผี

ล่าสุดจากสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ห้องปฏิบัติการจูโน ที่ตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ได้เริ่มเดินเครื่องหลังจากดำเนินการเตรียมความพร้อมและก่อสร้างมานานกว่าสิบปี ด้วยการเติมวัสดุสารเรืองแสงเหลวปริมาณ 20,000 ตัน ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการตรวจจับ “อนุภาคผี” หรือนิวทริโนที่มีคุณสมบัติพิเศษในการผ่านสสารได้โดยไม่เกิดปฏิสัมพันธ์ จึงถูกเรียกอย่างน่าสนใจว่า “ ghost particles ”

จีนเปิดห้องปฏิบัติการจูโนค้นหาอนุภาคผี

ปัจจุบัน จูโนเป็นหนึ่งในโครงการห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่มุ่งเน้นการศึกษาอนุภาคผีโดยเฉพาะ โดยการจัดวางเครื่องตรวจจับในระดับลึกใต้ดินถึง 700 เมตร เพื่อป้องกันรังสีภายนอกจากผลกระทบต่อผลลัพธ์ของงานวิจัย

ข้อมูลช่วงเริ่มต้นของการเก็บข้อมูลจากห้องปฏิบัติการจูโนแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพการทำงานของระบบโดยรวมสูงกว่าที่วางแผนไว้ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของโครงการในการสามารถตอบโจทย์คำถามพื้นฐานทางด้านฟิสิกส์อนุภาคได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ “วัดลำดับมวลของนิวทริโน” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจที่เรามีเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล

ลักษณะการตรวจจับ “นิวทริโน” ในห้องปฏิบัติการจูโน

ด้วยการที่นิวทริโนเป็นอนุภาคที่แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสสารทั่วไป จึงเป็นภารกิจที่ยากมากในการตรวจจับ มีเพียงห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ระดับโลกเท่านั้นที่สามารถจับภาพสัญญาณน้อย ๆ จากอนุภาคเหล่านี้ได้

ที่ห้องปฏิบัติการจูโน การตรวจจับนิวทริโนเกิดจากการที่อนุภาคเหล่านี้เมื่อพุ่งผ่านเข้ามาจะชนกับไฮโดรเจนในสารเหลว ทำให้เกิดแสงแฟลชเลือนรางขึ้น จากนั้นจะถูกจับสัญญาณด้วยเหล่าหลอดทวีคูณแสงกว่า 45,000 ชิ้น คำตอบทางฟิสิกส์ก็เริ่มค่อย ๆ เผยให้เห็น

  • หลักการวัดลำดับมวลนิวทริโนด้วยเทคโนโลยีของจูโนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • สามารถแยกแยะค่าต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำโดยไม่สับสนกับปัจจัยภายนอก
  • จูโนสามารถตรวจจับแอนตินิวทริโนจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใกล้เคียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หวังอี๋ฟาง โฆษกประจำห้องปฏิบัติการจูโนและนักวิจัยจากสถาบันฟิสิกส์พลังงานสูง สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า “ความสำเร็จในการเติมวัสดุสารจำเพาะเพื่อใช้งานเครื่องตรวจจับและเริ่มเก็บข้อมูลนั้น ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากจูโนคือเครื่องตรวจจับระดับโลกครั้งแรกที่ออกแบบมาเฉพาะกับการวัดลักษณะทางมวลของนิวทริโนอย่างละเอียด

สถาบันฟิสิกส์พลังงานสูงได้ระบุเพิ่มเติมว่า อายุการใช้งานของห้องปฏิบัติการจูโนสูงถึง 30 ปี ซึ่งจะทำหน้าที่สำคัญในการสำรวจนิวทริโนจากแหล่งหลายประเภท เช่น ดวงอาทิตย์ ซูเปอร์โนวา บรรยากาศ และแม้แต่ภายในเปลือกโลก

น่าจับตาอีกหนึ่งเป้าหมายอนาคตของโครงการห้องปฏิบัติการจูโน คือความสามารถในการ “ค้นหาอนุภาคนิวทริโนหมัน (sterile neutrino)” ที่ยังคงเป็นปริศนาในวงการวิทยาศาสตร์ รวมถึง “การสลายตัวของโปรตอน (proton decay)” ซึ่งอาจเปิดประตูสู่โลกของนิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

หากคุณสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม เราขอแนะนำให้ติดตามผลพัฒนาของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจากโครงการจูโนอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเปลี่ยนความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาลจากวันหนึ่งไปสู่อีกวัน

ที่มา – จีนเริ่มเดินเครื่อง “ห้องปฏิบัติการจูโน” มุ่งไขปริศนา “อนุภาคผี”

องค์การค้าฯ ยืนยัน ปีหน้า ไม่มีเนื้อหาพระอลงกต ในตำราเรียน

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มีนโยบายให้นำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอดีตพระอลงกต ซึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและถูกดำเนินคดี ออกจากหนังสือแบบเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นั้น

องค์การค้าฯ ยืนยัน ปีหน้า ไม่มีเนื้อหาพระอลงกต ในตำราเรียน

เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. กล่าวว่า ทางองค์การได้ยึดถือตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยได้ประสานงานกับสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เนื้อหาที่ขัดกับคุณธรรมจะถูกลบออกอย่างเด็ดขาด

“องค์การค้าของ สกสค. ยืนยันว่าการพิมพ์หนังสือแบบเรียนในปีการศึกษาหน้าจะไม่มีการปรากฏเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวอีก” นายภกร กล่าว

เนื้อหาที่ถูกพิจารณาว่าขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมจะไม่ถูกใช้ในการสอนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อไป โดยภายใต้แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการที่เน้นการสร้างต้นแบบที่ดีงามให้แก่เยาวชน

นอกจากนี้ การดำเนินการในครั้งนี้ยังมีการประชุมหารือและได้รับการยืนยันจากผู้บริหารระดับสูงของ สกสค. รวมถึงรายงานต่อรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกำกับดูแลและสนับสนุนแนวทางนี้อย่างชัดเจน

แนวทางดังกล่าวได้รับการตอบสนองจากหลายฝ่ายในวงการการศึกษา โดยมองว่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญเพื่อปกป้องจิตใจของเยาวชน และสอดคล้องกับค่านิยมที่ส่งเสริมจริยธรรมในสังคมไทย

การปรับปรุงเนื้อหาในตำราเรียนจึงไม่ใช่เพียงแค่การลบข้อมูล แต่เป็นการเลือกคัดและคอมไพล์เนื้อหาใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัย ตอบโจทย์การเรียนรู้อย่างมีคุณค่าโดยสอดแทรกคุณธรรมและจริยธรรมที่ควรยึดถือ

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ จริงใจ และทำให้เด็กมีแบบอย่างที่ดี

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู ควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่เด็กได้รับจากในห้องเรียน เพราะมันอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางจริยธรรมและจิตใจของเด็กได้อย่างลึกซึ้ง

ที่มา – องค์การค้าฯ ยืนยัน ปีหน้า ไม่มีเนื้อหาพระอลงกต ในตำราเรียน

กองทัพภาค1 โต้ข่าวปลอมให้สัญชาติไทยคนเขมร บ้านหนองจาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งถูกลวงเชื่อว่า กองทัพภาคที่ 1 พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคงได้จัดพิธีมอบสัญชาติไทยให้แก่คนเขมรในพื้นที่อย่างเป็นทางการ ข่าวดังกล่าวทำเอาบางกลุ่มตกใจและเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ

จากกระแสข่าวที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการผ่านทางเพจอย่างเป็นทางการของหน่วยงาน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ ไม่เคยมีการให้สัมภาษณ์หรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวการมอบสัญชาติให้กับชาวกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองจาน

ระวังข่าวปลอม ย้ำคำเตือน

ในโพสต์ของ กองทัพภาคที่ 1 ได้ระบุว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียมีลักษณะข่าวลือหรืออาจเป็นข่าวปลอม จึงขอความร่วมมือจากประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในการตรวจสอบข่าวอย่างรอบคอบ และระมัดระวังแหล่งที่มาอย่างถี่ถ้วนก่อนเชื่อถือหรือนำไปเผยแพร่ต่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเผยแพร่ข่าวในลักษณะนี้อาจนำไปสู่ผลกระทบในเชิงลบได้ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ รวมถึงอาจทำลายความสัมพันธ์ของชุมชนท้องถิ่น ที่ในความเป็นจริงอาจมีรากฐานข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น

  • ตรวจสอบแหล่งข่าว ก่อนเชื่อถือข้อมูลใด ๆ
  • หลีกเลี่ยงการแชร์ข่าว หากไม่มั่นใจในความถูกต้อง
  • หมั่นติดตามข่าวทางการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การมีสติและมีวิจารณญาณในการบริโภคข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ต่อเนื่องการแพร่กระจายข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

ในความคิดของผู้เขียน การสร้างและเผยแพร่ข่าวสารควรคำนึงถึงจริยธรรมและแหล่งข้อมูลอย่างถี่ถ้วน เพราะข้อมูลผิดอาจส่งผลกระทบในระดับใหญ่โตได้ อย่างกรณีของเรื่องราวในบ้านหนองจานนี้ หากมีการสืบสวนต้นตอจนสุดทางก็สามารถหาทางออกและแนวทางแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘กองทัพภาค1’โต้เฟกนิวส์ ให้สัญชาติไทยคนเขมร บ้านหนองจาน

มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ เร่งผลักดันนวัตกรรมด้านบริการ

ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อน นายคัทสึยะ คาวาบาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการ เร่งผลักดันนวัตกรรมด้านบริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ เร่งผลักดันนวัตกรรมด้านบริการ

ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก 2 รางวัลระดับภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ “Corporate Excellence Award” และ “Inspirational Brand Award” จาก Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025 ซึ่งถือเป็นการยอมรับในระดับสากลที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น การขับเคลื่อนนวัตกรรม และการยกระดับมาตรฐานธุรกิจของ มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ อย่างชัดเจน

รางวัลสะท้อนความเป็นผู้นำ

รางวัลที่ได้รับนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ แต่ยังเป็นการยอมรับในวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างมีคุณค่าของบริษัทโดยตลอด ภายใต้แนวคิด “The Brand of Choice” MET มุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่สร้างความไว้วางใจและความพึงพอใจให้กับลูกค้า

ตลอดระยะเวลา 45 ปีที่ผ่านมา MET มีหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดตั้ง และให้บริการระบบลิฟต์และบันไดเลื่อนภายใต้แบรนด์ “MITSUBISHI ELECTRIC” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยเน้นการส่งมอบเทคโนโลยีที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และทันสมัยเพื่อรองรับวิถีชีวิตยุคใหม่

  • นวัตกรรมด้านบริการ ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด
  • คุณภาพมาตรฐานโลก พร้อมการบริการหลังการขายที่ไว้วางใจได้
  • การสนับสนุนความยั่งยืน ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การได้รับรางวัลจาก APEA นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ MET ในการผลักดันนวัตกรรม การให้บริการที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้า และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) จัดขึ้นโดยองค์กร Enterprise Asia ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการชั้นนำให้เติบโตอย่างยั่งยืน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยรางวัลนี้ได้รับการยอมรับในกว่า 36 ประเทศทั่วเอเชีย

ด้วยความมุ่งมั่นในการให้บริการคุณภาพสูง นวัตกรรมที่เป็นเลิศ และการยึดมั่นในมาตรฐานสากล มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ ประเทศไทย ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันอุตสาหกรรมลิฟต์และบันไดเลื่อนให้ก้าวไกลในระดับนานาชาติ

อยากรู้จักเทคโนโลยีล้ำสมัยของ MET เพิ่มเติม หรือพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง? ติดต่อได้ที่เว็บไซต์ทางการของบริษัทเพื่อรับข้อมูลและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – ‘มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์’ เร่งผลักดันนวัตกรรมด้านบริการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ

โฆษกกองทัพบกซัดเขมรวางแผนวางทุ่นระเบิดชายแดน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลและแสดงความเห็นอย่างรุนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พลทหารอดิศร ป้อมกลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 เหยียบทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตแดนของไทย ส่งผลให้ขาขวาท่อนล่างขาด นับเป็นเหตุการณ์การถูกลอบวาง ทุ่นระเบิดแนวชายแดน เป็นครั้งที่ 6 และเป็นครั้งที่ 3 หลังการลงนามข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกซัดเขมรวางแผนวางทุ่นระเบิดชายแดน

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า การกระทำเช่นนี้แสดงถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งแม้จะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน แต่กลับยังคงลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนโดยจงใจ เพื่อโจมตีกำลังพลไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามมิให้ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ไม่บริสุทธิ์และเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของดินแดนไทยอย่างร้ายแรง

ยืนยันว่าเป็นแผนการโจมตีที่เป็นระบบ

พล.ต.วินธัย เผยว่า เหตุการณ์การวาง ทุ่นระเบิดแนวชายแดน ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความชั่วร้ายทางยุทธวิธีของฝ่ายกัมพูชา ที่มีความตั้งใจวางทุ่นระเบิดให้ครอบคลุมพื้นที่ชายแดน เพื่อหวังผลระยะยาวในการสร้างความหวาดกลัวและความตึงเครียดให้แก่ฝ่ายทหารไทย การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลไกการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังขัดแย้งกับข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามไว้ในการประชุมจีบีซี (GBC) ที่มีการสนับสนุนให้ดำเนินการลดความตึงเครียดอย่างสันติ การวาง ทุ่นระเบิดแนวชายแดน ของฝ่ายกัมพูชานี้จึงถือเป็นอุปสรรคร้ายแรงที่ขัดขวางความพยายามของฝ่ายไทยในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

  • เป็นครั้งที่ 6 ที่เกิดเหตุ เหยียบทุ่นระเบิดของคนไทย
  • ครั้งที่ 3 ภายหลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา
  • ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน
  • มีการวางแผนวางทุ่นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

“การกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาร้ายและเป้าหมายในการคุกคามดินแดนไทยอย่างแท้จริง” โฆษกกองทัพบกกล่าวเสริม และระบุเพิ่มเติมว่า การเผชิญเหตุเช่นนี้ควรได้รับการดำเนินการด้วยความรุนแรงพอเหมาะ และผ่านการเคลื่อนไหวทางการทูตเพื่อป้องปรามการกระทำล้ำละเมิดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เราในฐานะผู้คนที่รักชาติ จำเป็นต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของดินแดนไทย รวมถึงการสนับสนุนแนวร่วมความมั่นคงของรัฐในการรับมือภัยคุกคามเหล่านี้อย่างเข้มแข็ง อย่างน้อยที่สุดคือการตั้งสติว่า ปัญหาความมั่นคงยังคงมีอยู่เสมอ และเราต้องพร้อมที่จะรับมือ

ที่มา – ‘โฆษกกองทัพบก‘ซัด ‘เขมร’วางแผนเป็นระบบ วางทุ่นระเบิดแนวชายแดน

เกาหลีใต้ห้ามใช้สมาร์ตโฟนในชั้นเรียน ม.ค. 2569

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา สภาแห่งชาติของประเทศเกาหลีใต้ได้ผ่านกฎหมายสำคัญที่มีผลกระทบต่อวงการศึกษาอย่างมาก โดยในครั้งนี้สภาได้มีมติรับรองการแก้ไขกฎหมายการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยมีคะแนนเสียงเห็นด้วย 115 เสียง คัดค้าน 31 เสียง และงดออกเสียง 17 เสียง

เกาหลีใต้ห้ามใช้สมาร์ตโฟนในชั้นเรียน

ประเด็นสำคัญในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ คือ การกำหนดห้ามไม่ให้นักเรียนใช้สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในห้องเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง และรักษาสมาธิของนักเรียนให้อยู่กับบทเรียนมากขึ้น

เป้าหมายของกฎหมายนี้คืออะไร

ตามแถลงการณ์จากกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ระบุว่า การออกกฎหมายใหม่นี้ เป็นการกำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจำกัดการใช้และการครอบครองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเสริมศักยภาพของครูในการบริหารห้องเรียนอีกด้วย

กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนจะเปิดภาคการศึกษาใหม่ ครอบคลุมทั้งโรงเรียนประถมจนถึงมัธยมปลาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลต่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาระบบการศึกษาตามยุคสมัย

การฟังเสียงจากผู้ใช้สมาร์ตโฟนในชั้นเรียนและผลที่ตามมา คือ ความไม่ตั้งใจเรียน เสื่อมถอยของสมาธิ และคุณภาพของบทเรียนที่นักเรียนได้รับ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงเริ่มปลุกกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อ ‘จำกัดการใช้เทคโนโลยี’ ภายในพื้นที่เรียนการสอนอย่างเป็นทางการ

  • กำหนดให้ยกเลิกการใช้งานสมาร์ตโฟนในห้องเรียน
  • ไม่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะในช่วงเวลาเรียน
  • เปิดโอกาสให้นำอุปกรณ์มาใช้งานเฉพาะในกิจกรรมหรือบทเรียนที่ได้รับอนุมัติจากครู
  • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นบทบาทของครูมากขึ้น

ด้วยแนวโน้มโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า การห้ามใช้สมาร์ตโฟนในชั้นเรียนแบบที่เกาหลีใต้ทำนั้นมีจริง ๆ แล้วลงตัวหรือไม่? จริงอยู่ที่สมาร์ตโฟนสามารถใช้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า สิ่งเหล่านี้มีด้านลบมากกว่าเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

กฎหมายฉบับนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิการเรียนรู้ของนักเรียน ถูกแทรกแซงจากอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูง และเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้สอนในการควบคุมห้องเรียนให้เกิดคุณภาพสูงสุด

ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้สะท้อนถึงการใช้กฎหมายเพื่อสร้างสภาแชร์แรงบันดาลใจให้แก่ระบบการศึกษาอื่น ๆ ให้กล้าเปลี่ยน เพื่อเตรียมรุ่นเยาว์ให้พร้อมสู่อนาคต

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครูผู้สอน ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะเริ่มใช้แนวทางการจัดการอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนตามแนวทางเกาหลีใต้ เพราะประโยชน์ที่ได้อาจ weit mehr ขึ้นกว่าสิ่งที่สูญเสีย

ที่มา – สภาแห่งชาติเกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้สมาร์ตโฟนในชั้นเรียน

เปิดรายชื่อทหารบาดเจ็บ 3 ราย เหตุเหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ด้านขวาของปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 15.45 น. ของวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นข่าวใหญ่สำหรับความปลอดภัยของกำลังพลทหาร หลังจากพบว่ามีทหารได้รับบาดเจ็บจากการ เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะที่กำลังลาดตระเวนในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุบัติเหตุที่น่าเศร้าและสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการปฏิบัติงานของทหารอย่างใกล้ชิด

เปิดรายชื่อทหารบาดเจ็บ 3 ราย เหตุเหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวน

จากข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผย พบว่าในการเกิดเหตุครั้งนี้มีกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 3 นาย โดยแต่ละรายถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว รายละเอียดของทหารแต่ละรายที่ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่

  • พลทหารอดิศร ป้อมกลาง สังกัด ร.23 พัน.1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวาท่อนล่างขาด
  • จ่าสิบเอกณัฐพงศ์ สีชิน สังกัด ร้อย.อวบ.ที่ 2 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณหลัง บาดเจ็บเล็กน้อย
  • พลทหารธรรณ์ณธร เทากระโทก ร้อย.อวบ.ที่ 1 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 บาดเจ็บที่ข้อมือซ้าย

PMN-2 คืออะไร?

กับระเบิดแบบ PMN-2 เป็นกับระเบิดที่ออกแบบมาให้เป็นอันตรายแก่พลทหารหรือพลพลเมือง โดยเฉพาะปักไว้ใต้ดินเพื่อให้เกิดความเสียหายเมื่อเหยียบ โดยกับระเบิด PMN-2 นี้สามารถระเบิดได้เมื่อมีแรงกดเพียงเล็กน้อย ทำให้มันเป็นอันตรายสูงมากในพื้นที่ที่ถูกวางอย่างลับๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวของทหารหรือพลพลเมืองอย่างหนาแน่น

การ เหยียบกับระเบิด PMN-2 ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีข่าวเกี่ยวกับการวางระเบิดโดยกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดี การเตรียมตัวในด้านการรักษาความปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุระเบิด และการฝึกซ้อมร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงต่อชีวิตของกำลังพล

จากข่าวการ เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวน ถือเป็นอีกเหตุการณ์ที่เตือนใจให้หน่วยงานทหารต้องพัฒนากระบวนการสกัดกั้นและรักษาความปลอดภัยของบุคลากรให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากคุณกำลังติดตามเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมกันเป็นกำลังใจให้กับเหล่าทหารที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – เปิดรายชื่อทหารบาดเจ็บ 3 ราย เหตุเหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวน

สร้างเสร็จแล้ว! สะพานเมกะโปรเจกต์ข้ามแม่น้ำตันเจียง มณฑลเหอหนาน

สะพานข้ามแม่น้ำตันเจียงในมณฑลเหอหนานได้รับการเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว ถือเป็นจุดสำคัญของการปิดช่องว่างบนเส้นทางทางด่วนสายหลักที่เชื่อมระหว่างเมืองซานเหมินเซียและเมืองหนานหยาง สะพานเมกะโปรเจกต์แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในภูมิภาค

สร้างเสร็จแล้ว! สะพานเมกะโปรเจกต์ข้ามแม่น้ำตันเจียง มณฑลเหอหนาน

สะพานข้ามแม่น้ำตันเจียงมีความยาวรวมทั้งสิ้น 919 เมตร โดยมีช่วงหลัก (main span) ยาวถึง 536 เมตร ซึ่งถือเป็นช่วงสะพานที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โครงสร้างดังกล่าวทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบหลักของทางด่วนสายสำคัญที่มีความยาวประมาณ 118 กิโลเมตร และแบ่งออกเป็น 3 ตอนหลัก การแล้วเสร็จของโครงการสร้างสะพานในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสายทางด่วนพร้อมเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในปีนี้

ประโยชน์จากสะพานเมกะโปรเจกต์แห่งใหม่

เมื่อเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำตันเจียงจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางจากเขตซีชวนของมณฑลเหอหนานไปยังเมืองตันเจียงโข่วของมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกัน เหลือเพียง 1 ชั่วโมงจากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง ความสะดวกสบายในการเดินทางนี้จะส่งผลต่อการขนส่งสินค้า การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ และการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างจังหวัด

นอกจากนี้ สะพานเมกะโปรเจกต์แห่งใหม่ยังเป็นแรงผลักสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค เนื่องจากช่วยให้ผู้เดินทางสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย คำนวณเวลาเดินทางและจราจรมีความแม่นยำขึ้น ลดปัจจัยความเสี่ยงจากความแออัดของเส้นทางเดิม

  • ความยาวสะพาน: 919 เมตร
  • ช่วงหลัก: 536 เมตร
  • จำนวนเลน: 4 เลนทาง
  • ระยะทางทั้งหมด: ประมาณ 118 กม.
  • ระยะเวลาเดินทางใหม่: ลดจาก 2 ชั่วโมงเหลือ 1 ชั่วโมง

การพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำตันเจียงเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมประสานภูมิภาคด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของเมือง แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น ทุกด้านของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมก็เติบโตตามไปด้วย เราได้เห็นแล้วว่าประเทศไทยสามารถสร้างสิ่งสำคัญที่ทำให้ประเทศก้าวไกลในระดับนานาชาติได้ สะพานเมกะโปรเจกต์แห่งนี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อไป

ที่มา – สร้างเสร็จแล้ว! สะพานเมกะโปรเจกต์ข้ามแม่น้ำตันเจียง มณฑลเหอหนาน (คลิป)