ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หอมถึงเขมร! แจกข้าวเหนียวทุเรียน 4 พันชุด ให้ทหาร-ตร.แนวหน้ารักษาอธิปไตยชายแดน

การมอบข้าวเหนียวทุเรียนให้แก่ทหารและตำรวจแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นการสื่อสารความห่วงใยจากประชาชนอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง ในวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่บ้านโนนดู่ ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีการจัดทำข้าวเหนียวทุเรียนน้ำกะทิส่งมอบถึงมือเจ้าหน้าที่ โดยมีพระมหาเชาว์ ฐานรโต จากที่พักสงฆ์สวนป่าพระบารมีท่านพ่อเพ็ชร ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นผู้นำคณะสงฆ์และจิตอาสาชาวเขาคิชฌกูฏ ร่วมกับชาวบ้านจากพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และจิตอาสามาด้วยกันมากกว่า 100 คน

หอมถึงเขมร! แจกข้าวเหนียวทุเรียน 4 พันชุด ให้ทหาร-ตร.แนวหน้ารักษาอธิปไตยชายแดน

กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นจุดที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ใกล้กับปราสาทเขาพระวิหาร จุดสังเกตสุดท้ายของระบบเขาพนมเดช อันเป็นเรื่องที่บางคนเรียกว่าจุดแยกแดนของไทยกับกัมพูชา คือบริเวณที่ชาวบ้านเรียกรวม ๆ ว่า ‘เขมร’ เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับกัมพูชา

การทำงานร่วมกันระหว่างศาสนาและประชาชน

สำหรับพระมหาเชาว์ ฐานรโต และคณะ ได้รับแรงผลักดันในการดำเนินกิจกรรมสังคมเช่นนี้จากการที่เห็นว่า การมอบข้าวเหนียวทุเรียนให้แก่ทหารและตำรวจแนวหน้าเป็นการสร้างความรู้สึกสามัคคี ตลอดจนแสดงออกถึงพลังของประชาชนที่พร้อมร่วมกันรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของชาติได้อย่างแท้จริง

ในการจัดทำข้าวเหนียวทุเรียน มีการนำวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานอย่างเนื้อทุเรียนสดแช่เย็นมาใช้กว่า 500 กิโลกรัม และใช้ข้าวเหนียวคุณภาพดีจำนวน 5 กระสอบ เพื่อนำมาประกอบอาหารแบบstituiçãoเฉพาะกิจ โดยตั้งเตาทำข้าวเหนียวทุเรียนถึง 10 เตา เพื่อให้ได้จำนวนพอต่อความต้องการของทหารๆ และตำรวจแนวหน้าที่เดินทางมารับของให้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือจำนวนไม่น้อยกว่า 4,000 กล่อง

  • เตรียมวัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ทุเรียนสดแช่เย็น
  • จำนวนข้าวเหนียวมากถึง 5 กระสอบ
  • ตั้งเตาทำอาหาร 10 เตาเพื่อปรุงอาหารให้เร็ว
  • นำไปส่งหน้าฐานอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
  • จำนวนกล่องอาหารที่เตรียมไว้กว่า 4,000 กล่อง

กิจกรรมนี้ยังพ่วงกับการผูกข้อไม้ข้อมือให้ทหารและตำรวจเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรจากฌาน สมาธิ และพลังบุญจากชาวบ้านพุทธ izzardic พลังบุญ และ นมัสการจิตใจ ต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยที่มีเจ้าหน้าที่หลายรายมารับว่า “รู้สึกตื้นตันใจมากจากการที่มีประชาชนนึกถึงเราแบบนี้” ด้วยความจริงใจในการปฏิบัติหน้าที่

บทสรุปของความบริสุทธิ์ใจในหน้าที่

การพากเพียรในการเตรียมข้าวเหนียวทุเรียนน้ำกะทิในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจแน่วแน่ของผู้มีจิตศรัทธาหลายดวง ในการให้ในรูปแบบของความห่วงใยและความรัก โดยไม่คาดหวังผลตอบแทนใด ๆ กลับ และส่งมอบไปพร้อมกับใจแทนเสียงการกระตุ้นขวัญกำลังใจที่แท้จริง เช่นเดียวกับน้ำใจและศรัทธาอัน หอมถึงเขมร! ซึ่งแฝงไว้ในทุก ๆ คำ อร่อยในทุกไว้ เข้มข้นและลึกซึ้งจนทะลุหัวใจ

หากคุณยังไม่มีโอกาสลองเมนูอาหารทะเลไทยในรูปแบบจานแปลกใหม่ อยากเชิญชวนให้ลองสัมผัส หอมถึงเขมร! กิจกรรมฉลองปฏิทินสายวัฒนธรรมไทยไม่ว่าจะผ่านโทรศัพท์มือถือทางโซเชียลมีเดีย หรือทางช่องทางใดก็ตาม และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านรสชาติของอาหาร วัฒนธรรมอาหารของเรานั้นคือสะพานเชื่อมสองข้างฝั่ง หรือในที่นี้อาจเป็นสะพานเชื่อมต่อหัวใจในراءดอนสาย

ที่มา – หอมถึงเขมร! แจกข้าวเหนียวทุเรียน 4 พันชุด ให้ทหาร-ตร.แนวหน้ารักษาอธิปไตยชายแดน

ปากช่องเตรียมคึกคัก เริ่มงาน ‘เทศกาลกินปลาลำตะคอง68’ วันที่ 1 ก.ย.นี้

เร็วๆ นี้ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จะเป็นที่แห่งความคึกคักของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 7 กันยายน 2568 ที่บริเวณริมเขื่อนลำตะคอง บ้านท่างอย เพราะเตรียมจัดงาน เทศกาลกินปลาลำตะคอง 68 ครั้งที่ 4 อย่างยิ่งใหญ่

เทศกาลกินปลาลำตะคอง 68 สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายไพรัตน์ อินทร์ปัญญา นายอำเภอปากช่อง พร้อมด้วยนายสมปอง รอดตุ่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจันทึก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แถลงเปิดงาน “เทศกาลกินปลาลำตะคอง 68” ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการส่งเสริมรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้าน โดยอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตาข่าย ลอบ และแห เพื่อจับปลาในเขื่อนลำตะคองได้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป

พร้อมลุ้นปลาบึกขนาดใหญ่

นายชูศักดิ์ จงงาม ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กรมประมงได้ปิดเขื่อนลำตะคองมานานถึง 4 เดือน เพื่อให้ปลามีโอกาสวางไข่และขยายพันธุ์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนปีนี้จะไม่มากนัก แต่ยังมีปลาให้จับมากมาย รวมถึงมีพื้นที่สงวนห้ามจับสัตว์น้ำกว่า 755 ไร่ เป็นแหล่งขยายพันธุ์ของปลาบึกและปลาหลายชนิดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

ปลาที่จับได้ในระหว่างเทศกาล จะถูกจัดจำหน่ายที่แผงลอยริมถนน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อปลาสดๆ ไปประกอบอาหารกันเอง ข้อดีของกิจกรรมนี้คือสร้างอาชีพเสริมดีๆ ให้ชาวบ้านในพื้นที่ และเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

กิจกรรมมันส์ภายในงาน

ภายในงานยังอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อาทิ การประกวด “ธิดาปลาลำตะคอง” ซึ่งเป็นการประกวดผู้หญิงผู้งามและมีความน่ารักจากท้องถิ่น การแข่งขัน “จับปลาขนาดใหญ่” ที่ใครจับได้จะได้รับรางวัลพิเศษ การแสดง “ลูกบอลลูนยักษ์” ที่ดึงดูดสายตา และยังมี “มหรสพต่างๆ” ให้เพลิดเพลินตลอดระยะเวลาจัดงาน

  • วันที่จัดงาน: 1 – 7 กันยายน 2568
  • สถานที่: ริมเขื่อนลำตะคอง บ้านท่างอย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
  • กิจกรรมหลัก: จับปลา จำหน่ายปลาสด ประกวดความงาม
  • จุดขายพิเศษ: ปลาบึกและปลาพื้นบ้านหลากหลายชนิด

งาน เทศกาลกินปลาลำตะคอง 68 ถือเป็นกิจกรรมประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนอำเภอปากช่องอย่างต่อเนื่อง ผ่านการให้สัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบใกล้ชิดธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งและรักการประมง

ถ้าคุณยังไม่มีแพลนเที่ยวในช่วงกันยายน ลองมาพักผ่อนที่ปากช่องและเข้าร่วมงานดีๆ แบบนี้ดูสิ จะช่วยสร้างความทรงจำดีๆ และยังได้เป็นกำลังใจให้ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย

ที่มา – ปากช่องเตรียมคึกคัก เริ่มงาน ‘เทศกาลกินปลาลำตะคอง68’ วันที่ 1 ก.ย.นี้

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม อพยพประชาชนแล้วกว่า 586,000 คน

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม และกลายเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดมีรายงานว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิได้เข้าสู่พื้นที่ตอนกลางของเวียดนามเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องดำเนินการอพยพประชาชนจำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนามรายงานว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางที่ประมาณ 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีทิศทางพัดเข้าหาพื้นที่ทางตอนกลางของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระหว่างจังหวัดเหงะอานและจังหวัดห่าติ๋ญ ซึ่งส่งผลให้ความเร็วลมโดยทั่วไปอยู่ที่ 10-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม อพยพประชาชนแล้วกว่า 586,000 คน

เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ โดยรัฐบาลเวียดนามได้ประกาศอพยพประชาชนจำนวนกว่า 586,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อป้องกันความเสียหายและการสูญเสียชีวิต ทั้งนี้ยังมีการระงับบริการของสนามบินในจังหวัดทัญฮว้าและกว๋างบิ่ญอย่างไม่มีกำหนด เพื่อความปลอดภัยของเครื่องบินและการเดินทาง

ผลกระทบต่อการบินและการคมนาคม

เนื่องจากไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ส่งผลให้เกิดลมพายุที่มีความรุนแรง ส่งผลให้หลายสายการบินภายในประเทศ เช่น เวียดนาม แอร์ไลน์ส และเวียตเจ็ท ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก 乘客因此受困而暫時無法出行。此外,多地交通運輸也受到嚴重影響,陸路與鐵路運輸部分路段中斷,令救援工作變得更加困難。

อีกทั้งยังมีการรายงานว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เป็นพายุลูกที่ 5 ที่พัดผ่านเวียดนามในปีนี้ หลังจากเคยมีพายุอื่นๆ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ทั้งในด้านชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจ โดยได้รับรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตและสูญหายแล้วกว่า 100 ราย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 681.52 ล้านบาท)

เป็นที่น่ากังวลว่าหากพายุยังคงเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้นอีก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ และดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านการอพยพ การสื่อสาร และการจัดหาทรัพยากรสำหรับประชาชน

หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นในอนาคต ควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมในด้านสิ่งของจำเป็นและแผนการอพยพหากจำเป็น

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม อพยพประชาชนแล้วกว่า 586,000 คน

‘No Drugs NoDealers’ จับพระฉี่ม่วง 5 ราย ที่วัดดังสุพรรณบุรี

โครงการ ‘No Drugs NoDealers’ ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ได้บุกตรวจสอบวัดในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หลังมีการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีพระบางรูปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของชุมชน

‘No Drugs NoDealers’ เร่งตรวจสอบวัดในพื้นที่อำเภอเมือง

นายแผน สุขแสวง นายอำเภอด่านช้าง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตรวจสอบวัดใน 2 แห่งภายในอำเภอ โดยวัดแรกตั้งอยู่ในตำบลด่านช้าง หลังพบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระในวัดที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชน

พบพระฉี่ม่วง 5 ราย พาช่างเขียนสีไปบำบัด

ผลการตรวจสอบพบว่า วัดแห่งแรกมีพระสงฆ์จำพรรษาทั้งสิ้น 6 รูป ซึ่งจากการตรวจปัสสาวะ พบว่ามีสารเสพติดในร่างกายถึง 2 รูป และในอีกวัดหนึ่งที่ตำบลวังคัน พบพระสงฆ์ 7 รูป ที่มีสารเสพติดถึง 3 ราย นอกจากนี้ยังมีช่างเขียนสีที่พักอาศัยอยู่ในวัด ซึ่งตรวจพบสารเสพติดเช่นกัน

ทั้ง 5 รายที่พบว่าเสพยา ได้ยอมรับความผิดและมีความร่วมมือในการรักษา จึงได้รับการพาลาสิกขา และส่งตัวเข้าสู่ระบบ CBTX (Community Based Treatment with Xanax) เพื่อรับการบำบัดภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลด่านช้างอย่างใกล้ชิด

  • พระที่พบสารเสพติดในร่างกาย = 5 ราย
  • ช่างเขียนสีมีพฤติกรรมผิดปกติ = 1 ราย
  • ทั้งหมดได้เข้ารับการบำบัดเรียบร้อย

แนวทางป้องกันและกำจัดยาเสพติดแบบมีส่วนร่วม

หนึ่งในเป้าหมายหลักของแคมเปญ ‘No Drugs NoDealers’ คือการส่งเสริมให้เกิดชุมชนปลอดยาเสพติด ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การรายงาน และการสนับสนุนคนเสพในการเข้ารับการรักษา

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการให้ความรู้แก่พระภิกษุสงฆ์เกี่ยวกับโทษของการเสพยาเสพติด เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้มีจิตศรัทธาและสังคมโดยรวม

เพื่อเสริมสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากรถพิษ พลเมืองควรร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เช่น การแจ้งเบาะแสผ่านศูนย์ดำรงธรรม หรือทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในการติดตามกลุ่มเสี่ยง

โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมไทยไร้ยาเสพติด และสร้างสรรค์พื้นที่บริสุทธิ์เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ

ที่มา – ‘No Drugs NoDealers’ บุก2วัดดังสุพรรณบุรี จับสึก 5 พระฉี่ม่วงส่งบำบัด

แม่ทัพภาค2 ลั่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะรอบ2 หรือไม่ขึ้นอยู่ ‘ผู้นำเขมร’

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “เรื่องจริงจากชายแดน” เปิดเผยภาพความเป็นจริงและแผนการป้องประเทศในภาวะความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา

แม่ทัพภาค2 ลั่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะรอบ2 หรือไม่ขึ้นอยู่ ‘ผู้นำเขมร’

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบก่อน เป็นผลจากการที่ไทยยืนยันขอบเขตในบริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับกองทัพกัมพูชา ส่งผลให้มีความปะทะทางทหารเกิดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน

“การที่เราปิดปราสาทตาเมือนธม เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้จะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของทหารไทยที่เสียสละ และประชาชนในบริเวณดังกล่าวที่ต้องประสบความเดือดร้อน แต่สิ่งที่ได้มา ก็คือดินแดนหลายตารางกิโลเมตรที่เราเรียกร้อง” พล.ท.บุญสิน กล่าว

เตรียมรับมือตามสถานการณ์

ท่านเน้นย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนั้น ไม่ใช่จากอารมณ์ แต่ผ่านการวางแผนละเอียด มีการประเมินสถานการณ์ทุกมิติ และพร้อมปฏิบัติตามภารกิจของรัฐในเวลาใดก็ตาม เพื่อปกป้องดินแดนและประชาชน

“ทุกอย่างอยู่ในนโยบายของรัฐบาล ถ้าการเจรจาไปแล้วเสียเปรียบชาติ หรือเสียดินแดน เราก็ต้องยืนยัน ไม่ยอมรับ แต่ถ้าเขาไม่สร้างความขัดแย้ง ไทยก็พร้อมคุยกันแบบสงบได้” ท่านกล่าวอย่างหนักแน่น

  • แม่ทัพภาค2 เผย สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชา
  • เตรียมพร้อมตอบโต้หากมีความก้าวร้าวหรือการกระตุ้นเข้ามา
  • ยืนยันว่าทหารไทยพร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ ในทุกสถานการณ์

ท่านให้ข้อมูลว่า แม้ตอนนี้จะใกล้ถึงวันเกษียณ แต่ยังคงมีความพร้อมในการดูแลและป้องกันชายแดนอย่างเต็มที่ หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ทหารไทยก็สามารถลงพื้นที่และปฏิบัติการได้ทันที

จากคำถามเรื่องโอกาสที่จะเกิดความปะทะครั้งที่สองในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ผู้นำของกัมพูชา” หากเขามีแนวโน้มก้าวร้าว หรือสร้างความเคลื่อนไหวที่จะเข้ามายั่วยุ ประเทศไทยก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ด้วยความจำเป็นเช่นกัน

“เราจะทำในสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน ถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายก่อความไม่สงบ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ท่านสรุป

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค2‘ลั่นชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะรอบ2 หรือไม่ขึ้นอยู่ ‘ผู้นำเขมร’

กกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.ก่อนเคาะเลือกตั้งศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รายงานความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดเลือกตั้ง ส.ส. เขต 5 จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ โดยการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และความพร้อมในพื้นที่

กกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.ก่อนเคาะเลือกตั้งศรีสะเกษ

ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานความมั่นคง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษ ณ ศาลากลางจังหวัด ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าทุกภาคส่วนพร้อมให้การสนับสนุนสำหรับการจัดการเลือกตั้ง และพื้นที่เขตเลือกตั้งไม่ได้รับความเสียหาย ประชาชนกลับสู่ภูมิลำเนาแล้ว และสามารถหาเสียงได้ตามปกติ

สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม จังหวัดศรีสะเกษยังไม่สามารถประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวพ้นจากสถานะพื้นที่ประสบภัยจากบุคคลภายนอกประเทศได้ เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูและเยียวยายังไม่แล้วเสร็จ แม้สถานการณ์โดยรวมจะเริ่มคลี่คลาย แต่แนวชายแดนไทย-กัมพูชารวมถึงจังหวัดอุบลราชธานีถึงสระแก้วยังคงมีความอ่อนไหวและมีปัจจัยยั่วยุที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทางคณะกรรมการจึงได้มอบหมายให้นายเอกฤกษ์ พร้อมชัยอนันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษประสานงานกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 68 ณ ด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะมากมาย

ผลจากการประชุมดังกล่าวจะถูกนำมาประกอบการพิจารณากำหนดวันออกเสียงเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย มีเสถียรภาพ และเป็นไปตามหลักสุจริตและเที่ยงธรรม

ความพร้อมทั้งด้านความมั่นคงและการเมืองในพื้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดวันการเลือกตั้งที่ปลอดภัย ซึ่งกกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค. เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิ์เสียงอย่างมีประสิทธิภาพและตามกระบวนการประชาธิปไตย

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหลักของประชาธิปไตยที่ต้องคำนึงถึงความพร้อมและสภาพแวดล้อมทางการเมือง ดังนั้นการประกันความปลอดภัยและการจัดการที่โปร่งใสจึงเป็นเป้าหมายหลักในการจัดเลือกตั้งครั้งนี้

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่และพรรคการเมืองควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและรองรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ภายหลังคณะกรรมการมีมติหลังผลประชุม RBC

สรุป: การเลือกตั้งใหม่จะถูกกำหนดอย่างรอบคอบเพื่อความเรียบร้อยและปลอดภัยของประชาชน ซึ่งการกกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.จะเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจเพื่อเปิดฉากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรมในจังหวัดศรีสะเกษ

ที่มา – กกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.ก่อนเคาะเลือกตั้งศรีสะเกษ

1 ต.ค. อาจไม่ได้ใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท รอการผ่านกฎหมาย

ตามรายงานล่าสุด นางมนพร เจริญศรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ในการนำ รถไฟฟ้า 20 บาท มาใช้ให้ทั่วทุกสาย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุดระบุว่า การดำเนินการนี้อาจล่าช้า หลังจากกระบวนการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ยังไม่สามารถผ่านการอนุมัติได้โดยตรง

1 ต.ค. อาจไม่ได้ใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท รอการผ่านกฎหมาย

กฎหมายที่รอการพิจารณา ได้แก่ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งหากยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลต่อการเริ่มใช้ รถไฟฟ้า 20 บาท อย่างเป็นทางการ การล่าช้าในขั้นตอนนี้อาจทำให้ต้องเลื่อนวันที่เริ่มใช้มาตรการออกไปอีกประมาณ 1 เดือน

ปรับแผนสายสีแดงและม่วง

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ได้มีมติเห็นพ้องว่า ให้มาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาท ที่สายสีแดงและสีม่วง ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่พฤศจิกายน 2566 สิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการใหม่ร่วมกับระบบรถไฟฟ้าทุกสายในช่วงระยะเวลา 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 อย่างไรก็ตาม การล่าช้านี้อาจส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการตามกำหนดการได้ตามแผน

นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี兼รัฐมนตรีคมนาคม ได้รับรายงานจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้งบประมาณกลางเพื่อชดเชยผู้ประกอบการ แต่ได้มีมติระบุว่า ขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้ งบกลาง มาชดเชย ด้วยเหตุที่สถานการณ์ยังไม่เร่งด่วนมากนัก

รอขั้นตอนพิจารณากฎหมายเสร็จสิ้น

กระทรวงคมนาคมจึงได้เร่งดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และหากผ่านแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนออกกฎหมายจริง ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง หากเทียบกับกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องเริ่มมาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาท วันที่ 1 ตุลาคม 2568 อย่างแน่นอน ขณะนี้มีลุ้นว่าจะต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไปอีก

ในขณะนี้กระทรวงคมนาคมยังคงประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผน B กรณีที่ไม่สามารถเริ่มใช้มาตรการได้ตามกำหนด การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนที่ต้องเดินทางโดยรถไฟฟ้าทุกวัน เพื่อให้สามารถวางแผนเดินทางได้อย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทาง การคมนาคม และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างใกล้ชิด คลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

ที่มา – 1 ต.ค. มีแววไม่ได้ใช้ “รถไฟฟ้า 20 บาท” รอกฎหมายคลอดอีกนาน “งบกลาง” ชดเชยไม่ได้

สุกี้ตี๋น้อยเริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่พรุ่งนี้!!

ในวงการอาหารสไตล์สุกี้และชาบูที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.3 หมื่นล้านบาทนั้น การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นมาก “สุกี้ตี๋น้อย” หนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากกลุ่มลูกค้าของสายกินสุกี้และชาบู กำลังขยับขยายอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง และพรุ่งนี้ (26 ส.ค. 2568) จะมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่างเป็นทางการ

สุกี้ตี๋น้อยเริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่

ย้อนกลับไป “สุกี้ตี๋น้อย” เริ่มต้นก่อตั้งเมื่อปี 2561 โดยมีจุดขายเด่นที่ราคาคุ้มค่าเพียง 199 บาทต่อหัว พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 05.00 น. ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่มีชีวิตยุ่งเหยิง และทำให้แบรนด์นี้โดดเด่นจนสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การบริหารของบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด และการนำทัพของ “เฟิร์น – นัทธมน พิศาลกิจวนิช” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลักของสุกี้ตี๋น้อย แบรนด์นี้สามารถเติบโตได้ถึงแม้จะเผชิญวิกฤตโควิด-19 โดยสิ้นปี 2567 มีสาขาเพิ่มขึ้นถึง 78 สาขา มียอดรายได้รวม 7,075 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท

แผนการขยายธุรกิจที่ยั่งยืน

ในช่วงปีแรกของปี 2568 “สุกี้ตี๋น้อย” เปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีก 11 สาขา และมีแผนเปิดอีก 10 สาขาในครึ่งปีหลัง สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การเติบโตที่มีความมั่นคงและแม่นยำไม่แพ้การวางตำแหน่งตลาด

นอกจากนี้ “ตี๋น้อย” ยังขยายอาณาจักรอาหารสู่แบรนด์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น ตี๋น้อยบาร์บีคิว และ ร้านข้าวแกงตี๋น้อยปันสุข ที่มุ่งเน้นการเสิร์ฟอาหารอร่อย-ราคาไม่แรง ให้เข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่น่าจับตามองในพรุ่งนี้คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุดของตี๋น้อย โดยจัดงานเปิดที่ร้าน “Ho Kitchen” ซึ่งเป็นภัตตาคารอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง ซึ่งถือเป็นการขยายแนวคิดในด้านอาหารรูปแบบใหม่ที่ตี๋น้อยเลือกนำไปทดลอง เพื่ออนาคตของกลุ่มธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รูปแบบใหม่ของแบรนด์ที่จะเปิดตัวนั้น เผยเบาบางเพียงว่ามีเอกลักษณ์ของตี๋น้อยอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ของลูกค้า คุณภาพวัตถุดิบ ราคาที่เข้าถึงง่าย และความเด็ดของรสชาติ ที่ผ่านมามานึกถึงสุกี้ตี๋น้อยก็ไม่มีใครบ่น แล้วถ้าเพิ่มความอร่อยแบบจีนๆ ลงไปด้วยล่ะ?

วันนี้ “สุกี้ตี๋น้อย” ไม่เพียงเป็นแบรนด์อาหารที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจร้านอาหารที่ปรับตัว และเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ เส้นทางการเติบโตของตี๋น้อยทั้งในรูปแบบแบรนด์หลักและร้านร่วมธุรกิจนั้น ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบรนด์ตี๋น้อยยังคงเดินหน้าสร้างอาณาจักรอาหารที่ใหญ่ยิ่งขึ้น และรอไม่นาน ยังมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นอีกแน่นอน

พรุ่งนี้ก็อย่าลืมจับตาดู “สุกี้ตี๋น้อยเริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่” ให้ร้อนแรงอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘สุกี้ตี๋น้อย’เริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่พรุ่งนี้!!

ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ก.ค.68 โต 11%

ประเทศไทยประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เมื่อมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดย ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ซึ่งเกิดจากความตื่นตัวของนักลงทุนที่ต้องการปิดดีลก่อนวันหมดเขตมาตรการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ

ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนกรกฎาคมมีมูลค่าถึง 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 928,342 ล้านบาท กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าเวลาจะใกล้หมดเขตกฎหมายฟุตบาทที่สหรัฐฯ จะควบคุมสินค้านำเข้าจากไทย ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งช้อปเพื่อป้องกันผลกระทบจากการถูกเก็บภาษีสูง

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนว่าจะสามารถเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ได้อย่างลุล่วง และพร้อมมีมาตรการช่วยเหลือหากเกิดปัญหาด้านภาษีในอนาคต เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจส่งออกกลับมาอีกครั้ง

ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมคงที่เกินดุล 3 เดือนซ้อน

ผลที่ตามมาคือดุลการค้าไทยเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยมียอดเกินดุลในเดือนกรกฎาคมที่ 322.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดส่งออกโดยรวมใน 7 เดือนแรกของปี 2568 เติบโต 14.4% แม้จะไม่รวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย

  • ส่งออกเดือน ก.ค. = 28,580.7 ล้านดอลลาร์ (+11%)
  • นำเข้า = 28,258.6 ล้านดอลลาร์ (+5.1%)
  • เกินดุล = 322.1 ล้านดอลลาร์

สำหรับกลุ่มสินค้าที่เติบโตมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ มีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ยังขยายตัวแม้ตลาดแข่งขันสูง เช่น ผลไม้สด, ไก่แช่แข็ง และหม้อแปลงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางประเภทก็ยังเผชิญความท้าทาย เช่น ยางพาราที่เหยียบเบรกหดตัว 19.9% และสินค้าแปรรูปจากไม้ที่ยังหดตัวต่อเนื่อง

เหตุผลสำคัญของการขยายตัวในครั้งนี้เกิดจากการตั้งตารอสินค้าสหรัฐฯ ก่อนจุดเริ่มต้นของมาตรการภาษีใหม่ รวมถึงความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากภูมิภาคได้ นี่คือเครื่องการันตีขีดความสามารถที่บ้านเราสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์โลกได้ดี

หากคุณเป็นธุรกิจส่งออก หรือกำลังมองหาโอกาสลงทุนในกลุ่มสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรม การเติบโตอย่าง ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ในช่วงนี้ อาจเป็นเครื่องชี้ว่าตลาดไทยสามารถเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

ที่มา – ส่งออก โตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ก.ค. 68 โต 11% โต 13 เดือน ดุลการค้าบวกต่อ

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับกรมการศาสนา และสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับนายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถวายพระกุศล และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทย ตั้งแต่พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนถึงการเสด็จสำเภาท่องเที่ยวเพื่อเป็นกำลังใจแก่ประชาชนทั่วประเทศในช่วงสถานการณ์พิเศษ

หลักธรรมของพระพุทธมนต์บทโพชฌังคปริตร

นายประสพ เรียงเงิน กล่าวต่อว่า การเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ มีที่มาตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเชื่อกันว่ามีอานุภาพในการทำให้ผู้ป่วยทรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เป็นหลักธรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ปัญญา” ที่สามารถบำบัดจิตใจ และส่งผลให้กายมีสุขภาพแข็งแรง

อีกทั้งพระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเรื่องโพชฌงค์แก่พระอรหันต์ทั้งสองท่าน คือ พระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะ ท่านทั้งสองได้ทรงหายจากอาการป่วย และเมื่อพระองค์ทรงประชวร พระจุนทเถระก็ได้แสดงธรรมดังกล่าวเพื่อถวาย ซึ่งช่วยให้พระอาการทุเลาลง

ดังนั้น สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป การหมั่นเจริญพระพุทธมนต์บทนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อกลบันดาลสิ่งอื่น แต่เป็นการปลูกฝัง “ปัญญา” ซึ่งหมายถึงการฝึกจิตใจให้ใสสะอาด มีสติ มีสัมปชัญญะ จิตใจที่เข้มแข็งนี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจของมนุษย์ได้อย่างมั่นคง

  • จิตใจเข้มแข็ง = ส่งผลดีต่อร่างกาย
  • ปัญญาตรงกับธรรม = ช่วยรมณีย์จิต
  • การเจริญพระพุทธมนต์ = การปฏิบัติตามหลักธรรมที่มีประโยชน์

พิธีดังกล่าวเป็นกิจกรรมสร้างจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำจิตใจให้สุกใสผ่านการร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจจากสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มีความสงบและมีสุขภาวะที่ดีขึ้น

หากคุณต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกุศลงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ สามารถฝึกทำจิตใจให้สงบ หมั่นสวดมนต์ หรือเจริญพระพุทธมนต์บท ‘โพชฌังคปริตร’ เพื่อตั้งมโนธรรมไว้ในใจอย่างถาวร

ที่มา – วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’