ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มาครงโต้กลับเนทันยาฮู วิพากษ์การต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสและอิสราเอลกลับกลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการโต้เถียงครั้งนี้ หลังจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู หลังถูกกล่าวหาว่าไม่ทำอะไรเพื่อต่อต้านแนวคิดต่อต้านชาวยิวในประเทศของตนเอง

การต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศสเป็นเรื่องจริงหรือถูกบิดเบือน?

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า การกล่าวหาอันเนื่องมาจากฝรั่งเศสที่เพิกเฉยต่อการ ต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะถือเป็นการโจมตีภาพลักษณ์ทั้งประเทศ รวมถึงเป็นการใช้ประเด็นเรื่องความเกลียดชังชาวยิวเป็นอาวุธทางการเมือง ทั้งที่ฝรั่งเศสยืนยันอย่างต่อเนื่องว่าไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับแนวคิดต่อต้านชาวยิว แต่ยังให้ความมุ่งมั่นในเรื่องสันติภาพในตะวันออกกลางเช่นกัน

สถานการณ์ในกาซาและผลสะท้อน

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นหลังจากรัฐบาลฝรั่งเศสประกาศว่าพร้อมที่จะรับรองสถานะของรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจจากความเกลียดชัง เพิ่มขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะในหมู่ชาวยิว ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในฉนวนกาซา ที่ถูกกล่าวว่าเป็นการรบอย่างผิดกฎหมายโดยอิสราเอล และสร้างความเสียหายอย่างมากต่อประชาชนที่เป็นผู้ประสบภัย

  • ภายในจดหมาย มาครงระบุอย่างจริงจังว่า ขอให้เนทันยาฮูยุติการสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งส่งผลให้ประเทศอิสราเอลเสื่อมเสียภาพลักษณ์ และประชาชนถูกผลักดันให้เข้าสู่ทางตัน
  • เขาได้ตั้งคำถามถึงการใช้เรื่องความเกลียดชังชาวยิวเป็นเครื่องมือทางการทูตจากฝรั่งเศส ว่าเท่ากับเปิดพื้นที่ให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประชาชนและรัฐบาลทั้งสองประเทศ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เนทันยาฮูเองได้ตอบโต้มาครงผ่านจดหมายเช่นกัน โดยกล่าวหาตรงข้ามว่าตั้งแต่ฝรั่งเศสประกาศแนวคิดที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ อาจเพิ่มโอกาสให้ประชาชนบางกลุ่มมองว่าเป็นการสนับสนุนแนวคิดต่อต้านชาวยิว แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีจุดยืนในเรื่องของตนแต่ผลสะท้อนต่อความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศนั้น ไม่ได้มีทิศทางดีขึ้น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนและการเมืองระหว่างประเทศยิ่งตระหนักมากขึ้นว่า ความเข้าใจที่ผิดจะสร้างความแตกแยกได้อย่างไร และตลอดทั้งปีนี้ กรณีในฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการจัดการกับ การต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส ที่ไม่ควรมองข้าม

ความยุติธรรมควรจะยึดถือโดยทุกฝ่าย ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด และประเด็นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โลกยังคงต้องการผู้นำที่อดทน พูดคุย และสามารถสร้างความเข้าใจในท่าทีที่ไม่ใช่แนวรุก การร่วมมือจึงเป็นคำตอบหนึ่งต่อการแก้ปัญหาระดับโลกอย่างเร่งด่วนในขณะนี้

ที่มา – มาครงโต้กลับเนทันยาฮู ปมวิพากษ์วิจารณ์การต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส

สั่งรับมือผลกระทบวัดพระบาทน้ำพุหลังอดีตหลวงพ่ออลงกตถูกจับสึก

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมและดำเนินคดีกับ “หลวงพ่ออลงกต” ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดูแลผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เช่น เอดส์และผู้สูงอายุที่อยู่ในความอุปการะของวัดพระบาทน้ำพุ และที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2

สั่งรับมือผลกระทบวัดพระบาทน้ำพุ

เพื่อวางแผนจัดการกับผลกระทบจากการดูแลผู้อยู่ในธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ว่าที่ ร.ต.ทรงพล แป้นแก้ว รอง ผวจ.ลพบุรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่และประเมินสถานการณ์จริง โดยพบว่ายังมีช่องว่างในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ

ข้อมูลยังไม่ตรงกัน

การรับมือกับผลกระทบวัดพระบาทน้ำพุต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายภาคส่วน ทั้งพม., สสจ. และหน่วยงานท้องถิ่น โดยตั้งเป้าหมายให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้อยู่ในธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 เป็นข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้การดูแลอย่างครอบคลุมและไม่ซ้ำซ้อน

นพ.ปิยะเดช วลีพิทักษ์เดช นายแพทย์ สสจ.ลพบุรี กล่าวว่า หลายข้อมูลที่มูลนิธิรายงานมานั้นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งเรื่องการขออนุญาตก่อสร้าง และความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งคาดว่ามีการก่อสร้างมานานกว่า 10 ปี ทำให้จำเป็นต้องมีการประเมินอย่างละเอียด

  • การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วยโรคเฉพาะทาง
  • ความโปร่งใสของข้อมูลจำนวนผู้อยู่ในความอุปการะ
  • การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

ทั้งนี้ การดูแลผู้อยู่ในธรรมรักษ์นิเวศน์ยังไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ

ว่าที่ ร.ต.หญิง สรวีย์ เหมือนเพ็ชร์ นอภ.หนองม่วง กล่าวว่า แม้สิ่งแวดล้อมโดยรอบจะน่าอยู่ แต่หากข้อมูลไม่ชัดเจน ก็อาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

ในอนาคตหากธรรมรักษ์นิเวศน์ต้องการจัดตั้งเป็นสถานพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จะต้องมีการวางแผนที่ชัดเจน รวมถึงการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

การสั่งรับมือผลกระทบวัดพระบาทน้ำพุจึงไม่ใช่แค่การดูแลเฉพาะด้านการแพทย์ แต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงระหว่างภาครัฐและชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีมั่นคงสำหรับทุกคน

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางในการดูแลในพื้นที่ภูมิภาค ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้

ที่มา – สั่งรับมือผลกระทบวัดพระบาทน้ำพุ หลัง “อดีตหลวงพ่ออลงกต” ถูกจับสึกดำเนินคดี

ดอร์ตมุนด์ ห้ามคนรู้จักเข้าห้องแต่งตัว เหตุมาจากพ่อของ โจบ หัวร้อน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีไม่ได้มีแค่การแข่งขันอย่างเดียว แต่ยังมีเหตุการณ์ที่น่าจับตามองเกิดขึ้นจากฝั่งสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ที่เพิ่งออกมาประกาศห้ามไม่ให้คนในครอบครัวหรือผู้ปกครองของนักเตะเข้าไปในห้องแต่งตัวในวันแข่งขัน

ดอร์ตมุนด์ ห้ามคนรู้จักเข้าห้องแต่งตัว

สาเหตุของมาตรการนี้ก็เพื่อหวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำอีก หลังจากที่ มาร์ค เบลลิงแฮม คุณพ่อของ โจบ เบลลิงแฮม ได้บุกเข้ามาอย่างโมโหในการเปลี่ยนตัวลูกชายของเขาออกจากสนามในช่วงครึ่งแรกของการแข่งขันกับ ซังต์ เพาลี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แมตช์ดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 และหลังจบเกม มาร์ค ได้เข้ามาขอคุยกับ เซบาสเตียน เคห์ล ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในแบบที่เผยอารมณ์และตามหานักเตะ นิโก โควัช เพื่อถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนตัวลูกชายของเขาอย่างรุนแรง

เหตุทำให้ “ดอร์ตมุนด์” ต้องปรับกฎตัวเอง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สโมสรดอร์ตมุนด์ จึงตัดสินใจเพิ่มกฎใหม่เข้มงวด โดยอนุญาตให้เพียงนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงห้องแต่งตัวได้ในวันแข่งขัน แม้กระทั่งคนในครอบครัวของนักเตะก็ห้ามเข้าในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

แม้ว่าหลังเหตุการณ์จะมีการแก้ไขปัญหาโดย ลาร์ส ริคเคน ประธานบริหารของทีมจะออกมาชี้แจงว่าทุกอย่างได้รับการเคลียร์ใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นอีก จึงได้มีการวางกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น

วิธีการจัดการครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่าทีมใหญ่อย่างดอร์ตมุนด์ให้ความสำคัญกับความเป็นมืออาชีพ และการรักษาความสงบของสตาฟฟ์ทีมอย่างมาก มิใช่แค่ประสิทธิภาพในสนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ภายนอก

ความเคลื่อนไหวของ ดอร์ตมุนด์ ครั้งนี้ อาจเป็นแนวทางให้กับสโมสรอื่นๆ ในการวางมาตรการป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจหรือเข้าไปก่อเหตุในพื้นที่ปลอดภัยของนักเตะ

หากคุณเป็นแฟนบอล หรือติดตามวงการฟุตบอลอยู่แล้ว ไม่ควรพลาดติดตามข่าวสารใหม่ๆ จากทั้งเพจทางการของทีมและสื่อกีฬามืออาชีพ เพราะเรื่องเล็กๆ อาจนำไปสู่ประเด็นใหญ่ได้ง่ายๆ แบบนี้เลยก็ได้

ที่มา – “ดอร์ตมุนด์” ห้ามคนรู้จักเข้าห้องแต่งตัว เหตุมาจากพ่อของ “โจบ” หัวร้อน

ทิดจอร์ด-หมอบี นอนคุก ศาลไม่อนุญาตประกัน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญในคดีดราม่าของ ทิดจอร์ด-หมอบี เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาสองราย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับข้อหาที่น่าสะพรึงกลัวหลายข้อทั้งการเบียดเบียนทรัพย์ การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และการฟอกเงินอย่างร้ายแรง

ทิดจอร์ด-หมอบี นอนคุกตามคำสั่งศาล

ในวันดังกล่าว พนักงานสอบสวนจากกองกำกับการ 5 กองบังคับการป้องกันปราบปราม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาฯ เพื่อขอฝากขังครั้งแรกต่อสองผู้ต้องหา ได้แก่ นายอลงกต พูลมุข หรือที่ทราบจักในนาม ทิดจอร์ด และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ซึ่งมีความผิดฐานร่วมกันสมคบกันกระทำความผิดเรื่องล่ามกิจกรรมทางการเงินผิดกฎหมาย

ข้อกล่าวหาต่อ ทิดจอร์ด มีอยู่หลายข้อ ทั้งการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สิน แต่ไปเบียดบังทรัพย์ของราชการเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต รวมถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และร่วมกิจกรรมฟอกเงินอย่างเป็นระบบ

หมอบีตกเป็นผู้สนับสนุนหลักแห่งคดี

ในทำนองเดียวกัน หมอบี ก็ถูกกล่าวหาในฐานที่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกิจกรรมฟอกเงิน หรือการให้ทรัพย์แก่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีผลให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ

ศาลพิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่าคดีนี้มีมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดสูง อัตราโทษหนัก และยังมีความเสี่ยงต่อการหลบหนี รวมถึงการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พลางคำร้องขอประกันของ หมอบี และมีคำสั่งให้ฝากขังทั้งสองผู้ต้องหานับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคมจนถึงวันที่ 7 กันยายนนี้

จุดที่น่าสนใจคือ ไม่เพียง ทิดจอร์ด-หมอบี เท่านั้น แต่ทั้งกระบวนการดำเนินคดียังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและการร่วมมือของเครือข่ายที่อาจมีอิทธิพลต่อระบบราชการและเศรษฐกิจของประเทศ

  • การไม่ขอประกันของ ทิดจอร์ด แสดงถึงความตั้งใจที่จะรับผิดชอบตามข้อกล่าวหา
  • หมอบี ถูกศาลยกคำร้องขอประกันเพราะศาลเห็นว่าอาจหนีหรือส่งผลต่อพยานหลักฐาน
  • คดีนี้มีความซับซ้อน และค่าใช้จ่ายในการสืบสวนสูง

การพิจารณาคดีในระดับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความโปร่งใสในภาครัฐ และเป็นกรณีศึกษาให้เห็นถึงกลไกเสื่อมทรามที่รอคอยการจัดการอย่างจริงจัง

คดีที่เกี่ยวข้องกับทิดจอร์ด-หมอบี เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความโปร่งใสในการดำเนินหน้าที่ของข้าราชการ และบทเรียนว่าใครก็ตามไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใด หากก่อความเสียหายต่อระบบ ควรมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่

ที่มา – “ทิดจอร์ด-หมอบี” นอนคุก! ศาลไม่ให้ประกัน “หมอบี” หวั่นหลบหนี ยุ่งเหยิงพยาน

‘ปภ.’ขานรับข้อสั่งการ ‘รัฐมนตรีมหาดไทย’ รับมือพายุคาจิกิ

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กำลังติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากพายุคาจิกิ ตามข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

‘ปภ.’ขานรับข้อสั่งการ ‘รัฐมนตรีมหาดไทย’ รับมือพายุคาจิกิ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เปิดวอร์รูมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมทั้งบูรณาการท้องถิ่นและท้องที่ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนให้ประชาชนทั่วถึง

เตรียมพร้อม แจ้งเตือน และส่งเสริมความปลอดภัย

หากประเมินสถานการณ์ว่ามีความรุนแรง ปภ. จะแจ้งเตือนผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็ว พร้อมเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า ส่วนศูนย์ ปภ. เขตที่ไม่มีสถานการณ์รุนแรง จะเตรียมพร้อมให้สนับสนุนได้ตลอดเวลา

ส่วนในกรณีที่เกิดความเสียหาย ปภ. จะบริหารจัดการเหตุการณ์ด้วยระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่มีเอกภาพ มาตรฐาน และยืดหยุ่น รองรับสภาพพื้นที่ต่างๆ การดำเนินการจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชน และให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั่วถึง

  • แจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast
  • จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว
  • จัดส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยล่วงหน้า
  • ดูแลการดำรงชีพเบื้องต้น
  • ประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น

จากการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ประกอบกับการประสานงานร่วมกับผู้ว่าราชการในพื้นที่เสี่ยง ทำให้ ‘ปภ.’ขานรับข้อสั่งการ ‘รัฐมนตรีมหาดไทย’ รับมือพายุคาจิกิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

การเฝ้าระวังและการปฏิบัติอย่างมืออาชีพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ คือการป้องกันที่ดีที่สุด

ที่มา – ‘ปภ.’ขานรับข้อสั่งการ ‘รัฐมนตรีมหาดไทย’ รับมือพายุคาจิกิประสานการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯในพื้นที่เสี่ยง

ชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุน “ซีพี”ย้ำลงทุนต่อเนื่อง 3.2 หมื่นล.

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงปี 2025 นี้ เมื่อ ชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุน อย่างชัดเจน ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้บริหารระดับสูงของคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และผู้นำธุรกิจใหญ่ของไทยอย่างกลุ่มบริษัท ซีพี ที่ย้ำว่าจะลงทุนต่อเนื่องในประเทศประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุนอย่างไร?

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผยว่า ไทยอยู่ในเส้นทางการพัฒนาที่ส่งเสริมด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศสูงถึง 35% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี

ทั้งนี้ แหล่งทุนหลักมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งไทยสามารถดึงดูดพวกเขาได้จากความครบวงจรของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งศักยภาพด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งโดดเด่นในภาคยานยนต์ เทคโนโลยี และพลังงานสะอาด

สมรรถนะของไทยในสายตา “ซีพี”

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ว่า บริษัทในเครืออย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ซีพีเอฟ และ ซีพี ออลล์ มีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่องทุกปี รวมมูลค่าสูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท

ตามแนวทางการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลงทุนของซีพีในไทยมุ่งเน้นขยายฐานการผลิตและการบริการที่รองรับอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในพื้นที่เศรษฐกิจอาเซียน

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย
  • นโยบายดึงดูดนักลงทุนและแรงงานต่างชาติ
  • ทักษะแรงงานที่พร้อมพัฒนา
  • ความมั่นคงในเชิงภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายศุภชัยยังย้ำว่า ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากรัฐบาลด้วยนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น ใบอนุญาตทำงานแบบรวมกับวีซ่า 10 ปี และสิทธิถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน 99 ปี ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี

ด้านเทคโนโลยี นายชวพล จริยาวิโรจน์ ประธานหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ยืนยันว่า นโยบายด้านคลาวด์คอมพิวติ้งของไทยเป็นส่วนหนึ่งที่ระบุถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันประเทศให้ตรงตามเป้าหมายดิจิทัล ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยียุคใหม่ในภูมิภาค

หัวเว่ยเองก็มืออาชีพด้าน R&D โดยใช้งบประมาณถึง 25% ต่อปีเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถรองรับความต้องการของธุรกิจซึ่งมีความต้องการสูงในด้าน AI และระบบคลาวด์

ความร่วมมือกับภาคเกษตรกรรมผ่านเทคโนโลยีและ AI กลายเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้Supply Chain ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยช่วยให้การผลิตที่เคยอยู่ในรูปแบบเกษตรแบบดั้งเดิมก้าวขึ้นสู่การเกษตรเชิงอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มข้าวหอมมะลิ ข้าวโพด และผลไม้ไทยซึ่งมีศักยภาพด้านการส่งออกสูง

ด้วยการสนับสนุนด้านแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง และการส่งเสริมให้แรงงานในประเทศได้รับการพัฒนา ประเทศไทยจะสามารถเติมเต็มช่องว่างด้านศักยภาพแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลายเป็นศูนย์กลางแรงงานและนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียในไม่ช้า

การชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุนไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าว แต่เป็นผลจากการบริหารและวางนโยบายเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนของบริษัทในเครือซีพีที่ยังคงขยายตัว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาส และฐานสำหรับการเติบโตของธุรกิจที่มีอานุภาพ

หากคุณเป็นนักลงทุนหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องห้ามพลาดโอกาสในประเทศไทย ที่พร้อมเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในเส้นทางการเติบโตของคุณ

ที่มา – ชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุน “ซีพี”ย้ำลงทุนต่อเนื่อง 3.2 หมื่นล.

โชเฟอร์ 6 ล้อมีพิรุธไม่รอดตาตร. ปีนค้นช่องลับหลังคารถเจอยาบ้า 6 ล้านเม็ด!

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการแถลงข่าวกรณีจับกุมยาเสพติดในปริมาณมหาศาล โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภาค 5 ร่วมเป็นประธานในกิจกรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจยาเสพติดแม่โถ สภ.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้สามารถจับกุมโชเฟอร์ 6 ล้อ พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 6,000,000 เม็ดในรถบรรทุกที่ซุกซ่อนอยู่

โชเฟอร์ 6 ล้อมีพิรุธไม่รอดตาตร.

การจับกุมครั้งนี้เริ่มต้นจากข้อมูลของสายลับที่แจ้งว่า ขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ใช้รถบรรทุก 6 ล้อ สีขาว เป็นพาหนะขนส่งยาเสพติดจากพื้นที่ใต้เข้าสู่ภาคเหนือ เจ้าหน้าที่จึงตั้งด่านเตรียมตรวจค้น จนพบรถ โชเฟอร์ 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ ทะเบียน 70-8043 สุพรรณบุรี ที่พฤติกรรมของคนขับดูมีความพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงสอบถามและขอตรวจค้นภายในรถ

ปีนค้นช่องลับหลังคารถเจอยาบ้า

ด้วยความคาดการณ์ว่าของผิดอาจถูกซ่อนไว้ในจุดที่ไม่ธรรมดา เจ้าหน้าที่ได้ใช้อุปกรณ์ปีนขึ้นไปตรวจสอบบริเวณหลังคา และพบว่ามีการดัดแปลงภายในตู้ท้ายรถ โดยซ่อนกระสอบลายพรางไว้ในช่องลับ ซึ่งภายในบรรจุยาบ้าชนิดเม็ดจำนวนมาก เมื่อนับคร่าวๆ มีจำนวนถึง 6 ล้านเม็ด

  • คนขับรถความพิรุธน่าสงสัย
  • มีการซ่อนยาบ้าในช่องลับหลังคาของรถ
  • พบกระสอบลายพรางบรรจุยาบ้ากว่า 6 ล้านเม็ด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายจักรพงศ์ อายุ 42 ปี จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ขับรถคู่ใจในการพาส่งสินค้านี้ และยืนยันว่ารับจ้างขับรถโดยไม่รู้ว่าในรถบรรทุกมีของผิดแอบซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ในขั้นตอนสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือใคร และทำมาอย่างไร

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ และได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและประชาชน เพราะเป็นการจับกุมยาบ้าในจำนวนมากในรอบหลายปี และยังพิสูจน์ถึงความละเอียดระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ปล่อยใครหนีได้ง่ายๆ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องขับรถผ่านด่านต่างๆ ควรระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ เพราะความผิดก็อาจจะแอบแฝงอยู่บนถนนเส้นทางใดก็ได้

ที่มา – โชเฟอร์ 6 ล้อมีพิรุธไม่รอดตาตร. ปีนค้นช่องลับหลังคารถเจอยาบ้า 6 ล้านเม็ด!

เครดิตบูโร หนุนแยกประวัติคนกู้ เห็นข้อมูลหนี้เชิงลึก ช่วยขอสินเชื่อ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือที่รู้จักในชื่อ เครดิตบูโร ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้เครดิตบูโรกำลังอยู่ในขั้นตอนการรอกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแนวทางการปรับแก้รหัสเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้ ข้อมูลหนี้ของผู้กู้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เผยชัดว่าผู้กู้คนไหนเคยมีประวัติหนี้ดีหรือไม่ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินนำไป พิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เครดิตบูโร หนุนแยกประวัติคนกู้ เห็นข้อมูลหนี้เชิงลึก ช่วยขอสินเชื่อ

นางลัษมณกล่าวว่า เครดิตบูโรมีความต้องการที่จะแยกข้อมูลของผู้กู้ที่อยู่ในระบบเครดิตบูโรออกเป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อให้สถาบันการเงินหรือธนาคารสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียด ช่วยให้เปรียบเทียบกลุ่มผู้กู้ที่เคยมีหนี้ แต่มีประวัติจ่ายหนี้ดีในภาพรวม โดยมีเพียงช่วงหนึ่งเกิดสะดุดจากการเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 แต่หลังจากนั้นกลับมาผ่อนชำระได้ตามปกติ

ผู้กู้ชั่วคราวขาดชำระอาจได้รับโอกาสใหม่

ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่มีประวัติหนี้ค้างชำระ เนื่องจากสถาบันการเงินมักจะมองข้ามข้อมูลเชิงลึกว่าเป็นปัญหาชั่วคราวหรือไม่ หากมีการเพิ่มเติมข้อมูลให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ธนาคารจะสามารถตัดสินใจได้แม่นยำว่าใครควรได้รับโอกาสในการขอสินเชื่อใหม่

นอกจากนี้ นางลัษมณยังกล่าวถึงบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังหรือ Buy Now Pay Later (BNPL) อย่าง SPayLater ของ Shopee ว่าเป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างประวัติเครดิตดีได้ง่ายขึ้น เพียงใช้บริการจ่ายเงินแบบผ่อนส่งเล็กน้อย ก็สามารถกลายเป็นข้อมูลเชิงบวกในระบบเครดิตบูโร ซึ่งผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซรายอื่น ๆ ก็เริ่มเห็นความสำคัญนี้และเข้ามาหารือร่วมกันเพื่อพัฒนาบริการในทิศทางเดียวกัน

“การเปิดตัว SPayLater เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ผู้กู้สามารถเริ่มก่อสร้างเครดิตตั้งแต่เนื่อนๆ ขณะที่เรายังต้องพร้อมรับมือกับความหลากหลายของกลุ่มผู้กู้ เช่น กลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วแต่ยังต้องผ่อนหนี้ ความมั่นคงของข้อมูลและความปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญ”

ทั้งนี้ เครดิตบูโรยังวางแผนเชิญ金融机构ต่าง ๆ ที่ให้บริการสินเชื่อขนาดเล็ก และกลุ่มนาโนไฟแนนซ์ในพื้นที่ห่างไกลเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการจัดเก็บและรักษาข้อมูลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบได้

ด้วยบทบาทสำคัญของเครดิตบูโรในการสนับสนุนระบบข้อมูลเครดิตส่วนบุคคล สถาบันการเงินจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากการให้กู้ การพัฒนาระบบให้มีรายละเอียดมากขึ้นจะทำให้ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้ต่างได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ใครที่มีความต้องการขอสินเชื่อ การตรวจสอบและพัฒนาประวัติเครดิตของตนเองผ่านเครดิตบูโร ถือเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้รายได้ส่วนบุคคลมีมูลค่ามากขึ้น

ที่มา – เครดิตบูโร หนุนแยกประวัติคนกู้ เห็นข้อมูลหนี้เชิงลึก ช่วยขอสินเชื่อ

กรุงโตเกียวบันทึกอุณหภูมิ 35 องศาฯ ขึ้นไป 10 วันติด

ประเทศไทยยังคงเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงกลางวัน แต่ในอีกฝั่งของโลกอย่างประเทศญี่ปุ่นก็กำลังเผชิญกับความร้อนระอุอย่างต่อเนื่องมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงโตเกียว ซึ่งเพิ่งบันทึกอุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน นับเป็นครั้งแรกในรอบที่มีการเก็บข้อมูล เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เริ่มมีการสำรวจอุตุนิยมในปี ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428)

กรุงโตเกียวบันทึกอุณหภูมิ 35 องศาฯ ขึ้นไป “10 วันติด”

สถานีอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ JMA แถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ว่า อุณหภูมิในระดับกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงอยู่ที่เกิน 35 องศาเซลเซียสตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยถือเป็นช่วง “คลื่นความร้อน” ที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและลดประสิทธิภาพการทำงานของระบบสาธารณูปโภค

อุณหภูมิทะลุระดับประวัติการณ์

นอกจากนี้ ในปีนี้เองยังเป็นตัวเลขน่าตกใจในหลายด้าน โดยในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของประเทศญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับข้อมูลที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) ขณะที่ในระหว่างเดือนสิงหาคมนี้เอง จังหวัดอิเซซากิ ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ได้บันทึกอุณหภูมิสูงถึง 41.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้ออกมาเตือนประชาชนโดยทั่วไป และเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรัง ให้อาศัยอยู่ในห้องปรับอากาศหรือห้องเย็น และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงกลางวัน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อโรคความร้อน หรือสภาพอากาศร้อนจัดที่เรียกว่า heatstroke ซึ่งอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

  • คลื่นความร้อนยาวที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึก (มากกว่า 10 วัน)
  • อุณหภูมิสูงสุดในรอบ 126 ปี ที่จังหวัดอิเซซากิ (41.8 องศา)
  • จำนวนผู้ป่วยโรคความร้อนสูงขึ้น 8,400 ราย-เสียชีวิต 12 ราย

อย่างไรก็ตาม โครงการรายงานจากสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติของญี่ปุ่นยังชี้ให้เห็นอีกว่า ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เพียงแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศมากกว่า 8,400 ราย ซึ่งภายในจำนวนนี้ก็มีรายงานการเสียชีวิตถึง 12 ราย จากสาเหตุโดยตรงที่เกิดจากความร้อน

พูดได้ว่า ทั้งฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นในช่วงปีล่าสุด เป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเทียบกับแต่เดิมในปี 2023 และตามด้วยฤดูใบไม้ร่วงที่อบอุ่นที่สุดในรอบ 126 ปี ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศระดับโลก หรือที่รู้จักในชื่อ Climate Change

เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ด้านสภาพอากาศสุดโต่งเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในญี่ปุ่นหรือประเทศไทย ความตระหนักและมาตรการป้องกันโรคจากความร้อนจัดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพตัวเองและคนในครอบครัว

ที่มา – กรุงโตเกียวบันทึกอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป “10 วันติดต่อกัน”

ช่วยมาตลอด! ‘ส.บอลไทย’ ไม่ทิ้ง ‘เปาอั๋น’ ป่วยต้องตัดขา

จากข่าวลือที่ว่า “เปาอั๋น” หรือ อาจารย์ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ ผู้ตัดสินฟีฟ่าในตำนานของวงการฟุตบอลไทย ผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ในฟุตบอลโลกปี 1998 ได้ป่วยหนักจนต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากอาการโรคไต และจำเป็นต้องมีการตัดขาบริเวณใต้เข่าขวา 1 ข้าง ทำให้บรรดาแฟนบอลและวงการกีฬาต่างออกไปเยี่ยม และแสดงความห่วงใยเป็นจำนวนมาก

ช่วยมาตลอด! ส.บอลไทย ไม่ทอดทิ้ง ‘เปาอั๋น’ แม้ป่วยสาหัส

จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อ “กีฬาเดลินิวส์” ได้สอบถามข้อมูลจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และได้รับข้อมูลว่า สมาคมฟุตบอลไทยได้มีการeding ดูแล ‘เปาอั๋น’ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 7-8 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่ช่วงที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ จนมาถึงยุคของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ซึ่งก็ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการของผู้ตัดสินด้วยการมีกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือท่าน

เปาโค้ชเผยบรรยากาศเยี่ยมผู้ตัดสินคนสำคัญ

“เปาโค้ช” ศิวกร ภูอุดม ผู้ตัดสินระดับแนวหน้าของสมาคม ได้เปิดเผยกับสื่อว่าตนเองและคุณพ่อ มีความสนิทสนมกับครอบครัวของ อ.ภิรมย์ เป็นประจำ เขายังรับว่าได้ไปเยี่ยมตั้งหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่อ.อั๋นกำลังฟื้นตัว และให้สัมภาษณ์ว่าอ.ภิรมย์ ดูมีกำลังใจสูงและยังคงมีอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ท่านผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ได้อย่างดี

ภายในกิจกรรม “วันผู้ตัดสินแห่งชาติไทย” เมื่อช่วงต้นเดือน สภาผู้ตัดสินได้มอบเงินสะสมจากกิจกรรมต่าง ๆ จำนวน 90,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนอ.ภิรมย์โดยตรง การเข้าไปเยี่ยมและการจัดการด้านการเงินเหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีภายในแวดวงผู้ตัดสินของไทย

  • การเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ตัดสิน
  • แจ้งโอกาสในการขอความช่วยเหลือ
  • 有ี่ยมกระบวนการสวัสดิการภายในสมาคม
  • ลดภาระทางการเงินสำหรับผู้ตัดสินที่ประสบปัญหา

นอกจากนี้ ฟุตบอลโลกปี 1998 ยังเป็นจุดยืนสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ซึ่ง “เปาอั๋น” ก็เป็นหนึ่งในนักตัดสินที่ได้ไปทำงานที่เวทีระดับโลก ในปี 2023 เมื่อไทยได้เป็นเจ้าภาพรายการ “ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 17 ปี” ก็มีเจ้าหน้าที่จาก AFC เข้าไปเยี่ยมชมอ.อั๋นและชื่นชมในความแข็งแกร่งของจิตใจ ร่วมทั้งได้ชื่นชมถึงบทบาทของสมาคมที่ช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม

การดูแลลูกขุนฟุตบอลในช่วงเวลาที่อ่อนแอ เป็นภาพสะท้อนถึงค่านิยมของสมาคมฯ ที่มีต่อผู้มีผลประโยชน์ที่มาก่อน ทั้งในฐานะนักกีฬา ผู้ตัดสิน และบุคลากรที่มีบทบาทอย่างลึกซึ้งในอำนาจล้ำลึกของกีฬาชาติ

หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนฟุตบอลที่ให้ความสำคัญกับความสุจริตและคุณภาพของวงการ อย่าลืมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทั้งทางใจและกำลังทรัพย์ต่อบรรดาผู้เสียสละในหน้าที่อย่าง ‘เปาอั๋น’ รุ่นพี่ของเรา

ที่มา – ช่วยมาตลอด! ‘ส.บอลไทย’ ไม่ทิ้ง ‘เปาอั๋น’ ป่วยต้องตัดขา – ‘เปาโค้ช’ เผยกำลังใจดีมาก