ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีประเทศที่ ‘คุกคาม’ บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ

เมื่อเร็ว ๆ นี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาขู่ว่าจะเก็บภาษีกับประเทศที่ “คุกคาม” บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ โดยเฉพาะต่อการใช้กฎหมายด้านดิจิทัลที่เขาเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกัน

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ทรัมป์ระบุว่า ภาษีดิจิทัล กฎหมายบริการดิจิทัล และกฎระเบียบตลาดดิจิทัล ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อ “ทำร้าย” หรือ “เลือกปฏิบัติ” ต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ โดยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายของสหภาพยุโรป เช่น กฎหมายตลาดดิจิทัล (DMA) และกฎหมายบริการดิจิทัล (DSA) ซึ่งถูกมองว่าเป็นมาตรการควบคุมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในภูมิภาค

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีประเทศที่ ‘คุกคาม’ บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่เจาะจง แต่เขากล่าวว่าหากสหรัฐฯ เห็นว่ามีการปฏิบัติอย่างเป็นการเลือกปฏิบัติ แล้วยังไม่ถูกยกเลิก เขาจะไม่ลังเลที่จะใช้อำนาจในการกำหนดภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าจากประเทศเหล่านั้นรวมถึงประกาศข้อจำกัดในการส่งออกเทคโนโลยีและชิปของสหรัฐฯ

การเผชิญหน้าทางการค้า

ทรัมป์กล่าวว่า “อเมริกาและบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันจะไม่เป็นกระปุกออมสินหรือพรมเช็ดเท้าของโลกอีกต่อไป” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นที่เขามีต่อการป้องกันผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ

ในทางปฏิบัติ อารมณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน ทรัมป์เคยยกเลิกการเจรจาการค้ากับแคนาดา เพื่อตอบโต้แผนการของรัฐบาลออตตาวาในการเก็บภาษีบริการดิจิทัล ซึ่งกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาอย่าง อัลฟาเบต (Google), แอมะซอน และเมตา(Facebook) แต่ท้ายที่สุด แคนาดาก็ตัดสินใจยกเลิกภาษีดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางการค้า

  • กฎหมายด้านดิจิทัลในสหภาพยุโรปถูกมองว่าเป็นภัยต่อบริษัทสหรัฐ
  • ทรัมป์เคยใช้มาตรการทางการค้ากับแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว
  • สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้เทคโนโลยีถูกใช้เป็นสินค้าแลกเปลี่ยน

ข้อความของเขาสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า สหรัฐอเมริกาจะปกป้องบริษัทเทคโนโลยีในประเทศอย่างหนักแน่น แม้จะต้องเสี่ยงถึงการยุติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศพันธมิตร ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าในอนาคต

มองไกลขึ้นอาจเห็นว่า การขู่เก็บภาษีครั้งนี้เปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เชือดขาโนต้ามประเทศที่ต้องการควบคุมพฤติกรรมออนไลน์ของบริษัทอเมริกัน และสร้างการเจรจาใหม่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ

ที่มา – ทรัมป์ขู่เก็บภาษีประเทศที่ ‘คุกคาม’ บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ

‘ธนพร’ จ่อฟ้อง ครม. ตัดชื่อเข้าเรียน วปอ. ซัดละเมิดสิทธิชัดเจน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่ตนเองถูกตัดชื่อออกจากนักศึกษา วปอ. โดยระบุว่า แม้จะเคยประกาศว่าจะไม่ฟ้องใคร แต่เรื่องนี้เป็นการ ละเมิดสิทธิชัดเจน หลังจากที่ตนได้สมัครเข้าเรียนตามขั้นตอนปกติและได้รับการรับรองจากสภา วปอ. แล้ว

‘ธนพร’ จ่อฟ้อง ครม. ตัดชื่อเข้าเรียน วปอ. ซัดละเมิดสิทธิชัดเจน

“ผมคิดว่ามันเป็นการละเมิดสิทธิผมชัดเจน และเรื่องนี้ผมจะดำเนินการทางกฎหมายกับทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมครม.วันนี้ ผมหมายถึง ครม.ทั้งคณะ จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย” นายธนพรกล่าวอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กรณีที่เกิดขึ้นมานี้ มีต้นตอจากการที่ ‘ธนพร’ จ่อฟ้อง ครม. เนื่องจากการใช้อำนาจตัดชื่อนักศึกษา วปอ. อย่างไร้กระบวนการย้อนกลับไปยังสภา วปอ. เพื่อให้พิจารณาใหม่ หากมีข้อสงสัยในคุณสมบัติของผู้สมัคร แต่ในทางกลับกัน ครม. กลับตัดสินใจเองโดยไม่มีการแจ้งรายละเอียดให้ชัดเจน

เขาชี้ให้เห็นว่า การที่ตนมายื่นเข้าเรียน ‘ธนพร’ จ่อฟ้อง ครม. มีกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้อง และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาอย่าง วปอ. แล้ว การตัดสินใจของ ครม. จึงถือเป็นการข้ามขั้นตอน และอาจถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

  • ขาดความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจของ ครม.
  • ไม่มีการแจกแจงเหตุผลที่ชัดเจนต่อผู้ถูกกระทบ
  • เป็นการละเมิดขั้นตอนการรับสมัครอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายธนพร ยังเปิดเผยว่า เรื่องที่ถูกกล่าวอ้างว่าสมาคมประมงไม่อนุมัติให้ตนเข้าศึกษา นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าขบขัน เพราะเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ผลักดันให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นภัยคุกคามจากสหภาพยุโรปด้านกฎหมายการทำประมงอย่าง “ใบเหลือง” และ “ใบแดง” ได้สำเร็จ

ในมุมมองของเขา นี่ไม่ใช่แค่กรณีส่วนตัว แต่เป็นประเด็นเกี่ยวกับสิทธิ และหน้าที่ของประชาชนในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ยิ่งเมื่อชัดเจนว่าทุกขั้นตอนได้ดำเนินการตามกติกาอย่างถูกต้องแล้ว

ขณะนี้นายธนพร กำลังศึกษาแนวทางทางกฎหมายเพิ่มเติม ว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกี่ยวข้องกับคำสั่งทางราชการที่อาจมีเจตนาละเมิดสิทธิ ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้กับเหตุการณ์เดิมที่เคยเกิดขึ้น เช่น การโยกย้ายตำแหน่งของนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งส่งผลให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่ง

เรื่องนี้นอกจากจะเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานการบริหารราชการแล้ว ยังสะท้อนปัญหาการใช้อำนาจในระดับสูงอย่างไร้ข้อจำกัดด้านกระบวนการและสิทธิของพลเมือง ซึ่งหากปล่อยไว้ก็อาจเป็นต้นเหตุของการละเมิดสิทธิในโอกาสของคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน

หากคุณกำลังติดตามประเด็นนี้ ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นหรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เพจของเรา เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นสำคัญเช่นนี้

ที่มา – ‘ธนพร’จ่อฟ้องครม. ตัดชื่อเข้าเรียน วปอ.ซัดละเมิดสิทธิชัดเจน

เรื่องเล่าจากนักรบแนวหน้า ความสามัคคีคือหัวใจของชัยชนะ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์บทความในหัวข้อ “สารจากนักรบ” โดยเป็นข้อความที่ถ่ายทอดมาจาก ร้อยตรี ธนาวุธ เวชสงเคราะห์ ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 61 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 72

เรื่องเล่าจากนักรบแนวหน้า

ในบทความนี้ ร้อยตรี ธนาวุธ ได้เล่าประสบการณ์จากสนามรบให้ฟังอย่างละเอียด ความเข้าใจในคำว่า “เสียสละ” และ “กล้าหาญ” ซึ่งเขากล่าวว่ากล้าหาญไม่ใช่ผลของการปฏิบัติ แต่เป็นการตัดสินใจที่จะต่อสู้ แม้รู้ว่าอาจไม่รอดกลับมา คำเหล่านี้สะท้อนถึงมุมมองของทหารผู้มีจิตใจเข้มแข็ง และมีความรักในหน้าที่

ความสามัคคีคือหัวใจของชัยชนะ

ความสามัคคี คือหัวใจสำคัญของชัยชนะ ร้อยตรี ธนาวุธ กล่าวว่า ชัยชนะในสนามรบไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันอย่างหนาแน่นของทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การทหาร หรือข่าวกรอง การที่ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ ความสามัคคี เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความสำเร็จ

ในช่วงเวลาที่ในสนามรบเต็มไปด้วยความหวาดเสียว แม้จะตัดสินใจเดินไปด้วยความกล้าหาญ แต่สิ่งที่ทำให้ความกล้าหาญนั้นอบอุ่นคือ “น้องพลทหาร นายสิบ และกำลังพลที่อยู่เคียงข้าง” ความรักและความไว้วางใจในผู้นำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรักเขาเหมือนที่เรารักชีวิตตัวเอง

ทหารรบเพื่อชาติ ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง

ร้อยตรี ธนาวุธ กล่าวว่า ทหารแต่ละคนไม่ได้ออกไปรบเพื่อรับเหรียญกล้าหาญหรือคำชม แต่เพื่อปกป้องประเทศชาติและให้อาจารย์ภูมิใจ แม้ต้องสูญเสียหรือบาดเจ็บ แต่ความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมรบเพื่อชาติ จะไม่มีคำว่าสูญเปล่า

  • การสูญเสียคือสิ่งที่รับรู้และเข้าใจ แต่หากเพื่อชาติ จะกลายเป็นคุณค่าที่สูงส่ง
  • ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล แม้จะรอดกลับมา แต่ก็หวังแค่ให้ภารกิจสำเร็จ
  • ความสามัคคีคือหัวใจของชัยชนะ จากการปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงใจ

ขอบคุณกำลังใจจาก ‘แนวหลัง’

เป็นสิ่งที่ทำให้กำลังใจของทหารใกล้แนวหน้าแข็งแกร่งขึ้น สิ่งที่ “แนวหลัง” ส่งมาคือความสามัคคีและเสียสละที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่น ทุกคำกล่าวขวัญ ทุกความห่วงใย คือพลังที่ทำให้เราสู้ต่อได้

ในเหตุการณ์ที่ช่องอานม้า วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ร้อยตรี ธนาวุธ ได้บอกเล่าความทรงจำที่ยากจะลืม และย้ำว่า เขาเสียใจที่ต้องพาลูกน้องเข้าไป แล้วกลับมารู้ว่ากลับมาเพียงผู้เดียว ทุกความทรงจำ ความรักจากลูกน้อง เขาจะจดจำไปตลอดชีวิต

ในที่สุด ข้อความจาก ‘นักรบแนวหน้า’ นี้ ถือเป็นคำขอบคุณต่อทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง และเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้ที่สูญเสียชีวิตเพื่อชาติ อธิปไตย และแผ่นดินไทย

ถ้อยคำของเขาในบทความนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเล่า แต่เป็นศีลธรรมดาของผู้ที่น้อมรับหน้าที่อย่างเต็มตัว มีความเสียสละ และรักในห้วงค่านิยมที่สูงส่ง

“เมื่ออยู่ในสนามรบ ไม่ว่าจะยศอะไร ก็หนึ่งชีวิตเท่ากัน” ทุกชีวิตมีคุณค่า ทุกการเสียสละจะไม่มีวันลืมเลือน

อย่าลืมให้กำลังใจพลทหารที่ป้องกันชาติอยู่เสมอ เพราะความสามัคคีคือหัวใจของชัยชนะ

ที่มา – เรื่องเล่าจาก ‘นักรบแนวหน้า’ ขอบคุณกำลังใจ ‘แนวหลัง’ ลั่นความสามัคคีคือหัวใจของชัยชนะ

ออกกำลังกายแล้ว รีบอาบน้ำภายใน 30 นาที

หากคุณเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายและปล่อยให้เหงื่อท่วมตัวไว้นานๆ โดยที่ไม่รีบไปอาบน้ำ บทความนี้จะทำให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมในทันที

หลายคนมักได้ยินว่า หลังจากออกกำลังกายควรอาบน้ำให้เร็วที่สุด แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมจึงต้องเร่งอาบน้ำภายใน 30 นาที? แพทย์ผิวหนังจากสหรัฐอเมริกาได้เตือนว่า การปล่อยให้เหงื่อค้างอยู่บนผิวกายนานกว่า ออกกำลังกายแล้ว รีบอาบน้ำภายใน 30 นาที อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวอย่างมาก

ออกกำลังกายแล้ว รีบอาบน้ำภายใน 30 นาที เพราะเหตุใด?

เมื่อเหงื่อ น้ำมัน และแบคทีเรียรวมตัวกันบนผิวหนัง และยังมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงจากการออกกำลังกาย ผิวของเราจะกลายเป็นสถานที่เพาะพันธุ์ของเชื้อโรค เช่น เชื้อรา สตัฟฟิลลัส และยีสต์ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดสิว ผดผื่น หรือโรคผิวหนังประเภทต่างๆ ได้

ปัญหาที่เกิดจากการไม่อาบน้ำหลังออกกำลังกาย

นอกจากจะทำให้เกิดสิว มีแม้กระทั่งโอกาสที่ผิวจะมีรอยฉีกเล็กๆ ที่เกิดจากการเสียดสี ซึ่งเป็นจุดเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรียอันตราย เช่น Staphylococcus aureus ซึ่งอาจนำไปสู่โรคติดเชื้อที่ผิวหนัง และโรคอื่นๆ ที่รุนแรงกว่านั้น

วิธีอาบน้ำที่ถูกต้องที่สุดหลังออกกำลังกาย

การใช้น้ำเปล่าล้างตัวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการขจัดเชื้อโรคและเหงื่อ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดที่เหมาะสมกับสภาพผิวและเหมาะสมกับการออกกำลังกาย

  • คนที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid หรือ Glycolic Acid ซึ่งช่วยควบคุมการอุดตันของรูขุมขนและลดสิว
  • ผิวบอบบางและแพ้ง่าย ควรใช้สบู่หรือเจลอาบน้ำที่ปราศจากน้ำหอม และสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการสครับขัดผิวทันที เพราะอาจทำให้ผิวที่มีรูพรุนหรือถูกเหงื่อท่วมบอบเจ็บมากไปกว่านี้

แต่หากจริงๆ แล้วคุณไม่สามารถอาบน้ำได้ในทันทีหลังออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ใช้ผ้าเปียกเช็ดตัวก่อน เพื่อขจัดเหงื่อและลดจำนวนแบคทีเรียปานกลาง แต่ต้องจำไว้ด้วยว่าสิ่งนี้เป็นเพียงทางแก้ชั่วคราว ออกกำลังกายแล้ว รีบอาบน้ำภายใน 30 นาที คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผิวพรรณของคุณ

การดูแลสุขภาพผิวหลังออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากผิวจะดูดี ยังช่วยป้องกันโรคที่อาจเกิดตามมาจากการปล่อยให้เหงื่อค้างไว้ ดังนั้น ทุกครั้งที่ออกกำลังกาย อย่าลืมกำหนดเวลาอาบให้เร็วที่สุดภายใน 30 นาที

ที่มา – ออกกำลังกายแล้ว รีบอาบน้ำภายใน 30 นาที

บขส.มอบวีลแชร์ให้กับ รพ.สต.บ้านผือ จ.ขอนแก่น ยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านผือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้รับมอบรถยนต์วีลแชร์จากบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ผ่านสถานีเดินรถขอนแก่น ในโครงการ มอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสทางการเคลื่อนไหวให้เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น

บขส.มอบวีลแชร์ให้กับ รพ.สต.บ้านผือ จ.ขอนแก่น

จากการรายงานข่าวในพื้นที่ นายธวัชชัย ลุนธิระวงษ์ ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านผือ ได้ร่วมกับ นายพงศ์ธร พิศาพิทักษ์กุล อดีตนายกเทศมนตรีตำบลพระลับ และคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา รวมถึงผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมพิธีรับมอบรถยนต์วีลแชร์จำนวน 2 คัน จากบริษัท ขนส่ง จำกัด โดยมี น.ส.อุบลรัตน์ ซาชิโย นายสถานีเดินรถขอนแก่น พร้อมคณะเป็นตัวแทนของบริษัทฯ ดำเนินการมอบให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่

โครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์

น.ส.อุบลรัตน์ ซาชิโย กล่าวว่า โครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ของบริษัท บขส. เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เน้นด้านสังคม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเดินทาง และดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก สบาย และปลอดภัย ลดภาระของผู้ดูแล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตรงตามแนวคิด CSR (Corporate Social Responsibility) ของบริษัทอย่างชัดเจน

ในปีงบประมาณ 2569 นี้ บขส. มีแผนส่งมอบวีลแชร์ให้กับผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศอีก 74 คัน เพื่อเพิ่มโอกาสและความสามารถในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ซึ่งทางบริษัทเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านสถานีเดินรถทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ CSR บขส. หรืองานกิจกรรมเพื่อสังคม โทรศัพท์ 02 – 936 – 2996 ในวันและเวลาราชการ

การจัดโครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ไม่เพียงแค่เป็นการช่วยเหลือในเชิงรูปธรรม แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวสามารถมีส่วนร่วมในสังคมและเพิ่มศักยภาพในชีวิตประจำวัน การมีวีลแชร์ที่เหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาเข้าถึงบริการสุขภาพ ศึกษา หรือแม้แต่การออกสังคมได้สะดวกมากขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่ต้องการสมัครขอรับบริจาควีลแชร์จาก บขส. อย่าลืมติดต่อสถานีเดินรถที่ใกล้บ้าน หรือติดตามข้อมูลทางช่องทางออนไลน์ของทางบริษัทเพื่อรับข่าวสารและลงทะเบียนได้ทันที

ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานีเดินรถ โรงพยาบาล และองค์กรท้องถิ่น ทำให้โครงการนี้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชุมชน การร่วมมือกันเป็นเครือข่ายของคนดี เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ด้อยโอกาสทางการเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นถึงภูมิใจในความเป็นไทยของเรา

โครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่แสดงให้เห็นการ “ให้” อย่างมีคุณค่า ช่วยสร้างรอยยิ้ม ความหวัง และโอกาสใหม่

อย่าลืม! หากคุณหรือใครคนหนึ่งที่คุณรู้จักต้องการวีลแชร์เพื่อใช้ในภาคราชการหรือส่วนตัว ลองติดต่อสถานีเดินรถใกล้บ้าน แล้วร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนชีวิตไปพร้อมกัน

ที่มา – “บขส.”มอบวีลแชร์ให้กับ รพ.สต. บ้านผือ จ.ขอนแก่น ตามโครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ยกระดับคุณภาพชีวิต

มหัศจรรย์พิธีบวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อเวลา 09.19 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ฝ่ายสรงน้ำและบำรุงรักษาที่หนึ่งประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นำโดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ร่วมกับเทศบาลนครรังสิต นำโดย ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต และกรมชลประทาน นำโดย นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 ได้จัดพิธี บวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

ทั้งนี้ มี คณะผู้บริหาร อบจ.ปทุมธานี และภาครัฐ-เอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปมาร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง โดยมีพระวัชรญาณมุนี หรือเจ้าคุณเทียนชัย เจ้าอาวาสวัดเทพสรธรรมาราม เป็นประธานสงฆ์ในพิธีสำคัญ ซึ่งเสาเอกที่จะตอกในครั้งนี้มีตัวเลข 088 สลักอยู่ที่โคนของตัวเสา ส่งผลให้ประชาชนที่มาร่วมงานต่างทยอยถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

มหัศจรรย์พิธีบวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บรรยากาศในพิธีเริ่มต้นด้วยการบวงสรวงเทพยดาโดยโหราบัณฑิตพรหมณ์ ณฐกร โทนะศรี จากนั้น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนไตย ถวายเครื่องทองน้อย และถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พร้อมกับเจริญพระพุทธมนต์

การตอกเสาเอกอย่างเปี่ยมด้วยศรัทธาและปาฏิหาริย์

ภายใต้แสงแดดที่ส่องลงมาเบื้องบน เส้นทางของฝนปรอยบางเบาพร้อมแสงแดดเป็นฉากหลังให้แก่พิธีตอกเสาเอกอย่างเปี่ยมความศรัทธา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่ามหัศจรรย์ ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีล้วนต่างประหลาดใจในความเป็นไปได้ของ-paper อันศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงอยู่ในสถานที่แห่งนี้

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า โครงการอนุสาวรีย์นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน และมีโรงแกว่งให้ที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางปกติของพิธีกรรมทางศาสนาและการก่อสร้าง ประธานย้ำว่าการจัดงานนี้มิใช่เรื่องง่ายเพราะต้องประสานงานหลายภาคส่วน โดย.Orders ขั้นตอนโครงสร้างงานได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้ว 17 ล้านบาทจาก อบจ.ปทุมธานี และเทศบาลนครรังสิต

  • ดำเนินการร่วมกับกรมชลประทาน
  • ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักพิธีกรรม
  • เชิญหลวงพ่อเทียนชัยเป็นประธาน
  • ประกันให้ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์

ในพิธีนี้ยังปรากฏเหตุการณ์น่าอัศจรรย์อีกเมื่อหลวงพ่อเทียนชัยได้โยนเหรียญเพื่อเสี่ยงทายโดยได้หัวทั้ง 9 ครั้งซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการดำเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ถูกต้องตามพรที่พระองค์ท่านต้องการ การสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีแนวคิดเชื่อมโยงว่าจะเป็นจุดสำคัญแห่งการเคารพสักการะบูชาอยากให้อาจารย์ ศิษย์ และชุมชนโดยรอบได้ร่วมสืบทอดพิธีกรรมแบบดั้งเดิมและใช้เวลาออกมาบริโภคเป็นกิจวัตรประจำวัน

โดยสิ้นสุดภายใต้การกล่าวขอบคุณผู้ร่วมจัดงาน ที่ทำให้การตอกเสาเอกในวันนี้เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แผลงรวมถึงความหวังที่ว่าสถานที่นี้จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาและจิตวิญญาณอย่างยั่งยืน

อย่าลืมติดตามข่าวการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนในอนาคต

ที่มา – มหัศจรรย์พิธีบวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ไฟเขียวบุปผาคุมประกันสังคม เด้งมารศรีนั่งรองปลัด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติคำขอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อสับเปลี่ยนตำแหน่งและทดแทนตำแหน่งที่ว่างในกระทรวงแรงงาน ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ไฟเขียวบุปผาคุมประกันสังคม

ในครั้งนี้ มีมติแต่งตั้ง น.ส.บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และนางมารศรี ใจรังสี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงานแทน ซึ่งถือเป็นการหมุนเวียนตำแหน่งสำคัญในกระทรวงแรงงาน

สำหรับนางมารศรี ใจรังสี ได้มีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ดังนั้นการแต่งตั้งครั้งนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมในระบบบริหารงานของกระทรวงแรงงานНЫักงานก่อนนางมารศรีเกษียณ

มารศรีนั่งรองปลัด พิเชษฐ์ เป็นอธิบดีจัดหางาน

นอกจากนี้ ครม.ยังมีคำสั่งแต่งตั้ง นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ส่วน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานเดิม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานแทน เพื่อรองรับภารกิจทางการบริหารที่มีความสำคัญในระดับกระทรวง

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ระบุว่า การแต่งตั้งในครั้งนี้เป็นผลจากการประเมินความสามารถ ประสบการณ์ และคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่ออย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างเหมาะสม

  • บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน → เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
  • มารศรี ใจรังสี เลขาธิการฯ → รองปลัดกระทรวงแรงงาน
  • สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีจัดหางาน → ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน
  • พิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการฯ → อธิบดีกรมการจัดหางาน
  • สิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ รองอธิบดีจัดหางาน → ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน

ผลงานและความรับผิดชอบในตำแหน่งใหม่ของบุคลากรเหล่านี้ ถือว่าเป็นวงจรการบริหารบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ อีกทั้งยังสามารถรองรับภารกิจและนโยบายของภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของประกันสังคมและการจัดหางาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบแรงงานไทย

ไม่เพียงเท่านั้น ครม.ยังมีมติอนุมัติการโอนข้าราชการระดับสูงรายอื่น ได้แก่ การโอน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ จากเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาบริหารระดับสูง สังกัดสำนักงาน ก.พ.ร. ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้าราชการในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการบริหารจัดการข้าราชการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถรองรับภารกิจการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีวิสัยทัศน์

น่าสนใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดบ้างในการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมและกรมการจัดหางานภายหลังจากการแต่งตั้งในครั้งนี้ เราควรติดตามพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นในหน่วยงานเหล่านี้ในระยะต่อไป

ที่มา – ไฟเขียว ‘บุปผา’ คุมประกันสังคม เด้ง ‘มารศรี’ นั่งรองปลัด ‘พิเชษฐ์’ เป็นอธิบดีจัดหางาน

เปิดภาพ ‘อ.เบียร์ ‘ ถวายเงินแก่ ‘พระอลงกต’ ตื่นธรรมแต่ยังไม่ตื่นรู้

เรื่องราวของ “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกโซเชียลเมื่อมีการเผยภาพขณะนำเงินจำนวน 2,806,392.61 บาท ไปถวายแก่ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อสมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลใกล้เคียง ดูเหมือนจะเป็นการทำบุญที่ดีงามและมีจิตศรัทธาในธรรมะ

เปิดภาพ ‘อ.เบียร์ ‘ ถวายเงินแก่ ‘พระอลงกต’ ตื่นธรรมแต่ยังไม่ตื่นรู้

แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลับสะเทือนวงการพระและกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสข่าวที่ระบุว่า “หลวงพ่ออลงกต” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามออกหมายจับในข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัด ตามคำร้องของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ภาพที่ “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” นำเงินถวายกับ “พระอลงกต” ที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต จึงก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประชาชน หลายคนจึงตั้งคำถามว่า ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ยังจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า “ตื่นธรรม” ได้หรือไม่?

พระอลงกตเป็นผู้ต้องหาข้อหาทุจริต

ตามรายงานข่าว หลวงพ่ออลงกต ถูกออกหมายจับข้อหาทุจริตยักยอกเงินทรัพย์ของวัด ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาท โดยศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้รับเรื่องและสั่งหมายจับเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมถูกจับกุมตัวในวันเดียวกัน ภายหลังจากมีการสอบสวนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่พบความผิดปกติในเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งวัดดังกล่าวมีชื่อเสียงว่าเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ธรรมะในวงกว้างผ่านสื่อสังคม

สิ่งที่น่าตกใจมากไปกว่านั้น คือการถูกจับกุมในวันเดียวกันกับ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” เจ้าของเพจ “งมงาย สไตล์หมอบี” ที่มีผู้ติดตามเป็นล้าน ซึ่งถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับการรับเงินบริจาคจากประชาชนไปยังวัดพระบาทน้ำพุโดยไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใสอย่างเพียงพอ

  • สถานการณ์ทำให้ผู้บริจาคเริ่มตั้งคำถามต่อการใช้เงิน
  • มีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบบัญชีเงินบริจาคอย่างเป็นทางการ
  • สื่อและประชาชนจับตาดูพัฒนาการของคดีอย่างใกล้ชิด

กลับมาที่ “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” ภาพของการนำเงินถวายในสถานการณ์เช่นนี้จึงเกิดเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนตั้งข้อสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการบริจาค และตั้งคำถามถึงจิตสำนึกของผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ตื่นธรรม” เมื่อเงินที่ถูกบริจาคไปอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทุจริต

สิ่งที่เห็นคือโชว์ของการให้ แต่สิ่งที่ไม่เห็นอาจลึกซึ้งกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น จริยธรรมและความรับผิดชอบในการทำบุญไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพื่อคำว่า “เป็นที่นิยม” หรือ “ในที่สาธารณะ”

ในความเป็นจริง การตื่นธรรมไม่ใช่แค่การสวมชุดขาว การสวดมนต์ หรือการบริจาคให้ดูดี มันคือการมีสติเต็มที่กับสิ่งที่ทำ รู้เท่าทันสถานการณ์รอบตัว และมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทำของตนเอง

ดังนั้น ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเปิดภาพที่ผิดพลาด แต่เป็นบทเรียนให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงธรรมะหรือไม่ ก็ควรใช้สติในการตัดสินใจ แล้วคุณล่ะเป็นคนที่ “ตื่นธรรม” แล้ว “ตื่นรู้” หรือยัง?

ที่มา – เปิดภาพ ‘อ.เบียร์ ‘ ถวายเงินแก่ ‘พระอลงกต’ พร้อมระบุถึงตื่นธรรมก็ใช่ว่าจะตื่นรู้

นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมการเรียนรู้สู่ตลาดแรงงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาการในอนาคตแห่งประเทศไทย ประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งมี นายณัฐพงศ์ แก้ววงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมพุทไธศวรรย์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมการเรียนรู้สู่ตลาดแรงงาน

ที่กล่าวในงาน คือ นายณัฐพงศ์ แก้ววงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของวิทยาลัยที่มีอายุมากกว่า 80 ปี ว่าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2477 ภายใต้ชื่อโรงเรียนประถมวิสามัญหญิงแผนกการช่าง ก่อนจะผ่านการเปลี่ยนแปลงชื่อเรื่อยๆ จนในปัจจุบันเป็น วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เขตภาคกลาง

เป้าหมายของงานประชุมฯ

ภายในกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพและความสามารถทางด้านวิชาชีพ และทักษะแกนสำคัญอื่นที่จำเป็นต่อการทำงานในสายอาชีพต่างๆ อย่างแท้จริง โดยแบ่งการเรียนการสอนออกเป็นจำนวน 9 แผนกวิชา ได้แก่ การบัญชี การตลาด การจัดการสำนักงาน คหกรรมศาสตร์ อาหารและโภชนาการ ศิลปกรรม การท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม และเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการ นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมการเรียนรู้สู่ตลาดแรงงาน ยังเป็นโอกาสสำหรับองค์กรนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางใหม่ๆ ที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

  • ยกระดับทักษะความรู้ให้กับนักเรียนนักศึกษา
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อนนักศึกษาและครู
  • เฝ้าระวังแนวโน้มอาชีพในยุคเทคโนโลยี
  • เตรียมความพร้อมสู่การทำงานในระดับชาติและนานาชาติ

งานประชุมวิชาการครั้งนี้ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ภาคอาชีวะ โดยเฉพาะนักศึกษาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าถึงโอกาสทางอาชีพมากยิ่งขึ้น ด้วยการเตรียมความพร้อมในทุกพื้นที่ ทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติจริง อีกทั้งยังจัดการประกวดให้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในระดับประเทศ

สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ใครหลายคนเชื่อว่าเส้นทางการเรียนรู้จากอาชีวะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน หากแต่ยังขยายไปสู่ทักษะที่ใช้ได้จริงในตลาดแรงงาน และก้าวทันโลกแห่งอนาคต

หากคุณเป็นนักเรียน นักศึกษาในสายอาชีวะ ควรเลือกเรียนรู้ที่ตรงกับทิศทางแรงงานในอนาคต เพราะนั่นคือเส้นทางที่ไม่เพียงจะพาคุณให้มีงานทำ แต่ยังมีชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืน

ที่มา – นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมทักษะพัฒนาการเรียนรู้นักเรียนสู่สายอาชีพตลาดแรงงาน

‘ศุภชัย’ วิจารณ์ลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เหลือ 20 บาทตลอดสาย โดยระบุอย่างชัดเจนว่า นโยบายลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นี้ไม่ใช่การลดราคาที่เกิดจากเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้า แต่กลับเป็นรัฐบาลที่ใช้งบประมาณจากภาษีอากรของประชาชนทั่วประเทศมาอุดหนุนให้แก่เอกชนผู้รับสัมปทานอย่างตรงไปตรงมา

‘ศุภชัย’ ซัดลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ในโพสต์ของเขา นายศุภชัยได้กล่าวว่า แนวทางนี้อาจส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนลดลง แต่ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการรถไฟฟ้าจะถูกถ่ายโอนไปสู่รัฐ รัฐจึงกลายเป็นผู้รับภาระหนักหนา อย่างแท้จริง เมื่อใช้เงินภาษีจำนวนมากมาเป็นการอุดหนุนกิจการเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของงบประมาณของประเทศ

รัฐอุ้มเอกชนสนองนโยบายพรรคการเมือง

นอกจากนี้ยังมีการวิจารณ์ว่า การดำเนินนโยบาย ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหลือ 20 บาทในทุกสาย เป็นการใช้ประโยชน์จากระบบรถไฟฟ้าเพื่อหาเสียงกับประชาชน โดยการประชดาตัวเพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นห่วงในเรื่องนโยบายสาธารณะ ทั้งที่ไม่ได้คำนึงถึงความจริงจังของเศรษฐศาสตร์และการจัดการระบบขนส่งอย่างยั่งยืน

งานนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า นโยบายที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงนี้ แท้จริงแล้วเป็นประโยชน์กับใครกันแน่ รัฐหรือเอกชน? หากมองจากหน้าที่ของรัฐในการบริหารประเทศอย่างเหมาะสมและยาวนาน บางครั้งการอุ้มกิจการเอกชนเช่นนี้อาจกลายเป็นภาระหนักหนาต่อผู้จ่ายภาษีประเภททั่วไป แทนที่จะเป็นทางแก้ต้นทุนการเดินทางของประชาชน

  • การใช้เงินภาษีประชาชนช่วยเอกชน
  • ความไม่ยั่งยืนของนโยบายระยะยาว
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อลูกค้า
  • การเมืองใช้รถไฟฟ้าในการหาเสียง

ประเด็นนี้ก่อให้เกิดการอภิปรายในวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์และสื่อสารมวลชน ที่เริ่มมีเสียงผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนถึงผลกระทบระยะยาวของการดำเนินนโยบายแบบไม่พิจารณาอย่างรอบด้าน การำที่แท้จริงไม่ใช่แค่ต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในตอนนี้ แต่การวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อให้ระบบขนส่งยังสามารถดำเนินการได้แม้ในอนาคต

การเคลื่อนไหวของนายศุภชัย ใจสมุทร จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประเด็นถึงแนวทางการบริหารรถไฟฟ้าแบบยั่งยืน และการใช้มาตรการเพื่อหาเสียงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในมิติต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศไทย

ดังนั้น ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมติดตามพัฒนาการของนโยบายดังกล่าว พร้อมกับตั้งคำถามว่า ความเป็นธรรมที่แท้จริงในค่าโดยสารนั้น เกิดขึ้นเมื่อใด?

ที่มา – ‘ศุภชัย’ ซัดลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รัฐอุ้มเอกชนสนองนโยบายพรรคการเมือง