ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไผ่ ลิกค์ เผยเบื้องหลังช่วยดิว อริสรา ดูแลงานศพพ่อ ตอกย้ำมิตรภาพที่มากกว่าคำว่าแฟน

เรื่องราวที่ทำให้หลายคนประทับใจ เมื่อ ดิว อริสรา ต้องเผชิญกับการสูญเสียคุณพ่อ วิชิต ทองบริสุทธิ์ อย่างกะทันหัน ทำให้ดาราสาวต้องเป็นลูกคนเดียวที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพ่อในช่วงเวลาสุดท้าย

แต่ท่ามกลางความเศร้าโศก ยังมีคนที่ยื่นมือช่วยเหลือทันที เพื่อนแท้ของดิวอย่าง ไผ่ ลิกค์ อดีตคนรักที่ยังคงมีมิตรภาพและห่วงใย ได้รับหน้าที่ดูแลเรื่องสำคัญในการฝากร่างคุณพ่อไว้ที่วัดหลักสี่ ส่งต่อความตั้งใจให้ดิวมีเวลาไว้กับคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย

ไผ่ ลิกค์ เผยเบื้องหลังช่วยดิว อริสรา ดูแลงานศพพ่อ

ไม่มีใครคาดคิดว่า ความสัมพันธ์ที่เคยเป็นอดีตจะกลับมาอยู่เคียงข้างกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อีกครั้ง ล่าสุด หลังจากพิธีฌาปนกิจสิ้นสุดลง ไผ่ ลิกค์ ได้ร่วมพิธีศพและโพสต์ข้อความอบอุ่นบนโซเชียลว่า “ผิดก็แก้ไข ตั้งใจทำงานนะ @duearisara เสียใจเรื่องพ่อด้วยนะ” พร้อมเลือกเพลง “อย่าเสียใจคนเดียว” ของวง Better Weather มาตั้งเป็นเพลงประกอบโพสต์

ดิวตอบกลับความห่วงใยแบบเป็นมิตร

ท่าทางของสองคนบนโซเชียลสะท้อนให้เห็นว่า ความจริงใจและความเข้าใจสามารถข้ามผ่านคำว่า “อดีต” ไปได้ดิว อริสรา ได้ตอบกลับอย่างตื้นตันว่า “เพลงอะเพลง!” ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกที่แสนอบอุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น แฟนๆ ของทั้งสองต่างเข้ามาแสดงความรักและความประทับใจในมิตรภาพของคู่นี้อย่างล้นหลาม โดยแสดงความคิดเห็นว่า “เป็นผู้ชายที่อบอุ่นมาก”, “หาคนแบบคุณไผ่ยากมากค่ะ” และอีกมากมายที่สะท้อนว่าความจริงใจสามารถเคลื่อนไหวหัวใจผู้คนได้จริง

มุมนี้แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตของคำว่า “แฟน” หรือ “คู่รัก” เท่านั้น แต่หากมีความจริงใจ ความห่วงใย และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็สามารถอยู่เคียงข้างกันได้แม้ในยามเศร้า แบบที่ ไผ่ ลิกค์ และ ดิว อริสรา ทำให้เราได้เห็น

เรื่องราวนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า คุณค่าแห่งมิตรภาพนั้นมีความลึกซึ้งและอบอุ่นไม่แพ้ความรักแบบโรมานติกเลยทีเดียว หากคุณเคยมีมิตรภาพที่ดีอย่างนี้ บอกเลยว่าคุณมีของขวัญชิ้นสำคัญที่หาซื้อไม่ได้

ที่มา – ‘ไผ่ ลิกค์’ เผยเบื้องหลังช่วย ‘ดิว อริสรา’ ดูแลงานศพพ่อ ตอกย้ำมิตรภาพที่มากกว่าคำว่าแฟน

ไม้ไผ่ลำแรกวางริมโขง พร้อมสร้างเรือไฟยักษ์ เรือไฟโลก

ณ ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เทศบาลเมืองนครพนม เป็นฉากของการเตรียมการครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ได้มีรถบรรทุก 6 ล้อพาลำไม้ไผ่จากหมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอของจังหวัดนครพนม มารวมตัวกันหน้าซุ้มของแต่ละตำบล เพื่อเตรียมวางไม้ไผ่เพื่อใช้เป็นโครงสร้างของ เรือไฟยักษ์ ในงานบุญออกพรรษาประเพณี ไหลเรือไฟและงานกาชาดประจำปี 2568

ไม้ไผ่ลำแรกวางริมโขง พร้อมสร้างเรือไฟยักษ์ เรือไฟโลก

งานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 11 ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 11 รวม 12 วัน 12 คืน บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนม ตลอดแนวริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่โบสถ์คริสต์วัดนักบุญอันนา ชุมชนหนองแสง ไปจนถึงหน้าวัดพระอินทร์แปลง รวมระยะทางเกือบ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่ให้ความหมายของประเพณีและวัฒนธรรมแห่งการลอยเรือไฟ

ไม้ไผ่ลำแรกที่ถูกนำมาวางริมแม่น้ำโขงเพื่อเตรียมสร้างเรือไฟมาจาก 13 ตำบลของอำเภอเมืองนครพนม โดยกลุ่ม ‘ศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะบนเส้นลวด’ และจิตอาสามาช่วยกันขนไม้ไผ่ลงจากรถบรรทุก เพื่อวางกองไว้บนทางเท้า แล้วจึงลำเลียงลงไปวางที่ริมแม่น้ำเพื่อมัดรวมกันให้เป็นแพลอยน้ำ ซึ่งถือเป็นฐานล่างของการสร้างเรือไฟ

เรือไฟยักษ์สร้างจากเทคนิคการประดิษฐ์หลายศตวรรษ

เรือไฟแต่ละลำไม่มีกฎตายตัวว่าต้องใช้ไม้ไผ่จำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือว่ายาวและสูงกี่เมตร แต่โดยปกติแล้วจะใช้ไม่น้อยกว่า 3,000 ท่อนขึ้นไป บางลำมีความยาวเกือบ 100 เมตร สูง 12-15 เมตร ต้องใช้ไม้ไผ่มากถึง 5,000 ท่อน ใช้เวลาในการสร้างล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน พร้อมกับติดลวดลายตามจินตนาการของศิลปินบนเรือไฟ และประดับด้วยตะเกียงจำนวนมาก มากถึงหลายหมื่นดวง

ในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดงานภายใต้ชื่อ “เรือไฟโลก” ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลตามมติของคณะรัฐมนตรี จำนวน 25 ล้านบาท เพื่อพัฒนาให้เรือไฟเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวระดับโลก โดยจัดแสดงม่านน้ำกลางลำน้ำโขงด้วยแสง สี เสียง พร้อม พลุรักษ์โลก Light and Sound เป็นการแสดงที่บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความหมายของประเพณีประดิษฐ์เรือไฟ

ในปีนี้มีเรือไฟที่เข้าร่วมประกวดความสวยงามกลางลำน้ำโขงจำนวน 12 ลำ จาก 12 อำเภอ และมีเรือไฟโชว์เพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัยนครพนม และจังหวัดนครพนมอีก 2 ลำ ทำให้มี เรือไฟทั้งสิ้น 14 ลำ ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมในคืนวันที่ 7 ตุลาคม ตรงกับวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

  • เรือไฟเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
  • เรือไฟอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง
  • เรือไฟเอกลักษณ์ประเทศใกล้เคียง เช่น จีน เวียดนาม และลาว
  • เรือไฟวิทยาศาสตร์

ไม่เพียงแต่ความยิ่งใหญ่ของเรือไฟที่ลอยบนแม่น้ำโขง งานในปีนี้ยังมุ่งเน้นจิตสำนึกของประชาชนต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมสุนทรียภาพและศิลปะผ่านการตีความเรือไฟในรูปแบบใหม่

และแน่นอนว่า เรือไฟโลก นี้จะเป็นแรงดึงดูดเยาวชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างแท้จริง จุดหมายแห่งความประณีตและความคิดสร้างสรรค์ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

หากคุณต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความงามนี้ เราขอเชิญให้คุณมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ เรือไฟโลก ด้วยตัวเองที่นครพนมในช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคมนี้

ที่มา – ไม้ไผ่ลำแรกวางริมโขง พร้อมสร้างเรือไฟยักษ์ นครพนมประกาศความยิ่งใหญ่ “เรือไฟโลก”

แฟนบอลช้างศึก เดิน 130 กม. เชียร์คิงส์คัพ

ในวงการฟุตบอลไทย เรามักจะได้เห็นความทุ่มเท การเป็นแฟนบอลที่มากไปกว่าคำว่า “แค่เชียร์” และหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นจนกลายเป็นกระแสคือ “น้าเอ๋” ชัยรัตน์ กลุ่มไหม ชายวัยกลางคนที่ไม่ได้ใช้วิธีเชียร์แบบธรรมดา แต่เลือกเดินทางด้วยการ เดิน 130 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปเชียร์ทีมชาติไทยฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 51

แฟนบอลช้างศึก เดิน 130 กม. เชียร์คิงส์คัพ

“น้าเอ๋” ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าเขาจะเริ่มเดินจากบ้านในซอยพระราม 2 ซอย 74 ตั้งแต่เวลาตี 5 ของวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 และมีเป้าหมายจะถึงสนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) ทันเวลาการแข่งขันชิงชนะเลิศของ คิงส์คัพ ในวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายนนี้

การเดินไกลเป็นระยะทาง 130 กิโลเมตรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่น้าเอ๋ทำเพื่อสนับสนุนทีม “ช้างศึก” และสร้างแรงใจให้กับนักเตะไทยที่จะต้องรับการแข่งขันด้วยความหนักหน่วงทั้งทางร่างกายและจิตใจ

คิงส์คัพ ครั้งที่ 51 เริ่มแข่ง 4 กันยายนนี้

ฟุตบอล คิงส์คัพ ครั้งที่ 51 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 7 กันยายน 2568 โดยมีการแข่งขันรอบรองฯ ที่สนามเดียวกัน โดยจะเป็นการพบกันระหว่างทีมชาติอิรัก vs ฮ่องกง เมื่อเวลา 16.30 น. และ ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติฟิจิ ในเวลา 20.00 น.

ทั้งนี้ แฟนบอลชาวไทยสามารถเข้าร่วมเดินทางไปสนามเพื่อเชียร์ทีมได้ แต่กับ “น้าเอ๋” แล้ว การเดินทางไม่ใช่แค่เชียร์ริมสนาม แต่เป็นการเชียร์แบบ “ลุยสุดถนน” ด้วยแรงบันดาลใจเสมอ

  • สายเชียร์เข้มข้น ต้องร่วมเดินตามน้าเอ๋
  • อยากเห็นความตั้งใจและแรงใจของแฟนบอลไทย
  • ร่วมเป็นกำลังใจให้ทีมชาติรักของไทย

นอกจากนี้ “น้าเอ๋” ยังมีแคมเปญ “คนไทยรักบอลไทย” และเดินทางพร้อมไลฟ์สดไปด้วยผ่าน TikTok @ae.chairat โดยชวนแฟนบอลร่วมออกแรงช่วยซื้อเสื้อ สร้างความสามัคคี เป็นกำลังใจให้วงการฟุตบอลไทยที่กำลังผ่านวิกฤต

น้าเอ๋ & ประวัติการเดินไกลเชียร์บอล

“น้าเอ๋” มีประสบการณ์ในการเดินไกลเพื่อเชียร์ทีมชาติไทยมาแล้ว เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา เขาได้เดินระยะทางราว 40-46 กิโลเมตร จาก สนามศุภชลาศัย ไปยังสนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อไปร้องเพลงเชียร์ให้ทีมชาติไทย ในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก นัดที่ทีมไทยเอาชนะ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แบบยูเออี 2-1

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงหัวใจของแฟนบอลไทยอย่างแท้จริงที่พร้อมเสียสละ ทุ่มเท และอยู่เคียงข้างทีมในทุกสถานการณ์

ถ้าคุณเป็นแฟนบอลตัวยง ชอบทำอะไรที่ต่างจากคนทั่วไป อาจลองเข้าร่วมเดินไปกับ “น้าเอ๋” หรือแม้แต่เพียงไปเชียร์ทีมที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาที่วงการฟุตบอลไทยเป็นที่จับตามอง

เวลาไม่รอนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน 130 กม. หรือเพียงแค่เชียร์ในสนาม ทุกเสียงของแฟนคือพลังที่ช่วยให้ “ช้างศึก” มีกำลังใจก้าวต่อไปได้เสมอ

ร่วมส่งกำลังใจ และซื้อเสื้อ “คนไทยรักบอลไทย” ได้ที่:

  • SHOP FA THAILAND หัวหมาก (วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.)
  • หรือคลิกสั่งออนไลน์ได้ที่: https://bit.ly/475m2KU

เพราะความรักในช้างศึก ไม่ใช่แค่ในสนาม แต่มันอยู่ในทุกย่างก้าว

ที่มา – แฟนบอลช้างศึก เตรียมเดิน 130 กม. กรุงเทพ-กาญจน์ เชียร์คิงส์คัพ

ขนลุก! นักท่องเที่ยวหนีหาดดังอิตาลีหลังซากหนูตายลอยฝั่ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ชายหาดชื่อดังของอิตาลีกลายเป็นประเด็นใหญ่เมื่อมีเหตุการณ์ ซากหนูตายจำนวนมากลอยเข้าฝั่ง ทำให้นักท่องเที่ยวต้องหนีกระเจิงออกจากบริเวณชายหาดอย่างรวดเร็ว ความน่าสะพรึงกลัวของเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยผู้ได้รับผลกระทบ

ซากหนูตายล้นหาดตอร์ริโอเนในซาแลร์โน

ชายหาดตอร์ริโอเน บริเวณเมืองซาแลร์โน ทางตอนใต้ของอิตาลี กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความตื่นตระหนกเมื่อมีรายงานว่า ซากหนูตายจำนวนมากลอยเข้าฝั่ง หลังเกิดฝนพายุที่ทำให้น้ำท่วมบริเวณเมือง โดยคลื่นได้พัดซากสัตว์จากแม่น้ำลำธารลงสู่ทะเล ทำให้ด้านหน้าหาดเต็มไปด้วยซากหนูที่น่าสะพรึง

ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่จะเห็นชัดเจนว่า ชายหาดซึ่งเคยเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยว กลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยซากของสัตว์เล็กและขยะต่างๆ ส่งผลให้ผู้มาเที่ยวต้องหนีออกจากบริเวณหาด โดยแสดงความไม่พอใจกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย

สมาชิกสภาฯ ลั่นไม่ควรปล่อยให้นักท่องเที่ยวเจอเดี่ยว

ฟรานเชสโก เอมิลิโอ บอร์เรลลี ส.ส.พรรคกรีน-เลฟต์ แอลไลแอนซ์ ได้ออกมากล่าว โดยแชร์วิดีโอดังกล่าวพร้อมระบุว่า “ซากหนูหลายสิบตัวบุกชายหาดตอร์ริโอเน” และมีความเห็นว่า หน่วยงานท้องถิ่นควรเข้ามาดูแลไม่ให้ประชาชนหรือผู้มาเยือนต้องมาจัดการสิ่งสกปรกเหล่านี้ด้วยตนเอง

ด้านนายออเรลิโอ ทอมมาเซตติ สมาชิกสภาภูมิภาคจากพรรคเลกา ได้แสดงความกังวลถึงสุขอนามัยและความปลอดภัย โดยชี้ว่าปัญหานี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพายุที่ทำให้แม่น้ำท่วมเมืองซาแลร์โน ส่งผลให้ซากสิ่งมีชีวิตและขยะไหลลงสู่ทะเล

ทัศนคติที่ควรเปลี่ยนเพื่อความสะอาดของที่สาธารณะ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการขยะและระบบน้ำที่อาจมีช่องโหว่ในพื้นที่ท่องเที่ยว แขกผู้มาเยือนอย่างนักท่องเที่ยวที่เคยหลงใหลในความงดงามของหาดตอร์ริโอเน ซึ่งเคยถูกเปรียบเทียบกับทะเลมัลดีฟส์ กลับได้ประสบกับภาพที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

  • พบซากหนูจำนวนมากลอยเข้าบริเวณชายหาด
  • เกิดหลังพายุที่ทำให้เมืองซาแลร์โนน้ำท่วมหนัก
  • นักท่องเที่ยวต้องหนีออกจากบริเวณหาด
  • ผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องให้ดูแลปัญหาสุขอนามัยอย่างจริงจัง

การท่องเที่ยวไม่ควรเป็นเพียงแค่ภาพเพราะ ความสะอาด สุขอนามัย ความปลอดภัยก็คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่สำคัญ หาดทรายสวยอาจไม่เพียงพอหากมีความเสี่ยงต่อสุขภาพแฝงอยู่ เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับมาตรฐานการจัดการสถานที่ท่องเที่ยว อย่าเพิ่งเพราะลูกค้ามาแล้วเจ็บใจ คงดีกว่าหากป้องกันแต่เนิน

ที่มา – ขนลุก! นักท่องเที่ยวหาดดังในอิตาลีหนีกระเจิงหลังเจอซากหนูตายลอยเข้าฝั่งเป็นฝูง

ดร.นิยม เวชกามา ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ช่วยรมต.สุชาติ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้การบังคับบัญชาของนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยนำทีมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นักกฎหมาย นักวิชาการ และผู้แทนจากวงการสื่อมวลชน เข้ามาร่วมงานอย่างเป็นทางการ

ดร.นิยม เวชกามา ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ช่วยรมต.สุชาติ

การแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้ง ดร.นิยม เวชกามา เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 และได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

คำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนงานด้านสำนักนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ดร.นิยม เวชกามา ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด โดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 226/2568

ดร.นิยม กล่าวว่า การได้มีคณะที่ปรึกษาจากหลากหลายสาขาเข้ามาร่วมงาน ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แต่ยังส่งเสริมการร่วมมืออย่างมีคุณภาพ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใส

รายชื่อคณะที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้ง มีดังนี้:

  • นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา
  • นายณพลเดช มณีลังกา
  • นายอุทัย มณี
  • นายธวัชชัย ผลสะอาด
  • นายสำราญ ศรีวรภัทร
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เสถียร วิพรมหา
  • นายกร ศิรินาม
  • นางสาวขจรจันทร์ ค้าข้าว
  • นายรัชพล สุวรรณโชติ
  • นายพรพล สุวรรณมาศ
  • นายฐนน พูนทรัพย์ไพศาล
  • นางวราพร อรรถสุข
  • นายนันทภพ บรรจบพุดชา
  • นายประสิทธิ์ แสงทับ
  • นายยุทธนา เกียรติดำเนินงาม
  • นายกฤตพัฒน์ นิธิจรัสรักษ์
  • นายประสิทธิ์ ประวรรณะ

ทุกท่านมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง และมีประสบการณ์ที่สำคัญที่จะหนุนหน้าที่ของ ดร.นิยม เวชกามา ในการทำงานด้านศาสนาและการบริหารราชการแผ่นดินให้กับรัฐบาล

ดร.นิยม ย้ำด้วยว่าท่านและทีมที่ปรึกษาทุกคนมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนการวางนโยบายด้านพระพุทธศาสนา และการทำงานด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเช่นนี้แสดงถึงความพร้อมของรัฐบาลในการขับเคลื่อนงานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสนาซึ่งมีผลต่อสังคมโดยตรง

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องนโยบายด้านศาสนาหรืองานด้านสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ควรพลาดการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจากทีมของ ดร.นิยม เวชกามา ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ช่วยรมต.สุชาติ เพราะอาจเป็นการเริ่มต้นของนโยบายใหม่ๆ ที่จะส่งผลดีต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “นิยม เวชกามา” ตั้งคณะที่ปรึกษา ดึงนักกฎหมาย-นักวิชาการ-สื่อมวลชน รวมทีม

อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ (อบจ.กาฬสินธุ์) โดยนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ได้มอบหมายให้ ดร.สุภาพร เกียรติดำเนินงาม เลขานุการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยข้าราชการและพนักงาน เข้าร่วมงาน วันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่อกิจกรรม “มหกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชน”

อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์

กิจกรรมในครั้งนี้มีนายนพดล จอมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีอย่างเป็นทางการ และมีดร.จารุวรรณ รัตนมาลี ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ พร้อมด้วยครู นักเรียน เยาวชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

ส่งเสริมเยาวชนสร้างสรรค์และพัฒนาสังคม

วัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน วันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ นี้ คือ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง สร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อใหญ่ของงานในปีนี้ว่า “4 ทศวรรษ ร่วมแรงแข่งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ”

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ สาธิตทักษะชีวิต การส่งเสริมสุขภาวะทางกายและจิตใจของเยาวชน และกิจกรรมส่งเสริมจิตสำนึกพลเมืองดี

พิเศษในครั้งนี้ นางสาวสสิตา ภักดีรักษ์ นักเรียนโรงเรียนดงมูลวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัล “เยาวชนดีเด่นสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย” เกียรติยศแก่ตัวนักเรียนและหน่วยงานของจังหวัดเป็นอย่างยิ่ง

การจัดงาน วันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้แสดงศักยภาพและการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างแท้จริง หน่วยงานต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เยาวชนไทยมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพและสมศักดิ์ศรี

การส่งเสริมเยาวชนไม่ใช่แค่หน้าที่ของโรงเรียนหรือหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนในชุมชนต้องมีหน้าที่ในการปลูกฝังคุณธรรม มารยาท และทักษะชีวิตที่จำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการก้าวสู่อนาคต

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู ควรส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาเยาวชน เช่นนี้ เพราะจะช่วยปลูกฝังจิตใจที่ดี สร้างคนดีของชาติในอนาคต

ที่มา – อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์

ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! สวนกุหลาบวิทยาลัยร่นเวลาเรียนเชียร์นักฟุตบอล

ในวันที่ความตื่นเต้นกำลังจะมาถึงจุดสูงสุด นักเรียนนักศึกษาจากทั่วประเทศต่างเตรียมตัวเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพื่อเชียร์ทีมที่พวกเขารักในสนามฟุตบอลแห่งศักดิ์ศรี ซึ่งก็คือ “เดลินิวส์ คัพ 2025” สำหรับการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ฤดูกาลนี้เป็นการชิงชนะเลิศระหว่างสองมหาวิทยาลัยชั้นนำ กับการพบกันของ “เจ้าสัวน้อย” จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และ “ชมพู-ฟ้า” จากโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย ที่สนามกีฬา ศุภชลาศัย ตามกำหนดเวลา 17:00 น. ของวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568

ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! สวนกุหลาบวิทยาลัยร่นเวลาเรียนเชียร์นักฟุตบอล

แม้ว่าการแข่งขันจะยังไม่เริ่มขึ้น แต่บรรยากาศรอบๆ สวนกุหลาบวิทยาลัยได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งคณาจารย์และนักเรียนอย่างชัดเจน โดยทางโรงเรียนได้ประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนดการเรียนการสอนในวันแข่งขัน เพื่อให้เหล่นักเรียนสามารถเข้าร่วมสนับสนุนทีมได้อย่างเต็มที่

แทนที่จะใช้ชั่วโมงเรียนปกติที่ 50 นาที ทางโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย จะแบ่งช่วงเวลาเรียนเป็นคาบที่สั้นลงเหลือเพียง 40 นาทีเท่านั้น พร้อมทั้งให้เลิกเรียนก่อนเวลาปกติ การกระทำอันจงรักภักดีนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนักเรียนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีพลัง หากยังส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมเชียร์ขึ้นในสถาบัน

หน้าที่ของผู้ปกครองและนักเรียนร่วมพัฒนาได้อย่างไร?

และเพื่อสนับสนุนเหตุการณ์สำคัญในครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ ทางโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย ยังออกหนังสือถึงผู้ปกครองเพื่อแจ้งให้ทราบและเตรียมพร้อมในการบริหารเวลาครอบครัวในวันดังกล่าว เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมนี้ร่วมกันทั้งในฐานะรองรับทีมและส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนโรงเรียน

การเคลื่อนไหวนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่นักฟุตบอลเท่านั้นที่มีบทบาทในการสร้างแรงบันดาลใจ แต่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครู นักเรียน ก่อให้เกิดมูลค่าและความหมายที่แท้จริงของการเล่นฟุตบอลรุ่นเยาวชน

นี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรีย์ในการรักษาเอกลักษณ์ของโรงเรียนและอภิปรายทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของผู้เล่น ครู และแม้กระทั่งนักเรียนที่เชียร์ทีม บนพื้นสนามกีฬาจะไม่ใช่เพียงแค่การเผชิญหน้าในเกมฟุตบอล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของทุกคนภายใต้โลโก้ของสถาบัน

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเชียร์ทีมของตัวเองในวันนี้ ห้ามพลาดโอกาสในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์แห่งความภาคภูมิใจในการเรียนหนังสือและการใช้ชีวิตที่โรงเรียน

ที่มา – ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ร่นเวลาเรียน ให้เด็กๆ เข้าไปเชียร์สถาบัน ในนัดชิงลูกหนัง “เดลินิวส์ คัพ 2025”

กัน นภัทร-พิชญ์ กาไชย เผยสาเหตุเลิกรา มารี เบรินเนอร์

ล่าสุดกระแสของนางเอกสาวหน้าหวาน มารี เบรินเนอร์ กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ตกเป็นข่าวใหญ่เรื่องการเมาแล้วขับ ซึ่งแยกระลอกความสนใจไปยังเรื่องราวความรักของเธอกับหนุ่มฮอตในแวดวงบันเทิงอย่าง กัน นภัทร และอดีตแฟนหนุ่ม พิชญ์ กาไชย

กัน นภัทร-พิชญ์ กาไชย เผยสาเหตุเลิกรา มารี เบรินเนอร์

เมื่อนำเรื่องราวที่ผ่านมาขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง หลายคนก็ย้อนกลับไปดูคลิปเก่าๆ ที่ พิชญ์ กาไชย เคยให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความรักในช่วงท้ายความสัมพันธ์กับ มารี เบรินเนอร์ อย่างตรงไปตรงมา โดยเขาสรุปไว้ว่า:

“ตัวเขาเป็นคนดี แต่เราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากันได้ สิ่งที่เขาเป็นกับวิถีของเราคนละแบบกัน เราไม่สามารถไปบอกว่าให้เขาเปลี่ยนได้ แต่เราพอรู้สึกว่าเราคงยื้อเขาให้แย่ลงกว่านี้”

กัน นภัทร สัมภาษณ์หลังเลิกรา

ด้าน กัน นภัทร ที่เคยเป็นอีกครึ่งของ มารี เบรินเนอร์ ก็เปิดใจหลังจากเลิกราด้วยว่า การตัดสินใจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ไม่ใช่เรื่องของใครแย่เพียงคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว:

“เราคงไม่ใช่แค่มีความรัก บางสิ่งบางอย่างมันมากกว่านั้น บางครั้งการเลิกราก็เป็นทางออกที่ดีกว่า ดีกว่าที่จะให้อีกฝ่ายเจ็บใจในอนาคต”

นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่าในช่วงเลิกราเรื่องราวถูกขุดคุ้ย เขากลับไปสวดมนต์ทุกวัน และนั่งสมาธิเพื่อจัดการความคิดด้านจิตใจ

“เราก็ไม่เก่งในการตอบคำถาม พอเลิกแล้วก็มีนักข่าวถามเยอะ ความจริงบางอย่างไม่ใช่เพราะเราแย่ แต่มันแค่ไม่ใช่เส้นทางของคนสองคนนี้เท่านั้นเอง”

แง่มุมของการเลิกที่ไม่ใช่เฉพาะความรัก

จากทั้งสองฝ่าย จะเห็นว่าความรักของ มารี เบรินเนอร์ กับทั้ง กัน นภัทร และ พิชญ์ กาไชย ล้วนมีปัจจัยที่มากกว่าแค่ความรักเสียอีก ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต ความเข้ากันได้ และอิทธิพลจากโลกภายนอก ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ต้องจบลงในตอนท้าย

ความรักอาจไม่ใช่สิ่งที่วัดได้ด้วยคำว่าดีหรือแย่เท่านั้น แต่ยังต้องมีความ “เข้ากันได้” และ “พร้อมต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว” ด้วย ไม่ว่าใครจะเจอสถานการณ์แบบไหน อย่างน้อยการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องควรเป็นไปเพื่อความสุขในระยะยาวของทุกฝ่าย

ที่มา – ‘กัน นภัทร-พิชญ์ กาไชย’ เผยสาเหตุเลิกรา ‘มารี เบรินเนอร์’ ชี้ปัญหาที่ต้องขอถอยห่างความสัมพันธ์!

วุฒิสภาเห็นชอบตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 43-44

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ รัฐสภา ได้เกิดมติสำคัญจากที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีการประชุมลับเพื่อพิจารณาญัตติที่เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ส.ว. เรื่องการขอตั้งคณะกรรมการวิสามัญ (กมธ.วิสามัญ) เพื่อพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ที่เคยลงนามระหว่างไทยกับกัมพูชา เรื่องการแก้ไขปัญหาชายแดน

วุฒิสภาเห็นชอบตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 43-44

เนื้อหาจากการประชุมเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในประเด็นดังกล่าว โดยเห็นพ้องกันว่าควรศึกษาผลกระทบของการยกเลิก เอ็มโอยู 43-44 อย่างรอบด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องจะไม่ส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

หลังจากการอภิปรายแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ จำนวน 25 คน โดยแบ่งออกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายในวุฒิสภา 15 คน และบุคคลภายนอกอีก 10 คน เพื่อให้การศึกษาเป็นไปอย่างครอบคลุม

รายชื่อกรรมการที่ได้รับการเสนอชื่อ

คณะกรรมการจากวุฒิสภา ได้แก่

  • น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย
  • นายชินโชติ แสงสังข์
  • นายชิบ จิตนิยม
  • นายนพดล อินนา
  • นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด
  • นายชวภณ วัธนเวคิน
  • นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
  • นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย
  • นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
  • นายชัยธัช เพราะสุนทร
  • พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ
  • นายนิรัตน์ อยู่ภักดี
  • นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว
  • นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก
  • พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา

ส่วนกรรมการจากบุคคลภายนอก ได้แก่

  • พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์
  • พล.อ.บัณฑิต สุวัฑฒน
  • พล.ร.อ. วีระพันธ์ สุขก้อน
  • พล.ท. ชาคร บุญภักดี
  • นายดุลยภาค ปรีชารัชช
  • นายเทพมนตรี ลิมปพยอม
  • นายวีรพันธ์ มาไลยพันธ์
  • นายคำนูณ สิทธิสมาน
  • นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
  • นายวีระ ธีระภัทรานนท์

การดำเนินงานของคณะกรรมการนี้มีกำหนดเวลา 90 วัน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้การวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การยกเลิก MOU 43-44 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูต การเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

การตั้งคณะกรรมการในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบของวุฒิสภาในการจัดการกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองและกฎหมาย การศึกษาอย่างละเอียดจะช่วยให้สามารถตัดสินใจในอนาคตได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต่างหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางการแก้ไขที่ดีขึ้น

หากคุณติดตามเรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมือง ประเด็นนี้อาจส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว ดังนั้นต้องเฝ้าดูว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดในขั้นตอนต่อไป

เนื้อหานี้คุ้มค่าต่อการติดตาม เพราะเกี่ยวข้องกับหนึ่งในประเด็นความมั่นคงและสนธิสัญญาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คนไทยต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งไว้

ที่มา – ‘วุฒิสภา’มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก’เอ็มโอยู 43-44′

ภูมิธรรมเรียกประชุมบิ๊ก ‘มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เกิดขึ้นการประชุมสำคัญภายใต้การนำของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามประเด็นงานสำคัญหลายด้าน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างครบถ้วน

ภูมิธรรมเรียกประชุมบิ๊ก ‘มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่

ในการประชุมครั้งนี้ ได้เชิญผู้บริหารจากหน่วยงานหลักของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), อธิบดีกรมที่ดิน, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอธิบดีกรมโยธาธิการฯ เข้าร่วมการหารือในประเด็นสำคัญหลายประการ

ประเด็นการประชุมที่น่าจับตามอง

แหล่งข่าวระบุว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ความคืบหน้าของงบประมาณ รวมถึงการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริหารระดับประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก

นายเดชอิศม์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการตามความคืบหน้าตามที่ตั้งไว้ โดยเรื่องงบประมาณและกระบวนการกระจายอำนาจยังอยู่ในกรอบที่คาดหวัง ส่วนประเด็นอื่น ๆ จะมีการเปิดเผยเพิ่มเติมภายหลัง โดย นายภูมิธรรม จะเป็นผู้ให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน

ดีเอสไอและประเด็นดินแดนที่จับตามอง

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้มีการพูดถึงประเด็นดินแดนที่เกิดความขัดแย้ง เช่น กรณีเขากระโดง ที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างสูง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานอยู่ระหว่างการพิจารณา หากจะรับมาเป็นคดีพิเศษหรือไม่ คาดว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

จากภาพการประชุมที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าภูมิธรรม เรียกประชุมบิ๊ก ‘มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนงานด้านบริหารและการบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายของภาครัฐ สิ่งที่น่าจับตาคือแนวโน้มของนโยบายที่จะคลี่คลายหรือส่งเสริมทางเลือกใหม่ ๆ ทางการบริหารในอนาคต

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยตรง ประชาชนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามแนวทางและนโยบายที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เรียกประชุมบิ๊ก ’มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่