ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ

การแข่งขัน RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025 หรือการแข่งขันจักรยานขาไถ (Balance Bike) ชิงแชมป์โลก ได้เปิดเวทีระดับนานาชาติที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา โดยมีนักกีฬารุ่นเยาว์จากทั่วโลกกว่า 900 คน เข้าร่วมประลองฝีมือและความเร็วในการทรงตัวของจักรยานขาไถอย่างตื่นตาตื่นใจ

เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ

ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้ร่วมมือกับทาง RSR RUNBIKE เพื่อจัดให้มีเวทีกีฬาระดับโลก โดยเปิดการแข่งขันระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา จันทน์ผา คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอบหมายให้ดร.อดุลย์ หาญวังม่วง รองคณบดี เป็นประธานเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

สนุกตื่นเต้น กับการแข่งขันระดับนานาชาติ

การแข่งขันในครั้งนี้มีนักกีฬาขาไถรุ่นเยาว์จากประเทศต่าง ๆ จำนวนกว่า 900 คน เข้าร่วมจากทั่วโลก ได้แก่ ไทย จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยแบ่งออกเป็นนักกีฬาต่างชาติ 400 คน และนักกีฬาไทย 500 คน ทุกคนต่างตั้งเป้าชิงความรวดเร็วและทักษะในการทำงานของตนเองอย่างเต็มที่

RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025 ถือเป็นเวทีกีฬานานาชาติที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การสร้างเครือข่าย และความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักกีฬาจากต่างประเทศ ตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมกีฬาระดับโลก และการส่งเสริมความมีอยู่ของเยาวชนอย่างยั่งยืน

RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นเข้าถึงการออกกำลังกาย และมีสุขภาพที่ดี ร่วมสนุกกับบรรยากาศของการแข่งกันแบบมืออาชีพในเวทีนานาชาติ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเชียร์เยาวชนไทยในเวที เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ นี้ได้เลยครับ

ที่มา – เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ

ตำรวจบ้านดู่ฝึกซ้อม Combat Handguns เพิ่มศักยภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สนามยิงสุวิทย์ เม่นแย้ม ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ ได้เข้าร่วมการฝึกยิงปืน Combat Handguns ภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการจัดการฝึกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีทักษะและความพร้อมในการใช้อาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ตำรวจบ้านดู่ฝึกซ้อม Combat Handguns เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่

ภายในการฝึกครั้งนี้ เป็นการนำทัพโดย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, พ.ต.อ.สันติ กองสมัคร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และ พ.ต.อ.ศันย์ชัย พานิชกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ ซึ่งการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฝึกอย่างเข้มข้นเพื่อยกระดับศักยภาพกำลังพลในพื้นที่

เพิ่มทักษะและลดความเสี่ยง

การฝึกยิงปืนแบบ Combat Handguns นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้อาวุธอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการใช้ปืนจริง และฝึกให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ซึ่งความชำนาญของการยิงปืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสงบสุขของประชาชน

ในการฝึกครั้งนี้ นายสุวิทย์ เม่นแย้ม เจ้าของสนามยิงปืน พร้อมด้วย พ.ต.ต.วีรวุฒิ พุ่มไพรจิตร และ พ.ต.ต.สง่า กันหารุ่งเรือง ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรฝึกอบรมอย่างใกล้ชิด ด้วยการใช้กระสุนจริงในการซ้อมยิง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินผลการฝึกได้อย่างแม่นยำและเข้าใจถึงพลังของกระสุนจริงๆ

  • มุ่งเน้นความปลอดภัยในการใช้อาวุธ
  • เพิ่มทักษะการยิงอย่างแม่นยำภายใต้แรงกดดัน
  • เตรียมความพร้อมเมื่อเผชิญสถานการณ์ใช้อาวุธจริง

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดประมาณ 100 นาย เข้าร่วมฝึกในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพของบุคลากรตำรวจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัย ช่วยเสริมเสถียรภาพในพื้นที่อย่างแท้จริง

ด้วยแนวทางการฝึกที่ทันสมัยและเข้มงวดเช่นนี้ ตำรวจในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น นี่คือการลงทุนที่สำคัญเพื่อความมั่นคงของสังคม

อ่านข่าวเพิ่มเติม: การฝึกยิงปืนแบบ Combat Handguns เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเตรียมพร้อมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าเดิม และรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ตำรวจบ้านดู่ฝึกซ้อม Combat Handguns เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่

‘ภูมิธรรม’ แจง ปมมติครม.ถอดชื่อ ‘ธนพร’ ออกจาก วปอ.ปี 69 เหตุมีร้องเรียนปัญหาเข้ามา

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติถอดชื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ออกจากนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ปี 2569

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากมีการร้องเรียนจากสมาคมประมง ซึ่งระบุว่า รศ.ดร.ธนพร เคยให้คำแนะนำด้านนโยบายที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ปัญหาทางด้านการประมงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบยาวนานจนถึงปัจจุบัน

‘ภูมิธรรม’ แจง ปมมติครม.ถอดชื่อ ‘ธนพร’ ออกจาก วปอ.ปี 69 เหตุมีร้องเรียนปัญหาเข้ามา

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้มีการร้องเรียนจากชาวประมงเข้ามาจริง ๆ และทางรัฐบาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของหลักสูตรและการตัดสินใจที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เมื่อถามเพิ่มเติมว่า การถอดชื่อครั้งนี้เป็นเพราะเหตุการณ์ในอดีตซึ่งมีการกล่าวถึงการหมิ่นประมาทหรือไม่ นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อหาหมิ่นประมาทนั้นเป็นเรื่องที่ผ่านความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ส่วนเรื่องปัญหาประมงควรไปสอบถามสมาคมประมงเพื่อความชัดเจน

ผลกระทบและความโปร่งใสในการตัดสินใจ

มติครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในการสรรหาบุคลากรเข้าร่วมหลักสูตรวิชาการระดับสูง เช่น วปอ. ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสถาบันที่ฝึกอบรมนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ

  • มีการร้องเรียนจากชาวประมงเกี่ยวกับนโยบายที่ได้รับคำแนะนำจาก รศ.ดร.ธนพร
  • ความไม่ชัดเจนในนโยบายส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล
  • ครม.มีมติถอดชื่อออกจากวปอ. ตามความเห็นจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินการของรัฐบาลในการฟังเสียงจากประชาชนและหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะก่อให้เกิดกระแสต่าง ๆ แต่ก็เป็นกระบวนการที่จำเป็นในการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน

หากมองในมุมรวม เป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมมีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรี และหน่วยงานของรัฐก็พร้อมรับฟังอย่างเปิดกว้าง เพื่อทำให้การตัดสินใจมีความโปร่งใสและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ แจง ปมมติครม.ถอดชื่อ ‘ธนพร’ ออกจาก วปอ.ปี 69 เหตุมีร้องเรียนปัญหาเข้ามา

LINE ไทยจัด LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025 ปีที่ 2 สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

LINE ประเทศไทย เดินหน้าภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับสังคมไทย ผ่านการผลักดันด้าน Digital Literacy โดยเน้นย้ำให้คนไทยเข้าใจและใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง มั่นใจ และปลอดภัย เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ

LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025

กิจกรรม “LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของ LINE ประเทศไทย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านดิจิทัลควบคู่กับทักษะการลงทุนให้กับผู้สูงวัย พร้อมเน้นย้ำเรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคดิจิทัลทุกวันนี้

นางสาวณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) ของ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทักษะการใช้ดิจิทัลอย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันและปลอดภัยไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นความสามารถสำคัญที่ทุกคนต้องมี”

เนื้อหาครอบคลุมหลากหลายมิติ

เนื้อหาในกิจกรรม LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025 ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทั้งการใช้ LINE อย่างปลอดภัย เช่น การตรวจสอบบัญชี Official ของจริง, การตั้งค่าความปลอดภัย และการรายงานบัญชีที่น่าสงสัย นอกจากนี้ยังสอนวิธีการรู้เท่าทันการหลอกลวงทางด้านการเงิน รวมถึงภัยคุกคามจากโลกออนไลน์อย่างฟิชชิ่ง และการแฮกบัญชี

ในปีนี้ LINE ประเทศไทยร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญหลายหน่วยงาน ได้แก่ Young Happy, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อมอบองค์ความรู้ที่สมบูรณ์และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

กิจกรรมมีผู้สูงวัยจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 60 คน ซึ่งได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ในการเพิ่มความรู้เกี่ยวกับโลกดิจิทัลและช่วยให้มีทักษะในการปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อออนไลน์

แผนการขยายกลุ่มเป้าหมายในอนาคต

LINE ประเทศไทย มีแผนจะต่อยอดกิจกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ เช่น เยาวชน และกลุ่มคนทำงาน เพื่อสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในอนาคต ด้วยความเชื่อว่าทักษะการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมั่นใจและปลอดภัยจะเป็นทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวันของทุกคน

การมีความรู้ด้านดิจิทัลไม่ใช่เรื่องเลือกได้อีกต่อไป — มันเป็นทักษะที่ทุกคนควรได้รับ ไม่ว่าจะวัยไหน ขอให้คุณก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างมั่นใจ และปลอดภัยกับ LINE ไปด้วยกัน

ที่มา – LINE ประเทศไทย จัด LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025 สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลปีที่ 2

ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้ดำรงตำแหน่งใหม่ในตำแหน่งเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยแทนนายดนุชา พิชยนันท์ ที่จะย้ายไปรับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติแทน โดยผลจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ถือเป็นหนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและประชาชน เนื่องจาก สศช. มีบทบาทสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับประเทศ โดย ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ จะต้องรับหน้าที่ในการประสานงานเชิงกลยุทธ์ วางแผนระบบพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

ประวัติการศึกษาของอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านบริหารและการจัดการภาครัฐมาอย่างยาวนาน โดยมีประวัติการศึกษาเริ่มต้นจากปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกียรติคุณ จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาเศรษฐศาสตร์เชิงวิเคราะห์ และพัฒนาเศรษฐกิจ จนจบปริญญาเอกในสาขาพัฒนาการเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

ความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์และการวางแผนพัฒนา ทำให้นางมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในงานด้านการวางแผน การบริหารจัดการหน่วยงานราชการ รวมถึงการใช้บทวิเคราะห์เชิงสถิติ การพัฒนานโยบาย และการขับเคลื่อนแผนพัฒนาประเทศในหลายยุทธศาสตร์สำคัญ

ประวัติการทำงาน

ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งนั่งเลขาธิการ สศช. นางสาวอ้อนฟ้า ได้ทำงานในภาครัฐมายาวนาน โดยเริ่มต้นจากการเข้ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายภายใต้กระทรวงการคลัง จากนั้นได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและประสานงาน

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้นั่งตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับสูงที่มีหน้าที่ดูแลและขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรภาครัฐอย่างรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้าง การบริหารงบประมาณ และการพัฒนาบุคลากร

ในบทบาทลำดับที่ผ่านมา นางสาวอ้อนฟ้า ได้แสดงศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเข้าใจในบริบทของระบบราชการไทย และความท้าทายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือในความสามารถของนางสาวอ้อนฟ้าในการคุมหน้าที่การงานของหน่วยงานที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนเช่น สศช.

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานและทักษะที่ครอบคลุมทั้งการวางแผน การบริหารงบประมาณ และการประสานงานในหลายกลุ่มเป้าหมาย ทำให้หลายคนมีความคาดหวังว่า อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ จะสามารถนำมาซึ่งแนวทางใหม่ ๆ และความคล่องตัวในการขับเคลื่อนประเทศในทิศทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในยุคที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการทั้งในและต่างประเทศ การเปลี่ยนผู้นำในตำแหน่งที่สำคัญเช่นเลขาธิการ สศช. ถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับหน่วยงานตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวม ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภายใต้การนำของ ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่ จะเห็นเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงบวกอย่างชัดเจน

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่ เปิดประวัติศึกษา-ทำงาน

นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา สพฐ.ช่วยเกษตรกร เสิร์ฟนม 365 วัน อิ่มสุขเด็กไทย

สถานการณ์ภาวะ นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย กลับกลายเป็นโอกาสในการร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เดินหน้าแก้ไขปัญหานี้อย่างมีน้ำใจ ผ่านการขยายโครงการดื่มนมในโรงเรียนจากเดิม 200 วัน เป็น 365 วัน เต็มตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมสุขภาพของเยาวชนและลดปัญหาสินค้าล้นตลาด

นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา สพฐ.ร่วมดูแลสุขภาพเด็กไทย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้มีการพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

การดำเนินการในครั้งนี้เป็นร initiative ที่ขับเคลื่อนโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตระหนักว่าการบริโภคนมทุกวันของนักเรียนในโรงเรียนจะช่วยเสริมโภชนาการและลดผลกระทบจากปัญหาการผลิตนมที่มากเกินความต้องการของตลาด

ดื่มนมทุกวัน สร้างสุขภาพที่ดีและความสุขในวัยเรียน

จากการหารือภายใน สพฐ. ได้มีมติเห็นพ้องต้องขยายโครงการอาหารเสริมสำหรับนักเรียน โดยเฉพาะการนำ นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการให้นักเรียนดื่มนมวันละหนึ่งกล่องทุกวัน จะช่วยเสริมธาตุแคลเซียมที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต

ผู้บริหารกล่าวว่า โครงการดื่มนมในโรงเรียนแบบใหม่จะครอบคลุมโรงเรียนในทุกระดับทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา ซึ่งในอนาคตจะส่งผลให้เด็กไทยมีสุขภาพแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพอาหารกลางวันของโรงเรียน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นคง

งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการนี้อยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ สพฐ. ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอนำนมของสหกรณ์โคนมเข้ามาใช้ในโครงการ โดยหากได้รับการอนุมัติ ก็จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณจากงบกลางต่อไป

  • โครงการดื่มนม 365 วัน เป็นแนวทางแก้ปัญหาเพื่อเยาวชนและเกษตรกร
  • การส่งเสริมโภชนาการช่วยลดความเสี่ยงโรคในอนาคต
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความมั่นคงทางอาหาร

การดำเนินงานนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านสุขภาพ การตลาด และเศรษฐกิจในประเทศ การเปลี่ยนจากโครงการ 200 วัน มาสู่ 365 วัน จึงถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ใช่แค่การให้นมเด็กไทย แต่เป็น “การให้โอกาส” กับทุกภาคส่วนในสังคมอย่างยั่งยืน

หากคุณมีลูกอยู่ในวัยเรียน หรือเป็นครูที่มีบทบาทในโรงเรียน อย่าลืมร่วมติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมดื่มนมทุกวันนี้ เพราะมันจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญต่อการเติบโตอย่างสมวัยของเด็กไทยในอนาคต

ที่มา – นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา! สพฐ.ช่วยเหลือเกษตรกร เสิร์ฟนมจาก 200 วัน สู่ 365 วัน อิ่มสุขเด็กไทย

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิบุกสภาฯ ร้องแก้ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานขยายสิทธิลาครอบครัว

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภาได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง เมื่อ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ หรือที่เรียกกันว่า ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เดินทางเข้ารัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือขอหารือกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 41/1 ให้ครอบคลุมการขยายสิทธิลาครอบครัว – ลาคลอด ให้ไม่จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนเท่านั้น แต่ควรมีการครอบคลุมถึงคู่ชีวิต ผู้ดูแล หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในความปกครอง เพื่อสนองตามมาตรฐานสากลและตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเช่น ILO หรือ CEDAW รวมถึง ICESCR ด้วย

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ เรียกร้องขยายสิทธิลาครอบครัว

น.ส.ปรานม สมวงศ์ จากองค์กร Protection International (PI) ในนามผู้แทนเครือข่ายแรงงานหญิง ระบุว่า แม้ว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันจะช่วยปรับเพิ่มจำนวนวันลาคลอดเป็น 120 วัน ก็ยังถือว่ามีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จำกัดสิทธิให้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนเท่านั้น สิ่งนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงจำนวนมากที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส การขยายสิทธิ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ จึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยต่อสากล โดยมีข้อมูลจากเครือข่ายแรงงานที่ระบุว่า แรงงานหญิงในประเทศไทยคิดเป็นจำนวนถึง 18.56 ล้านคน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ดังนั้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานหญิงจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง

รับฟังข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายอย่างแท้จริง

นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. และผู้แปรญัตติในร่างกฎหมาย ได้แสดงว่าสนับสนุนการเรียกร้องของ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ ด้วย โดยอธิบายว่าการจำกัดสิทธิลาคลอดให้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนทำให้แม่หลังคลอดไม่ได้รับการดูแลที่แท้จริง จึงควรปรับระบบที่ดูแลให้ครอบคลุมผู้ที่อยู่กินกันโดยชอบธรรม รวมถึงผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบ เช่น พ่อแม่หรือพี่น้อง เพื่อให้คุณแม่หลังคลอดสามารถดูแลตัวเองและลูกได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งสนองตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศไทยได้ให้ความมุ่งมั่นไว้ต่อประชาคมโลก

เพิ่มเติม นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวตรงประเด็นว่า หลังจากที่ได้รับหนังสือจากกลุ่มผู้หญิงนักปกป้องสิทธิแล้ว จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายในวันนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ซึ่งข้อเสนอเพิ่มเติมจากภาคประชาสังคมถือว่าสำคัญ แม้อาจต้องดำเนินการในขั้นตอนถัดไป แต่ก็แสดงถึงทิศทางที่ถูกต้องในการปรับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานหญิงในอนาคต

  • เสนอให้เพิ่มสิทธิลาครอบครัวให้ครอบคลุมทุกรูปแบบความสัมพันธ์
  • ไม่จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียน
  • สอดคล้องกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
  • สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ
  • ลดความเหลื่อมล้ำในระบบแรงงาน

การเคลื่อนไหวของผู้หญิงนักปกป้องสิทธินี้ เปิดโอกาสให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายต้องสะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทย และเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณเชื่อว่าสิทธิของแรงงานหญิงคือสิทธิของเราทุกคน ก็ควรให้การสนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้ เพื่อให้กฎหมายสะท้อนความยุติธรรมที่แท้จริง

ที่มา – ‘ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ’บุกสภาฯ ร้องแก้ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานขยายสิทธิลาครอบครัว

สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 200 คน ได้รวมตัวกันเพื่อ สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา หลังจากที่สีกาจำนวนหนึ่งถูกพบว่าเข้าออกวัดอย่างอิสระทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากจากชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา

ความเข้มข้นของสถานการณ์เพิ่มขึ้นเมื่อชาวบ้านตัดสินใจปิดล้อมกุฏิของพระครูปลัด ซึ่งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง โดยชาวบ้านระบุว่า ไม่เพียงแต่สีกาจะเข้าออกวัดอย่างอิสระ บรรยากาศโดยรอบยังเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นจากสุนัขจรจัดที่ถ่ายมูลเรี่ยราด และยังมีการค้างค่าไฟฟ้ากว่า 4 เดือน เป็นเงินรวม 12,000 บาท ทำให้วัดต้องมืดสนิทในช่วงตอนกลางคืน

การรวมตัวของชาวบ้านและผลจากการเจรจา

ในขณะที่เกิดเหตุ พระครูปลัดและสีกาตัวหนึ่งพยายามขับรถหนีออกจากวัด แต่ถูกชาวบ้านใช้วิธีล็อกประตูและปิดทางออกจากวัด ทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถหลบหนีได้และต้องกลับเข้าไปอยู่ในกุฏิ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพระวินยาธิการได้เข้าควบคุมสถานการณ์

จากข้อมูลของชาวบ้านผู้ดูแลวัด ระบุว่าพฤติกรรมของพระรูปนี้ได้ทำให้ศรัทธาของชาวบ้านเสื่อมลงอย่างมาก และไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะมีรายงานว่าพระรูปนี้เคยถูกชาวบ้านในวัดอื่นภายในอำเภอเมืองขับไล่จากพฤติกรรมที่คล้ายกันมาแล้ว

  • ชาวบ้านถูกเหตุการณ์สีกาเข้าออกวัดจนไม่สามารถรับไหว
  • บรรยากาศบริเวณวัดไม่เหมาะสมสำหรับสถานที่ปฏิบัติธรรม
  • ค้างค่าไฟและปัญหาสุขลักษณะในพื้นที่วัด
  • การเจรจาและการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระครูปลัดจะให้ความร่วมมือโดยการลาออกจากตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสและย้ายออกจากวัด แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงเรียกร้องให้คณะสงฆ์ดำเนินการสึกพระรูปดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางคณะสงฆ์ยืนยันว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่เข้าข่ายความผิดปาราชิกจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการวัดและพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติธรรมในวัด โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมส่วนตัวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชุมชนโดยรอบ จึงเป็นเรื่องที่ควรมีการเฝ้าระวังและการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามประเด็นทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม การติดตามเหตุการณ์เช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาความโปร่งใสและศรัทธาของสังคม

ที่มา – สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา

เปิดภาพล่าสุด ‘จา พนม’ มอบเสื้อสนับสนุนทหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ชื่นชมสนั่น!

เรียกได้ว่าหายตัวไปนานจนแฟนๆ ต่างคิดถึงอย่างมากสำหรับ “จา พนม” หรือ “พนม ยีรัมย์” พระเอกนักบู๊ระดับโลก ที่ล่าสุดมีภาพปรากฏขึ้นอีกครั้งในกิจกรรมดีๆ ที่ได้ร่วมกับการมอบเสื้อยืดให้แก่กำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภาพนี้มาพร้อมกับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม เนื่องจากถือเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยบ้านเมืองอย่างแท้จริง

ภาพบรรยากาศการมอบเสื้อยืดจากจา พนมให้แก่กำลังพลทหาร

เปิดภาพล่าสุด ‘จา พนม’ มอบเสื้อสนับสนุนทหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ชื่นชมสนั่น!

โดยรายงานระบุว่าเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ชุดภาพขณะที่ จา พนม เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ร่วมกับ ธัญชนนท์ ชาติเมธากุล โดยมีการมอบเสื้อยืดจำนวน 20,000 ตัว มูลค่ารวมกว่าหนึ่งล้านบาท เสื้อที่ได้รับแจกเพื่อสนับสนุนกำลังพลทหารฝ่ายหน้าจะมอบให้ไปยังสถานที่สำคัญ เช่น วัดเทพสรธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

ของที่ระลึกที่ได้รับแจกให้แก่ทหารรองรับภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

กำลังใจที่ส่งไปยังบรรพบุรุษรุ่นใหม่

ผลงานการกระทำที่ลึกซึ้งของจา พนมในครั้งนี้ ทำเอาคนดูหลายคนแห่คอมเมนต์แสดงความรู้สึกใจดี และพูดถึงความสำเร็จในการใช้ชื่อเสียงเพื่อแบ่งเบาภาระของเหล่าทหาร โดยชื่นชมผู้ใต้พลับถ้อยคำเช่น “คนไทยน้ำใจดี”, “ชื่นชมคนไทยไม่ทิ้งกันค่ะ”, “สุดยอดของความเมตตา” เป็นต้น

  • กลุ่มผู้ชมหลากหลาย yükselียจึงได้แสดงความเห็นและใช้วาทะสร้างสรรค์พร้อมทั้งยกย่องความดีในเชิงมนุษยธรรม
  • ผู้เข้าชม不少บริจาค // ยอดนับพันของคนรุ่นใหม่ในสังคมที่เข้าใจความจำเป็นเงื่อนของความมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้
  • การเข้าถึงด้านการบางสัญญาณเพื่อภาคส่วนแก่นของพลเมืองที่ไม่ใช่แค่การแสดงภาพยนตร์เท่านั้น

ภาพที่สาวกแห่กด like และคอมเมนต์ไว้บนเพจทางการ

ในฐานะศิลปินการเมืองที่มีภาพลักษณ์ดี จึงเห็นได้ว่า จา พนม ไม่ได้หยุดเพียงแค่รับบทในภาพยนตร์เป็นงานหลักเท่านั้น ๆ แต่มีบทบาทหน้าที่ต่อสังคมและผู้คนรอบตัวอย่างเห็นชัด หากคุณเล็งเห็นถึงพลังของบุคคลสำคัญที่นำชีวิตของตนเองมาเป็นแรงสำคัญแก่ผู้อื่นยาวนานหลายปี ลองเสาะหาเว็บไซต์พบกับเรื่องราวเกี่ยวกับเขาเพื่อให้รู้จักภาพลักษณ์จริง ๆ กันอย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็นขาละคร หรือผู้ติดตามข่าวออนไลน์ตัวยิ่ง ก็ขอให้จิตใจของคุณดีแล้วไฉไลอุ่นเร่งระเบิดเข้มข้นเสมออยู่ใดก็ตามแซมชีวิตในรูปแบบตัวตนเชื่อมโยงผูกพันผู้คนผ่านหัวใจ

ที่มา – เปิดภาพล่าสุด ‘จา พนม’ มอบเสื้อสนับสนุนทหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ชื่นชมสนั่น!

ลูกค้าขาโหดจุดไฟเผาร้านคาเฟ่แค่เพราะอดกินมายองเนส

ความพิเศษของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองเซบียา ประเทศสเปน อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล่าพื้นบ้าน แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อลูกค้าวัย 50 กว่าปีไปถึงขั้น จุดไฟเผาร้านคาเฟ่ เพราะเพียงแค่ดู不起ใจในการได้รับมายองเนสสำหรับใส่ในแซนด์วิชเท่านั้น

ความโกลาหลเริ่มต้นจากแซนด์วิช

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันพุธที่ผ่านมา ชายวัย 50 ปี ได้เดินเข้าร้านคาเฟ่พร้อมกับลูกชายและสั่งแซนด์วิชจำนวน 2 ชิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟังดูธรรมดา แต่สิ่งที่เกิดตามมากลับไม่ธรรมดาเลย เมื่อเขาขอใส่มายองเนสในแซนด์วิชที่สั่ง และซ้ำแล้วซ้ำอีก จน 결국พนักงาน不得不ตอบว่า “มายองเนสหมด

ความโมโหที่ลุกลามจนถึงระดับไฟ

กล้องวงจรปิดในร้านสังเกตเห็นภาพของลูกค้าคนนี้ที่ก่อนจากไป เขาแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นกลับเข้าไปค้นหาน้ำมันเบนซินที่ปั๊มน้ำมันใกล้เคียง แล้วพากระสอบแรงมานั่งฉีดน้ำมันลงบนเคาน์เตอร์ของร้านแบบเพลิงซ่อนฝุ่น

ภายหลังจากที่พนักงานในร้านยืนยันอีกครั้งว่า มายองเนสหมดจริง ๆ ลูกค้าสุดขีดได้แกะฝาขวดเบนซินและเทน้ำมันทั้งหมดลงบนเคาน์เตอร์ จากนั้นก็กดปุ่มสร้างแสงและดับเพลิงแนวคิดยุคใหม่ให้กับเนื้อหอมหมัก การกระทำนี้ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที

ด้วยความรวดเร็วของเหตุการณ์ ส่งผลให้ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ต้องฉุกเฉินล่าถอย บางส่วนวิ่งไม่ทันยอดสูง และท่ามกลางความสับสน การเผาไหม้เริ่มเละเทะ การโจมตีด้วยบปลวกของ “ลูกค้าผู้ยากทนเนส” ทำให้เกิดความเสียหายเล็กน้อยแก่ร้านกาแฟ หยิ่งหยองแม้เสียบร้อนแรงศูนย์

โชคดีที่พนักงานในร้านมีความรู้ในเรื่องการใช้ถังดับเพลิง และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนที่จะแพร่กระจายมากขึ้น เจ้าหน้าที่ไม่นานหลังจากได้เข้าควบคุมและจับกุมชายผู้ก่อเหตุไว้ได้ภายในเวลาสั้น ๆ

  • ความเสียหาย: ประมาณ $9,500 (ราว 308,084 บาท)
  • จำนวนผู้บาดเจ็บ: ไม่มี
  • สถานะผู้ก่อเหตุ: ถูกควบคุมตัว

ท่ามกลางโกลาหล ลูกค้ามนุษย์ตัวกลางที่ ถูกเรียกว่าลูกค้าขาโหด คาดว่าได้รับผลกระทบต่อร่างกายเล็กน้อยจากการโดนน้ำมันร้อนกระเด็นมาจนถึงมือ ซึ่งสร้างความล้มเหลวครั้งสำคัญในจุดเริ่มต้นของการหลบหนี ตลอดจนต้องเผชิญกับสายอารมณ์ที่มาแรงไม่เกรงใจ

ผู้บริหารร้านกาแฟได้ออกมาโพสต์ให้ติดตามสถานการณ์บนบอร์ดโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่านี่เป็นประสบการณ์ที่ “เหนือจริง” พร้อมการชื่นชมต่อพฤติกรรมของพนักงานที่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้โดยไม่มีผู้บาดเจ็บ

จริงหรือไม่ ที่การบริโภคอาหารควรมาก่อนอารมณ์และความต้องการ การแสดงความโลภแห่งพลังโดยมิได้คำนึกถึงคนรอบข้าง อาจกลายเป็นปมตนหัวใจสุดท้ายในเรื่องหายนะเช่นนี้

คุณคิดว่าพฤติกรรมนี้ควรยอมรับได้หรือไม่? แล้วความพิเศษของการบริการอาหารควรเน้น/customer experience หรือบริการจำเป็นเพียงใด?

ที่มา – ลูกค้าขาโหดจุดไฟเผาร้านคาเฟ่แค่เพราะอดกินมายองเนส