ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ฝนจากพายุคาจิกิถล่มเลย น้ำเหืองล้นตลิ่ง

จากเหตุการณ์ที่ พายุคาจิกิ ได้ขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าช่วงเวลา 04.00 น. ของวันที่ 26 ส.ค. พายุได้อ่อนกำลังลงเหลือเพียงเป็น พายุดีเปรสชั่น แต่ก็ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 25-27 ส.ค. โดยเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดเลย ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ฝนจากพายุคาจิกิถล่มเลย น้ำเหืองล้นตลิ่ง

บรรยากาศใน จังหวัดเลย มีฝนตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 25 ส.ค. ส่งผลให้ระดับน้ำของ แม่น้ำเหวง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว บริเวณ บ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว ได้เพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมหมู่บ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย

ทหารพรานช่วยประชาชนขนของหนีน้ำท่วม

เหล่า ทหารพราน จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการใช้แรงแบกกระสอบและขนย้ายทรัพย์สินขึ้นไปยังพื้นที่สูงเพื่อลดความเสียหาย ทั้งนี้ สะพานไม้ไผ่ที่ใช้เชื่อมระหว่างสองฝั่งของแม่น้ำเหวง บริเวณ บ้านนาข่า ตำบลปากหมัน อำเภอ ด่านซ้าย ได้พังถล่มลงสู่แม่น้ำไปแล้ว ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่สามารถเดินทางข้ามมาหาสู่กันได้

แม่น้ำเลยซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเลย เริ่มมีระดับน้ำสูงขึ้นมากในเวลานี้เช่นกัน อีกทั้ง ลำห้วย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ก็มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเลยมีความเสี่ยงต่อการ น้ำท่วมฉับพลัน และต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

  • พื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก: อำเภอ นาแห้ว, ด่านซ้าย, บ้านเหมืองแพร่
  • แม่น้ำที่มีระดับน้ำเพิ่มสูง: แม่น้ำ เหวง, แม่น้ำเลย, ลำห้วย
  • หน่วยงานที่เข้าให้ความช่วยเหลือ: ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจที่ 21

ผู้ประสบภัยในจังหวัดเลยยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนยังคงตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นได้อีก แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และเตรียมตัวอพยพหากจำเป็น

เหตุการณ์ ฝนจากพายุคาจิกิถล่มเลย น้ำเหวงล้นตลิ่ง ทำให้เห็นถึงความรุนแรงของธรรมชาติในการแสดงพลัง ซึ่งเป็นบทเรียนให้ทุกคนระมัดระวังและเตรียมตัวให้พร้อมต่อภัยพิบัติ

ที่มา – ฤทธิ์พายุคาจิกิ ‘เลยอ่วม’ ฝนถล่มต่อเนื่องจนน้ำเหวงล้นตลิ่ง ทหารพรานเร่งช่วยชาวบ้านขนของหนี

ภูมิใจไทยโต้วิสุทธิ์ยันเจรจาจบก่อนประธานปิดประชุม 20 นาที

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางแนน บุญธิดา สมชัย ส.ส. อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเกิดข้อขัดแย้งในการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับยืนยันว่าหากได้รับโอกาสจะเดินหน้าพิจารณาญัตติในสัปดาห์นี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ภูมิใจไทยโต้วิสุทธิ์ยันเจรจาจบก่อนประธานปิดประชุม 20 นาที

กรณีที่เกิดความเข้าใจผิดในสัปดาห์ก่อนหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติ MOU 43-44 ทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรถูกปิดโดยไม่มีการพิจารณาอย่างเป็นทางการ นางแนนกล่าวว่าได้มีการประสานงานอย่างชัดเจนกับฝ่ายรัฐบาลจนได้ข้อสรุปเสร็จสิ้นก่อนที่ประธานจะปิดการประชุมมากกว่า 20 นาที ซึ่งขัดกับคำแถลงของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาลที่ระบุว่ายังไม่มีข้อตกลงแน่นอน

ญัตติ MOU 43-44 อยู่ในขั้นตอนการเจรจาอย่างเข้มงวด

พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าญัตติของพรรคเกี่ยวกับ MOU 43-44 ซึ่งอยู่ในมือของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส. กระบี่ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และมีการขอตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการลงนาม MOU ดังกล่าว

  • พรรคภูมิใจไทยยืนยันการเดินหน้าพิจารณาญัตติต่อ
  • มีข้อสรุปร่วมกับฝ่ายรัฐบาลก่อนที่ประธานปิดประชุม
  • ต้องการส่งประเด็นไปยังกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ

อย่างไรก็ตาม นางแนนเผยว่า แม้ดูเหมือนจะมีความพยายามจากการประชุมลับที่มีขึ้นภายในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เนื้อหาของ MOU 43-44 ไม่ซับซ้อนจนต้องขอเจรจาในรูปแบบลับ เพราะเป็นข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และมีจำนวนหน้าเพียงไม่กี่หน้า

ดังนั้น ทางพรรคภูมิใจไทยจึงให้ความเห็นว่า หากสัปดาห์นี้ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวในการพิจารณาญัตติ ควรตั้งคำถามว่ามีปัจจัยทางการเมืองใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะมันเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจสูง

นางแนนกล่าวเสริมอีกว่า การประสานงานกับวิปรัฐบาลเป็นไปอย่างจริงจัง และตามขั้นตอน โดยในตอนต้นได้มีการพูดคุยกับวิปของพรรคร่วมรัฐบาลหลายครั้ง จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจนกระทั่งในช่วงท้ายของการประชุม อีกฝ่ายขอเวลาพิจารณาภายในสัปดาห์ก่อนพิจารณาญัตติอย่างเป็นทางการ

ในตอนท้าย นางแนนย้ำว่าการพิจารณาญัตติ MOU 43-44 ไม่ใช่ประเด็นปิดบังไว้หรือเป็นข้อขัดแย้งภายในพรรค เนื่องจากพรรคอาจถูกมองว่า “พูดให้ฟังดีๆ แล้วไม่เอาเงิน_put” แต่พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงมากเป็นอันดับต้น ๆ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรประนีประนอม แต่เป็นเรื่องของนโยบายที่ประชาชนให้ความสำคัญ และยืนยันว่าจะใช้สิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่ทั้งในสภาและสาธารณะ

หากในสัปดาห์นี้ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้น อาจถือว่าเป็นการยุติวงการเมืองที่ยิ่งใหญ่และล้มเลิกสมารถในการเสนอกฎหมายของฝ่ายค้านโดยไม่ต้องพูดถึงผลตอบรับจากสังคม

ดังนั้นการตั้งคำถามว่าการปิดประชุมครั้งล่าสุดมีข้อผิดพลาดจริง ๆ หรือไม่จึงเป็นประเด็นที่ประชาชนมีสิทธิ์ต้องการรู้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ “ภูมิใจไทยโต้วิสุทธิ์ยันเจรจาจบก่อนประธานปิดประชุม 20 นาที”

ติดตามข่าวการพิจารณาญัตติ MOU 43-44 และความเคลื่อนไหวทางการเมืองในสภาในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นจังหวะสำคัญในการทบทวนแนวทางเชิงนโยบายของรัฐ

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’โต้‘วิสุทธิ์’ยันเจรจาจบก่อนประธานปิดประชุม 20 นาที ลุ้นพฤหัสนี้ได้ถกญัตติเลิกเอ็มโอยู 43-44 หรือไม่

จีนประณามเวียดนาม เหตุเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กลับกลายเป็นจุดแข็งของการเผชิญหน้าทางการทูตระหว่างประเทศจีนและเวียดนาม เมื่อรายงานข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า ปักกิ่งได้ออกมาประณามการกระทำของเวียดนามที่มีแนวโน้มเร่งสร้าง เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ อีกครั้ง

จีนประณามเวียดนาม เหตุเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้

ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน นายกัว เจียคุน ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลจีนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ของเวียดนามบนแนวปะการังและเกาะต่าง ๆ ที่จีนยืนยันว่าถูกยึดอย่างผิดกฎหมายโดยเวียดนาม และจีนยืนยันว่าจะใช้ทุกมาตรการเพื่อปกป้องอธิปไตย์ทางทะเลของตัวเอง

ความเคลื่อนไหวของเวียดนาม

การประณามครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานล่าสุดจากศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIIS) ที่เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้เร่งดำเนินการก่อสร้างฐานที่มั่นถึง 21 แห่งในหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยมีลักษณะพื้นที่ที่ถูกปรับปรุงจนกลายเป็น เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ คล้ายคลึงกับที่จีนเคยดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้

CSIIS ระบุว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เวียดนามได้ก่อสร้าง “เกาะเทียม” ที่มีขนาดคิดเป็น 70% ของขนาดที่จีนเคยสร้างไว้ และการยึดพื้นที่ใหม่เพิ่มอีก 8 แห่งนั้น ทำให้เวียดนามมีโอกาสดำเนินการก่อสร้างในระดับที่ใกล้เคียง หรืออาจเกินกว่าระดับที่จีนทำไว้ก่อนหน้านี้

คำกล่าวอ้างของเวียดนามระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของตน แต่จีนยืนยันว่าถือเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงต่อหลักสากล โดยเฉพาะกฎหมายของทะเลตามพระราชบัญญัติสากลว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเวียดนามและจีนต่างก็เป็นภาคี

ทั้งนี้ การเสริมกำลังทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ เป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจของนานาประเทศ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญทางภูมิภาค และมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่ในบริเวณนี้

มุมมองในระดับนานาชาติ

นานาชาติมองว่า ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านหลายคนรวมถึงเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและต้องการการควบคุมที่มีประสิทธิภาพต่อการสร้าง เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ และการคาดหวังด้านทรัพยากรของแต่ละฝ่าย

อย่างไรก็ตาม จีนยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมแพ้ในเรื่องอธิปไตย์ของตน และยืนยันว่าจะรักษาท่าทีของตนเองอย่างมั่นคงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

การเผชิญหน้าครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคต้องเจรจาและหาทางออกที่ให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด และขณะเดียวกันก็ต้องมีความระมัดระวังสูงสุดในการดำเนินกิจกรรมเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในภูมิภาค

แม้จะมีการประณามจากทางการจีน แต่การก่อสร้างและการพัฒนาฐานทัพของเวียดนามยังคงมีความคืบหน้า ทำให้โลกกลับมาจับตาดูสถานการณ์ในทะเลจีนใต้อีกครั้ง ว่าจะก้าวไปในทิศทางใด และจะมีมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมหรือเอกภาพในการเจรจาหรือไม่

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราเห็นได้ว่าทะเลจีนใต้ยังคงเป็น “จุดร้อน” ของความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศที่เกี่ยวข้อง

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ จีนประณามเวียดนาม เหตุเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างการทูตและเศรษฐกิจในเอเชียในระยะยาว

หากคุณสนใจประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดตามบทความของเราวิเคราะห์วิวัฒนาการของภัยคุกคามและความเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้คุณสามารถติดตามข่าวสารบนเว็บไซต์ของเราได้ทุกวันอีกด้วย!

ที่มา – จีนประณามเวียดนาม เหตุเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้

เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ

จากเหตุการณ์ที่ กองปราบปราม นำกำลังบุกจับกุม พระราชวิสุทธิประชานาถ อลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการยักยอกเงินบริจาค ทำให้กรณีนี้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซึ่งการดำเนินการของตำรวจกองปราบฯ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเผย เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ได้ครบถ้วน

เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ

เวลา 01.00 น. กองปราบแสดงหมายจับ พร้อมจับกุมตัวหลวงพ่ออลงกต ณ ใจฟ้า Academy จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลวงพ่อมักเดินทางไปสอนพุทธธรรม

เวลา 02.02 น. หลังจากจับกุมเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่นำตัวหลวงพ่ออลงกตลงบันทึกจับกุมที่ สภ.โคกตูม กรุงเทพมหานคร ก่อนจะนำตัวกลับมาสอบปากคำที่กองปราบฯ

รายงานเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากความเคลื่อนไหวของผู้เกี่ยวข้องที่อาจพยายามหลบหนี หลังถูกสังเกตว่ามีรถตู้สีดำเข้ามารับหลวงพ่อ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจจับกุมล่วงหน้าเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผนและการรับมือสถานการณ์ฉับพลันของ กองปราบปราม

ไทม์ไลน์การจับกุม หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ

เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองปราบฯ เข้าจับกุมตัว หมอบี ที่บ้านพักในย่านจตุจักร ก่อนนำตัวไปดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม

เวลา 10.00 น. ตัว หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ถูกคุมตัวมาถึงกองปราบฯ เพื่อดำเนินการสอบปากคำเกี่ยวกับข้อหาการรับเงินบริจาคจากประชาชนโดยไม่โปร่งใส

จนถึงเวลา 11.00 น. ทั้งสองผู้ต้องหา ได้แก่ หลวงพ่ออลงกต และ หมอบี ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบปากคำ และเจ้าหน้าที่ยังคงรวบรวมหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในข้อหาที่เกี่ยวข้อง

หลากหลายมุมมองต่อกรณีดังกล่าว

เหตุการณ์ที่ เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ นี้ สะท้อนถึงการที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเริ่มเข้ามามองเรื่องความโปร่งใสในวงการศาสนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลทางจิตวิญญาณเพื่อแสวงหาผลประโยชน์

ประชาชนจำนวนมากต่างตั้งตารอว่าจะมีการสอบสวนเชิงลึกเพื่อเผยความจริงเบื้องหลังกรณีนี้ว่า เป็นเพียงข้อหาทางการเงิน หรือมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ที่อาจใช้อิทธิพลทางศาสนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ หากติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และอยากทราบพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่าพลาดการติดตามข่าวจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ของเรา

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ

ไอติม’ระบุ 2 รองประธานสภาฯส่อไม่เป็นกลาง

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่ามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ที่ดูไม่เป็นกลางของรองประธานสภา 2 คน ที่มีการลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2569 และปิดประชุมเร็วก่อนจะถึงการพิจารณาญัตติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเอ็มโอยู 2543 และ 2544

ไอติม’ระบุ 2 รองประธานสภาฯส่อไม่เป็นกลาง

นายพริษฐ์ กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางของรองประธานสภาฯ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงมติเห็นชอบของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ซึ่งขัดกับหลักเกณฑ์ที่ว่าประธานและรองประธานสภาฯ ควรใช้วิธีการงดออกเสียง หรือไม่ลงมติใดๆ ในกรณีที่มีข้อถกเถียงหรือความเห็นแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น กรณีการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง

ปิดประชุมหนีถก’เอ็มโอยู 43-44′

นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้าที่มีการ “ปิดประชุมหนีถก” กรณีเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ก็ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติ โดยวิปฝ่ายค้านระบุว่ามีญัตติและรายงานที่ยังค้างการพิจารณาอยู่กว่า 10 ฉบับ จึงไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใดๆ ที่จะต้องปิดประชุมตั้งแต่เวลา 15.00 น. แต่อย่างใด และหากมีการระบุว่าท่านประธานนั่งประชุมเกิน 10 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นการตีความหรือคำอธิบายที่ขัดกับความเป็นจริง

การแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ล่าสุด นายพริษฐ์ ยืนยันว่า หากเห็นจากการกระทำทั้งหมดของรองประธานสภา ทั้งสองท่านนั้น ก่อให้เกิดคำถามอย่างมากต่อความเป็นกลางในหน้าที่ ซึ่งภายใต้ข้อบังคับ ระบุชัดเจนว่า ประธานและรองประธานสภาฯ มีหน้าที่รักษาความเป็นกลางสูงสุดในการดำเนินงานของสภา

  • รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ลงมติเห็นชอบร่างงบฯ 69
  • รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ปิดประชุมก่อนถึงประเด็นเอ็มโอยู 43-44
  • มีญัตติที่ยังค้างการพิจารณามากกว่า 10 ฉบับ

pez โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่า เรื่องเอ็มโอยู 2543 และ 2544 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ควรได้รับการถกเถียงอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสภา เพื่อความโปร่งใสและแสดงให้เห็นว่าประชาชนผู้แทนราษฎรไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพียงเป็นสำนักงานกฎหมาย แต่เป็นผู้ตัดสินใจในนามของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ ได้กล่าวไว้ด้วยว่า ยังไม่เห็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลใดๆ ที่ต้องปิดการประชุมในวันดังกล่าว เนื่องจากการประสานงานระหว่างวิปฝ่ายค้านกับวิปฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้วว่าจะมีการพิจารณาญัตติยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ซึ่งถือเป็นญัตติที่ถูกประเมินว่าเป็น ญัตติด่วน และควรได้รับการพิจารณาในที่ประชุมสภาโดยเร็ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็น “เกมการเมือง” ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดเผยและแก้ไขปัญหาโดยใช้เวทีสภาเป็นแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลเสียให้ต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันผู้แทนราษฎร และควรได้รับการตรวจสอบหรือชี้แจงอย่างชัดเจนจากผู้เกี่ยวข้อง

บทสรุปของเรื่องนี้ คือ สภาผู้แทนราษฎรควรมีการปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัดในเรื่องของความเป็นกลาง และหากมีการดำเนินงานที่ส่อไปในทางที่คัดค้าน การตั้งคำถามอย่างเปิดเผยเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสมควรแก่การสนับสนุน

ที่มา – ‘ไอติม’ระบุ 2 รองประธานสภาฯส่อไม่เป็นกลางเหตุลงมติเห็นชอบร่างงบฯ 69 แต่ชิงปิดประชุมหนีถก’เอ็มโอยู 43-44′

ภูมิใจไทยจับตาผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ 29 ส.ค.นี้

พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการฟังผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะกำหนดอ่านในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ โดยกรณีดังกล่าวมีความสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในคดี

ภูมิใจไทยจับตาผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ 29 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นางสาวแนน บุญย์ธิดา สมชัย ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการอ่านคำวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

นางสาวแนนกล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงพรรคภูมิใจไทยเพียงพรรคเดียวที่ให้ความสนใจ แต่น่าจะเป็นความสนใจของพรรคการเมืองทุกพรรค เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการทางประชาธิปไตย

ผลวินิจฉัยอาจเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมือง

ภายหลังการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบทบาทของฝ่ายบริหาร หากคำวินิจฉัยออกมาในทางลบ อาจมีการพิจารณาทบทวนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามระบบประชาธิปไตย อาจนำไปสู่การใช้มาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ

นางสาวแนนกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป หรือการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยพรรคไม่ขอแสดงความเห็นล่วงหน้าเกี่ยวกับผลวินิจฉัยของศาล ขอรอดูความชัดเจนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

อย่างไรก็ตาม หากผลออกมาว่านายกรัฐมนตรีผ่านพ้นข้อกล่าวหาได้ กองเสียงฝ่ายค้านก็พร้อมดำเนินการต่อตามบทบัญญัติกฎหมาย เพื่อให้ประชาธิปไตยมีบทบาทอย่างแท้จริง ดังนั้นทั้งหมดนี้ ต้องรอฟังคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการเสียก่อน

ทั้งนี้ ในมุมของการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็มีบทบาทที่ชัดเจนในการกำกับดูแล และหากของฝ่ายบริหารมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีผลกระทบต่อภาพรวมของรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงถึง 2 ครั้งแล้ว

ดังนั้น หากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในทางลบ อาจส่งผลให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเร็ววันข้างหน้า อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยเตรียมการเตรียมเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตราที่เกี่ยวข้อง

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามเหตุการณ์สำคัญวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เพื่อดูว่าข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในโครงการบริหารประเทศจะจบลงอย่างไร และส่งผลต่ออนาคตของประเทศในระดับใด

ติดตามข่าวสารวันสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองและรายละเอียดที่มีผลต่ออนาคตของประเทศในระดับสูงสุด

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’ จับตาผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ 29ส.ค.นี้

‘มนพร’ มั่นใจรถไฟฟ้า 20 บาท ใช้ได้ภายในปี 68

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นางมนพร เจริญศรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะสามารถเปิดใช้งานได้ภายในปีงบประมาณ 2568 แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะไม่สามารถทำได้จริง โดยมีการเลื่อนวันเปิดใช้งานออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ประมาณ 1 เดือน

‘มนพร’ มั่นใจรถไฟฟ้า 20 บาท ใช้ได้ภายในปี 68

ความล่าช้าในการเปิดใช้งานโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดจากความจำเป็นในการรอกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบคมนาคมขนส่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สภาฯ) ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …., ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอย่างใกล้ชิด

ไม่กังวลกฎหมาย ส่งให้สภาฯ เร็ว ๆ นี้

นางมนพร กล่าวว่า “ขณะนี้เรากำลังดำเนินงานเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น คาดว่าจะเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และส่งให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาต่อ ซึ่งเราไม่ได้กังวลว่ากฎหมายจะไม่ผ่าน เพราะได้มีการสื่อสารให้ สว. เข้าใจว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นประโยชน์สาธารณะอย่างยิ่ง และเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่ต้องทำให้สำเร็จ”

ทั้งนี้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากประชาชนบางกลุ่มว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อาจล่าช้าไปแบบโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้เริ่ม หากแต่นางมนพรยืนยันว่า “การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติ แต่เราเห็นว่าโครงการนี้คือทางออกที่ดีเยี่ยมสำหรับปัญหาค่าเดินทางของประชาชน รัฐบาลจึงต้องผลักดันอย่างเต็มที่”

  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นนโยบายแกนนำของรัฐบาล
  • มีเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงคมนาคมราคาประหยัด
  • รัฐบาลตั้งเป้าเปิดใช้งานจริงภายในปี 2568

นอกจากนี้ นางมนพร ยังกล่าวอีกว่า โครงการรถไฟฟ้าต่อสายสีม่วงและสีแดง ซึ่งปัจจุบันมีมาตรการช่วยเหลือในอัตรา 20 บาทตลอดสาย จะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2568 ดังนั้น ฉะนั้นรัฐบาลจะมีการหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อมอบหมายแนวทางในการดำเนินการต่อ พร้อมทั้งปรึกษาทางวิชาการกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่าจะใช้งบประมาณจากส่วนใดมาชดเชย ระหว่างรอการผ่านของกฎหมายในสภา

จากข้อมูลและคำกล่าวของนางมนพร เจริญศรี ชัดเจนว่า แม้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะมีความล่าช้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่า “ทำไม่ได้จริง” นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเรือธงของรัฐในปี 2568 อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นสูงในการขับเคลื่อนการเดินทางของประชาชนไทยให้ง่ายขึ้น อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ซึ่งเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะกลายเป็นจริงในเร็ววัน

ที่มา – ‘มนพร’ มั่นใจรถไฟฟ้า 20 บาท ใช้ได้ภายในปี 68 หลังส่อเลื่อน ยันเป็นนโยบายเรือธง ต้องทำให้ได้

‘มนพร’ ยัน เพื่อไทยไม่มีแผนรับมือคำตัดสิน 29 ส.ค. 68

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม จากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะอ่านคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่มีกำหนดการอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. 2568 นั้น ยังเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกระบวนการหรือผลการตัดสินในข้อนี้

‘มนพร’ ยัน เพื่อไทยไม่มีแผนรับมือคำตัดสิน 29 ส.ค. 68

เมื่อถูกถามว่า พรรคเพื่อไทยมีการเตรียมความพร้อมหรือวางแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ นางมนพร เผยว่า ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาหรือสถานการณ์ใดเกิดขึ้นจริง โดยให้ความมั่นใจว่า ไม่ว่าผลของคำตัดสินจะออกมาในทางบวกหรือลบ คนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยังเป็น นางสาวแพทองธาร อยู่ดี

ไม่มีการตั้งวอร์รูมเฉพาะ รอผลจากการประชุม สส.

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงข่าวลือที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจมีการตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด นางมนพร ระบุว่า ยังไม่ได้มีการยืนยันประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมาธิการบริหารพรรคเพื่อไทยในช่วงเวลาบ่ายของวันที่มีการให้สัมภาษณ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวข้อวาระในการหารือปกติ พร้อมทั้งกล่าวว่า ขอส่งแรงใจและกำลังใจไปยังนายกรัฐมนตรีในวันสำคัญนี้

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่อย่างเป็นกลางและระมัดระวังของพรรคเพื่อไทยในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อาจมีความซับซ้อนทางการเมือง แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวหัวหน้าพรรค แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่า ยังไม่มีแผนรับมือใดๆ ในฐานะที่ว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีความจำเป็นในการตอบโต้ในขณะนี้

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความมั่นคงทางการเมืองของประเทศไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หากผลของคำตัดสินมีผลกระทบกับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี แต่ให้ดูจากคำพูดของ ‘มนพร’ แล้ว พรรคเพื่อไทยดูมั่นใจว่าสถานการณ์สามารถจัดการได้ภายใต้โครงสร้างเดิม

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังคงรอฟังผลอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประเมินแนวทางต่อไปอย่างครอบคลุมและรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้นหรือระยะยาว

ในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ระบบรัฐสภาและโครงสร้างพรรคสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ด้วยความพร้อม และหากจำเป็นในอนาคต จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามกติกาและกฎหมาย

จากสถานการณ์ครั้งนี้ ประชาชนและผู้ติดตามการเมืองต่างจ้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อภาพรวมของรัฐบาลและการบริหารประเทศ โดย ‘มนพร’ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยยังคงมีความพร้อม และยื่นมือให้ทุกฝ่ายสร้างความร่วมมือเพื่อความมั่นคงทางการเมือง

ที่มา – ‘มนพร’ ยัน เพื่อไทยไม่มีแผนรับมือคำตัดสิน 29 ส.ค. 68 ลั่น ผลเป็นบวกหรือลบ ‘นายก ฯ’ ก็ชื่อ ‘แพทองธาร’

สสว. จัดงานประกาศรางวัล MSME Provincial Champion Awards 2025

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้จัดงานประกาศรางวัล MSME Provincial Champion Awards 2025 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ทำงานอย่างมีคุณภาพและมีความโดดเด่นทั่วประเทศ

สสว. จัดงานประกาศรางวัล MSME Provincial Champion Awards 2025

การจัดงานในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Triple S: Strong Strategy, Standardized, Smart area based” ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์ที่มั่นคง มาตรฐานที่เป็นเลิศ และการดำเนินงานที่ชาญฉลาดในแต่ละภูมิภาค

งานดังกล่าวมีคณะกรรมการชั้นนำของประเทศร่วมเป็นเกียรติ อาทิ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ประธานกรรมการบริหาร สสว. และนายณัฐรัชต์ ชูชัยแสงรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยตัวแทน SME จากทั่ว 77 จังหวัด

เป้าหมายของ สสว. ในการส่งเสริม SME

“สสว. เข้าใจเป็นอย่างดีว่าการส่งเสริม SME ต้องใช้การสนับสนุนในระบบแบบครบวงจร” นายฐิติพงศ์ กล่าว โดยระบุว่า สสว. เน้นสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งให้แก่ SME ผ่านการเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี และการลดอุปสรรคต่าง ๆ

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. กล่าวเสริมว่า งานประกาศรางวัล MSME Provincial Champion Awards 2025 เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการตามมาตรฐานระดับประเทศตามหลัก Thailand Quality Awards และเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงให้กับ SME ทั่วประเทศ

เน้นย้ำรางวัลที่สร้างสรรค์และยั่งยืน

รางวัล MSME Provincial Champion Awards 2025 มอบให้แก่ผู้ประกอบการระดับจังหวัดรายละหนึ่งรายในทุกจังหวัด (รวมทั้งสิ้น 77 ราย)

  • รางวัลสุดยอด SME ตามภาคธุรกิจ ได้แก่ การเกษตร การผลิต และการบริการ
  • รางวัลนวัตกรรมและความยั่งยืน ซึ่งเน้นผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาด้านการจัดการอย่างยั่งยืนและการใช้นวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลพิเศษให้แก่ SME ที่ทำตลาดไปถึงจีน โดยได้แก่ บริษัท ริน อินเตอร์ฟู้ด จำกัด และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ

แรงบันดาลใจที่มาจากความมุ่งมั่น

“ผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้คือตัวอย่างของความมุ่งมั่น ความสามารถ และโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายฐิติพงศ์กล่าวในโอกาสท้ายงาน

สสว. มุ่งมั่นร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนา SME ไทยให้เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จในระดับสากล พร้อมเป็นฐานรากที่มั่นคงของเศรษฐกิจชาติ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ SME และต้องการเข้ารับการสนับสนุนจาก สสว. อย่าพลาดโอกาสในการเชื่อมต่อกับองค์กรต้น ๆ ที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อน SME ไทยก้าวสู่ความสำเร็จ

ที่มา – สสว. จัดงานประกาศรางวัลสุดยอด MSME Provincial Champion Awards 2025

พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ส่งมอบ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” ยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีส่งมอบ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และดำเนินการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจยากจนและที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง

พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ส่งมอบ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” ยกระดับคุณภาพชีวิต

บ้านหลังนี้มีมูลค่า 200,000 บาท ถูกมอบให้แก่ครัวเรือนของนางสาวสุณี พันธ์จินดา ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 55/3 หมู่ที่ ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในทุกช่วงวัย รวมถึงการขจัดความยากจนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้

นำร่องนโยบายสังคมเพื่อคนจน

นายประโมทย์ ดำจวนลม พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า โครงการ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” ไม่ใช่เพียงแค่การให้บ้านใหม่แก่ผู้ที่ขาดแคลน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ TPMAP ที่งานด้านพัฒนาชุมชนต้องให้ความสำคัญ ทั้งยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกระดับ ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ไปจนถึงภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือคนจนและผู้ด้อยโอกาสอย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมในวันนี้ยังมีการเข้าร่วมจากนายอำเภอพุนพิน กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในชุมชน ซึ่งต่างแสดงความยินดีให้การต้อนรับครอบครัวผู้รับบ้านรายใหม่อย่างอบอุ่น

แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่

โครงการ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” นี้ไม่เพียงช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่อยู่อาศัย แต่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความมั่นคงในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น เช่น การให้ความรู้ทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมอาชีพ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายในชุมชน

  • ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
  • สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
  • สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นหลักฐานถึงความร่วมมือที่ดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความรับผิดชอบต่อสังคมและค่านิยมในการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมิได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และที่สำคัญคือประชาชนต้องมีความรู้และเข้าใจในการพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน โครงการ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการแก้ปัญหาจริงในสังคมไทย

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มองหาโอกาสในการมีบ้านเป็นของตัวเอง โครงการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐแบบนี้เป็นทางเลือกที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงแล้ว ยังสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและโอกาสในการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย

ที่มา – พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ส่งมอบ “บ้านห่วงใยจากใจ GLO” สนง.สลากกินแบ่งฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน