ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เกือบเสียเมีย ‘แจ็ค แฟนฉัน’ รับเคยมีปัญหากับ ‘ใบหม่อน’

ล่าสุด แจ็ค แฟนฉัน ได้ออกมากล่าวถึงความสัมพันธ์อันแสนสั่นคลอนกับภรรยา ใบหม่อน กิตติยา ที่เกือบจบลงด้วยคำถามว่า “เราแยกกันไหม?” ในช่วงเวลาที่เขากำลังมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง “ฟู้ดทรัค ลัก(รัก) หมูเด้ง”

เกือบเสียเมีย ‘แจ็ค แฟนฉัน’ รับเคยมีปัญหากับ ‘ใบหม่อน’

จากกรณีที่หนุ่มแจ็คได้เปิดใจชีวิตครอบครัวในรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” โดยเผยความลับว่าเขาเกือบมีปัญหาครอบครัวจนถึงขั้นเกือบเลิกกับ “ใบหม่อน” ทำเอาแฟนคลับหลายคนตกใจ เพราะเห็นเป็นคู่ที่รักกันมาก่อน

他说, “เราทะเลาะกันครับ เกือบมีปัญหาครอบครัว เรื่องของการแบ่งเวลา ผมไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเท่าไหร่” ซึ่งเขาได้พูดถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองทำงานหนักจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยากับลูกชาย คากิ

สาเหตุของปัญหา

ใบหม่อนบอกว่า “ตื่นเช้ามาไม่เคยได้เห็นหน้าเขาเลย กลับมาบ้านหนูก็นอนกับลูกอยู่แล้ว ไม่เห็นหน้าเขาเลย แทบจะไม่ได้คุยกัน ทำแต่งานทุกวัน ไปเช้ากลับดึกตีสองตีสาม”

ทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและคิดมากจนถึงขั้นตั้งคำถามว่า “เราแยกกันไหม?” ซึ่งเป็นประโยคที่บอกกับสามีตัวเองในช่วงเวลาที่อารมณ์ล้นหลาม

พัฒนาการและการเคลียร์ใจ

หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น แจ็คได้ขอคำปรึกษาจากเพื่อนๆ ในแวดวงบันเทิง จนกระทั่งสามารถกลับมาคุยกับใบหม่อนและทำความเข้าใจกันอีกครั้งได้

  • แจ็คสัญญาว่าจะวางแผนเวลาใหม่เพื่อครอบครัว
  • ใบหม่อนยอมรับว่าทั้งสองมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มานาน
  • ปัจจุบันคู่นี้เข้าใจกันมากขึ้นและพร้อมก้าวต่อไปด้วยกัน

“ตอนนี้ดีกันแล้ว เราค่อยๆ ตั้งสติคุยกันให้มากขึ้น” แจ็คกล่าวอย่างจริงใจ

เพื่อนๆ หลายคนในแวดวงบันเทิงก็ออกมาให้ความยินดีกับแจ็คและใบหม่อน ที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตคู่ได้อย่างปลอดภัย

ปัญหาครอบครัว เช่น นี้ อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ อย่างสำคัญคือตัวเราเองต้องมีความเข้าใจและการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพราะความรักอาจล่มสลายได้ หากเรานิ่งเฉย ไม่หาทางแก้ไข แต่กลับเก็บเงียบ จนพรั่งพรูจน้ำตา

ที่มา – เกือบเสียเมีย ‘แจ็ค แฟนฉัน’ รับเคยมีปัญหากับ ‘ใบหม่อน’ เผยถึงขั้นถาม แยกกันไหม?

สว.จำลอง ต้อนรับคณะโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณฯ เยี่ยมชมวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา ได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้บริหาร คุณครู และนักเรียนโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 80 คน ที่เดินทางมาเยี่ยมชมวุฒิสภา โดยมีนายอธิภัทร พุกเศรษฐี ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ ให้การต้อนรับร่วมด้วย

สว.จำลอง ต้อนรับคณะโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณฯ เยี่ยมชมวุฒิสภา

กิจกรรมในวันนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทของวุฒิสภาในระบอบประชาธิปไตย โดย สว.จำลอง ต้อนรับคณะโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณฯ เยี่ยมชมวุฒิสภา อย่างเป็นทางการในห้องประชุมวุฒิสภา และห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนหน้านี้คณะผู้เข้าชมได้เดินทางไปยังหอสมุดรัฐสภา ที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม และชมเครื่องแต่งกายพิธีจากราชสภานครินทร์ ชั้น 11 ของอาคารรัฐสภา อีกทั้งยังได้มีโอกาสชมประติมากรรมปลาอานนท์ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้องค์กรต้นแบบสำนักงานวุฒิสภา

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าชมศูนย์เรียนรู้องค์กรต้นแบบซึ่งเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางสมัยใหม่ โดยองค์กรมีการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติ เช่น ISO 9001:2015 สำหรับงานด้านคุณภาพ และ ISO 22301 (BCM) ด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

  • องค์กรต้นแบบคุณธรรมระดับโดดเด่น
  • การรักษามาตรฐานสำนักงานสีเขียว
  • ระบบการบริหารตามมาตรฐานสากล

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มพูนความรู้เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในเรื่องคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง อบอุ่น และเต็มไปด้วยสาระจากประสบการณ์ตรงของผู้นำในสภา

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่ของวุฒิสภา หรืออยากให้โรงเรียนของคุณได้ร่วมกิจกรรมเชิงการศึกษาแบบนี้ สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ทางการของวุฒิสภา

ที่มา – สว.จำลอง ต้อนรับคณะโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณฯ เยี่ยมชมวุฒิสภา

ชายแดนฮา! ทำความรู้จัก LRAD เครื่องขยายเสียง แต่เขมรหลอนหนัก รีบอุดจมูก

บรรยากาศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้น มักจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดตลอดเวลา แต่เมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเต็มไปด้วยความฮา เมื่อชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามายังพื้นที่รั้วลวดหนามเพื่อมาวุ่นวาย แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดังผิดปกติคล้ายไซเรนดังขึ้น ทำเอาบางคนรีบเอามือไปอุดจมูกทันที ด้วยความเชื่อผิด ๆ ว่าทางทหารไทยใช้แก๊สพิษโจมตี

ความตลกของสถานการณ์นี้เริ่มเป็นกระแสในโลกโซเชียล โดยทางเพจ Drama-addict ได้เผยความเคลื่อนไหวของชาวกัมพูชาที่ตื่นกับเสียงดังไม่ทราบสาเหตุ โดยพวกเขาคิดว่าเสียงนั้นเป็นสัญญาณส่งแก๊สพิษจากฝั่งทหารไทย (ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีการใช้แก๊สจริงๆ) เพียงแค่ก่อเรื่องเล็กน้อย แล้วก็วิ่งหนีอุดจมูก โดยทันที — แสดงอย่างชัดเจนว่าความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์ทหารยังขาดอยู่มาก

ทำความรู้จัก LRAD เครื่องขยายเสียงที่ทำให้เขมรต้องอุดจมูก

LRAD หรือชื่อเต็มว่า Long Range Acoustic Device คืออุปกรณ์ทางทหารที่ใช้สำหรับส่งเสียงในระยะไกล ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเสียงที่มีความถี่สูงและความดังมากจนสามารถส่งไปถึงเป้าหมายในระยะห่างกว่าหนึ่งกิโลเมตร เสียงที่ปล่อยออกมาจาก LRAD นั้นมีพลังงานสูงมาก สามารถสร้างอาการไม่สบาย เช่น ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน หรือแม้กระทั่งทำลายระบบประสาทหูของผู้ฟังได้

วัตถุประสงค์หลักของการใช้ LRAD ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำร้ายร่างกาย แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหว่านยุทธวิธีทางเสียงในการควบคุมฝูงชน หรือแจ้งเตือนผู้บุกรุกโดยไม่ต้องใช้กำลังรุนแรง การเปิดเครื่องLRADโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า อาจทำให้เกิดความตกใจอย่างมาก และนั่นคือเหตุผลที่กลุ่มชาวกัมพูชารีบอุดจมูก คาดการณ์ผิดว่ากำลังถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษ

ประโยชน์และลักษณะการทำงานของ LRAD

  • สามารถส่งเสียงได้ไกลถึง 3 กิโลเมตร
  • มีความถี่สูง ทำให้เกิดอาการป้องกันตัวตามธรรมชาติ เช่น อุดหูหรือหนี
  • ใช้ในสถานการณ์ควบคุมฝูงชน หรือสื่อสารระยะไกลในพื้นที่เสี่ยง
  • ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถาวรหากไม่ได้รับสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน

การใช้ เครื่องขยายเสียง LRAD ในการป้องกันทางทหารจึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามควรใช้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือทำอันตรายต่อประชาชนโดยไม่จำเป็น

ในกรณีที่เกิดขึ้นจริงที่ชายแดนไทย-กัมพูชานี้ แสดงให้เห็นว่า ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทหารยังไม่แพร่หลายพอ ไม่ว่าจะทางฝั่งผู้ใช้หรือผู้ฟัง การให้ข้อมูลเกี่ยวกับ LRAD จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเข้าใจและลดความตึงเครียดในบริเวณพื้นที่ร้อน

อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า “เสียง” ถึงขนาดนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมมนุษย์ได้มากเพียงใด ถึงขนาดที่ “เสียงสูง” คล้ายไซเรนสามารถทำให้กลุ่มชาวกัมพูชารีบเอาไม้ปิดจมูก และคิดว่าตัวเองกำลังถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษ

สุดท้ายนี้ การรับรู้ถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความพร้อมทางทหารเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนสามาถเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น ลดความตื่นตระหนกกังวลในสถานการณ์เฉพาะหน้า คลายความตึงเครียด และอาจจะทำให้น้องชายแดนไม่ต้องแหกปาก “อ๊าาา” พลางอุดจมูกก็ได้

หากคุณมีโอกาสเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก อย่าลืมว่าบางครั้ง “เสียง” ที่ดังกระหึ่ม ไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังถูก “แก๊สพิษ” โจมตีเสมอไป!

ที่มา – ชายแดนฮา! ทำความรู้จัก LRAD เครื่องขยายเสียง แต่เขมรหลอนหนัก รีบอุดจมูก

นครนายกประชุมด่วน! รับมือพายุไต้ฝุ่น ‘คากิจิ’

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ห้องประชุมอาคารควบคุมการบริหารจัดการน้ำ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชลฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้เป็นประธานในการประชุม นครนายกประชุมด่วน! รับมือพายุไต้ฝุ่น ‘คากิจิ’ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นลูกนี้

นครนายกประชุมด่วน! รับมือพายุไต้ฝุ่น ‘คากิจิ’

การประชุมครั้งนี้มีผู้ร่วมประชุมจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครนายก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชลฯ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยานครนายก ท้องถิ่นจังหวัดนครนายก นายอำเภอเมืองนครนายก นายอำเภอปากพลี นายอำเภอบ้านนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นจากพายุไต้ฝุ่น คากิจิ

เตรียมความพร้อมก่อนพายุคากิจิถึง

ในการประชุม มีการรายงานสถานการณ์อากาศล่าสุด ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการระบายน้ำในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเป็นหลัก โดย นครนายกประชุมด่วน! รับมือพายุไต้ฝุ่น ‘คากิจิ’ พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนฉุกเฉิน เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง

พายุไต้ฝุ่น “คากิจิ” คาดว่าจะมีผลต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ทำให้มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการขับเคลื่อนให้หน่วยงานทุกฝ่ายอยู่ใน “สถานการณ์รู้ – พร้อมรับมือ” เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การเฝ้าระวังและการประสานงานระหว่างหน่วยงานเป็นหัวใจสำคัญของแผนฉุกเฉิน ป้องกันภัยจากพายุไต้ฝุ่น ซึ่งในครั้งนี้ นครนายกประชุมด่วน! รับมือพายุไต้ฝุ่น ‘คากิจิ’ ยืนยันว่า ทุกฝ่ายพร้อมรับมืออย่างเต็มรูปแบบ

ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด รักษาความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และปฏิบัติตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว

นี่คือการเตรียมความพร้อมร่วมกันของทั้งภาครัฐและประชาชน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดจากพายุ คากิจิ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง การร่วมมือกันในช่วงวิกฤตคือสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – นครนายกประชุมด่วน! รับมือพายุไต้ฝุ่น ‘คากิจิ’ ผู้ว่าฯ นำทีมประเมินสถานการณ์น้ำ

ธนาคารแจงกรณีเลขบัตรฯ หลวงพ่ออลงกต ตรงกับผู้เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 มีการรายงานข่าวกรณีที่ ธนาคารแจง เลขบัตรประชาชน 13 หลักของ หลวงพ่ออลงกต ซึ่งนำมาใช้สมัครบริการพร้อมเพย์ ตรงกับเลขบัตรประชาชนของ นายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการที่เสียชีวิตแล้วนั้น ทำให้เกิดความสงสัยในวงกว้าง

ธนาคารแจงเลขบัตรฯ หลวงพ่ออลงกต ตรงกับผู้เสียชีวิต

จากข้อมูลที่ธนาคารกรุงเทพให้ข่าวชี้แจงว่า หลวงพ่ออลงกต ได้นำใบสุทธิพระ ซึ่งเทียบเท่าบัตรประชาชนทั่วไป 13 หลัก มาเปิดบัญชีธนาคารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และเมื่อปี พ.ศ. 2561 จึงได้มาใช้บริการผูกพร้อมเพย์กับธนาคารแห่งนี้

ไทม์ไลน์การแจ้งความชัดเจน

เมื่อเกิดกระแสข่าว ธนาคารได้ดำเนินการตรวจสอบย้อนหลัง และพบว่าเลข 13 หลักที่ใช้ผูกพร้อมเพย์ของหลวงพ่อฯ นั้น ตรงกับเลขบัตรประชาชนของนายอลงกต (ผู้เสียชีวิต) ทำให้ธนาคารได้อายัดบัญชีและยกเลิกการใช้พร้อมเพย์ 13 หลักดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2568

ปัจจุบัน บัญชีนี้ยังสามารถรับเงินเข้าได้แต่ไม่สามารถโอนหรือถอนออกได้ นอกจากนี้ การโอนเงินผ่านเลขพร้อมเพย์ 13 หลักนี้ก็ถูกระงับแล้ว

  • เปิดบัญชี: ปี 2540
  • ผูกพร้อมเพย์: ปี 2561
  • อายัดบัญชี: 24 ส.ค. 2568

ทั้งนี้ ตามรายงานเผยว่า นายอลงกต พลมุข ใช้บัตรข้าราชการตลอดช่วงการทำงาน ไม่เคยเป็นเจ้าของบัตรประชาชน ก่อนจะมาทำช่วงก่อนเกษียณในปี 2564 และเสียชีวิตในปี 2566

สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎหมายยังไม่ได้ห้ามการนำ “ใบสุทธิพระ” มาเทียบเท่าเอกสารประจำตัวสำหรับเปิดบัญชี แต่กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามถึงข้อเท็จจริง เช่น เลขบัตรของผู้เสียชีวิตถูกนำมายื่นสมัคร ธนาคารมีความรับผิดชอบหรือไม่

ซึ่งจากกรณีนี้ควรจะเป็นบทเรียนให้ธนาคารมีการตรวจสอบเอกสารอย่างเข้มงวด และเปิดให้มีมาตรการตรวจสอบข้อมูลผู้เสียชีวิตร่วมด้วย เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ

หากคุณเป็นเจ้าของบัญชีพร้อมเพย์ ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง และติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายทางการเงินอยู่เสมอ เพราะความไม่รอบคอบบางครั้งอาจส่งผลเสียอย่างมาก

ที่มา – ธนาคารดังแจง! เลขบัตรหลวงพ่ออลงกต ตรงกับผู้เสียชีวิตผูกพร้อมเพย์ มีไทม์ไลน์ระบุชัด

‘ดร.ตฤณห์’ ชี้สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญากรรมวิทยาสายจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ได้ออกมาให้ความเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊ก Aj. Trynh Phoraksa ถึงปรากฏการณ์ของคนที่ชอบสวมรอยเป็นคนอื่น และย้ำว่าการ สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป

‘ดร.ตฤณห์’ ชี้สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป

ในโพสต์ของเขา ดร.ตฤณห์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ความต้องการในการสวมรอยหรือการรู้สึกว่าอยากเป็นคนอื่นนั้น เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่สัญญาณของโรคทางจิตเวชในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าหากบุคคลนั้นเริ่มมีอาการเชื่อว่าตัวเองเป็นคนอื่นอย่างแท้จริง หรือเริ่มทำลายชีวิตประจำวันจากความเชื่อนั้น ก็ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจเข้าข่ายโรคทางจิตเวช

เมื่อสวมรอยกลายเป็นมิจฉาชีพ

ดร.ตฤณห์ เตือนอย่างหนักเกี่ยวกับการ ทำให้มิจฉาชีพกลายเป็นผู้ป่วยทางจิต โดยเปรียบเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ไม่ควรได้รับการอภัย ผู้ที่ใช้ความผิดปกปิดด้วยการสวมรอยเป็น “โรคจิต” เพื่อให้ผู้อื่นเอาใจ pity หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางสังคม

“การสวมรอยเพื่อหนีความรับผิด อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นอาการทางจิตเวช” ดร.ตฤณห์ ระบุ

สิ่งที่ควรระวังคือ ผู้ที่เป็นโรค Dissociative Identity Disorder หรือ Delusional Disorder จริง ต่างจากการสวมรอยเพื่อก่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากไม่แยกให้ชัดเจน อาจส่งผลต่อการรักษาผู้ป่วยจริง

  • Dissociative Identity Disorder: ภาวะที่มีตัวตนหลายตัวภายในจิตใจหนึ่งบุคคล
  • Delusional Disorder: ภาวะประสาทที่มีความเชื่อผิดๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีข้อพิสูจน์

ผู้คนควรมองข้ามสิ่งที่ดู “แปลก” น้อยลง และมองเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของแต่ละคนให้มากขึ้น การฉีกฉลากว่าเป็น “คนบ้า” เพื่อให้พ้นความรับผิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่มีความรู้ทางจิตเวช

โดยสรุป ดร.ตฤณห์ กระตุ้นให้สังคมดูแลผู้ที่มีปัญหาทางจิตจริงจัง แต่อย่าให้ความผิดกลายเป็นอาการแฝงที่ถูกปกปิดด้วยการสวมรอยทางจิตวิทยา

อย่าทำให้คนผิดกลายเป็นผู้เสียหาย!

หากคุณหรือคนรอบข้างมีพฤติกรรมที่น่ากังวลจริง ๆ สามารถขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือแพทย์เฉพาะทางได้ทันที เพื่อหาแนวทางในการดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – ‘ดร.ตฤณห์’ ชี้สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป แต่อย่าทำให้มิจฉาชีพเป็นผู้ป่วย

หนีทหารก็ว่าแย่แล้วแต่นี่สวมชื่อคนอื่นบวชพระ

กรณีของ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อผู้ประกาศข่าวชื่อดังอย่าง “นายกิตติ สิงหาปัด” เปิดเผยว่า พระดังกล่าวได้ใช้ชื่อปลอม คือ “นายอลงกต พลมุข” ในการขอบวช แทนชื่อจริงคือ “นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว”

หนีทหารก็ว่าแย่แล้วแต่นี่สวมชื่อคนอื่นบวชพระ

การใช้ชื่อปลอมในการขออุปสมบทถือเป็นเรื่องแปลก เพราะปกติแล้ว การเปลี่ยนชื่อมักเกิดจากเหตุผล 2 ข้อหลัก คือ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย หรือเป็นคำแนะนำจากพระผู้ใหญ่ แต่นายกิตติชี้ว่าในกรณีของหลวงพ่ออลงกต ชื่อเดิม “เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว” เป็นชื่อที่มีความหมายดี ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน จึงอาจมีจุดประสงค์เพื่อซ่อนตัว

ด้านกฎหมายการเกณฑ์ทหาร

ประเด็นสำคัญที่ถูกเปิดเผย คือ นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ไม่เคยเข้ารับการเกณฑ์ทหารเลย ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้ชายไทยต้องขึ้นทะเบียนในกองเกินเมื่ออายุครบ 17 ปี และต้องเข้ารับการตรวจเลือกเมื่ออายุ 21 ปี แต่กลับไม่พบชื่อของเขาในระบบราชการทหาร โดยเฉพาะในบัญชีสด.16 ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับเรียกตัวพลเกณฑ์

นายกิตติอธิบายต่อว่า กฎหมายยังกำหนดให้ความรับผิดชอบทางทหารของผู้ชายมีผลจนถึงอายุ 30 ปี หากไม่เข้ารับการจัดเกณฑ์ถือว่า หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งในอดีตอาจทำได้ง่ายเพราะระบบยังไม่ออนไลน์ แต่ในปัจจุบันสามารถดำเนินคดีได้ทันทีหากมีหลักฐาน

สิ่งที่ตามมา – เอกสารสำคัญที่หายไป

อีกหนึ่งข้อมูลที่เปิดเผยคือ บุคคลที่ไม่เคยเกณฑ์ทหารจะไม่มีเอกสารสำคัญ เช่น ใบ สด.8 หรือ สด.43 ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่สามารถสมัครงานภาครัฐหรือเอกชนได้ทั่วไป

  • กฎหมายกำหนดให้ชายไทยต้องเกณฑ์ทหารจนถึงอายุ 30 ปี
  • กรณีนี้เป็นการปกปิดตัวตนเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางทหาร
  • การใช้ชื่อปลอมบวชอาจมีความผิดทางธรรมวินัย

“นี่คือเหตุผลที่ไม่พบชื่อของเขาระบบทหาร ก่อนจะมาบวชโดยใช้ชื่อผู้อื่นแทน” นายกิตติสรุปและยืนยันว่าข้อมูลนี้ได้จากการตรวจสอบกับหน่วยงานทหารโดยตรง

เหตุการณ์นี้สร้างกระแสสนทนาอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่ทับซ้อนกันทั้งด้านกฎหมาย ศาสนา และจริยธรรม ต่างก็ตั้งคำถามว่าทำไมต้องซ่อนชื่อตัวตน และผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรทั้งทางวิชาชีพและสังคม

คุณคิดอย่างไรกับกรณีพระบวชโดยใช้ชื่อปลอมและหลีกเลี่ยงทหาร? อย่าลืมแสดงความคิดเห็นและแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วยนะครับ

ที่มา – “หนีทหารก็ว่าแย่แล้ว”แต่นี่สวมชื่อคนอื่นบวชพระ! “กิตติ”แฉพระอลงกต ซัดแรงมีหลักฐานยืนยัน

ชบาแก้วถล่ม 7-0 เข้ารอบรองฯ เจอเวียดนาม

ในฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี 2025 ที่ประเทศอินโดนีเซีย “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงไทย รุ่น 16 ปี โชว์ฟอร์มสุดแกร่งบุกถล่ม สิงคโปร์ ไป 7-0 ในเกมนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม C ที่สนามศรีเวดารี สเตเดียม

ชบาแก้วถล่ม 7-0 เข้ารอบรองฯ เจอเวียดนาม

แม้จะเพิ่งพ่ายให้ออสเตรเลีย 1-2 ในนัดแรก แต่ทีม ชบาแก้ว กลับมาฟอร์มดีในนัดที่สอง หลังจากเปิดบ้านไล่ถล่ม สิงคโปร์ ไปถึง 7-0 โดยมีผู้ทำประตูคือ พัธรมณฑ์ แสงตา ซึ่งยิงเข้าไปถึง 4 ลูก ทั้งในช่วงครึ่งแรกและครึ่งหลัง นอกจากนี้ยังมี มณฑิดา นุ่มนวล, กวินธิดา กิขุนทด และ ชาร์ล็อต แอลลารี่ ร่วมสังหารในเกมนี้ด้วย

ครึ่งแรก 3-0 จบครึ่ง 4-0

ช่วงครึ่งแรก พัธรมณฑ์ เริ่มทำลายแนวรับ สิงคโปร์ ตั้งแต่ช่วงต้นเกม โดยยิงประตูได้ในนาทีที่ 30 และ 33 ก่อนจะมาทำประตูจุดโทษในนาทีที่ 45+2 ส่งผลให้ ไทย จบครึ่งแรกนำ 3-0 อย่างสบายใจ ส่วนอีกประตูหนึ่งในช่วงหยุดครึ่งเกมช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักเตะชุดขาว

หลังพักครึ่ง พัธรมณฑ์ ยังคงร้อนแรงอยู่ เมื่อทำประตูได้อีก 1 ลูกในนาทีที่ 55 ตามด้วย มณฑิดา นุ่มนวล ในนาทีที่ 58 ส่งผลให้ไทยหนีห่างออกไปถึง 5-0 จากนั้นในนาทีที่ 85 กวินธิดา กิขุนทด ได้ซัดจุดโทษเพิ่มเป็น 6-0 และชาร์ล็อต แอลลารี่ ปิดท้ายด้วยฟรีคิกสวยๆ ในนาที 90+1 ทำให้สกอร์กลายเป็น 7-0 อย่างไร้ยับหยุด

เส้นทางเข้าสู่รอบรองฯ

หลังเอาชนะ สิงคโปร์ มาได้แบบขาดลอย ทำให้ทีม ชบาแก้ว ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ในฐานะทีมอันดับ 2 ที่ดีที่สุด โดยจะได้พานพบกับทีม เวียดนาม แชมป์กลุ่ม B ในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 15.30 น.

  • ผู้ทำประตู: พัธรมณฑ์ แสงตา 4 ประตู, มณฑิดา นุ่มนวล 1 ประตู, กวินธิดา กิขุนทด 1 ประตู และ ชาร์ล็อต แอลลารี่ 1 ประตู
  • สถานที่แข่งขัน: ศรีเวดารี สเตเดียม, อินโดนีเซีย
  • ผลการแข่งขัน: ไทย ชนะ สิงคโปร์ 7-0

ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของทีม ชบาแก้ว ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับวงการฟุตบอลหญิงไทย และเป็นขวัญกำลังใจให้กับแฟนบอลที่ติดตามทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมื่อจะได้เจอกับ เวียดนาม อีกทีมใหญ่ในรอบรองชนะเลิศ นัดสำคัญนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของสาวๆ ทีมชาติไทย

หากคุณเป็นแฟนบอลฟุตบอลหญิงหรือชื่นชอบการแข่งขันในระดับเยาวชน อย่าพลาดติดตามความเคลื่อนไหวของทีม ชบาแก้ว ในศึกรองชนะเลิศ นัดสำคัญที่จะเปลี่ยนเส้นทางของทีมไปได้อย่างยิ่งใหญ่ นัดนี้ลุ้นแน่นอน!

ที่มา – ‘ชบาแก้ว’ ถล่ม 7-0 เข้ารอบรองฯ เจอ ‘เวียดนาม’

บิ๊กเต่าดับเครื่องชน ร้องภูมิธรรมโยกย้ายไม่เป็นธรรม

กรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ บิ๊กเต่า ได้เดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเข้าพบกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยมีจุดประสงค์เพื่อรายงานผลการปฏิบัติงานในคดีสำคัญต่างๆ อย่างไรก็ตามภายหลังจากการพบเจรจาดังกล่าว พล.ต.ต.จรูญเกียรติได้เปิดเผนแพร่หนังสือร้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งระบุว่าตนเองได้รับความ ไม่เป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2568

บิ๊กเต่าดับเครื่องชน ส่งหนังสือร้องภูมิธรรม

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ปรากฏว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ได้เผยแพร่เอกสารร้องเรียนออนไลน์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย เนื่องจากเชื่อว่าการแต่งตั้งyroกย้ายที่เพิ่งผ่านมานั้นไม่เป็นธรรมกับตนเอง แม้ว่าจะมีผลงานในการจับกุมคดีสำคัญในระดับประเทศมาแล้วหลายคดีก็ตาม

หลักเกณฑ์การแต่งตั้งละเลยคุณสมบัติ

ในเนื้อหาหนังสือดังกล่าวได้ระบุว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ “คณะกรรมการฯ ละเลยถึงคุณสมบัติความรู้ความสามารถ” ของข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะกล่าวถึงบุคลากรบางนายที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ทั้งที่ไม่มีผลงานเป็นประจักษ์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่ให้หลักประกันว่าการแต่งตั้งจะต้องเน้นที่ “ความมุ่งมั่น อุทิศตน และการยึดมั่นในจริยธรรม” และวัตถุประสงค์ในการเลือกตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

  • ระบุว่าการแต่งตั้งฯ ไม่เป็นธรรมกับผู้มีผลงาน
  • ผลงานชัดเจนจากการจับกุมคดีสำคัญ
  • ร้องเรียนไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เกี่ยวกับหนังสือร้องเรียนนี้ เจ้าตัวได้ยืนยันว่าการ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย นั้นเป็นความจริง เนื่องจากมีผลงานชัดเจนในหลายคดีที่ถูกมองข้ามอย่างไม่เหมาะสม ส่งผลให้ตนไม่ได้รับการส่งเสริมหรือเลื่อนตำแหน่งที่สมควรในปีนี้

กรณีนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสในการบริหารบุคลากรในสายงานตำรวจ และเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์กร โดยเฉพาะการใช้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและไม่ลำเอียง

จากกรณีที่เกิดขึ้น สังคมควรติดตามและตรวจสอบว่าองค์กรตำรวจสามารถปฏิรูปตนเองได้เพียงใด และหลักในการเลือกคนที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งคืออะไร การตั้งคำถามอย่างเป็นระบบจะช่วยผลักดันให้ระบบราชการมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ ดับเครื่องชนส่งหนังสือร้อง ‘ภูมิธรรม’ แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลย 6 ราย คดี 2 นรต.ฝึกโดดร่มดับ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จังหวัดสมุทรสงคราม ได้อ่านคำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ในคดีที่บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกองบินตำรวจ ถูกฟ้องร้องในกรณีที่นักเรียนนายร้อยตำรวจ 2 คนเสียชีวิตจากการฝึกโดดร่ม ขณะที่อีก 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการตกลงมาจากเครื่องบินคาซ่า (CN 235) เนื่องจาก สลิงสำหรับยึดสายกระโดดร่มหลุดจากตัวยึด

ศาลอุทธรณ์ แก้คำพิพากษาคดี 2นรต.ฝึกโดดร่มดับ สั่งเพิ่มโทษ 6 จำเลย

จากคดีเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดความตายและบาดเจ็บร้ายแรง แต่ศาลอาญาภาค 7 ได้เพิ่มโทษให้จำเลยที่ 2, 3, 4, 6, 8 และ 9 ด้วยความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสมและเร่งด่วน

จำเลยที่ 6 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าช่างเทคนิคควบคุมการซ่อมอากาศยาน ถูกเพิ่มโทษเป็น 6 ปี จากเดิม 4 ปี โดยศาลมองว่ามีความผิดร้ายแรงในการไม่ติดตามหรือตรวจสอบสลิงยึดร่มที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐาน และยังไม่ดำเนินการแทนที่ด้วยสลิงที่มีคุณภาพสูงกว่าจากต่างประเทศ แม้ทราบว่าเครื่องบินลำนั้นจะถูกนำไปใช้ฝึกนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ผลกระทบจากความประมาทของเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์ในวันที่ 31 มีนาคม 2557 ยังสะท้อนถึงช่องโหว่ของระบบควบคุมคุณภาพงานซ่อมบำรุงอุปกรณ์อากาศยานที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อสลิงสำหรับยึดร่มซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ควรได้รับการทดสอบและรับรองมาตรฐานอย่างเคร่งครัด กลับถูกติดตั้งโดยไม่มีเอกสารรับรองใด ๆ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอันทรงค่าแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและสังคมโดยรวม

ส่วนจำเลยคนอื่น ๆ ก็ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในหลายประเด็น เช่น ละเว้นหน้าที่ในการตรวจสอบ การไม่โต้แย้งหรือท้วงติงตอนที่ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่ควบคุมการติดตั้งชิ้นส่วนอย่างเหมาะสม

บทสรุปในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

ศาลตัดสินว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดเป็นการละเมิดหลายกฎหมาย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 291, 300 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502

  • จำเลยที่ 2, 3 และ 4 ได้รับโทษจำคุก 5 ปี จากความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • จำเลยที่ 8 ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ด้วยความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • จำเลยที่ 9 ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ด้วยความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม สภาลมีความเห็นว่าบางจำเลยแสดงตัวแสดงความเห็นแก่การพิจารณาและได้บรรเทาโทษไปตามมาตรา 78 ของกฎหมาย โดยลดโทษเหลือ 3 ปี 4 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2, 3, 4, 8 และ 9 เหล่านี้ ทางศาลยังอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการยื่นฎีกา โดยใช้ประกันตัวคนละ 260,000 บาท

จากกรณีนี้ ประชาชนควรตระหนักว่าความปลอดภัยในทุกระดับ ไม่ว่าจะในภาคการบิน ทหาร หรือสำคัญเช่นการฝึกอบรมนักศึกษา ล้วนมีค่าใช้จ่ายในแง่ของความผิดพลาดของระบบและบุคลากร ความรับผิดชอบในฐานะผู้คุมดูแลจึงต้องถูกใส่ใจและตรวจสอบอยู่เสมอ

ที่มา – ศาลอุทธรณ์ แก้คำพิพากษาคดี 2นรต.ฝึกโดดร่มดับ สั่งเพิ่มโทษ 6 จำเลย