ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ครม.อนุมัติชดเชยดอกเบี้ยชาวไร่อ้อย ซื้อเครื่องจักร-จัดการแหล่งน้ำ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการ ชดเชยดอกเบี้ยชาวไร่อ้อย เพื่อส่งเสริมการจัดการแหล่งน้ำและการซื้อเครื่องจักรเกษตรในไร่อ้อย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาอ้อย

ครม.อนุมัติชดเชยดอกเบี้ยชาวไร่อ้อยช่วยลดภาระเกษตรกร

ตามรายงานจากนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การประชุม ครม.อนุมัติชดเชยดอกเบี้ยชาวไร่อ้อย ภายใต้กรอบวงเงินทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท สำหรับระยะเวลา 3 ปี (2568-2570) โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นหน่วยงานหลักที่ให้สินเชื่อกับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน

สินเชื่อแบ่งตามวัตถุประสงค์

โครงการมีเป้าหมายสนับสนุนให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำสำรอง ปรับพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมกับเครื่องจักร และลดการเผาอ้อยที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยแบ่งวงเงินกู้ได้ดังนี้

  • แหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ: วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท/ราย
  • ปรับพื้นที่ปลูกอ้อย: ไม่เกิน 500,000 บาท/ราย
  • ซื้อเครื่องจักรเกษตร: เช่น รถตัดอ้อย, รถแทรกเตอร์, รถคีบอ้อย โดยมีวงเงินแตกต่างกันไปตามประเภท

รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเพื่อลดภาระคืนเงินกู้

ในส่วนของชดเชยดอกเบี้ยชาวไร่อ้อย รัฐบาลกำหนดชดเชยดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. แทนผู้กู้ในอัตราแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้กู้และวัตถุประสงค์การใช้เงิน

  • เกษตรกรรายย่อย: รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี
  • กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์: รัฐบาลชดเชย 2% ต่อปี
  • การซื้อเครื่องจักรบางประเภท: เช่น รถบรรทุกและอากาศยานไร้คนขับ ไม่ได้รับการชดเชย

ระยะเวลาคืนเงินกู้จะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำจะให้เวลาคืนเงินภายใน 6 ปี ในขณะที่เครื่องจักรใหม่จะกำหนดไม่เกิน 8 ปี

ส่งเสริมระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ให้มีความยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคกก. อ้อยและน้ำตาลได้มีมติเห็นชอบโครงการไปแล้ว และพร้อมดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนด

รัฐบาลกำหนดงบประมาณในการชดเชยดอกเบี้ยไว้ที่ 945 ล้านบาทสำหรับช่วง 3 ปี นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยืนยันว่ามีสภาพคล่องทางการเงินพร้อมสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้จริง มีแรงสนับสนุนชัดเจนจากภาครัฐ และเป็นมาตรการที่มุ่งเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้สนใจในภาคอุตสาหกรรมอ้อย ควรติดตามรายละเอียดโครงการผ่านช่องทางทางการอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการลงทุนและใช้ประโยชน์จากสินเชื่อเพื่อพัฒนาไร่อ้อยของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ครม.เห็นชอบชดเชยดอกเบี้ยชาวไร่อ้อย จัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักร

ผอ.สั่งสอบด่วน ครูตบหัวเด็กอนุบาล 3 ล้มคว่ำกลางสนามขณะซ้อมกีฬาสี

เมื่อเร็วๆ นี้ โลกออนไลน์ได้ฮือฮาจากกรณีคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นเหตุการณ์ครูรายหนึ่งใช้มือ “ตบศีรษะ” เด็กนักเรียนชั้น ป.3 จนล้มคว่ำหน้าลงไปกับพื้นสนามฟุตบอล ขณะที่กำลังเข้าร่วมซ้อมกีฬาสีของโรงเรียนในอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากชาวเน็ต พร้อมกับข้อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวนอย่างจริงจัง

ผอ.สั่งสอบด่วน ครูตบหัวเด็กอนุบาล 3 ล้มคว่ำกลางสนามขณะซ้อมกีฬาสี

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน โดยในคลิปจะเห็นว่า เด็กชายที่อยู่ในช่วงวัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กำลังวิ่งแข่งขันส่งไม้ในกิจกรรมกีฬาสีของโรงเรียน เมื่อถึงจุดที่ต้องถ่ายทอดไม้ ครูชายคนดังกล่าวได้วิ่งมาข้างหลังเด็ก จากนั้นก็ใช้มือ “ตบด้านหลังศีรษะ” อย่างแรง ทำให้เด็กล้มลงคว่ำหน้ากับพื้นสนามอย่างน่าสะพรึงกลัว

ผู้ปกครองเข้าพบผู้บริหารเรียกร้องความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม่ของเด็กนักเรียนชายในคลิป ได้เดินทางมาพบคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอท่าช้าง จังหวัดสงขลา ด้วยความกังวลและไม่พอใจอย่างยิ่ง พร้อมด้วยการมี “สจ.ดาวุด” สมาชิกสภาจังหวัดเขตอำเภอบางกล่ำ เข้าร่วมเป็นตัวกลางในการเจรจา

แม่ของเด็ก เปิดเผยว่า “ลูกชายฉันไม่มีพูดถึงอะไรเลยหลังจากกลับจากโรงเรียนวันนั้น แต่พอเห็นคลิป ก็มารู้ดึก ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ฉันไม่สามารถยอมรับได้ และต้องการให้ครูคนนี้ย้ายออกจากการทำงาน หากไม่ดำเนินการ พวกเราครอบครัวก็จะพิจารณาให้ลูกย้ายโรงเรียน เพราะไม่อยากให้ลูกวัยเล็กถูกกระทำอย่างนี้อีก”

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างว่า เด็กอื่นๆ ก็เคยตกเป็นเหยื่อจากการทำร้ายโดยครูคนนี้มาก่อน

ข้อแก้ตัวของครูผู้ชาย และการตอบสนองจากโรงเรียน

จากกระแสข่าวที่ตอกย้ำความร้ายแรงของเหตุการณ์ ครูผู้ถูกกล่าวหาได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเองต่อหน้าผู้ปกครอง โดยระบุชัดเจนว่า “การกระทำของผมในครั้งนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด มันไม่ใช่การตบจริงๆ เพราะถ้าจะตบจริง ผมต้องยกมือขึ้นอย่างชัดเจน ผมจึงยื่นมือไปแตะเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กส่งไม้ ไม่มีเจตนาทำร้าย พร้อมทั้งขอโทษครอบครัวผู้ปกครองในครั้งนี้อย่างเต็มที่”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารของโรงเรียนเผยให้ทราบว่า เคยมีนักเรียนและผู้ปกครองมาร้องเรียนลักษณะการสอนของครูรายนี้แล้วหลายครั้ง โดยระบุว่าเป็นบุคลิกอารมณ์ร้อน และมีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายนักเรียนด้วยการลงโทษอย่างรุนแรง

“ครูคนนี้สอนวิชาประวัติศาสตร์ สุขศึกษา และพลศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้น ป.4 ถึง ป.6 มาแล้วหลายปี และเราได้พยายามตักเตือนมาแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีการปรับปรุงพฤติกรรม การสอบสวนในครั้งนี้จะดำเนินการอย่างเป็นทางการ และเรารอผลรายงานจากคณะกรรมการเป็นลำดับ” ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวเสริม

ขณะนี้ โรงเรียนได้ริเริ่มการสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานกรณีดังกล่าวไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 เพื่อวินิจฉัยอย่างเป็นธรรม

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังพฤติกรรมของบุคลากรทางการศึกษาอย่างใกล้ชิด และยิ่งสำคัญกว่านั้น คือ การสร้างช่องทางให้นักเรียนบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย การให้เด็กเล็กถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ โดยเด็ดขาด

หากคุณเป็นผู้ปกครอง มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของลูกคุณ อย่าปิดบังหรือทนเงียบ ให้เปิดหู เปิดตา และรายงานพฤติกรรมที่ผิดปกติ หากเราไม่ลุกขึ้นปกป้อง ใครจะเป็นผู้ปกป้องลูกหลานของเราได้บ้าง?

ที่มา – ผอ.สั่งสอบด่วน ครูตบหัวเด็กอนุบาล 3 ล้มคว่ำกลางสนามขณะซ้อมกีฬาสี

คนขับแบ๊กโฮเหยียบระเบิด โจรใต้ป่วนเหมืองแร่

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่ม โจรใต้ เข้าโจมตี เหมืองแร่ ของบริษัทเอเชียเหมืองแร่อุตสาหกรรม จำกัด ที่บ้านไอซือเร๊ะ อ.จะแนะ ด้วยการวางเพลิงทำลายรถยนต์หลายคัน

คนขับแบ๊กโฮเหยียบระเบิด โจรใต้ลอบวางกับดัก

ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อนายอัสมี อาแซ พนักงานขับรถแบ๊กโฮ เหยียบกับ ระเบิด ที่คนร้ายฝังซ่อนไว้ ทำให้ขาขวาขาด ส่วนนายซับรี ตาเย๊ะ ผู้ดูแลเหมืองได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด และถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

โจรใต้เรียกค่าคุ้มครองก่อนก่อเหตุ

สอบถามข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบส่ง จดหมายเรียกค่าคุ้มครอง ไปยังบริษัทเหมืองแร่ แต่บริษัทไม่ยอมจ่าย จึงเป็นเหตุให้กลุ่มดังกล่าวบุกเข้าโจมตี ทั้งเผารถ ทำลายทรัพย์สิน และข่มขู่ไม่ให้พนักงานเข้าทำงานในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ยังพบหลุมระเบิดซึ่งมีความลึกประมาณ 1 ฟุต และชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่องที่ทำมาจากท่อเหล็ก แสดงให้เห็นถึงความอันตรายสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ตามพื้นที่

ความเสียหายและความเสี่ยงที่สูง

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีทั่วไป แต่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งส่งผลต่อทั้งชีวิตความปลอดภัยของประชาชน รวมไปถึงทรัพย์สินของบริษัทในพื้นที่ ทำให้แนวโน้มการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ต้องมีการทบทวนและเสริมมาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง

ภาพรถยนต์ที่ถูกทำลายจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต้องรอบคอบระมัดระวัง เพราะกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ภัยคุกคามสามารถแฝงมากับพื้นที่ปกติได้ โดยเฉพาะในจุดที่เคยมีการเกิดเหตุร้ายแรงมาก่อน ดังนั้นการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ใครที่กำลังวางแผนลงทุนหรือปฏิบัติงานในพื้นที่ระบาด ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายและเพิ่มระดับความปลอดภัย

หากคุณรู้จักเจ้าของหรือพนักงานในพื้นที่เหมืองแร่ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – คนขับแบ๊กโฮ ช่วยเคลียร์ที่เกิดเหตุโจรใต้ป่วนเหมืองแร่ เหยียบกับระเบิดขาขาด

อดีตนักข่าวเขมรถูกจับหลังรายงานข่าวชายแดน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สื่อข่าวรายงานว่า นายเมี๊ยส ซารา อดีตนักข่าวชาวเขมร ถูกจับกุมแล้ว หลังจากที่ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่พรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณหมู่บ้านหนองจาน การกระทำของเขาถูกมองว่าเป็นการขัดขวางนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา

อดีตนักข่าวเขมรถูกจับหลังรายงานข่าวชายแดน

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยแฟนเพจArmy Military Force เปิดเผยว่า “มีรายงานล่าสุด นายเมี๊ยส ซารา อดีตนักข่าวเขมร ที่ถูกกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาเพิกถอนใบอนุญาต” เนื่องจากการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความจริงที่หมู่บ้านหนองจานซึ่งเป็นจุดร้อนของความตึงเครียด

ตามข้อมูลที่ระบุ นักข่าวรายนี้ถูกจับกุมในช่วงเวลาเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่บ้านโสกซาง ตำบลโอเบชอน จังหวัดบันท้ายมีชัย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่เคยเป็นจุดวิวาทระหว่างทหารไทย-กัมพูชา

ข่าวดังกล่าวสะท้อนถึงการควบคุมสื่อในกัมพูชา

อดีตนักข่าวเขมรถูกจับหลังรายงานข่าวชายแดน ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนภาพรวมของความเข้มงวดในการควบคุมข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองและมีความเสี่ยงสูง

การถูกเพิกถอนใบอนุญาตและตามมาด้วยการจับกุมแสดงให้เห็นถึงกลไกของการปราบปรามในวงการสื่หรือผู้สื่อข่าวที่มีเหตุผลว่าเป็นไปไม่ตรงกับแนวทางของรัฐ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่ให้เสรีภาพในการแสดงออก สื่อในกัมพูชากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

แผนที่เพจ Army Military Force มีบทบาทในการติดตามและเปิดเผยสถานการณ์อย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคนี้ และ!!

หากคุณติดตามสถานการณ์แถบพรมแดน คุณคงต้องไม่พลาดการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะข่าวภายในวันหรือสองวันข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ที่มา – ‘อดีตนักข่าวเขมร’ ถูกจับแล้ว! หลังรายงานข่าวสถานการณ์ชายแดน

‘สมศักดิ์’ ยันไม่ล้วงลูกปมสอบ ‘หมอสุภัทร’ ซื้อ ATK

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า จะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการสอบสวนวินัยของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในข้อหาจัดซื้อชุดตรวจ ATK โดยใช้งบประมาณของโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา

‘สมศักดิ์’ ยันไม่ล้วงลูกปมสอบ ‘หมอสุภัทร’ ซื้อ ATK

กรณีที่ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนผลการสอบสวนวินัยของนพ.สุภัทร ซึ่งเธอเห็นว่าไม่เป็นธรรม นายสมศักดิ์กล่าวว่า การทำงานต้องยึดตามกฏหมายและระเบียบราชการเป็นหลัก

คำชี้แจงของ รมว.สาธารณสุข

“สิ่งสำคัญบางคนบอกว่า กฎหมายสามารถทำได้ แต่มีกฎหมายรอง หรือระเบียบมารองรับ ตามมาหรือยัง” นายสมศักดิ์กล่าว และเสริมว่า “หากกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ ก็จะไม่มีปัญหา แต่หากทำเกินขอบเขตก็จะต้องรับผิดชอบตามระเบียบราชการอย่างเต็มรูปแบบ”

นอกจากนี้ รมว.สธ. ได้กล่าวอีกว่า การที่มีประชาชนบางกลุ่มเห็นต่างเกี่ยวกับผลการสอบสวนฯ ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นกระบวนการที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ทว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า ตนเองมีความคิดที่จะเข้าไปสอบถามผลสอบจากคณะกรรมการสอบฯ โดยตรงหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “หากเรื่องเข้ามาถึงตัวเอง ก็จะพิจารณาตามขั้นตอน แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องของตนเอง และหากจะไป ‘ล้วงลูก’ เพื่อให้หมอสุภัทร อาจจะต้องตอบไม่ได้อีก”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นว่า นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ ในฐานะประธานกรรมการสอบฯ จะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งทำให้หลายคนคาดเดาว่า รมว.สธ. อาจจะต้องตัดสินใจเร่งด่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่ นายสมศักดิ์ กล่าวตอบกลับว่า “ตัวเองก็อาจเกษียณก่อนใครจะรู้” พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด และการเร่งรีบไม่ได้ช่วยให้ค้นหาข้อเท็จจริงได้มากขึ้น

  • การสอบสวนวินัยของนพ.สุภัทร เป็นเรื่องที่สำคัญทั้งในแง่ของความโปร่งใสและจริยธรรมในการทำงาน
  • ต้องดูว่าการใช้งบประมาณเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
  • หากพบความผิดจริง ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สุดท้าย รมว.สธ. ได้เผยว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลต่อการรักษาพยาบาลของประชาชนโดยตรง แต่เป็นการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องทำด้วยความรอบคอบและถี่ถ้วน”

หากคุณติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด แล้วสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมข้าราชการหรือขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง การติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและเชื่อถือได้ มีความสำคัญมากยิ่ง

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ยันไม่ล้วงลูกปมสอบ ‘หมอสุภัทร’ ซื้อ ATK

ครม.อนุมัติงบกลาง 139.93 ล้านเยียวยาผู้รับผลกระทบไฟใต้ 279 ราย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 139.93 ล้านบาท

วงเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ จำนวน 279 ราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเบิกจ่ายภายใต้งบรายจ่ายอื่น และจะดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติงานพร้อมทั้งแผนการใช้จ่ายงบประมาณต่อไป เพื่อตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนที่กำหนด

ครม.อนุมัติงบกลาง 139.93 ล้านบาท เยียวยาผู้รับผลกระทบไฟใต้ 279 ราย

นายอนุกูล กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ฯ จำนวน 70 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ ตามที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2568 ศอ.บต. ใช้จ่ายไปแล้วจำนวน 63.35 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการคืนเงินทดรองราชการให้กับจังหวัดในพื้นที่ จึงมีการเสนอขอรับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 279 ราย จากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

วงเงิน139.93 ล้านบาทสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ดังนั้น เพื่อกำหนดแนวทางในการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ศอ.บต. จึงเสนอขอรับการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจาก ครม. ซึ่งในที่ประชุมได้มีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบ โดย allocate วงเงินรวมทั้งสิ้น 139.93 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ ในด้านร่างกายและทรัพย์สิน ตามมติครม.ที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในเป้าหมายของงบประมาณนี้คือการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลยังคงยึดมั่นในแนวทางสวัสดิการสาธารณะ และการเข้าไปเยียวยาประชาชนที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน

การติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรที่ได้จัดสรรมานั้น จะนำไปใช้ในทางที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง

ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการจัดทำแผนงานอย่างละเอียด และการประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ทราบถึงกระบวนการขอรับการเยียวยาตั้งแต่ต้นทาง

ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการจ่ายเยียวยาจะเริ่มต้นขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ทั้งประชาชนและหน่วยงานรัฐควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเวียนของงบประมาณเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงในระดับท้องถิ่น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ หรือความมั่นคงของสังคม การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างสรรค์ประเทศไทยที่เท่าเทียมและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

หากคุณมีคนรู้จักที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไฟใต้ ควรเตรียมเอกสารเพื่อทำการร้องขอการเยียวยาฯ ได้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – ครม.อนุมัติงบกลาง 139.93 ล้านบาท เยียวยาผู้รับผลกระทบไฟใต้ 279 ราย

โมเดอร์นฟอร์มปลูกป่าชายเลน 1,000 ต้น สานภารกิจรักษ์โลกปีที่ 2

ปีที่ 2 ต่อเนื่องของภารกิจรักษ์โลกจากบริษัท โมเดอร์นฟอร์ม ที่กลับมาอีกครั้งด้วยกิจกรรมที่เปี่ยมด้วยความหมาย “ปลูกป่า บางปู ดูนก” ณ อุทยานมรดกแห่งอาเซียนลำดับที่ 63 ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับการประกาศเมื่อปลายปี 2567 ภายใต้การนำของนายโยธิน เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ ที่ชวนพนักงานร่วมจิตอาสาเพื่อสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม

โมเดอร์นฟอร์มปลูกป่าชายเลน 1,000 ต้น

ต่อยอดจากปีก่อนที่ได้ปลูกต้นโกงกางจำนวน 200 ต้นที่บางขุนเทียน ปีนี้ โมเดอร์นฟอร์ม ขยายการปลูกเป็นต้นโกงกางใบใหญ่และแสมขาว โดยมีเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 1,000 ต้น ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนได้ถึง 300 ตัน CO₂ ตลอดอายุการใช้งานของต้นไม้ 25 ปี ตามข้อมูลจาก Eden Reforestation Projects

ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

การปลูกป่าชายเลนไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่การลดคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของชายฝั่ง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์น้ำ และยังช่วยลดการกัดเซาะของดินบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ ยังเป็นการเสริมทัพป่าธรรมชาติเพื่อรองรับพลังแห่งธรรมชาติอย่างยั่งยืน

  • ลด CO₂ ในบรรยากาศ
  • ฟื้นฟูที่อยู่อาศัยสัตว์ป่าชายเลน
  • ลดการกัดเซาะของชายฝั่ง
  • เสริมความหลากหลายทางชีวภาพ

นอกจากนี้ พนักงานยังได้ร่วมมือกันเก็บขยะ沿ทะเลเพื่อคืนธรรมชาติให้สะอาด โดยสื่อสารถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกิจกรรมอีกด้วย

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินงานภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ โมเดอร์นฟอร์ม ที่ไม่เพียงแค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริง มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

หากทุกองค์กรได้ร่วมมือกันในลักษณะเดียวกันนี้ เราเชื่อว่าจะเป็นพลังสำคัญในการรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศในระยะยาว

ที่มา – โมเดอร์นฟอร์ม สานต่อภารกิจรักษ์โลกปีที่ 2 ปลูกป่าชายเลน 1,000 ต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

HIGHLIGHT ส่งคำรักถึงไลท์ กรุงเทพฯ ก่อนคอนเสิร์ต RIDE OR DIE 2025

วันธรรมดาของ LIGHTs ชาวไทยกำลังจะกลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความพิเศษอีกครั้ง เมื่อ HIGHLIGHT มาระเบิดความสุดยอดบนเวทีคอนเสิร์ต HIGHLIGHT LIVE 2025 [RIDE OR DIE] IN BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ณ แจ้งวัฒนะฮอลล์ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้มาพร้อมกับเซ็ตลิสต์ที่ใกล้เคียงกับเวอร์ชันในกรุงโซลถึง 99% พร้อมโชว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตาตื่นใจจากสมาชิกทั้ง 4 คน ได้แก่ ยุน ดูจุน, ยัง โยซอบ, อี กิกวัง และ ซน ดงอุน

HIGHLIGHT ส่งคำรักถึงไลท์ กรุงเทพฯ

ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบปี 2025 ที่กำลังจะมาถึง HIGHLIGHT ไม่ลืมที่จะส่งข้อความรักไปยังแฟนคลับชาวไทย ด้วยใจที่อุ่นและความตั้งใจที่จะมอบความประทับใจสุดพิเศษให้กับไลท์ทุกคนในกรุงเทพฯ “สวัสดีครับ พวกเรา HIGHLIGHT ครับ! ไลท์ทุกคนในประเทศไทย พวกเราจะไปเจอทุกคนอีกครั้งที่คอนเสิร์ต HIGHLIGHT LIVE 2025 [RIDE OR DIE] IN BANGKOK ปีที่แล้วเราได้เห็นรอยยิ้ม แรงเชียร์ และความอบอุ่นจากทุกคน เราก็รู้สึกดีใจที่ได้แบ่งปันเวทีกับไลท์ทุกคน และในปีนี้ เราก็พร้อมจะเติมความมันส์ และความตื่นเต้นอย่างเต็มที่อีกครั้ง!”

เตรียมพบกับเวทีที่เข้มข้นและสนุกยิ่งกว่าเดิม

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “RIDE OR DIE” ถือเป็นคำมั่นที่ HIGHLIGHT มีต่อกับแฟนคลับ โดยพวกเขาเตรียมโชว์พิเศษหลากหลายรูปแบบ ทั้งการร้อง เต้น และสื่อสารกับไลท์ พร้อมกับการตกแต่งเวทีที่ล้ำสมัย และเพลย์ลิสต์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ช่วยให้ทุกคนได้สัมผัสถึงพลังแห่งความรักและความทุ่มเทที่ HIGHLIGHT มีให้แฟนๆ อย่างแท้จริง

  • วันที่แสดง: 20 กันยายน 2568
  • สถานที่: แจ้งวัฒนะฮอลล์, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ
  • ผู้จัดฯ: O.N worldwide
  • คอน셉ต์คอนเสิร์ต: RIDE OR DIE

“เรารู้นะครับว่าคุณกำลังรอชมพวกเราอยู่ แล้วพวกเราก็ตั้งตารอที่จะกลับมาพบทุกคนในวันที่เราเติบโตขึ้นอีกหนึ่งก้าว จะเป็นวันที่ไม่มีใครลืมแน่นอน” นั่นคือคำพูดจากฮีโร่แห่งเวทีที่แฟนคลับทั้งหลายรอคอยมานาน

นอกจากความตื่นเต้นจากเวทีการแสดงแล้ว HIGHLIGHT ยังเตรียมเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ สำหรับไลท์ที่จะได้สัมผัสความใกล้ชิดอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นต์ของที่ระลึก หรือโอกาสพิเศษในการถ่ายรูปร่วมกับสมาชิกทั้ง 4 คน เพราะสำหรับพวกเขา ไลท์คือแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด

HIGHLIGHT ส่งคำรักถึงไลท์ กรุงเทพฯ ก่อนคอนเสิร์ต

ปิดท้ายด้วยคำพูดที่ทุกคนรอคอย “ผมรักคุณ ไลท์ กรุงเทพฯ” อาการคลั่งไคล้ย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยากเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ของ HIGHLIGHT และ admired LIGHTs โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพลังแฟนคลับหนักแน่นที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

หากคุณเป็นหนึ่งในไลท์ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลามหัศจรรย์ที่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่จะได้พบกับความสุดยอดของความบันเทิงบนเวทีและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันล้ำค่าอีกครั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้

ที่มา – “HIGHTLIGHT ส่งข้อความรักถึงแฟนๆพร้อมส่งคำรัก “ผมรักคุณ ไลท์ กรุงเทพฯ” เช็กความตื่นเต้นก่อนเจอกัน

วุฒิสภา’ถกลับญัตติตั้งกรรมาธิการฯศึกษายกเลิก‘เอ็มโอยู 43-44’

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภาได้มีการประชุมวุฒิสภาภายใต้การเป็นประธานของนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาญัตติขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. เป็นผู้เสนอ

วุฒิสภา’ถกลับญัตติตั้งกรรมาธิการฯศึกษายกเลิก‘เอ็มโอยู 43-44’

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒน์นาพงศ์ สว. ได้ลุกขึ้นเสนอให้การพิจารณาญัตติดังกล่าวเป็นการประชุมลับ เนื่องจากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

การลงมติแบบลับของวุฒิสภา

“ผมเชื่อว่า สว. ทุกท่านต่างห่วงใยอธิปไตยของประเทศและประชาชนไทยมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงขอให้ท่านประธานให้มีการลงมติเพื่อให้การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมลับ” นายพิสิษฐ์กล่าว

ผลการลงมติของที่ประชุมวุฒิสภาปรากฏว่า มีเสียงเห็นชอบจำนวน 71 เสียง ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของสมาชิกทั้งหมดของวุฒิสภา เพื่อเสนอให้มีการประชุมแบบลับ หลังจากการลงมติแล้ว ที่ประชุมได้เข้าสู่วาระการประชุมลับทันที

  • เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.
  • ผลักดันโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒน์นาพงศ์ สว.
  • การลงมติเห็นชอบ: 71 เสียง
  • ประเด็นหลัก: การยกเลิก MOU ปี 2543 และ 2544

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้เปิดเผยว่า ท่านจะมีแถลงการณ์ผลการพิจารณาของวุฒิสภาในเวลา 13.00 น. วันที่ 27 สิงหาคมนี้ ซึ่งประชาชนสามารถติดตามข่าวสารและผลการประชุมได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้มีผลกระทบต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สระแก้ว และจ.อุบลราชธานี ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่

การตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการรักษาหรือยกเลิกข้อตกลง MOU ปี 2543-2544 จึงเป็นการดำเนินการที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของวุฒิสภาที่ต้องใส่ใจในเรื่องสำคัญอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย

ข้อคิด: การตัดสินใจเช่นนี้จากวุฒิสภาสามารถส่งผลต่ออนาคตของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องติดตามผลในขั้นตอนต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘วุฒิสภา’ถกลับญัตติตั้งกรรมาธิการฯศึกษายกเลิก‘เอ็มโอยู 43-44’

อบจ.แม่กลองอบรมสร้างอาชีพใหม่ หนุนผู้สูงอายุ ผู้พิการขายของออนไลน์

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่เรียกกันว่า “อบจ.แม่กลอง” ได้จัดกิจกรรมอบรมสร้างอาชีพใหม่ให้กับกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเน้นเฉพาะ ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการประกอบอาชีพผ่านระบบออนไลน์

อบจ.แม่กลองอบรมสร้างอาชีพใหม่ หนุนผู้สูงอายุ ผู้พิการขายของออนไลน์

งานอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมพิพัฒน์มงคล โดยมี นายเจษฎา ญาณประภาศิริ นายก อบจ.สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนางนิลุบล เดชเกตุ ปลัด อบจ. ที่กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างชัดเจน

ผู้เข้าร่วมโครงการมีจำนวน 60 คนแบ่งเป็นผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งได้รับการฝึกอบรมใน 3 หลักสูตร ได้แก่ การทำกระเป๋าจากเชือกฟอก (26-28 ส.ค.) การทำดอกไม้จากลวดกำมะหยี่ (26-27 ส.ค.) และการขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ (28-29 ส.ค.) หลักสูตรเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพเสริมได้จริง

เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยอาชีพออนไลน์

นางนิลุบล เดชเกตุ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมอบรมในครั้งนี้เป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ อบจ. ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประกอบอาชีพ ลดภาระในครอบครัว และทำให้เกิดการใช้วัสดุเหลือใช้ให้เป็นประโยชน์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์

ในส่วนของนายเจษฎา ญาณประภาศิริ นายก อบจ. กล่าวเสริมว่า โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มตั้งแต่ระดับการผลิตใช้วัสดุในท้องถิ่น พร้อมทั้งการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น “การเรียนรู้การตลาดออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป ขอเพียงพื้นฐานและความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้ว อบจ.ก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายเจษฎาอธิบาย

จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง ทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์ เข้าถึงลูกค้าได้จากทั่วประเทศ

  • อบรมทักษะการทำกระเป๋าจากเชือก
  • ส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุรีไซเคิล
  • เรียนรู้การขายสินค้าผ่านออนไลน์อย่างมืออาชีพ
  • จุดประกายโอกาสใหม่ให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุ

การอบรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะทางอาชีพ แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้มีรายได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถพึ่งพาตนเองและยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง การสนับสนุนจาก อบจ.แม่กลอง คือบทใหม่ของการเริ่มต้นที่หวังว่าจะมอบโอกาสให้ทุกชีวิตมีคุณค่า

หากคุณเป็นผู้สนใจลงทุนเริ่มต้นอาชีพใหม่ หรือสนับสนุนหน่วยงานท้องถิ่น อย่าลืมติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีขึ้นไปด้วยกัน

ที่มา – อบจ.แม่กลองอบรมสร้างอาชีพใหม่ หนุนผู้สูงอายุ ผู้พิการขายของออนไลน์ หวังยกระดับคุณภาพชีวิต