ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมือง

สถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้ต้องบอกว่าเข้มข้นสุดตีนไม่ไหวแล้ว เพราะทุกฝ่ายต่างตั้งแง้มองหาจังหวะทุกโอกาสเพื่อสร้างพลังผลักดันให้พรรคฝ่ายตัวเองได้ลุยต่อ ล่าสุด ‘ตระกูลชินวัตร’ ยังอยู่ในจุดขึ้น ๆ ลง ๆ หลังศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี 112 ของ ‘นายใหญ่’ ทักษิณ ทำให้สภามีโอกาสเป็นเวทีต่อสู้ทางการเมืองอีกครั้ง

ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมือง

เกมการเมืองในสภาถือว่าเดือดมากเมื่อ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ร่วมกับ ‘กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย’ นำโดย ‘ตู่’ จตุพร พรหมพันธุ์ ได้จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งเป็นประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านพร้อมเสนอญัตติด่วนเพื่อให้สภาครอบคลุมประเด็นนี้ แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อ ‘ไชยา พรหมา’ รองประธานสภาคนที่หนึ่ง สั่งปิดประชุมสภาอย่างกระทันหัน ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวเพิ่งรับหนังสือข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปไม่นาน

ฝ่ายค้านไม่ยอมเงียบ ออกมาวิจารห์การกระทำของนายกฯฝ่ายสภาอย่างเผ็ดเผ็ด ว่าเป็นการทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง และละเมิดข้อตกลงร่วมระหว่างวิปทั้งสองฝ่าย การปิดสภาแบบนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาในเดือนกรกฎาคม

  • ก่อนหน้านี้ศาลยกฟ้อง ‘นายใหญ่’ ทักษิณ ชินวัตร จากคดี 112
  • ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44
  • การปิดสภาอย่างดื้อพลังของ ‘ไชยา พรหมา’
  • พรรคประชาชนและภูมิใจไทยเรียกร้องการเปิดสภาเพื่อพูดคุย

ประเด็นดังกล่าวยังมีการดำเนินต่อในสภาสูง โดย ‘ส.ว. สีน้ำเงิน’ จับประเด็นนี้ไปตั้งเป็นวาระญัตติเพื่อตั้ง กมธ. วิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียในการยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 อย่างจริงจัง แม้ทาง ‘นายกฯ อิ๊งค์’ จะอยู่ในจุดที่ถูกจับตานับวันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเตรียมฟังคำวินิจฉัยกรณีปมคลิปเสียง

ในทุก ๆ จังหวะของการเมืองไทยตอนนี้ เราจะเห็นเกมในสภาตั้งอยู่บนความร้อนแรงของการต่อสู้อย่างเดือดดาล โดยเฉพาะเรื่องการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ถูกหยิบยกมากลายเป็นไฟลุกลามต่อทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสังคมทั่วไป

ข้อเท็จจริงคือ สภาไทยกลายเป็นเวทีที่สะท้อนอารมณ์และมุมมองของทุกฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บ่งบอกว่าการเมืองบ้านเราถึงจุดที่ยอดเย็นก็ยังไม่มีอะไรเย็นลงได้

ในขณะที่📩ศาลยังไม่ตัดสิน ‘นายกฯ อิ๊งค์’ มาตรฐานทางการเมืองในสภาถือเป็นฉากหนึ่งที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงจากกลุ่มพลังต่าง ๆ พร้อมผลักดันให้สภาเป็นศูนย์กลางของความคืบหน้าทางการเมืองไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมืองครั้งนี้มีมุมมองให้เราเห็นว่าการเมืองไทยยังวิวัฒนาการได้แค่ไหน หากมีการล็อกอินของกลุ่มผู้แทนจากประชาชนทุกฝ่ายที่มีวิสัยทัศน์มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว

ที่มา – ศึกสภาร้อนโหมไฟการเมือง

รีบอ่านด่วน!…10 สัญญาณเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) คือ ปัญหาสุขภาพที่อาจเป็นอันตรายหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม โดยมักเกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งส่งผลให้ลมหายใจหยุดชั่วคราวหลายครั้งในคืน ทำให้คุณนอนหลับไม่สนิท ตื่นบ่อย จนกระทบต่อสุขภาพจิตและกายในระยะยาว

รีบอ่านด่วน!…10 สัญญาณเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าตนเองป่วย เพราะอาการมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน แต่หากสังเกตให้ดี อาจพบสัญญาณเตือนต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้:

  • นอนตะคริป หรือมีเสียงดังขณะหลับ
  • ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน โดยไม่รู้สาเหตุ
  • เช้า起来 피곤 แม้จะนอนครบเวลา
  • นอนกรนอย่างหนัก
  • มีอาการเหนื่อยล้าตลอดวัน
  • สมาธิไม่อยู่ ง่วงนอนช่วงบ่าย
  • ปวดศีรษะตอนเช้า
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
  • ขึ้นน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ความดันโลหิตสูง

แนวทางการป้องกันและรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หากคุณพบว่าตัวเองมีสัญญาณเตือนมากกว่า 2-3 ข้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งมีวิธีหลายแบบที่สามารถช่วยลดหรือขจัดปัญหานี้ได้ เช่น:

  • การใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) ซึ่งเป็นวิธีรักษาที่พบว่ามีประสิทธิภาพสูง ช่วยเปิดทางเดินหายใจขณะนอน
  • การลดน้ำหนัก เพราะน้ำหนักเกินเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • เปลี่ยนท่านอน เช่น หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหน้า แล้วเปลี่ยนมาใช้การนอนนอนหงายหรือนอนข้าง

การเข้าใจสัญญาณเตือน และให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะนอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ยังมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้อย่างลึกซึ้ง

อย่าปล่อยให้อาการเล็ก ๆ เป็นภัยเงียบกลายเป็นโรคใหญ่ภายหลัง เพราะสุขภาพในทุกนาทีของการนอนหลับ ล้วนมีค่าที่ควรใส่ใจอย่างใกล้ชิด

ที่มา – รีบอ่านด่วน!…10 สัญญาณเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

มาริษบินเจนีวาฟ้องโลก เขมรฝังระเบิด-หลักฐานมัด

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 25 ส.ค. 2568 นำเสนอข่าวสำคัญหลายประเด็นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือกรณีที่ ‘มาริษ’ บินไปยังเจนีวาเพื่อฟ้องร้องต่อเวทีนานาชาติ เรื่องการฝังระเบิดของกลุ่มขับเคลื่อนทางการเมือง (เขมร) พร้อมหลักฐานที่เชื่อว่าสามารถมัดกลับได้อย่างแน่นหนา

มาริษบินเจนีวาฟ้องโลก เขมรฝังระเบิด-หลักฐานมัด

ในการฟ้องร้องครั้งนี้ มาริษได้นำหลักฐานเด็ด ๆ ที่สะสมมายาวนานมาเปิดโปง ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และเอกสารที่ระบุว่าเขมรฝังระเบิดในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการโจมตีต่อความเชื่อถือและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

การตอบโต้จากศบ.ทก.

หลังจากที่ข่าวการฟ้องร้องของมาริษถูกเปิดเผย ศูนย์บรรณาการเฉพาะกิจต่อต้านขับเคลื่อนทางการเมือง (ศบ.ทก.) ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าว โดยประกาศว่าพร้อมที่จะยื่นข้อโต้แย้งและพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิดหรือการกระทบต่อความขัดแย้งในพื้นที่ เพื่อปกป้องเกียรติภาพของฝ่ายตน

ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะออกมายืนยันความถูกต้องของข้อมูล ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การขาดซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เรื่องราวเช่นนี้เกิดความตื่นตระหนกก่อนที่จะมีการพิสูจน์ความจริงอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องในประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองจากนานาประเทศที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งออตตาวา สหรัฐอเมริกา และประเทศสมาชิก GBC ที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าจะเกิดผลร้ายแรงต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

ประชาชนเชียร์ให้หยุดคบกับเขมร

นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากได้แสดงจุดยืนผ่านโซเชียลมีเดียว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมมือหรือคบค้าขายกับกลุ่มเขมร โดยเฉพาะเรื่องของการฝังระเบิดและการก่อความไม่สงบ ซึ่งถือเป็นการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

  • หลักฐานวางทุ่นระเบิดที่ถูกเปิดเผย
  • การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • การเสียชีวิตของพลเรือน
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐ

ในตอนท้าย การที่มาริษเลือกที่จะเผชิญหน้ากับโลกผ่านเวทีนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียกร้องความยุติธรรม และการต้องการให้ความจริงถูกเปิดเผยอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต้องมีความรอบคอบในการพิจารณาข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดการตัดสินใจจากความลุ่มหลง หรือการมุ่งหมายที่มีลักษณะหลอกลวง

ในเวลาที่สถานการณ์ยังคงไร้ทิศทาง ความจริงจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งประเทศต้องการ เพื่อเติมเต็มช่องว่างในความเข้าใจ และสร้างแนวทางก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – เดลินิวส์ 25 ส.ค. ‘มาริษ’ บินเจนีวาฟ้องโลก เขมรฝังระเบิด-หลักฐานมัด

“ปืนใหญ่” โล่งใจ “ซากา-โอเดการ์ด” เจ็บไม่หนัก

แฟนบอลอาร์เซนอลหายใจคลายหายใจอย่างสุดซึ้งหลังจากทราบผลการตรวจอาการบาดเจ็บของ บูคาโย ซากา และ มาร์ติน โอเดการ์ด สองนักเตะคนสำคัญของทีม ที่เผยว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรงเหมือนที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

ในเกมล่าสุดที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม เจ้าบ้านอย่าง “ปืนใหญ่” ถล่ม “หงส์แดง” ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปอย่างขาดลอย 5-0 แต่ความปังของชัยชนะกลับถูกเงาอาการบาดเจ็บของสองดาวเตะหลักในทีมมาแทรกแซง ทั้ง ซากา ที่มีปัญหาที่ต้นขา และ โอเดการ์ด ที่เจ็บบริเวณหัวไหล่

“ปืนใหญ่” โล่งใจ “ซากา-โอเดการ์ด” เจ็บไม่หนัก

ภายหลังจบเกม มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมให้สัมภาษณ์ว่าอาการบาดเจ็บของทั้งสองนั้นน่าเป็นห่วงอย่างมาก แต่โชคดีที่ผลการตรวจสอบออกมาบอกว่าทั้งคู่จะไม่ต้องพักยาวเกินไป โดยตามรายงานของ ดิ แอธเลติก ระบุว่า “อาการไม่หนัก” และทั้งสองกระทั่งยังมีโอกาสกลับมาลงสนามในรอบต่อไปได้

โอกาสกลับมาลุยบิ๊กแมตช์กับลิเวอร์พูล

แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะไม่รุนแรง แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ซากา และ โอเดการ์ด จะฟิตทันลงเล่นในเกมบิ๊กแมตช์ที่ทีมจะบุกไปเยือน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคมนี้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นนัดสำคัญที่ทุกตากับจ้อง เพราะเป็นการดวลกับแชมป์เก่าในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์และแรงกดดันสูง

สำหรับแฟนบอล “ปืนใหญ่” ต่างมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้รับข่าวดีนี้ และต่างยังคงให้ความเชื่อมั่นว่าทั้งคู่จะหายกลับมาลุยด้วยกันในไม่ช้า เพราะความสามารถและบทบาทในทีมนั้นสำคัญมหาศาล

  • อาการบาดเจ็บของซากาและโอเดการ์ดเป็นที่น่าห่วง
  • ข่าวดีระบุว่าอาการบาดเจ็บไม่หนักอย่างที่คิด
  • ทั้งสองอาจกลับมาลงเล่นในเกมกับลิเวอร์พูลได้
  • แฟนบอล “ปืนใหญ่” รู้สึกโล่งใจหลังทราบข่าว

แม้ผลงานในเกมล่าสุดของทีมจะยอดเยี่ยม แต่การมี ซากา และ โอเดการ์ด กลับมาเต็มที่คือกุญแจสำคัญในการรักษาผลงานในระยะยาว และเข็น “ปืนใหญ่” ไปสู่เป้าหมายสูงสุดในฤดูกาลนี้

หากคุณเป็นแฟนบอล “ปืนใหญ่” ล่ะก็ รับรองว่าข่าวนี้ต้องทำให้ยิ้มจนหูNearlyถึงหัวเข่าแน่นอน ขอให้ซากาและโอเดการ์ดแปลงแซงไม่นานเกินรอ!

ที่มา – “ปืนใหญ่” โล่งใจ “ซากา-โอเดการ์ด” เจ็บไม่หนัก

“เอ็มบัปเป” ฟอร์มสดรัวคนเดียว 2 ตุงพา “ราชันชุดขาว” คว้าชัย

ศึกฟุตบอลลา ลีกา สเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของ “ราชันชุดขาว” อย่าง เรอัล มาดริด ที่โชว์ฟอร์มแกร่งบุกไปเฉือนชนะ เรอัล โอเบียโด ทีมน้องใหม่บนกระดานสกอร์ 3-0 นัดนี้ได้ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของทีมหลังคว้าชัยชนะต่อเนื่องเป็นนัดที่สอง

“เอ็มบัปเป” ฟอร์มสดรัวคนเดียว 2 ตุงพา “ราชันชุดขาว” คว้าชัย

เกมส์นี้ เรอัล มาดริด ได้ครองบอลและควบคุมเกมอย่างเต็มที่ โดยเริ่มเปิดฉากเจาะขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 19 เมื่อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้รับบอลจาก อาร์ดา กือแลร์ ก่อนจะพลิกตัวยิงเข้าไปอย่างสวยงาม เฉียบขาด ทำให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0

เอ็มบัปเป พาเรอัลมาดริดบุกเก็บชัย

ฟอร์มร้อนแรงของเอ็มบัปเป

ครึ่งหลัง เรอัล มาดริด ยังคงเดินหน้าครองเกม และมาได้ประตูที่สองในนาทีที่ 83 เมื่อ วินิซิอุส จูเนียร์ ฉกบอลจากแดนรุกก่อนเปิดให้ เอ็มบัปเป้ ซัดบอลผ่านมือผู้รักษาประตูอย่างไม่ต้องสงสัย ก้าวขึ้นนำ 2-0 ซึ่งถือเป็นลูกที่สองของเขาในเกมนี้แล้ว

ปิดท้ายช่วงเวลาทดเจ็บ นาทีที่ 90+3 เบรียม ดิอาซ ได้เปิดบอลให้กับ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่ไหลบอลเข้ากรอบเขตโทษก่อนจะยิงสุดแรงเข้าประตู เสียบสามเหลี่ยมสร้างความสุดยอดให้ทีมชุดขาว และยืนยันผลการแข่งขันใน_MATCH นี้ด้วยสกอร์ 3-0

ภายหลังเกม รีล มาดริด มีคะแนนสะสม 6 แต้มเต็มหลังเล่น 2 นัด โดยอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลัง บียาร์เรอัล ที่ครองตำแหน่งจ่าฝูง และรองจาก บาร์เซโลน่า ที่รั้งอันดับ 2 ส่วนฝั่ง โอเบียโด มีผลแพ้ติดต่อกัน 2 นัด ทำให้หล่นลงไปอยู่ในโซนอันตราย รั้งอันดับที่ 19 ของตารางคะแนน

  • ผลบอลคู่อื่น ๆ:
  • โอซาซูนา vs บาเลนเซีย : โอซาซูนา ชนะ 1-0
  • โซเซียดัด vs เอสปันญอล : เสมอ 2-2
  • บียาร์เรอัล vs จีโรนา : บียาร์เรอัล ชนะ 5-0

แม้จะลงเล่นแค่ 2 นัดแต่การกลับมาของ เอ็มบัปเป้ ในฟอร์มฉกาจดั่งเดิมวันแล้ววันเล่า จัดว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดีต่อความฝันของ ราชันชุดขาว ในการคว้าแชมป์ฤดูกาลปีนี้ คุณคิดว่า เอ็มบัปเป้ จะกลับมายิ่งใหญ่ในฐานะหัวหอกตัวหลักหรือเปล่า? มาติดตามกันต่อในนัดหน้า!

ที่มา – “เอ็มบัปเป” ฟอร์มสดรัวคนเดียว 2 ตุงพา “ราชันชุดขาว” คว้าชัย

เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง

เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง อาจเป็นคำที่หลายคนยังไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติหรือไม่ได้สนใจพืชพรรณท้องถิ่นมากนัก แต่แท้จริงแล้ว “เอื้องช่อมะม่วง” เป็นพืชท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือเป็น “กล้วยไม้อิงอาศัย” ที่มีรูปร่างลักษณะต่างจากการปลูกในกระถางทั่วไป

เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง คืออะไร?

จากข้อมูลการศึกษา เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง หรือในชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Rhynchostylis gigantea เป็นพืชจำพวกกล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตแบบอิงอาศัยกิ่งไม้หรือต้นไม้ขนาดใหญ่ มักพบตามป่าดงดิบ หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง อายุยืน และเป็นพืชที่มีความสำคัญในด้านความงามตามธรรมชาติอย่างยิ่ง

ลักษณะเด่นของเอื้องช่อมะม่วง

พืชชนิดนี้มี กล้วยไม้อิงอาศัย เจริญทางยอด ความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร เป็นพืชที่มีลำต้นแบบเฉียบและก้านแน่น รวมทั้งมี ใบ ที่มีรูปร่างเป็นแถบแบน ปลายใบหยักเว้า มีความกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และมีความยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร

สิ่งที่ทำให้ เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง โดดเด่น คือดอกที่ออกเป็นช่อแยกแขนง ซึ่งมีความยาวกว่า 20 เซนติเมตร และเป็นดอกขนาดเล็กสีเหลือง มีเดือยคล้ายถุง ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ทำให้มีลักษณะคล้ายช่อมะม่วง จึงได้รับชื่อเรียกตามความคล้ายกันนั่นเอง

ความสำคัญของพืชเอื้องช่อมะม่วงในระบบนิเวศ

พืชกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารของแมลงผสมเกสรแล้ว ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในป่าไทยอีกด้วย

  • เป็นพืชที่ช่วยรักษาความชื้นในอากาศ
  • ช่วยให้แมลงและสัตว์เล็กได้มีที่อยู่อาศัย
  • มีความสวยงาม และนานาหายาก
  • มีศักยภาพในการอนุรักษ์และพฤกษ์กิจกรรม

นอกจากนี้ เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง ยังมีความนิยมในกลุ่มนักสะสมกล้วยไม้ เพราะมีลักษณะเฉพาะตัว และดอกมีความหอมหวานเฉพาะตัว จึงถูกเลือกเป็นหนึ่งในพืชที่มีศักยภาพในการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นถิ่น

การอนุรักษ์และหากินของพืช

พืชชนิดนี้มักนิยมพบในบริเวณป่าดงดิบที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง ช่วยให้อยู่รอดได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการล่าตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้พืชชนิดนี้มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ดังนั้น การศึกษาและการอนุรักษ์พืชประเภทกล้วยไม้อิงอาศัย เช่น เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง จึงเป็นเรื่องที่ควรมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อไม่ให้พืชงดงามเหล่านี้หายไปจากธรรมชาติของไทย

หากคุณเองเป็นผู้รักธรรมชาติและสนใจพืชพรรณไทยแล้วละก็ เราแนะนำให้เริ่มจากศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพืชท้องถิ่น เช่น เอื้องช่อมะม่วง มันอาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติของเราก็ได้

ที่มา – เรื่องน่ารู้ : เอื้องช่อมะม่วง

ซาบาเลนกาเซ่นสาวสวิสเข้ารอบ 2 ยูเอส โอเพ่น

การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการใหญ่ “ยูเอส โอเพ่น” รอบแรก ที่สนามอัสตันการ์ตันในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ ถือเป็นฉากเปิดที่น่าติดตามของเหล่าแฟนกีฬา โดยเฉพาะเมื่อแชมป์เก่าและมือ 1 ของประเภทหญิงเดี่ยวอย่าง อาเรนา ซาบาเลนกา จากประเทศเบลารุส นำชุดเปิดตัวอย่างยอดเยี่ยม ด้วยการไล่ทุบ รีเบคกา มาซาโรวา จากสวิตเซอร์แลนด์ไปอย่างขาดลอย 2 เซต 比分 7-5, 6-1

ซาบาเลนกาเซ่นสาวสวิสเข้ารอบ 2 ยูเอส โอเพ่น

ผลการแข่งขันเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของ ซาบาเลนกา อย่างชัดเจน ที่สร้างแรงกดดันตั้งแต่เกมแรก ด้วยการเสิร์ฟที่แม่นยำและการรุกที่ไม่ให้อภัย มาซาโรวาเป็นฝ่ายตามลุ้นตลอดแมตช์จนจบเซตที่สองเพียงแค่ 35 นาที สะท้อนถึงฟอร์มที่แกร่งของมือหนึ่งอย่างแท้จริง

คู่แข่งหน้าใหม่รออยู่ในรอบ 2

จากชัยชนะดังกล่าว ซาบาเลนกาเตรียมพบกับ โปลินา คูเดอร์เมโตวา จากประเทศรัสเซีย ที่สามารถคว่ำ นูเรีย ปาร์ริซาส ดิอาซ จากสเปนได้ หลังคู่นี้ต้องขอยอมแพ้ก่อนเวลา เพราะ ดิอาซบาดเจ็บขณะเสมอกันอยู่ 2-2 เกมในเซตแรก

ในขณะเดียวกัน เอ็มมา ราดูคานู ก็ทำหน้าที่คลุมตาข่ายให้ดีไม่แพ้กัน โดยมือชนะเลิศปี 2021 บุกเอาชนะ เอนา ชิบาฮารา จากสหรัฐฯ ไปอย่างรวดเร็ว 2 เซต คะแนน 6-1, 6-2 และจะได้พบกับ ยานีซ เจน จากอินโดนีเซีย มือ 149 ของโลก ที่สร้างความประหลาดใจด้วยการพลิกล็อกเอาชนะ เวโรนิกา คูเดอร์เมโตวา มือ 24 จากรัสเซีย ไปได้ 6-4, 4-6, 6-4

ผลการแข่งขันคู่อื่นๆ ที่น่าจับตามอง ได้แก่

  • เลย์ลาห์ เฟร์นานเดซ (มือ 31 จากแคนาดา) เอาชนะ รีเบคกา มาริโน 6-1, 6-1
  • อเล็กซานดรา เอียลา (ฟิลิปปินส์) ชนะ คลารา เทสสัน (มือ 14 จากเดนมาร์ก) 6-3, 2-6, 7-6 (13-11)

ในประเภทชายเดี่ยว รอบแรกก็มีคู่สำคัญที่น่าสนใจเช่นกัน อย่าง

  • เบน เชลตัน (มือ 6 จากสหรัฐฯ) ชนะ อิกนาซิโอ บูเซ (เปรู) 6-3, 6-2, 6-4
  • ยาคุบ เมนซิค (มือ 16 จากเช็ก) ชนะ นิโกลัส ฮาร์รี (ชิลี) 7-6 (7-5), 6-3, 6-4
  • เทย์เลอร์ ฟริตซ์ (มือ 4 จากสหรัฐฯ) ชนะ เอมิลิโอ นาวา (สหรัฐฯ) 7-5, 6-2, 6-3

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าฟอร์มการเล่นของผู้เล่นระดับโลกในรอบนี้ดีมาก คาดว่าในรอบที่ใกล้เข้ามา แฟนกีฬาจะได้เห็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและความตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามผลการแข่งขันอย่างใกล้ชิด เพื่อเชียร์นักกีฬาที่คุณชื่นชอบกันในทุกแมตช์ แล้วคุณล่ะ มีใครเป็นไอดอลที่รอชิงแชมป์ในครั้งนี้?

ที่มา – “ซาบาเลนกา” สอนเชิงสาวสวิสฉลุยรอบ 2 ยูเอส โอเพ่น

รวบ ‘แอดมิน’ แอปเงินกู้เถื่อน ‘เงินมีความสุข’ รีดดอกโหดร้อยละ 3,197 ต่อปี

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุม แอดมินแอปเงินกู้เถื่อน “เงินมีความสุข” ซึ่งดำเนินธุรกิจให้กู้ยืมเงินนอกกฎหมาย โดยคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 3,197 ต่อปี จนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้กู้หลายราย

รวบ ‘แอดมิน’ แอปเงินกู้เถื่อน ‘เงินมีความสุข’ รีดดอกโหดร้อยละ 3,197 ต่อปี

จากการสืบสวนของ พ.ต.อ.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผกก.5 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ภาคิน สุขพรหม รอง ผกก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วย พ.ต.ต.พิชญากร แตงรอด สว.กก.5 บก.ปอศ. พบว่านางวิลาวัลย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ที่ จ.912/2568 ลงวันที่ 26 มิถุนายน เกี่ยวข้องกับการบริหารงานแอดมินแอป “เงินมีความสุข” ซึ่งเป็นแอปให้กู้ยืมเงินเถื่อน

เจ้าหน้าที่จับกุมนางวิลาวัลย์ได้ในพื้นที่ บริเวณถนนหมู่ 12 ตำบลธารเกษม อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี หลังจากได้รับรายงานจากผู้เสียหายหลายรายว่าได้รับความเดือดร้อนจากการใช้งานแอป “เงินมีความสุข” ซึ่งคิดดอกเบี้ยรวมสูงถึงร้อยละ 3,197.40 ต่อปี

แอปสุดโหดเรียกเก็บดอกเบี้ย

การกู้เงินผ่านแอป “เงินมีความสุข” นั้นไม่ใช่แค่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมวัวป่าเท่านั้น แต่ยังบีบคั้นผู้กู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบดอกลอยสูงถึง ร้อยละ 8.76 ต่อวัน หรือเกือบ 3 เท่าของเงินต้นภายในเวลาเพียงเดือนเดียว หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ตรงเวลา ทางแอปจะโทรศัพท์ทวงหนี้ถึงบุคคลใกล้ชิดของผู้กู้อย่างรุนแรง

จากการติดตามตรวจสอบ ประเด็นแอดมินแอปดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยกลุ่มขบวนการที่มีฐานดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมี ‘บอสชาวจีน’ เป็นหัวหน้า และใช้ชาวไทยเป็น แอดมินแอป ในการโปรโมตและดึงดูดลูกค้า โดยนางวิลาวัลย์ให้การว่าตัวเองเคยไปทำงานในลักษณะนี้ ได้รับค่าตอบแทน 5,000 บาทต่อบัญชี

  • แอดมินแอป: นางวิลาวัลย์ อายุ 44 ปี
  • อัตราดอกเบี้ย: สูงถึง 3,197% ต่อปี
  • กลุ่มขบวนการอยู่ที่: ประเทศไทย-กัมพูชา
  • จำนวนเงินหมุนเวียน: กว่า 120 ล้านบาทต่อเดือน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาตามเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และขอหมายจับจากศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด

ปัจจุบัน นางวิลาวัลย์ถูกนำตัวส่งพงส.กก.5 บก.ปอศ. เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป ในขณะที่แอป “เงินมีความสุข” ก็ยังถูกติดตามสอบสวนเพื่อดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องในวงกว้างต่อไป

เรื่องเช่นนี้เตือนว่าผู้ใช้งานควรระมัดระวัง หากเจอกับแอปให้กู้เงินที่ให้เงื่อนไขดีเกินไป อาจเสี่ยงต่อถูกโกงหรือครอบครองหนี้ที่คิดดอกเบี้ยแบบหนักหน่วง

ที่มา – รวบ ‘แอดมิน’ แอปเงินกู้เถื่อน ‘เงินมีความสุข’ รีดดอกโหดร้อยละ 3,197 ต่อปี

เกษตรกรสวนพริกโอด อพยพหนีตาย 15 วัน กลับมาพริกตายเรียบ ขาดทุนย่อยยับ!

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาในบริเวณแนวชายแดน ทำให้ประชาชนใน อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ต้องอพยพหนีกระสุนปืนใหญ่เพื่อความปลอดภัย โดยอยู่ในศูนย์พักพิงเป็นเวลาถึง 15 วัน จนความสงบสุขได้กลับมาในที่สุด

เกษตรกรสวนพริกโอด อพยพหนีตาย 15 วัน

ชาวบ้านในพื้นที่ที่ปลูกพืชผักเพื่อประกอบอาชีพ เช่น สวนแตงโม สวนฟักทอง สวนถั่วฝักยาว และสวนพริก ต้องประสบกับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากไม่มีผู้ดูแลแปลงเพาะปลูกเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ผลผลิตที่กำลังจะเก็บเกี่ยวเสียหายหมด

พริกตายเรียบ ขาดทุนย่อยยับ

นางสาวอาทิตยา มั่งคั่ง อายุ 40 ปี ชาวบ้านตำบลจีกแดก เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เธอเลี้ยงชีพจากการปลูกพริกในแปลงขนาด 1 ไร่ 3 งาน ซึ่งปกติจะปลูกพริกหมุนเวียนเป็นรุ่น ๆ โดยเก็บผลผลิตได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

พริกในแปลงนี้เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวรอบที่ 3 จากทั้งหมด 5 รอบ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 24 กรกฎาคม ก็ต้องอพยพทันที และไม่สามารถกลับมาดูแลแปลงได้จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม

“เมื่อกลับมาแปลงพริกก็แห้งตายหมดเลย” นางสาวอาทิตยาเล่า “พริกในแปลงนี้มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 5 เดือน คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมประมาณ 5 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 บาท ที่ราคาตลาดปัจจุบันที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม”

ที่น่าเป็นห่วงคือ การหายไปของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤต ทำให้ผลผลิตที่เหลือจากการดูแลประจำวันถูกทิ้งไว้ให้ถูกแดดเผาและขาดน้ำจนหยุดการเจริญเติบโต จนในที่สุดก็ พริกตายเรียบ ทั้งแปลง

  • 15 วัน ที่เกษตรกรต้องอพยพหนีตาย
  • พริกตายเรียบ เนื่องจากขาดการดูแล
  • ผลผลิตที่สูญหาย มูลค่ากว่า 50,000 บาท
  • ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือหรือเยียวยา

ไม่เพียงแค่การสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นภาระทางจิตใจที่หนักหน่วง สำหรับเกษตรกรที่มองผลผลิตที่พวกเขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ กลับกลายเป็นลมหายไปเพราะสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

ขณะนี้นางสาวอาทิตยาเผยว่า ต้นกล้าพริกที่เตรียมไว้เพื่อปลูกภายหลังก็ตายไปทั้งหมด และสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงไม่มั่นคง จึงต้องพักการเพาะปลูกไปก่อน โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการช่วยเหลือจากภาครัฐหรือองค์กรพันธมิตรที่เข้ามายกระดมความช่วยเหลือให้กับ เกษตรกรสวนพริกโอด เหล่านี้

ในช่วงเวลาเช่นนี้ เรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยต้องมาก่อนรายได้ แต่หนทางของเกษตรกรผู้ใช้ชีวิตอยู่กับแปลงเพาะปลูก ต้องใช้ความเสี่ยงและเตรียมตัวให้สูง เพราะ “การขาดทุนย่อยยับ” อาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเงินหลายปีได้

ทั้งนี้ ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรเอกชนเข้ามาเยียวยาความเสียหายในพื้นที่อย่างเป็นทางการ ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาอย่างโดดเดี่ยว

ทางอาชญากรรมมิได้เกิดขึ้นเพียงทางร่างกายเท่านั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นซึ่งเกษตรกรต้องแสดงออกอยู่ในทุก ๆ วัน อาจกลายเป็นหายนะต่อเนื่องยาวนานกว่าสงครามที่จบลงไป

เกษตรกรสวนพริกโอด อพยพหนีตาย 15 วัน กลับมาพริกตายเรียบ ขาดทุนย่อยยับ! แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในพรมแดนไม่ได้กระทบแค่คนเพียงไม่กี่ราย แต่มันมากระทบการดำรงชีวิตของทั้งหมู่บ้าน ทั้งชุมชน ทั้งจิตใจและความเป็นอยู่ของมนุษย์

หากคุณเห็นปัญหานี้แล้วรู้สึกห่วงใย เรามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงให้เกษตรกรพื้นที่ชายแดนได้ด้วยการสนับสนุนด้านข้อมูลสนับสนุนด้านความช่วยเหลือจากองค์กร มีความรับผิดชอบต่อประชาคม และหวังว่าเครือข่ายความร่วมมือจะเริ่มขึ้นจากที่นี่

ที่มา – เกษตรกรสวนพริกโอด อพยพหนีตาย 15 วัน กลับมาพริกตายเรียบ ขาดทุนย่อยยับ!

หวิดดับ! กู้ภัยช่วยหนุ่มใหญ่ตกบ่อบาดาลร้าง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ศูนย์วิทยุกู้ภัยมูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี ได้รับแจ้งจากนางวนิดา บุญกว้าง อายุ 58 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.6 บ.วังปลาฝา ต.บ้านจั่น อ.เมืองอุดรธานี เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งพลัดตกบ่อน้ำบาดาลร้าง ซึ่งเป็นบ่อลึกกว่า 12 เมตร ทำด้วยท่อคอนกรีต 14 ท่อ โดยเหตุเกิดขึ้นกับนายอ๊อด อายุ 50 ปี ผู้ไปเก็บเห็ดในป่าในวันดังกล่าว

หวิดดับ! กู้ภัยช่วยหนุ่มใหญ่ตกบ่อบาดาลร้าง

จากข้อมูลที่ได้รับ นายอ๊อดตกลงไปในบ่อประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้บรรยากาศในบ่อลดลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งแม้ไม่มีน้ำขัง แต่อากาศในบ่อสามารถทำให้ขาดสติได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที

วิธีการกู้ภัยอย่างปลอดภัย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการเข้าช่วยเหลือนายอ๊อด โดยการส่งเจ้าหน้าที่พร้อมถังออกซิเจนลงไปช่วยเหลือพร้อมทั้งระงับอารมณ์ของผู้บาดเจ็บด้วยการพูดคุยสอบถามอาการอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือต้องเปิดพ่นออกซิเจนให้กับผู้บาดเจ็บเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกในขณะที่ระบบช่วยเหลือดำเนินการ

เมื่อนายอ๊อดถูกช่วยเหลือขึ้นมาได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พบว่าเขามีบาดแผลถลอกที่แขนและอาการปวดหลังเล็กน้อย ก่อนจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลอุดรธานีเพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด

  • อุบัติเหตุบ่อยครั้งเกิดจากความประมาท ในการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง เช่น บ่อเก่า หรือป่าลึก
  • การมีเพื่อนไปด้วยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยดูแลและสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
  • การแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ควรทำทันทีเมื่อพบเหตุการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสความปลอดภัย

นางวนิดา ผู้ใหญ่บ้าน ยังได้กล่าวขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกฝ่ายที่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างมืออาชีพและช่วยให้เหตุการณ์จบลงด้วยดี โดยฝากเตือนประชาชนที่ไปหาของป่าหรือเล่นในพื้นที่ป่าเขาให้ระมัดระวังอันตรายจากบ่อที่อาจไม่ได้มีน้ำเสมอไป บางครั้งแค่ความลึกและความจำกัดของอากาศก็อาจเป็นภัยร้ายได้

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญทั้งกับผู้เกี่ยวข้องและชุมชนโดยรอบว่า ธรรมชาติแม้จะดูสงบ แต่ก็แฝงไปด้วยอันตรายแฝงที่เราอาจมองข้ามได้ง่าย เป็นการดีหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง

หากคุณหรือคนรอบข้างมีแผนจะเข้าป่า ขอให้เตรียมตัวอย่างพร้อม ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจช่วยชีวิตได้ในวันที่เกิดอุบัติเหตุ

ที่มา – หวิดดับ! กู้ภัยช่วยหนุ่มใหญ่ออกหาเก็บเห็ด ตกบ่อบาดาลร้างลึก แทบไร้อาการหายใจ