ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กรมพัฒน์ไล่เช็กบิลธุรกิจนอมินี เสียหาย1.5หมื่นล้าน

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบและไล่เช็กบิลธุรกิจนอมินีอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและควบคุมธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมากไม่น้อย

กรมพัฒน์ไล่เช็กบิลธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า สถิติการดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2568 นั้น มีถึง 873 ราย สร้างความเสียหาย 15,587 ล้านบาท โดยภูมิลำเนาของผู้ถูกดำเนินคดีมีทั่วประเทศ

กลุ่มธุรกิจเสี่ยงพบมากใน “อสังหาริมทรัพย์ และท่องเที่ยว”

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมธุรกิจที่ถูกดำเนินคดี พบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 252 ราย และ ธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมธุรกิจประกอบอีก 110 ราย รวมไปถึงธุรกิจก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นภาคส่วนที่มีความเสี่ยงจากการหมุนเวียนทุนและการใช้บุคคลเป็นนอมินีทำหน้าที่

ด้านเป้าหมายในการดำเนินการตรวจสอบธุรกิจต่อเนื่องในปีนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เน้นการโฟกัสไปที่ 6 ธุรกิจหลัก ได้แก่:

  • ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก
  • ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
  • ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า
  • ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท
  • ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตร
  • ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า มีการเตรียมตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายใหม่ โดยกองหน้าคือ การจัดตั้งคณะอนุกรรมการย่อยเพื่อดูแลในรายละเอียด และนำมาสู่การป้องกันปัญหาล่วงหน้าอย่างชัดเจน”

จากสถิติที่ผ่านการติดตามในปีนี้ ถึงแม้จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่จะปรับตัวลดลงจากปีก่อนแต่ทุนจดทะเบียนโดยรวมกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่ามีความเข้มแข็งของผู้ประกอบการไทยที่พากษาพยายามอย่างต่อเนื่องในเชิงเศรษฐกิจภายในประเทศ

สุดท้าย การไล่เช็กและดำเนินคดีกับ ธุรกิจนอมินี ไม่ได้เป็นเพียงการตัดสายเลือดของเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกหนึ่งที่สร้างความโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นในนักลงทุนต่างชาติ และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาวอย่างแท้จริง

ที่มา – กรมพัฒน์ ไล่เช็กบิลธุรกิจนอมินี 853 ราย เสียหาย 1.5 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว อสังหาเจอเยอะสุด

กต.ประณาม ‘กัมพูชา’ ไร้มนุษยธรรม ใช้โล่มนุษย์ยั่วยุทหารไทย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือน ทั้งผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ รื้อลวดหนามและก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งพื้นที่นี้อยู่ภายใต้เขตอธิปไตยของประเทศไทย และมีการประท้วงต่อการรุกล้ำนี้มาโดยตลอด

กต.ประณาม ‘กัมพูชา’ ไร้มนุษยธรรม ใช้โล่มนุษย์ยั่วยุทหารไทย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีการถ่ายทำคลิปวิดีโอที่ชัดเจนว่า มีทหารกัมพูชาปล่อยให้พลเรือนรื้อลวดหนาม และก่อสถานการณ์โดยการตะโกนไม่ให้ทหารไทยเข้าใกล้ รวมถึงการใช้สตรีอุ้มทารกเผชิญหน้ากับทหารไทย ซึ่งทหารไทยแสดงความอดทนอย่างสูงสุด

ยั่วยุอย่างไร้หลักจริยธรรม

ทางการไทยขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรง เนื่องจากใช้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงเป็น โล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศด้านมนุษยธรรม ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดใช้ประชาชนเป็นฉากหลังของความขัดแย้ง โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการบนเวทีอาเซียนและคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชาต่อไป

นอกจากนี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ได้ชี้แจงต่อประชาคมโลกเกี่ยวกับการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดหลักสากล ทั้งการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ไทยที่เคยทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และยังพบว่ามีการใช้เด็กและพ่อแม่ในวิดีโอเพื่อจงใจกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียด

  • สาธารณรัฐกัมพูชานำเด็กและผู้หญิงมาใช้เป็นโล่มนุษย์
  • รัฐบาลไทยใช้กลไกทั้งทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อยุติการกระทำดังกล่าว
  • มีการตั้งใจยั่วยุและสร้างสถานการณ์โดยการใช้พลเรือน

นายนิกรเดชกล่าวอีกว่า การใช้ลูกเล็กและสตรีอุ้มลูกไปในสถานการณ์ที่อันตรายถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อจิตใจของสตรีเป็นแม่จริงๆ จึงมั่นใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการจงใจยั่วยุอย่างชัดเจน

กระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้ใช้กลไกทั้งทางกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเจนีวาเพื่อสร้างแรงกดดันให้กัมพูชากลับมาอยู่ในกรอบของกฎหมายสากล โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงของพรมแดนอย่างยั่งยืน

ด้วยสถานการณ์ที่เพิ่มความตึงเครียดราวกับก้าวสู่จุดวิกฤต รัฐบาลไทยมุ่งเน้นการใช้วิธีทางทูตและกฎหมายเพื่อหาทางสันติ และยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้พื้นที่ใต้อธิปไตยไทยถูกละเมิดโดยไม่มีการตอบโต้

การกระทำของกัมพูชาสะท้อนถึงการขาดความรับผิดชอบต่อชุมชนโลก และขัดกับหลักสากลอย่างชัดเจน หากสถานการณ์ไม่มีการคลี่คลาย ประเทศไทยพร้อมใช้มาตรการตามหลักสากลทุกตัวเพื่อปกป้องพรมแดนและประชาชน

ที่มา – กต.ประณาม ‘กัมพูชา’ ไร้มนุษยธรรม ใช้โล่มนุษย์ยั่วยุทหารไทย

เพื่อไทยนัดรวมตัวให้กำลังใจนายกฯ 29 ส.ค. พร้อมขอโทษเรื่อง 20 บาทตลอดสาย

พรรคเพื่อไทยมีกำหนดการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ ณ อาคารสำนักงานใหญ่ของพรรควันที่ 26 ส.ค. โดยมีนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคทำหน้าที่การประชุม ภายหลังจากการประชุม นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแถลงข่าวถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ เพื่อไทยนัดรวมตัวให้กำลังใจนายกฯ 29 ส.ค. พร้อมขอโทษเรื่อง 20 บาทตลอดสาย

เพื่อไทยนัดรวมตัวให้กำลังใจนายกฯ 29 ส.ค. พร้อมขอโทษเรื่อง 20 บาทตลอดสาย

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของพรรคนี้ คือ การนัดหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่เป็นพรรคเพื่อไทย มารวมตัวกันที่พรรคในเวลา 14.00 น. ของวันที่ 29 ส.ค. ก่อนจะนำทุกคนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ที่จะเข้าฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและบทบาทของนายกฯ

กิจกรรมนี้ถือเป็นการแสดงพลังเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทย และยังมุ่งเน้นให้ สส.ร่วมเป็นกลุ่มเดียวกันในช่วงเวลาที่สำคัญทางการเมือง ซึ่งแสดงถึงการชูแนวคิด “ภูมิใจไทย มั่นคงไทย ไทยต้องชนะ” จากพลังของผู้นำในพรรคที่ตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

พรรคเพื่อไทยขอโทษประชาชนเรื่อง 20 บาทตลอดสาย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เพื่อไทยนัดรวมตัวให้กำลังใจนายกฯ 29 ส.ค. นี้ คือ การที่พรรคเพื่อไทยขอโทษประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากโครงการ “20 บาทตลอดสาย” ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามแผนที่วางเอาไว้ สาเหตุหลักมาจากกระบวนการของกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่สามารถผ่านการพิจารณาครบถ้วนในสภาทั้งสองได้ทันตามกำหนดการ

นายดนุพร กล่าวว่า “พรรคเพื่อไทยขอกราบขอโทษพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ต้องล่าช้าในการใช้งานโครงการ 20 บาทตลอดสายเนื่องจากกฎหมาย 3 ฉบับที่จำเป็นต่อการเปิดโครงการนี้ยังไม่แล้วเสร็จ โดย ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางรางเพิ่งผ่านการสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร และตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ส่วน ร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม และร่าง พ.ร.บ. ทางรถไฟฟ้า กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสภา และมีกำหนดประชุมสภาในวันที่ 27 ส.ค. เพื่อดำเนินการต่อไป”

  • ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง: พิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อยู่ระหว่างวุฒิสภา
  • ร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม: อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเซสชันพิเศษในวันที่ 27 ส.ค.
  • ร่าง พ.ร.บ. ทางรถไฟฟ้า: อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาในเร็วๆ นี้

พรรคเพื่อไทยมองว่า ธุรกิจรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ดำเนินการร่วมกับเอกชน ฉะนั้นกฎหมายจึงมีความสำคัญมากในการกำหนดขอบเขตการทำงานของทุกภาคส่วน จึงต้องมั่นใจว่าทั้ง 3 ฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาอย่างถูกต้องสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนพร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่แท้จริงในอนาคต

นายดนุพรกล่าวอีกว่า “แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมี สส. ในสภาพแวดล้อมของ กทม. และปริมณฑลแค่ 2 คน แต่เราก็ยังผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และอยากฝากเรียนกับ สส. ของทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ให้ช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ผ่านสภาให้สำเร็จ เพราะผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือประชาชนใน กทม. และปริมณฑล”

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้ประสานงานกับประธานพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม ในเรื่องการสร้างร่วมมือร่วมใจเพื่อผลักดันกฎหมายนี้ให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยมั่นใจว่า สว. จะเห็นถึงประโยชน์ของกฎหมายนี้และไม่กักขังไว้เพียงเท่านั้น

การนัดรวมตัวให้กำลังใจนายกฯ 29 ส.ค. จึงมีความหมายไปมากกว่าเรื่องการเมืองทั่วไป แต่ยังเสมือนการสื่อสารถึงความตั้งใจของพรรครวมถึงผู้นำในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวอัปเดตของพรรคเพื่อไทยได้ที่ DailyNews พร้อมติดตามรับชมการนัดรวมตัวให้กำลังใจนายกฯ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 ส.ค.นี้

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ นัด สส.รวมตัวไปทำเนียบให้กำลังใจ ‘นายกฯ’ 29 ส.ค.นี้ พร้อมขอโทษประชาชนใช้ 20 บาทตลอดสายช้า

ฤทธิ์พายุ ‘คาจิกิ’ ถล่มแพร่ น้ำป่าทะลักท่วม 3 อำเภอ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 จังหวัดแพร่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ซึ่งพัดผ่านบริเวณประเทศญี่ปุ่นก่อนเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักตลอดทั้งวันเป็นเวลาหลายชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ในหลายอำเภอ โดยเฉพาะใน อำเภอลอง และ อำเภอเด่นชัย ซึ่งมีระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำต้องเร่งอพยพออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย

ฤทธิ์พายุ ‘คาจิกิ’ ถล่มแพร่ น้ำป่าทะลักท่วม 3 อำเภอ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในตำบลต้าผาหมอก อำเภอลอง ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแจ้งเตือนประชาชน และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานงานกับ มณฑลทหารบกที่ 35 เพื่อขอความช่วยเหลือด้านเรือท้องแบนเข้าไปในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถอพยพได้ด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ในอำเภอเด่นชัย

ด้าน นายประจักษ์ จินดาจำรูญ นายอำเภอด่านชัย ได้ระบุว่า สถานการณ์ในพื้นที่อำเภอเด่นชัย มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมถึง 3 ตำบล และ 16 หมู่บ้าน ซึ่งระดับน้ำในบางจุดสูงถึง 2 เมตร อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ระดับน้ำได้เริ่มลดลงแล้ว หากไม่มีฝนตกเพิ่มเติม คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในอีกไม่ช้า

ขณะนี้มีรายงานจาก กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแพร่ ว่า มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 3 อำเภอ 10 ตำบล และ 44 หมู่บ้าน โดยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักมีทั้งตำบลเวียงต้า และตำบลห้วยไร่ ซึ่งคาดว่าจะมีความเสียหายและมีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่มีรายงานของผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

  • อำเภอลอง – พื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงสุด ต้องใช้เรือในการเข้าถึง
  • อำเภอเด่นชัย – มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วม 3 ตำบล 16 หมู่บ้าน ระดับน้ำสูงสุด 2 เมตร
  • อำเภอเวียงชัย – ได้รับผลกระทบบางพื้นที่ โดยอยู่ในระดับน้ำป่าเปลี่ยนแปลง

เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั่วทั้งจังหวัดยังคงเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่าลืมติดต่อและสอบถามความเป็นอยู่ เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา

ที่มา – ฤทธิ์พายุ ‘คาจิกิ’ ถล่มแพร่ น้ำป่าทะลักท่วม 3 อำเภอ พ่อเมืองลุยสั่งอพยพวุ่น

กปภ. คว้าเกียรติบัตร ESG DNA จาก SET ย้ำความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน

การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ถือเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นเดินหน้าสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยล่าสุดได้รับเกียรติบัตร “ESG DNA” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากความสำเร็จในการเข้าร่วมโครงการ “ESG DNA ชุดความรู้ด้านความยั่งยืนสำหรับบุคลากรทุกระดับในองค์กร” โดยมีพนักงานกว่า 90% เข้าร่วมอบรมผ่านระบบ E-Learning สะท้อนความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืนทั่วทั้งองค์กร

กปภ. รับเกียรติบัตร ESG DNA จาก SET
กปภ. ได้รับเกียรติบัตร ESG DNA จาก SET

กปภ. คว้าเกียรติบัตร ESG DNA จาก SET

นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า กปภ. เข้าร่วมโครงการ “ESG DNA” เพื่อผลักดันให้บุคลากรในองค์กรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลัก ESG โดยสามารถผลักดันให้พนักงานเข้าร่วมอบรมได้เกินกว่าเป้าหมายร้อยละ 70 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปลูกฝัง DNA แห่งความยั่งยืนให้ทั่วทั้งองค์กร

กิจกรรมส่งเสริมความรู้ ESG ที่ กปภ.
กิจกรรม E-Learning ด้าน ESG ที่ กปภ.

สร้างวัฒนธรรม ESG สู่ผลงานจริง

กปภ. ได้บูรณาการเนื้อหาหลักสูตร ESG DNA ลงในแผนพัฒนาบุคลากร ซึ่งมีพนักงานเข้าร่วมหลักสูตร ESG 101 และ P01 มากถึงร้อยละ 94.70 และ 89.91 ตามลำดับ เกินเป้าหมายที่กำหนด ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักเรื่องความยั่งยืน

นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 1) กล่าวว่า ทิศทางของ กปภ. คือการปลูกฝัง PWA DNA ให้กับพนักงาน ทั้งในแง่การอนุรักษ์น้ำ ดูแลสิ่งแวดล้อม และการจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายต่อยอดในปีหน้า เช่น การนำเนื้อหาเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกมาเป็น KPI รวมถึงการจัดเก็บองค์ความรู้ในระบบ KM เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานจริง

  • โครงการ PWA x ESG
  • ฝึกอบรม E-Learning หลักสูตร ESG 101 และ P01
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน
  • ตอนขยายผลแผนงาน “Green Office” และพลังงานสะอาด

การได้รับเกียรติบัตร กปภ. คว้าเกียรติบัตร ESG DNA จาก SET ถือเป็นหลักฐานสำคัญถึงความจริงจังของ กปภ. ที่มุ่งสู่ความยั่งยืนทั้งในด้านการดำเนินงานและพัฒนาทรัพยากรบุคคล และเป็นการควบคุมต้นทุนในระยะยาวผ่านแนวทาง ESG อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นองค์กรหรือบุคคลที่สนใจพัฒนาอย่างยั่งยืน การเริ่มต้นด้วยความรู้ ESG คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะผลักดันองค์กรไปสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

ที่มา – กปภ. ย้ำความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืนคว้าเกียรติบัตร ESG DNA จาก SET

ส่งออกข้าวลดลง 25% เหลือ 4.3 ล้านตัน มูลค่าหาย 35%

สถานการณ์การค้าในปี 68 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากลำบากของวงการส่งออกข้าวไทย โดยในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ค.) ส่งออกข้าวลดลง 25% เหลือเพียง 4.3 ล้านตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกสูงถึง 5.74 ล้านตัน และมีมูลค่าลดลง 35% เหลือ 86,412.72 ล้านบาท จาก 133,663 ล้านบาท

สาเหตุที่ส่งออกข้าวลดลง 25%

ปัจจัยหลักที่ทำให้ ส่งออกข้าวลดลง 25% นั้น มาจากผลผลิตข้าวทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นอินเดียกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหลังจากหยุดการส่งออกนาน 2 ปี โดยคาดว่ามีผลผลิตสูงถึง 150 ล้านตัน ทั้งยังมีแนวโน้มว่าการนำเข้าข้าวจากประเทศหลัก เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ กำลังชะลอตัวลง ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก ส่งผลให้สินค้าไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านราคา

ตลาดใหม่ที่ไทยยังสามารถส่งออกได้

ที่น่ายินดี แม้ภาพรวมจะต่ำกว่าปีก่อน ไทยยังสามารถขยายตลาดไปยังหลายภูมิภาค เช่น จีน สหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ รวมถึงตะวันออกกลางและยุโรป ด้วยการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้องที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ในขณะที่ ส่งออกข้าวลดลง 25% จากสินค้าที่เผชิญการแข่งขันมาก ได้แก่ ข้าวขาวและข้าวหอมไทย เนื่องจากต้องแข่งกับเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน ที่มีราคาแข่งขันสูง

นอกจากนี้ การระงับการนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์เป็นเวลา 60 วันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การส่งออกไปยังประเทศนี้ลดลงเหลือเพียง 160,000 ตัน หรือคิดเป็น 3.72% เท่านั้น

โอกาสในตลาดสหรัฐฯ และจีน

แม้สหรัฐฯ จะมีมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ข้าวไทยในอัตรา 19% ก็ตาม แต่ข้าวหอมมะลิไทยยังสามารถมีราคาแข่งขันสูงกับเวียดนามที่ถูกเก็บภาษีถึง 20% ทำให้ส่งออกไปสหรัฐฯ สูงขึ้น 4.26% ในช่วง 7 เดือน คาดการณ์ว่าทั้งปีจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 800,000 ตัน โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิประมาณ 600,000 ตัน

ที่สำคัญ รัฐบาลไทยยังมีแผนเร่งเจรจาการค้ากับจีน เพื่อดำเนินตามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่ยังเหลืออีก 280,000 ตัน พร้อมกับผลักดันส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งไปยังซาอุดีอาระเบีย และอิรัก

หากคุณเป็นผู้ประกอบการในวงการส่งออกข้าว การติดตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างใกล้ชิดถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

ที่มา – ส่งออกข้าวลดลง 25% ยอด 7 เดือน เหลือ 4.3 ล้านตัน มูลค่าหาย 35%

เปิดใจ ‘บิ๊กเต่า’ ปมแต่งตั้ง ก.ตร. หวังป้องคนทำงานถอดใจ

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาระบายความในใจหลังจากที่พบว่ากระบวนการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรตำรวจในปี 68 มีความไม่โปร่งใส ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มผู้ที่ควรจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จึงได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

เปิดใจ ‘บิ๊กเต่า’ ปมแต่งตั้ง ก.ตร. หวังป้องคนทำงานถอดใจ

จากข้อมูลที่เปิดเผย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่าṀตนเองได้ตัดสินใจรับหน้าที่ในการเป็นตัวแทนผู้เสียสิทธิซึ่งรู้สึกถูกตัดสิทธิ์หลังจากเห็นผลการเลือกผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในสังกัด ตร. หลากหลายราย และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 แล้วกลับพบว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง

ประเด็นหลักที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจ

สิ่งที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เห็นว่ายังไม่เหมาะสม คือ การที่ ก.ตร. ชุดเล็กได้เปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาการทำงานของบุคลากรจากระยะเวลา 2 ปี เป็น 3-4 ปี ซึ่งทำให้ผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีต่อเนื่องไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียม ส่งผลให้หลายคนรู้สึกถอดใจ และไม่มีแรงกระตุ้นในการทำงาน

ยังมีกรณีที่ได้รับการยกย่องถึงผลการปฏิบัติงานเป็นอย่างดี แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณา เช่น พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่อยู่ในตำแหน่งมานาน 3 ปี แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทั้งที่มีผลงานชัดเจน

วิธีการพิจารณาควรกลับมาอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการตัดสินใจบางอย่างล่าช้า และไม่มีความชัดเจน ตั้งแต่ การเลื่อนกำหนดการสัมภาษณ์ไปจนกระทั่งการระงับคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เคยมีต่อการประเมินผลงาน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตใจของเจ้าหน้าที่ภายในสังกัด

เขาเชื่อว่า หากวันที่ 29-31 ตุลาคม คณะกรรมการสามารถดำเนินการสัมภาษณ์ตามแผนเดิม ซึ่งมีเหลือเพียง 80 คน ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการที่จะเป็นผู้บัญชาการ ใช้เวลาเพียง 1-3 วัน ก็เพียงพอที่จะได้ผลสรุปที่โปร่งใสและยุติธรรม

แนวทางให้ประชาชนมั่นใจในความเป็นธรรม

  • ประเมินผลงานตามเกณฑ์ที่เคยประกาศไว้
  • ไม่ควรเปลี่ยนแปลงเกณฑ์กลางทาง
  • ให้คณะกรรมการที่มากประสบการณ์เข้ามาร่วมหารือ
  • เปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถชี้แจงได้อย่างเท่าเทียม

“การที่ผมออกมาเป็นตัวแทนในการเรียกร้องความเป็นธรรมครั้งนี้ ไม่ได้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อให้หน่วยงานที่เราดูแล คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กลับมาเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่ตั้งใจทำงานต้องรู้สึกผิดหวัง” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว

แม้ว่าจะมีข้อสังเกตว่าการออกมาพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียกับตนเองในอนาคต แต่เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้กล้าพูดความจริง และเชื่อว่า ในที่สุดความยุติธรรมจะต้องกลับมา

ดังนั้น ผู้ที่ทำงานกับความตั้งใจจริงๆ ไม่สมควรต้องถอดใจ หากทุกฝ่ายสามารถกลับมาทบทวนและปรับปรุงให้ระบบในการแต่งตั้งข้าราชการกลับมามีความโปร่งใสและเป็นธรรม

หากคุณเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่กำลังรู้สึกเหมือนแรงบันดาลใจกำลังจางหายไป คุณไม่ได้อยู่คนเดียว และสิ่งที่คุณทำงานมาทั้งหมดก็ควรได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – เปิดใจ ‘บิ๊กเต่า’ รับเป็นตัวแทนร้อง ก.ตร. ปมแต่งตั้ง หวังป้องคนทำงานถอดใจ

“ทรงชัยน้อย” มุ่งคว่ำ “หนุ่มสุรินทร์” ล่ารีแมตช์ “นาดากะ”

การกลับมาของนักชกหนุ่มฝีมือแรงค์ต้น ๆ อย่าง “ทรงชัยน้อย เกียรติทรงฤทธิ์” มวยบู๊จากสมุทรปราการ วัย 24 ปี พร้อมดวลเดือดกับ “หนุ่มสุรินทร์ ช.เกตุวีณา” ศรีสะเกษ วัย 30 ปี เป็นการพบกันภายใต้กติกามวยไทย 117 ป. ในศึก ONE ลุมพินี 122 ที่จะถ่ายทอดสดไปยัง 195 ประเทศทั่วโลก โดยเริ่มคู่แรกวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. นี้ เวลา 19.30 น.

“ทรงชัยน้อย” มุ่งคว่ำ “หนุ่มสุรินทร์” ล่ารีแมตช์ “นาดากะ”

สไตล์มวยบู๊และใจใหญ่ของ “ทรงชัยน้อย” ถือว่าได้รับการพิสูจน์แล้วจากศึก 9 ไฟต์หลังสุดที่ไม่แพ้ใคร เขาตั้งเป้าป้องกันสถิติไร้พ่ายไว้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมเผยอาวุธใหม่ ๆ เพื่อเตรียมฟอร์มสู้คู่ชกรุ่นแรง ๆ อย่าง “หนุ่มสุรินทร์” ที่เขากล่าวว่า “ฟอร์มตอนนี้เขามีหมัดอันตราย แต่弱点เข้าเกมหนักก็ยังมีจุดสะเทือนอยู่”

เตรียมล้างตาดวลใหม่กับ “นาดากะ”

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญหลังจากคว่ำคู่ชกเก๋าอย่าง “หนุ่มสุรินทร์” คือการขอรีแมตช์กับ “นาดากะ” อีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากครั้งก่อนโดนตัดสินแบบไม่ครบยกอย่างคับขัน “ถ้าผมชนะอย่างสวย ๆ ผมขอชกกับนาดากะที่ญี่ปุ่น เพราะตอนนี้เราอยู่ใน ONE เหมือนกันแล้ว” ทรงชัยน้อยเผยความมั่นใจ

อย่างไรก็ตาม ศึกกับ “หนุ่มสุรินทร์” ถือเป็นการเปิดเกมอีกครั้ง เพราะคู่ชกมีสถิติชนะรวดถึง 5 ไฟต์ “ผมมั่นใจว่าใน game inside ถ้าเข้าไปเบียดจะทำให้เขาค่อย ๆ ตกฟอร์มได้” และแม้จะ “หนุ่มสุรินทร์” จะมีฟอร์มสม่ำเสมอ แต่ “ทรงชัยน้อย” เชื่อว่าการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่จะทำให้เขายึดชนะได้

แฟนกีฬามวยสามารถรับชมศึกดวลดื่มสุดมันส์ผ่านทาง:

  • Watch.ONEFC.com (บางประเทศ)
  • Facebook: ONE Championship TH
  • YouTube: ONE Championship (บางประเทศ)
  • ช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เวลา 20.30 น.

หรือต้องการเข้าสนามชมสดสามารถซื้อบัตรผ่าน THAI TICKET MAJOR ได้ในราคาเบา ๆ สำหรับทุกคนที่รักมวยไทยและชื่นชอบความมันส์

ศึก ONE Lumpinee 122 จะถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากนักชกรุ่นเยาว์ที่มุ่งพิสูจน์ฝีไม้ลายมวย และพร้อมจุดประกายความหวังให้กับวงการมวยไทยอย่างแท้จริง เจอกันวันศุกร์นี้!

ที่มา – “ทรงชัยน้อย” มุ่งคว่ำ “หนุ่มสุรินทร์” ล่ารีแมตช์ “นาดากะ”

ชาวบ้านสุดทน ถนนทางหลวง 210 หนองบัวลำภู–อุดรฯ ยังวุ่นไม่จบ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ปัญหาการก่อสร้างถนนทางหลวงหมายเลข 210 ช่วงหนองบัวลำภู–อุดรธานี ฝั่งขาออก ยังคงเป็นประเด็นที่ทำให้ชุมชนต้องทนอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนไปแล้ว แต่ ชาวบ้านสุดทน ถนนทางหลวง 210 หนองบัวลำภู–อุดรฯ กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก

ชาวบ้านสุดทน ถนนทางหลวง 210 หนองบัวลำภู–อุดรฯ ยังวุ่นไม่จบ

บริเวณตำบลนาคำไฮ ไปจนถึงตำบลวังสำราญ ระหว่างกิโลเมตรที่ 70+148 ถึง 71+132 กลายเป็นจุดวิกฤตที่มีการร้องเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาการสร้างจุดพักรถบริเวณหน้าบ้านของประชาชน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางเข้า-ออกของประชาชนในพื้นที่ลำบาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง

ปัญหาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ

นางบัวพัน อาจศิลา หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เผยว่าปัญหาหลักเกิดจากโครงการก่อสร้างที่ ชาวบ้านสุดทน ถนนทางหลวง 210 หนองบัวลำภู–อุดรฯ ออกแบบไม่เหมาะสม เช่น การสร้างจุดพักรถไว้บริเวณหน้าบ้านของตนเอง ทำให้เข้า-ออกบ้านลำบาก รวมถึงมีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรที่สร้างความรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ปัญหาการใช้พื้นที่หน้าบ้านเป็นจุดพักรถ
  • น้ำท่วมขังในฤดูฝน ทำให้เกิดอันตราย
  • การสร้างสัญญาณไฟจราจรส่งผลให้การจราจรติดขัด
  • ทางเบี่ยงที่มีอยู่ไม่ถูกใช้งาน และถูกมองข้าม

หนึ่งในประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือการมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐจำนวน 2 รายเข้าไปที่บ้านของประชาชนเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียน ด้วยการตั้งข้อสงสัยว่ามีการ “ได้เงิน” จากใครมา ทั้งที่ชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ความต้องการจากประชาชน

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างก่อให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ รีบแก้ไขปัญหา และให้ความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการถนนสายสำคัญนี้

การแก้ไขปัญหาให้กับ ชาวบ้านสุดทน ถนนทางหลวง 210 หนองบัวลำภู–อุดรฯ ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการและการลงทุนของภาครัฐ

หากคุณเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่เดียวกัน หรือมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ เราขอเชิญชวนให้ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ชาวบ้านสุดทน ถนนทางหลวง 210 หนองบัวลำภู–อุดรฯ ยังวุ่นไม่จบทำเดือดร้อน วอนแก้ไขด่วน

สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปี 68

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะ โครงการประกวด สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปี 68 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” โดยมีนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. และข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เข้าร่วมงานจำนวน 20 คน ณ บริเวณหน้าห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ

สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปี 68 สร้างความภาคภูมิใจ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวถึงความสำคัญของสื่อและโซเชียลมีเดียที่มีบทบาทในการโน้มน้าวและขับเคลื่อนความคิดของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนอัตลักษณ์และพันธกิจของ สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปี 68 ด้วยรูปแบบสื่ออย่างคลิปวิดีโอและภาพถ่าย จากผลงานของครู นักเรียน ผู้บริหาร ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของระบบการศึกษา

โครงการสนับสนุนศักยภาพนักเรียนและบุคลากร

นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. กล่าวว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนจากสังกัด สพฐ. ได้แสดงความสามารถผ่านสื่อสร้างสรรค์ กลุ่มผลงานคลิปวิดีโอได้รับการส่งเข้าประกวด 79 ทีม และภาพถ่าย 340 ทีม รวม 419 ผลงาน โดยได้รับการตัดสินจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ การประชาสัมพันธ์ และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ผลการประกวด สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปี 68 แบ่งประเภทคลิปวิดีโอและภาพถ่าย โดยประเภทคลิปวิดีโอมีทีมชนะได้แก่ สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” ได้รับรางวัลชนะเลิศ และรางวัลยอดผู้ชมสูงสุด (Top View) ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งและสองตกเป็นของ สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 และ สพป.นครพนม เขต 1 ตามลำดับ

  • รางวัลชนะเลิศ (คลิปวิดีโอ): สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ”
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เรื่อง “แสงที่ซ่อนอยู่”
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน”
  • ชมเชย: สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 และ สพม.เลย-หนองบัวลำภู

สำหรับประเภทงานภาพถ่าย ได้รางวัลชนะเลิศคือโรงเรียนบรบือ สพม.มหาสารคาม ด้วยภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข” และยังได้รับรางวัลยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) ร่วมกับโรงเรียนตากพิทยาคม อีกด้วย

  • รางวัลชนะเลิศ (ภาพถ่าย): โรงเรียนบรบือ เรื่อง “บ้านเฮา เท่ากับความสุข”
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: โรงเรียนบ้านซำตาโตง เรื่อง “ห้องเรียนหลากมิติ”
  • ชมเชย: โรงเรียนสอนดี และโรงเรียนนครหลวง

การจัดงาน สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปี 68 เป็นเวทีที่สำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งให้โอกาสในการแสดงศักยภาพและการสื่อสารคุณค่าขององค์กรอย่างสร้างสรรค์ และมีคุณภาพ

สพฐ. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนให้เกิดนักประชาสัมพันธ์ระดับชาติ เติมเต็มศักยภาพของเด็กไทย และสร้างความเข้าใจให้กับสังคมถึงคุณภาพของการศึกษาไทย ตามคำขวัญที่ว่า “การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

หากคุณเป็นครูหรือนักเรียนที่มีความคิดสร้างสรรค์ อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมในโอกาสหน้า เพราะการมีส่วนร่วมในโครงการลักษณะนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับอนาคตของคุณ

ที่มา – สพฐ. มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68 ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานสุดเจ๋ง