ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ศาลสูงสุดอินเดียแก้คำสั่งกำจัดสุนัขจร ในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า ศาลสูงสุดของอินเดียได้มีมติแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการสุนัขจรจัดในกรุงเดลีและพื้นที่โดยรอบ หลังจากเดิมคำสั่งถูกตัดสินว่า “รุนแรงเกินไป” ศาลจึงได้กำหนดแนวทางใหม่ในการจัดการสุนัขจรจัดในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

ศาลสูงสุดอินเดียแก้คำสั่งกำจัดสุนัขจร ในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

ภายใต้คำสั่งใหม่ สุนัขจรจัดที่ถูกจับจากท้องถนนในกรุงเดลีและเขตปริมณฑล ควรถูกนำไปปล่อยในพื้นที่เดิม แต่ต้องผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันก่อน เพื่อควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและลดความเสี่ยงจากโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งถือเป็นการเข้าใจในธรรมชาติของสัตว์ และยังคงรักษาความปลอดภัยของประชาชนไว้ด้วย

ข้อห้ามในการปล่อยสุนัขกลับสู่ชุมชน

แม้จะเป็นคำสั่งที่มีความเอื้ออาทรต่อสุนัขจรจัดอยู่บ้าง แต่ศาลสูงสุดอินเดียได้ระบุชัดเจนว่า ห้ามนำสุนัขที่ติดเชื้อ สงสัยว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้า หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวกลับไปปล่อยในพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยของมนุษย์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการแพร่กระจายของโรค

นอกจากนี้ ศาลยังได้เสนอแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการช่วยเหลือสุนัขจรจัดอย่างยั่งยืน คือ การห้ามประชาชนให้อาหารสุนัขบนท้องถนน และจะมีการจัดตั้งพื้นที่เพื่อให้อาหารโดยเฉพาะในแต่ละเขต วิธีนี้ช่วยลดการรวมกลุ่มของสุนัขในพื้นที่หนาแน่นและลดผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตรายสูง โดยเชื้อไวรัสจะถูกส่งต่อจากสุนัขกัด และสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปีละมีผู้เสียชีวิตกว่า 60,000 คนทั่วโลก และ 36% ของจำนวนดังกล่าวเกิดขึ้นในอินเดีย ดังนั้นการจัดการกับปัญหาสุนัขจรจัดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

คำสั่งใหม่นี้ถือเป็นก้าวแรกของอินเดียในด้านอนุรักษ์สัตว์ในเมือง ที่ยังคงคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนด้วย ด้วยการใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นและดูแลมวลชนสัตว์อย่างมีระบบ คาดว่าจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อจากการกัดของสุนัข และลดอัตราการเสียชีวิตได้ในระยะยาว

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัตว์จรจัดและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร เราทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสะอาด ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิของสัตว์อีกด้วย

ที่มา – ศาลสูงสุดอินเดียแก้คำสั่งกำจัดสุนัขจร ในเมืองหลวงและย่านชานเมือง

การบินไทย แฮปปี้! Network Airline ดันรายได้-ผู้โดยสารเพิ่ม

หลังจากที่ การบินไทย เริ่มเปิดกลยุทธ์ Network Airline หรือสายการบินที่เน้นการเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางการบิน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฮับกลาง พบว่ากลยุทธ์นี้ส่งผลดีต่อผลประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทฯ รายงานผลประกอบการที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์

การบินไทย แฮปปี้! Network Airline ดันรายได้-ผู้โดยสารเพิ่ม

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สัดส่วนผู้โดยสาร Network เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ทั้งรายได้และปริมาณผู้โดยสารของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการช่วงเวลาการใช้เครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การบินไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นกว่าเดิม

เครื่องบินใหม่เสริมทัพ 18 ลำในปีหน้า

ความสำเร็จของกลยุทธ์ Network Airline ยังส่งผลดีต่อภาพรวมของสายการบิน โดยแผนการจัดหาเครื่องบินลำใหม่กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ในฤดูหนาวปีหน้าหรือช่วงต้นปี 2569 การบินไทยจะรับมอบ เครื่องบินแอร์บัส 321neo จำนวน 2 ลำ รวมไปถึง โบอิ้ง 787-9 อีก 1 ลำ และในปีเดียวกันจะทยอยรับมอบอีก 15 ลำ เพิ่มเติม ส่งผลให้สิ้นปี 2569 จะมีทั้งหมด 96 ลำ

เครื่องบินใหม่เหล่านี้จะถูกนำไปเสริมความแข็งแกร่งในเส้นทางระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ที่มีแนวโน้มการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

  • เครื่องบินรุ่นแอร์บัส 321neo – จำนวน 2 ลำ
  • เครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 787-9 – จำนวน 1 ลำ
  • เครื่องบินรุ่นอื่น ๆ อีก 15 ลำ

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ การบินไทยคาดการณ์ว่าจะได้รับ โบอิ้ง 787 จำนวน 45 ลำ โดยจะทยอยรับมอบตั้งแต่ปี 2571 เบื้องต้นประมาณ 9 ลำในล็อตแรก โดยเครื่องบินจะถูกใช้งานในเส้นทางที่มีความต้องการสูงสุด เช่น อินเดีย ฮ่องกง จีน และจุดเชื่อมต่อภายในประเทศอย่างภูเก็ต

ทั้งนี้ การบินไทยยังได้ออกออเดอร์เพื่อใช้สิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติมอีก 35 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการขยายขีดความสามารถทางธุรกิจในระยะยาว

กลยุทธ์ Network Airline ไม่เพียงแต่ทำให้ การบินไทย แฮปปี้กับรายได้และจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นฐานรากสำคัญในการเคลื่อนไหวของสายการบินในอนาคต การลงทุนในเครื่องบินรุ่นใหม่และการวางผังการบินที่มีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ ‘นกใหญ่ในฟ้าไทย’ กลับมาเป็นผู้นำในวงการการบินอีกครั้ง

ที่มา – “การบินไทย” แฮปปี้! Network Airline ดันรายได้-ผู้โดยสารเพิ่ม ปีหน้าเครื่องบินใหม่เสริมทัพ 18 ลำ

โซเชียลอัพเดท… ตอกย้ำความร่วมมือธุรกิจในประเทศ

ข่าวสารความร่วมมือทางธุรกิจและการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ หรือภาคเศรษฐกิจโดยรวม บทความนี้เราจะพาไปย้อนดูภาพความร่วมมือและนวัตกรรมล่าสุดจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผ่านหัวข้อ “โซเชียลอัพเดท” ในแบบเรียลไทม์

โซเชียลอัพเดท…ด้านการเงินและซัพพลายเชน

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ตอกย้ำความเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยร่วมมือกับ DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ในการสนับสนุนบริการซัพพลายเชนโซลูชันและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งรวมถึง Corporate Card เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในธุรกิจยานยนต์และน้ำมันหล่อลื่นที่ DKSH รับผิดชอบด้วย

ธุรกิจ การเงิน และการจัดการสินค้าคงคลัง

ในการร่วมมือครั้งนี้ ทีทีบีนำเสนอโซลูชันครบวงจรที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจของ DKSH ทั้งด้านการชำระเงิน การบริหาร cash flow และ.Short-term credit facility ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลใหม่ที่ทุกธุรกิจต้องสามารถบริหารได้แบบ real-time มากขึ้น

โซเชียลอัพเดท…จากภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความประทับใจคือ COSMAX (ประเทศไทย) ที่ร่วมมือกับ aCommerce Group ในการเปิดตัวแบรนด์ ‘YOUTHLABO’ ภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, K-Science Inside” สะท้อนศักยภาพของโรงงาน COSMAX ที่นำเสนอความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สกินแคร์สู่ระดับโลก)

ความร่วมมือระหว่างสตรีทฟู้ดกับอนาคต

ในขณะเดียวกัน นายสมเจตน์ ปัญจวัฒนางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์ ฟูดส์ จำกัด เปิดโอกาสให้กลุ่ม “LANNA FUTURE FOOD” เข้าเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาธุรกิจอาหาร โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเข้าสู่ตลาด Food For Future ซึ่งถือเป็นความริเริ่มที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปสู่โอกาสระดับโลก

โซเชียลอัพเดท… ภาคเกษตรกรรมและสุขภาพ

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด และ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ร่วมกันจัดกิจกรรม “ฟิวส์เดย์ ฟิลแรลลี่” เพื่อเปลี่ยนอาชีพชาวนาแบบดั้งเดิม ให้ก้าวเป็น ‘ชาวนามืออาชีพ’ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีในการปลูกข้าว และระบบจัดการฟาร์มแบบมืออาชีพ

สุขภาพ กับศูนย์การแพทย์ชั้นนำ

อย่าง บมจ.เอกชัยการแพทย์ ที่เพิ่งเปิด “เอกชัยคาร์ดิโอวาสคูลาร์ เซ็นเตอร์” หลังลงทุนกว่า 40 ล้านบาท โดยมุ่งเป้าปีนี้จะรักษาผู้ป่วยกว่า 480 ราย และสร้างรายได้ถึง 90 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ EKH ในการเติบโตในภาคบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของ โซเชียลอัพเดท ในรอบสัปดาห์ ที่สะท้อนถึงโอกาสต่าง ๆ ที่สานต่อจากการร่วมมือเฉพาะกิจ ไปสู่การเติบโตจริงของภาคธุรกิจในรูปแบบยั่งยืน และกลางกระแสที่กระจายออกไปทุกภาคส่วน หากคุณมีข่าวดี อยากแชร์สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการของคุณ อย่าลืมส่งมาที่ [email protected] ได้เลย!

ที่มา – โซเชียลอัพเดท…

แจ้งจับ ‘โจรห่มเหลือง’ ฉกโน้ตบุ๊กไม่กลัวบาป

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์น่าสะพรึงใจเกิดขึ้นที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับการเปิดเผยจาก นางมนัสศา เหล่าธรรมจักร เจ้าของร้านกระปุกโฟน ถนนศรีเทพ 1 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ระบุว่าร้านของเธอตกเป็นเหยื่อจากการลักขโมย โดยมีคนร้ายสวมชุด โจรห่มเหลือง หรือเป็นพระรูปหนึ่งที่จงใจเข้าไปก่อเหตุภายในร้าน

โจรห่มเหลืองก่อเหตุลักขโมยโน้ตบุ๊ก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางมนัสศาเล่าให้ฟังว่า ชายรูปนั้นแต่งกายชุดสีเหลือง ซึ่งสื่อถึงความเป็นพระ ได้เข้ามาในร้านสวมรอยเป็นลูกค้าทั่วไป และแสดงพฤติกรรมที่ดูไม่มีความประสงค์ร้าย จนเธอกับพนักงานหลงเชื่อ จากนั้นได้ขอจำนำโทรศัพท์ แต่เธอปฏิเสธ เนื่องจากความเกรงว่าจะเสื่อมพระเกียรติ

หลังจากนั้น นางมนัสศาเดินไปให้บริการกับลูกค้ารายอื่น ไม่นานกลับมาก็พบว่าโน้ตบุ๊กยี่ห้อ HP มูลค่ากว่า 9,000 บาท หายไปจากภายในร้านอย่างลึกลับ เมื่อตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดเห็นชัดเจนว่า โจรห่มเหลือง เดินมารับของใส่ย่าม แล้วเดินออกจากทางด้านหลังขายของถนนหลังตลาด ด้วยท่าทางไม่เกรงกลัวความผิดหรือบาปแต่อย่างใด

ย่ามเป้ย่ามสั้น ๆ ถูกเปลี่ยนไปใช้ในการขโมย

จากคำให้การของวินจักรยานยนต์ในพื้นที่ ผู้ก่อเหตุเดินมาจากสถานีรถไฟบ้านตาคลี จากนั้นเดินขอข้าวของตามร้านค้าอย่างฟุ้งซ่าน ก่อนมาเข้าร้านกระปุกโฟนแล้วลักลอบเอาของไปใส่ย่าม จากนั้นกลับว่าจ้างวินให้ไปส่งของให้ยังอำเภอตากฟ้าด้วยค่าโดยสาร 150 บาท โดยเขาจ่ายเงินนั้นจากการขอทานชาวบ้านบริเวณหน้าร้านเซเว่น แล้วหลบหนีไปด้วยตนเอง

เจ้าของร้านบอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เธอรู้สึกเสียความรู้สึกอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์มีข่าวไม่ดีบ่อยครั้ง ทำให้คนทั่วไปเริ่มสูญเสียความศรัทธาในศาสนา จึงขอฝากวัดและสังคมในการตรวจสอบบุคคลก่อนรับเข้าเป็นพระอย่างรอบคอบ

เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวเพื่อดำเนินคดี

หลังจากที่ทราบเหตุการณ์ นางมนัสศาได้เดินทางไปแจ้งความกับสำนักงานตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้ดำเนินการสืบสวนเชิงลึก ร่วมกับการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม พร้อมตรวจเช็คพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจช่วยให้สืบหาตัวโจรได้เร็วขึ้น

  • ชายรูปนี้สวมชุดสงฆ์แต่ทำตัวผิดศีลโรค
  • ใช้ย่ามเพื่อขนของที่ขโมย
  • หลบหนีจากทางด้านหลังของตลาด
  • ขอผู้ช่วยชาวบ้านเพื่อจ่ายค่าบริการวินจักรยานยนต์

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ โดยหวังว่าการเปิดเผ่นข่าวคราวครั้งนี้จะเป็นแรงผลักให้คนไทยร่วมกันเฝ้าระวัง ไม่ปล่อยให้บุคคลลักลอบสวมบทบาทศักดิ์สิทธิ์อย่างผิดๆ เพื่อแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว

การกระทำของ โจรห่มเหลือง นี้ถือเป็นการกระทำผิดอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแค่ละเมิดกฎหมาย แต่ยังกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนอีกด้วย เรามิควรปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย หากทุกคนช่วยกันสังเกตและรายงาน จะช่วยลดความเสี่ยงในเหตุการณ์ทำนองนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – แจ้งจับ ‘โจรห่มเหลือง’ ฉกโน้ตบุ๊กไม่กลัวบาป เดินตีมึน หยิบใส่ย่ามก่อนเผ่นหนี

สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมาถูกทำลาย ทหาร-ฝ่ายต่อต้านสาดโคลนกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่ากระทรวงข่าวสารเมียนมาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดสะพานรถไฟประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในประเทศ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติท่าอ่าง (TNLA) ร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ได้ร่วมกันระเบิดทำลายสะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในฐานะสะพานรถไฟแบบโครงตอม่อที่มีความสูงที่สุดในโลก

สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา ประสบชะตากรรมถูกทำลาย

สะพานที่มีชื่อว่า ก๊กเต๊ก เป็นสะพานข้ามลำธารที่มีความสูงถึง 102 เมตร แห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำมยิแง ในเขตทางตะวันตกของรัฐฉาน มีประวัติย้อนหลังไปถึงช่วงปี ค.ศ. 1901 หรือตรงกับ พ.ศ. 2444 สมัยที่เมียนมาอยู่ภายใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร และสะพานนี้มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการเดินทางระหว่างรัฐฉานกับมัณฑะเลย์

ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อ

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน TNLA ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหา ระบุว่าแท้จริงแล้วคือรัฐบาลทหารเมียนมาที่เป็นผู้ระเบิดสะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศจากสถานการณ์ที่กำลังรุนแรงในพื้นที่

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทหารอยู่ในระหว่างเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งสื่อของรัฐอย่าง The Global New Light of Myanmar รายงานว่า การเลือกตั้งครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม จะมีการจัดการลงคะแนนเสียงใน 102 เขต จากทั้งหมด 330 เขต

ไม่ว่าจะเป็นรัฐยะไข่ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ หรือภูมิภาคสะกายทางตอนเหนือ ซึ่งถือเป็นดินแดนฐานทัพของกลุ่มต่อต้านหลายกอง ล้วนมีปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่าง ๆ ฝ่ายค้านจึงเข้าถึงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

  • รัฐยะไข่สามารถจัดการเลือกตั้งใน 3 เขตจาก 17 เขต
  • ภูมิภาคสะกายจัดการเลือกตั้งได้ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการระเบิดสะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมา แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงที่ขยายวงกว้างและซับซ้อนในประเทศ สะพานแห่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นซากเศษส่วนที่ต้องถูกเฉือนทอนทิ้ง

จากการที่รัฐบาลทหารและกลุ่มฝ่ายค้านมีจำนวนรายละเอียดที่ขัดแย้งกัน ทำให้เราในฐานะผู้ติดตามเหตุการณ์ต้องรอรับข้อมูลอย่างรอบด้าน และต้องมองข้ามความคาดเดาไปก่อน การรักษาความเป็นกลางในการรับฟังข่าวสารถือเป็นสิ่งจำเป็น หากคุณอยากรู้ข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ติดตามข่าวสารอัพเดทได้ตลอดเวลาที่นี่

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ในเมียนมาถูกทำลาย ทหาร-ฝ่ายต่อต้านสาดโคลนกัน

“อย่าได้เจอกันอีกเลย” จาก “นิว นภัสสร” เจ็บปวดโดนหักหลัง

“นิว นภัสสร” นักร้องเสียงคุณภาพที่มีค่ายเพลงและแฟนๆ ต่างรู้จักดี กลับมาอีกครั้งกับซิงเกิลเดี่ยวเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า “อย่าได้เจอกันอีกเลย” เพลงที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวดจากการโดนคนรักที่ไว้ใจมาก่อนหักหลังอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสะสมเป็นบาดแผลทางใจที่รักษาไม่ง่าย

อย่าได้เจอกันอีกเลย แรงบันดาลใจจากความจริง

เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงเพลงธรรมดาๆ แต่สะท้อนถึงความรู้สึกเจ็บปวดแบบลึกซึ้งที่หลายคนอาจเคยเผชิญ ซึ่ง “นิว นภัสสร” เผยว่า ตัวเธอก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ทำให้เธอสามารถร้องเพลงนี้ได้อย่างจริงใจและเข้าถึงอารมณ์ได้ลึกซึ้ง

การแสดงในมิวสิกวิดีโอที่ทุ่มเทสุดในชีวิต

สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับมิวสิกวิดีโอของ “อย่าได้เจอกันอีกเลย” นี้ “นิว นภัสสร” ได้ก้าวเข้ามาแสดงในบทบาทนักแสดงด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก โดยเธอเปิดเผยว่าการรับบทเป็นตัวเองในสถานการณ์เจ็บปวดแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องใช้สมาธิและอารมณ์ที่หนักหน่วงมาก

เพื่อให้การแสดงออกมาได้อย่างมีชีวิตจริง สื่อสารความเจ็บปวดให้ชัดเจน นิวได้เรียนการแสดงเพิ่มเติมด้วยตนเองเพื่อให้สามารถแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมาทางกล้องได้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

นอกจาก “นิว นภัสสร” แล้ว ยังมีนักแสดงที่มีฝีมืออย่าง “เบญ เรียววิญานันท์” และ “พิชญ์ กาไชย” เข้ามาร่วมแสดงในมิวสิกวิดีโออีกด้วย ทำให้เนื้อหาของเพลงไม่เพียงแต่ฟังได้เพราะ แต่ยังมองได้อย่างลึกซึ้งและมีชีวิตชีวา

“อย่าได้เจอกันอีกเลย” สะท้อนใจของคนที่เจ็บ

เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริงๆ ของนิว ที่เคยถูกคนที่ไว้ใจหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดความเจ็บปวดได้กลายเป็นคำพูดว่า “อย่าได้เจอกันอีกเลย” ที่ปลดปล่อยตัวเองจากความเจ็บปวดใบนั้น

  • ทำนอง: พี่เป้ วงมายด์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรี และนักแต่งเพลงยอดนิยม)
  • นักร้อง: นิว นภัสสร
  • นักแสดงร่วมใน MV: เบญ เรียววิญานันท์, พิชญ์ กาไชย
  • อารมณ์หลักของเพลง: ความเจ็บปวด – การจากลา – การล้างแผลในใจ

เพลง “อย่าได้เจอกันอีกเลย” today ช่วยเปิดพื้นที่ให้คนฟังได้มีเวลาหยุดมองแผลในใจตัวเอง และหาทางเยียวยาด้วยความเข้าใจใหม่ๆ เหมือนที่นิวทำไว้ให้เห็น

หากคุณเคยผ่านเรื่องราวที่ทำร้ายซ้ำๆ จนหมดแรงจะไว้ใจใครอีกครั้ง เพลงนี้อาจจะใช่สำหรับคุณ ลองฟังดูแล้วบอกเราได้นะว่า “คุณเคยฟังแล้วร้องไห้กับเพลงนี้ไหม?”

ที่มา – โดนที่สุด “อย่าได้เจอกันอีกเลย” จาก “นิว นภัสสร” ที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดจากการโดนหักหลังจากคนที่เราไว้ใจ

ชนาธิป เตือนแข้งต่างชาติ อย่าดูถูกนักเตะไทย

ชนาธิป สรงกระสินธ์ หรือที่แฟนบอลเรียกกันว่า “เจ้าเจ” นักเตะทีมชาติไทยจากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงกฎโควตานักเตะต่างชาติในไทยลีกฤดูกาล 2025-26 โดยระบุว่า แม้จะกังวลเรื่องโอกาสของนักเตะดาวรุ่งไทย แต่ส่วนตัวไม่ได้หวั่น และยืนยันว่านักเตะต่างชาติไม่ได้ดีกว่าเสมอไป

ชนาธิป เตือนแข้งต่างชาติ อย่าดูถูกนักเตะไทย

ตามรายงานข่าว สำหรับการปรับโควตาในฤดูกาลใหม่ นักเตะต่างชาติจะสามารถลงทะเบียนได้สูงสุด 7 คน และสามารถส่งลงสนามได้ 5 คน รวมกับนักเตะอาเซียนอีก 2 คน จากเดิมที่สามารถส่งลงได้ 3 ต่างชาติ + 1 เอเชีย + 3 อาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดทางให้ผู้จัดการทีมมีทางเลือกในการเสริมทัพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “เจ” ชนาธิป เผยว่า แม้ตนเองจะไม่กังวลกับกฎใหม่ แต่ก็เห็นด้วยว่าอาจกระทบต่อนักเตะรุ่นใหม่ในไทย เพราะบางสโมสรอาจไม่กล้าใช้เด็กๆ แล้วหันไปใช้นักเตะต่างชาติที่มีประสบการณ์มากกว่า ส่งผลให้โอกาสในการโชว์ของเยาวชนไทยลดลง

นักเตะต่างชาติไม่ได้ดีเสมอไป

“การเล่นกับคนเก่งทำให้เราพัฒนาขึ้นได้ แต่มันมีข้อเสียตรงที่โอกาสของนักเตะไทยรุ่นใหม่จะถูกจำกัดมากขึ้น เพราะแต่ละทีมลงทุนสูง จึงอาจไม่กล้าเสี่ยงใช้เด็กๆ ไปเล่นลีกต่ำกว่านี้แทน” เจ้าเจ กล่าว

นอกจากนี้ ชนาธิป ยังเน้นย้ำว่า การที่นักเตะต่างชาติมีฝีเท้าดีกว่าในบางราย ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะดีกว่าเสมอไป หากนักเตะไทยมีความพร้อม ก็มีสิทธิ์แย่งตำแหน่งได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ เจ้าเจ ไม่เห็นด้วยกับนักเตะต่างชาติที่มีท่าทีดูถูกนักเตะไทย

  • ไม่ได้กลัวกฎโควตาใหม่
  • กังวลเรื่องโอกาสของนักเตะรุ่นใหม่ไทย
  • นักเตะไทยก็เก่งและควรได้รับโอกาส
  • ไม่ชอบให้ต่างชาติตีตัวเองว่าเก่งกว่าเสมอไป

“ใช่ว่า นักเตะต่างชาติจะดีเสมอไป ถ้านักเตะไทยดีกว่า ก็ควรได้โอกาส ทุกวันนี้มีหลายท่านที่เก่งมาก ที่เคยเจอมานักเตะต่างชาติมาดูถูกเรา ผมก็โตมาพอแล้ว ก็เคยเจอมาก่อน และไม่คิดว่าแบบนั้นจะทำให้นักเตะไทยเสียเปรียบ” นักเตะวัย 30 ปี กล่าวในท้ายที่สุด

ชนาธิป กล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงแม้โควตาจะเปิดทางให้ต่างชาติมากขึ้น แต่นักเตะไทยก็ต้องสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะในฟุตบอลการมีโอกาสขึ้นอยู่กับผลงานและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นแฟนบอลไทย คุณเห็นด้วยไหมกับมุมมองของชนาธิป? มาช่วยกันส่งเสริมให้นักเตะไทยได้เติบโตและแย่งตำแหน่งจากนักเตะต่างชาติให้ได้

ที่มา – ‘ชนาธิป’ ลั่น ‘แข้งต่างชาติ’ อย่าด้อยค่านักเตะไทย

ทรัมป์วางแผนส่งการ์ดพิทักษ์ไปยังเมืองใหญ่ฐานเสียงเดโมแครต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเปิดเผยแผนการที่น่าจับตามอง โดยระบุว่าเขาต้องการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังเมืองใหญ่หลายแห่งที่มีฐานเสียงของพรรคนิยมประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคนี้ ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความตื่นตัวและถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมสหรัฐอเมริกา

ทรัมป์วางแผนส่งการ์ดพิทักษ์ไปยังเมืองใหญ่ฐานเสียงเดโมแครต

แนวคิดที่ถูกระบุออกมาในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social นั้น เน้นการส่งกำลังคนไปรักษาความสงบในเมืองอย่าง บัลติมอร์ ซึ่งอยู่ในรัฐแมริแลนด์ โดยเจาะจงถึงผู้ว่าราชการรัฐแมริแลนด์อย่าง นายเวส มัวร์ จากพรรคนิยมประชาธิปไตย ว่าหากมีความร่วมมือกับฝ่ายบริหารกลาง อาจได้รับการสนับสนุนเพื่อควบคุมสถานการณ์อาชญากรรมในพื้นที่

ผู้ว่าการรัฐตอบโต้ พร้อมยืนยันลดอาชญากรรมในพื้นที่

ทางด้าน มัวร์ ได้ยืนยันว่าสถานการณ์อาชญากรรมในรัฐแมริแลนด์ลดลงกว่า 20% นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในปี 2023 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ปรากฏในความคิดเห็นของทรัมป์ ที่แจกแจงว่าสถานการณ์แย่ถึงขั้นต้องส่งกำลังเสริมเพื่อควบคุมพื้นที่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความตั้งใจเดียวกันกับเมืองอื่น ๆ อย่าง ชิคาโก และ นิวยอร์ก ซึ่งต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของเสียงพรรคนิยมประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

  • บัลติมอร์ – ฐานเสียงเดโมแครต แนวโน้มอาชญากรรมลดลง
  • ชิคาโก – สถิติอาชญากรรมลดลง 8% เมื่อเทียบปีก่อน
  • นิวยอร์ก – พื้นที่ที่พรรคฝ่ายตรงข้ามมีอิทธิพลสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการรัฐอิลลินอยส์และเทศมนตรีเมืองชิคาโกได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน เนื่องจากมองว่าความพยายามเช่นนี้เป็นการแทรกแซงหน้าที่โดยไม่จำเป็น และอาจปลุกกระแสขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าช่วยแก้ปัญหา

ข่าวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองสหรัฐอเมริกายังคงต้องเผชิญกับการแบ่งขั้วอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อประเด็นความปลอดภัยมาร้อยโยงกับแนวคิดของแต่ละพรรค การดำเนินการโดยฝ่ายบริหารกลางอาจถูกมองว่าเป็นแย็บทางการเมืองมากกว่าการปฏิบัติจริง

ไม่ว่าจะเป็นข้อโต้แย้งหรือการสนับสนุน ประเด็นนี้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านสหรัฐฯ ได้มีเวทีสาธารณะเพื่อแสดงความเห็นว่าควรให้ใครควบคุมความมั่นคงในเมือง และพรรคใดเหมาะสมกว่าในสายตาของประชาชน

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามการเมืองที่อาจลุกลามไปสู่การเลือกตั้งระดับสูงในอนาคต เมื่อทั้งสองฝ่ายใช้เหตุการณ์ในโลกความเป็นจริงในการชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเชิงนโยบายจะต้องอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองเพียงฝ่ายเดียว

ที่มา – ทรัมป์เล็งส่งการ์ดพิทักษ์มาตุภูมิไปเมืองใหญ่หลายแห่ง ที่เป็นฐานเสียงเดโมแครต

ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44” เหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งชายแดน?

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคม โดยเฉพาะหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมี Sw. 36 คนยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยว่านายกฯ รายนี้มีความไม่ซื่อสัตย์หรือไม่ ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และมาตรา 106 (4)-(5) ของรัฐธรรมนูญ

ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44” เหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งชายแดน?

ท่ามกลางเรื่องราวของแพลตฟอร์มการเมือง ปรากฏประเด็นสำคัญอีกอย่าง นั่นคือความตึงเครียดเกี่ยวกับนโยบายชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาโดยเฉพาะในข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) ปี 2543 และปี 2544 ซึ่ง ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44” ด้วยเหตุผลที่ว่าบางฝ่ายมองว่าหลังการลงนาม เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ทำให้ผลประโยชน์ของไทยหายไป

ข้อตกลง MOU ปี 2543 และ 2544 คืออะไร?

เอ็มโอยู ปี 2543 เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Border Committee: JBC) เพื่อดำเนินการสำรวจและกำหนดหลักเขตแดนทางบก ส่วนเอ็มโอยู ปี 2544 จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการปักปันเขตแดนทางทะเลทับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อโต้แย้งอย่างมากว่าพื้นที่ไทยบางส่วนตกเป็นของกัมพูชา

ล่าสุด “พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา” ส.ว. ได้นำเสนอญัตติในวุฒิสภาเพื่อศึกษาข้อดี-ข้อเสียของการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ โดยตั้งเป้าที่จะลดโอกาสการขัดแย้งพื้นที่ชายแดนและปกป้องอธิปไตย์ของประเทศอย่างยั่งยืน

วิเคราะห์ผลกระทบจากการดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44”

  • อาจส่งผลให้ขาดเครื่องมือการเจรจาอย่างเป็นทางการกับกัมพูชา
  • เปิดโอกาสให้เกิดความขัดแย้งข้ามชาติในอนาคตโดยไม่มีกลไกบังคับบัญชา
  • เสี่ยงต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงานในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยผ่านปากแทน “นางสาวชญาภา สินธุไพร” ยืนยันว่าพรรคยังยืนอยู่กับแนวทางที่เป็นกลางและแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าเอ็มโอยูคือเครื่องมือการบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ส่วนการยกเลิกอาจเป็นการกระทำที่ห่างหายจากความถูกต้องและรัฐสภาจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างรอบคอบ

ขณะนี้การเมืองไทยยังคงเดินหน้าต่อแบบไร้แสงไฟนำทาง หากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ หรือแม้กระทั่งการยุบสภา ทั้งนี้ ประชาชนยังคงจับตา_POSITION_STATE_กับอำนาจที่กลับมาลุกแรงของพรรคภูมิใจไทยอีกเช่นกัน

จากภาพรวมดังกล่าวก็เห็นได้ว่าโฉมหน้าการเมืองไทยในระยะสั้นอาจยังคงเคลื่อนไหวอย่างคาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ “ผู้นำ” คนสำคัญหลายคนเริ่มลุยงานบนกระดานที่ไม่มีเส้นตายแม้เพียงหนึ่งเดียว

ทีมงาน Daily News เชื่อว่าไม่ว่ากรณีใดจะจบสิ้นลงอย่างไร สิ่งสำคัญคือความโปร่งใสและการตัดสินใจบนฐานแห่งหลักธรรมธรรมนูญและการให้ประชาชนมีเสียงความจริงควรอยู่เหนืออำนาจเสมอ

ที่มา – ดันเลิก “เอ็มโอยู 43-44”

รู้จัก ‘ไฮโซบอส’ นักธุรกิจหนุ่มข้างกาย ‘มารี เบิร์นเนอร์’

โซเชียลมีเดียและวงการบันเทิงถึงกับร้อนระอุ เมื่อชื่อของบอส อัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ‘ไฮโซบอส’ กลายเป็นที่กล่าวขวัญหลังปรากฏตัวข้างกาย มารี เบิร์นเนอร์ ในเหตุการณ์ที่เธอเมาแล้วขับรถผ่านด่านตรวจแอลกอฮอล์ และถูกสาวท้าชกตำรวจกลางเหตุการณ์ เรียกได้ว่าเป็นข่าวดราม่าระดับท็อป ส่งผลให้ทั้งคู่กลายเป็นข่าวฮอตติดกระแสในทันที

รู้จัก ‘ไฮโซบอส’ นักธุรกิจหนุ่มข้างกาย ‘มารี เบิร์นเนอร์’

บอส อัศม์กรณ์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีโฉมหล่อและความโดดเด่นในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน เติบโตในครอบครัวผู้มีฐานะในกรุงเทพฯ เขามีความสนใจด้านธุรกิจตั้งแต่วัยเยาว์ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัทชั้นนำหลายแห่ง เช่น Landmark Development, Landmark Residence และ Landmark Real Estate

เส้นทางธุรกิจที่แวววาว

นอกเหนือจากธุรกิจอสังหา บอสยังเป็นรองประธาน Siam Venture Capital ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากวงการ นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจกัญชงอย่างร้านดัง Remedy’s & Charlie’s ถือได้ว่าเขาคือหนึ่งใน “ไฮโซรุ่นใหม่” ที่ผสมผสานความเก่งกาจและความมีเสน่ห์เข้าด้วยกัน

ด้านความสัมพันธ์ในอดีต บอสเคยแต่งงานกับ เชอรีน ณัฐจารี หรเวชกุล น้องสาวของนักร้องดัง สต๊อน และมีบุตรสาวร่วมกันคนโตชื่อ น้องจินเจอร์ คู่นี้แยกทางกันในปี 2566 หลังจากแต่งงานกันมานาน และหลายปีต่อมาความเป็นมาและชีวิตส่วนตัวของบอสยังคงอยู่ในจ้องของสื่อและแฟนคลับ

ความเคลื่อนไหวในชีวิตส่วนตัวล่าสุด

ล่าสุด บอสกลับมาอยู่ในกระแสแรงอีกครั้งจากการถูกจับตามองถึงความสัมพันธ์กับ มารี เบิร์นเนอร์ หลังมีเหตุการณ์เธอขับรถเมา และถูก ‘บอส’ ช่วยจัดการแทน กลายเป็นประเด็นร้อนของเอเชียโซเชียล ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องรับกระแสแรงทั้งในเชิงบวกและลบ

ผู้ติดตามหลายคนยังตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วทั้งคู่เป็นแค่เพื่อน หรือเป็นแบบที่แฟนคลับคาดเดา? และกับบุคลิกภาพที่โดดเด่นของนักธุรกิจหนุ่มคนนี้ เหมาะกับบทบาท “นายแบบในชีวิต” ของสาว ๆ ในวงการหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ

ไม่ว่าจะเชื่อมโยงถึงความรัก สังคม หรือธุรกิจ บอส อัศม์กรณ์ พิสูจน์ได้แล้วว่าเขาไม่ใช่แค่ ‘ไฮโซบอส’ เพียงหนึ่งในคอลัมน์ข่าว แต่เป็นผู้ชายคนสำคัญที่ครองใจทั้งคำถามในใจแฟน ๆ และการเมืองทางอารมณ์ของสังคมได้อย่างสมบูรณ์

หากคุณอยากรู้จัก ‘ไฮโซบอส’ ให้มากกว่าที่เห็น หรือความเคลื่อนไหวในห้วงความสัมพันธ์ของเขากับ ‘มารี เบิร์นเนอร์’ อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดเพื่อไม่พลาด!

ที่มา – รู้จัก ‘ไฮโซบอส’ นักธุรกิจหนุ่มหล่อข้างกาย ‘มารี เบิร์นเนอร์’ ออกโรงป้องสาวท้าชกตำรวจ