ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปลี่ยนหนังสือที่ชอบเป็นบอร์ดเกม สร้างนักออกแบบรุ่นใหม่

ในยุคที่บอร์ดเกมเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น การต่อยอดจากหนังสือสู่บอร์ดเกมก็กลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ โดยล่าสุด “Book on Board” โดย TK Park ได้เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่พัฒนาบอร์ดเกมไทยโดยใช้หนังสือไทยเป็นแรงบันดาลใจ

เปลี่ยนหนังสือที่ชอบเป็นบอร์ดเกม สร้างแรงบันดาลใจ

โครงการเปลี่ยนหนังสือที่ชอบเป็นบอร์ดเกมมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้อ่านและนักเล่นบอร์ดเกม ผ่านการสร้างสรรค์งานเกมที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและสื่อสารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมานำเสนอผ่านมุมมองของนักเขียนไทย

ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ วัฒนชัย วินิจจะกูล เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มจากการเป็นพื้นที่ให้ยืมและเล่นบอร์ดเกม จนพัฒนาเป็น “พื้นที่บ่มเพาะ” สำหรับนักออกแบบโดยจัดการประกวดที่ท้าทายให้นำหนังสือมาตีความใหม่ ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

บอร์ดเกมสร้างสรรค์จากหนังสือไทยที่โดดเด่น

ในรอบปีนี้นักออกแบบยกระดับความคิดสร้างสรรค์ด้วยการหยิบยกผลงานของนักเขียนไทยกว่า 70 เล่มมาเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นแนวการ์ตูน นิยาย หรือหนังสือสารคดี ทั้งซับซ้อนหรือเรียบง่าย ผู้ออกแบบสามารถเลือกใช้เรื่องราวเล็ก ๆ ในหนังสือมาขยายเป็นเกม

SEA-CRET Evidence ร่องรอยปริศนา มัจฉาพิศวง เป็นเกมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศปีนี้ ซึ่งออกแบบโดยอิงจากเรื่องการ์ตูน JOE the SEA-CRET Agent 01 / Plank ver ด้วยชื่อเป็นที่รู้จัก ก็ทำให้ผู้เล่นเกิดความสนใจและอยากย้อนกลับไปอ่านในหนังสืออีกครั้ง

  • เกมรางวัลรองชนะเลิศ 1: Bubble & Bliss – วาฬพา จากหนังสือ บันทึกคุณเพื่อน
  • เกมรางวัลรองชนะเลิศ 2: 2475 The Ghost Writer จากหนังสือ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม

บริบทของบอร์ดเกมไทยที่เปลี่ยนจากการอ่านสู่การเล่น

ผู้อำนวยการสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ วรุตม์ นิมิตยนต์ อธิบายว่า บอร์ดเกมในปัจจุบันมีการพัฒนาทางด้านเนื้อหาและกลไกการเล่นที่หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลากหลายแนวความคิด ทั้งจากประสบการณ์ส่วนตัว ประวัติศาสตร์ 乃至 กระทั่งงานเขียนไทยระดับท้องถิ่นที่มีคุณค่านึกถึงได้ยาก

“irable Designers เริ่มมองเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของบอร์ดเกมในการสื่อสารความหมายทางวัฒนธรรมไทย” ซึ่งเหตุนี้ทำให้งานออกแบบที่ประกวดผ่านเข้าสู่รอบลึกนั้นต่างก็โดดเด่น

อีกหนึ่งจุดสำคัญของโครงการเปลี่ยนหนังสือที่ชอบเป็นบอร์ดเกม คือการที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างความ “เชื่อมโยง” ได้ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการอ่านกับการเล่น หรือการมีส่วนร่วมในชุมชนผู้เรียน

ตัวอย่างแนวทางเกมที่ได้รับรางวัลชมเชย

หนึ่งในทีมออกแบบยกเรื่องราวของผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์มาเป็นบอร์ดเกม โดยพยายามสื่อสารความเข้าใจผ่านกลไกของเกมเพื่อให้ผู้เล่นได้ “อิน” เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ เห็นใจและเข้าใจมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนหนังสือที่ชอบเป็นบอร์ดเกม ไม่ใช่เพียงการแปลงรูปแบบ แต่เป็นการ “สร้างมิติใหม่ของการสื่อสาร”

เกมเหล่านี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นเครื่องมือเรียนรู้ที่ทรงพลัง เพราะนอกจากจะสร้างเรื่องราวแล้ว ยังเร้าอารมณ์ได้เหมือนย้อนกลับไปอ่านหนังสืออีกครั้ง อีกทั้งสนับสนุนให้เกิดการต่อเนื่องของการอ่านในรูปแบบอื่นๆ

หากคุณกำลังมองหาโอกาสสร้างแรงบันดาลใจเชื่อมระหว่างการอ่านและการเล่น อย่าพลาดโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคตของวัฒนธรรมไทยผ่านบอร์ดเกม เนื่องจากอีกหนึ่งความหมายของความบันเทิงคือการเรียนรู้

ที่มา – เปลี่ยน ‘หนังสือ’ ที่ชอบเป็น ‘บอร์ดเกม’ ปั้นนักออกแบบ เชื่อมการอ่าน-การเรียนรู้

กัมพูชาลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้หลังปิดพรมแดนกับไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงเศรษฐกิจและพาณิชย์ของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจประจำครึ่งปี โดยมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้เหลือเพียง 5% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 6.3% การลดคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้เกิดจากผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะ กัมพูชาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ เหตุความขัดแย้ง-ปิดพรมแดนกับไทย อันเป็นเหตุให้การค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศชะลอตัวอย่างมาก

กัมพูชาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ เหตุความขัดแย้ง-ปิดพรมแดนกับไทย

ปัจจัยสำคัญของการปรับลดคาดการณ์นี้ เกิดจากความตึงเครียดทางการเมืองและความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างกัมพูชากับประเทศไทย ส่งผลให้มีการปิดจุดผ่านแดนหลักหลายแห่งที่ใช้ในการขนส่งสินค้าและเดินทางของประชาชน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต โลจิสติกส์ และการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง

นอกจากปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว สหรัฐอเมริกายังได้จัดตั้งมาตรการภาษีตอบแทน (Tariff) ใหม่ๆ ต่อสินค้านำเข้าจากกัมพูชาในอัตรา 19% ทำให้ต้นทุนการส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ภาคส่งออกที่เคยเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

ผลกระทบการปิดพรมแดนกับไทย

ผลกระทบจากนโยบาย กัมพูชาลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้หลังปิดพรมแดนกับไทย ได้สะท้อนออกมาในหลายมิติ โดยเฉพาะการหยุดชะงักของระบบการขนส่งวัตถุดิบจากไทยเข้าสู่โรงงานในระยะพรมแดน ซึ่งเนื่องจากมีโรงงานหลายแห่งของกัมพูชาอยู่ใกล้พรมแดนประเทศไทย การหยุดเดินงานหรือชะลอตัวของระบบ logisitics ก็ส่งผลให้สายการผลิตทั้งหมดโต้ตอบกันอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญของกัมพูชาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการที่ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางผ่านพรมแดนได้อย่างสะดวก ส่งผลให้โรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรมบริการที่พึ่งพาลูกค้าเป็นหลักต้องประสบกับรายได้ที่ลดลงอย่างมาก

  • การลดลงของการเดินทางข้ามพรมแดน
  • การหยุดชะงักของระบบขนส่งสินค้า
  • การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการจัดส่งสินค้า
  • การได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ

จากการวิเคราะห์แล้ว กัมพูชาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ เหตุความขัดแย้ง-ปิดพรมแดนกับไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในปีนี้อย่างรุนแรง ทางรัฐบาลกัมพูชาจำเป็นต้องเร่งวางแผนแก้ไขและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการเจรจาทางเศรษฐกิจ

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางหรือมีแรงค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชา ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดด้านนโยบายและเศรษฐกิจในส่วนนี้ยังมีโอกาสสะเทือนสภาวะในอนาคตได้อีกด้วย

ที่มา – กัมพูชาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ เหตุความขัดแย้ง-ปิดพรมแดนกับไทย

คึกคัก! ลงทะเบียนรับสิทธิ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สำเร็จแล้ว 7.5 หมื่นคน ระบบไม่ล่ม

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า หลังจากเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป ระบบแอปฯ และระบบลงทะเบียนทั้งหมดทำงานได้อย่างปกติ โดยเฉพาะในช่วง 5 ชั่วโมงแรก มีผู้ลงทะเบียนสำเร็จกว่า 27,000 คน และนับจากช่วงเช้าถึงเวลา 09.45 น. มีผู้ลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 75,000 คน

คึกคัก! ลงทะเบียนรับสิทธิ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สำเร็จแล้ว 7.5 หมื่นคน ระบบไม่ล่ม

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ส่วนใหญ่ใช้บัตร Rabbit Card จำนวน 60,640 ใบ และบัตร EMV Contactless Card 20,250 ใบ ซึ่งระบบยังมีปัญหาเล็กน้อยในขั้นตอนเชื่อมต่อกับบัตร โดยเฉพาะบัตร Rabbit Card ที่ต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถเชื่อมโยงกับสิทธิ์ได้ แต่โครงการนี้ไม่จำเป็นต้องรีบลงทะเบียน เพราะเปิดให้ลงทะเบียนตลอดเวลา และไม่มีจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม

สิทธิพิเศษ “รถไฟฟ้า 20 บาท” ใช้งานได้ทั่วทั้งเครือข่าย

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาท จะสามารถเดินทางได้ทั้ง 6 สายคือ สายแดง, น้ำเงิน, ม่วง, ชมพู, เหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ (ARL) สำหรับบัตร EMV และ 4 สาย ได้แก่ เขียว, ทอง, เหลือง และชมพู สำหรับบัตร Rabbit Card โดยผู้ใช้งานจะเสียค่าโดยสารเพียง 20 บาทต่อครั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนสายกี่สายก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเปลี่ยนสายภายใน 30 นาที และการเดินทางไม่เกิน 180 นาที

  • ลงทะเบียนได้ผ่านแอป “ทางรัฐ”
  • ใช้ได้ทั้งบัตร EMV และ Rabbit Card
  • ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

โครงการนี้ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่งมวลชน ที่ต้องการความคล่องตัวและการเดินทางในราคาประหยัด

เมื่อพิจารณาผลกระทบในระยะยาว คาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น และลดการใช้รถส่วนตัว ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อย่าพลาด! ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านแอป “ทางรัฐ” และเตรียมรับสิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาท เพื่อความสะดวกในการเดินทางในเดือนตุลาคมนี้

ที่มา – คึกคัก! ลงทะเบียนรับสิทธิ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สำเร็จแล้ว 7.5 หมื่นคน ระบบไม่ล่ม

‘อ.เจษฎ์’ เคลียร์ข่าวลือ ‘ปลาเหนียวเหมือนพลาสติก’ ความจริงโผล่หักมุม!

จากกรณีโลกโซเชียลออนไลน์มีการเผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับเนื้อปลาที่มีลักษณะเหนียว ยืดเป็นเส้น ทำให้ชาวเน็ตหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็น “เนื้อปลาปลอม” หรือ “เนื้อปลาทำจากพลาสติก” กันแน่? ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่มีการแชร์คลิปที่ระบุว่า “เจอเนื้อปลาปลอมทำจากพลาสติก” อย่างละเอียดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา

‘อ.เจษฎ์’ เคลียร์ข่าวลือ ‘ปลาเหนียวเหมือนพลาสติก’

ในโพสต์ดังกล่าว อ.เจษฎ์ ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า “มันน่าจะเป็นเนื้อปลาจริงๆ ที่ไปแช่แข็งมาครับ” จากการที่เนื้อปลาโดนแช่แข็งในช่องฟรีซ ทำให้โปรตีนเสียโครงสร้างไป เมื่อนำออกมาละลายจึงแสดงลักษณะเหนียว และยืดได้ ซึ่งไม่ใช่เพราะเป็น “ปลาเหนียวเหมือนพลาสติก” อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

ความจริงเกี่ยวกับเนื้อปลาที่ถูกแช่แข็ง

  • เนื้อปลาที่แช่แข็งนานอาจทำให้โปรตีนมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
  • เมื่อนำออกมาละลายจะทำให้เนื้อเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย
  • ลักษณะเหนียวเป็นธรรมชาติของโปรตีนเมื่อแก้แข็งและละลายใหม่

อย่างไรก็ตาม อาจารย์เจษฎ์ยืนยันอีกครั้งว่า “ยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีหรอกครับ เนื้อปลาทำจากพลาสติกปลอม อย่างที่เชื่อกันผิดๆ นั้น แล้วจะสามารถเอามาเคี้ยวกลืนกินได้ ถ้ายังเคี้ยวได้อยู่ แม้ว่ามันจะเหนียวก็ตาม ก็เนื้อจริงนั่นแหละครับ” และได้ระบุเพิ่มเติมว่า หากมีคนกินแล้วท้องเสีย อาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น เชื้อโรคปนเปื้อนในอาหาร ไม่ใช่จากเนื้อปลาเป็นพลาสติกอย่างที่เข้าใจผิด

คำชี้แจงดังกล่าวช่วยให้ผู้บริโภคได้เข้าใจและคลายความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับ ‘ปลาเหนียวเหมือนพลาสติก’ และยืนยันว่ามีความเสี่ยงด้านสุขภาพจริงมากกว่าที่จะเป็นข่าวลือ

ทั้งนี้ การเลือกรับประทานอาหารทะเลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบคุณภาพเนื้อปลาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว

หากคุณได้เจอเนื้อปลาที่มีลักษณะแปลกประหลาดเช่นนี้ ลองสังเกตจากร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และอย่าลืมแชร์ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนไม่หลงเชื่อข่าวลือที่อาจนำไปสู่ความกลัวผิดๆ

ที่มา – ‘อ.เจษฎ์’ เคลียร์ข่าวลือ ‘ปลาเหนียวเหมือนพลาสติก’ ความจริงโผล่หักมุม!

หนองคายเตรียมรับมือพายุคาจิกิ เตือนฝนหนัก-ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สถานการณ์ระดับน้ำแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคาย ซึ่งวัดจากจุดส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ระดับ 7.96 เมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 3 เซนติเมตร และยังคงต่ำกว่าระดับเกณฑ์วิกฤติ 4.24 เมตร อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำเป็นสัญญาณสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำหลากและฝนตกหนัก

เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมรับมือพายุคาจิกิในพื้นที่จังหวัดหนองคาย

หนองคายเตรียมรับมือพายุคาจิกิ ความพร้อมคือหัวใจสำคัญ

จากข่าวการโจมตีของพายุ คาจิกิ ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมืองหนองคาย ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พร้อมเคลื่อนไหวเต็มรูปแบบ เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้

ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง

วิธีการหนึ่งที่ใช้ในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดหนองคายคือ การติดตั้ง เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ณ จุดเสี่ยงหลายแห่ง เช่น บริเวณริมโขงวัดหายโศก เขตเทศบาลเมืองหนองคายสามแยกหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองหนองคาย รวมถึงชุมชนสระแก้วและชุมชนวัดธาตุ เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีน้ำท่วมขังอันเนื่องมาจากฝนตกหนักหรือระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ในพื้นที่ตัวเมือง โดยเฉพาะในถนนประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของจังหวัด ร้านค้าและประชาชนต่างเตรียมวัสดุกันน้ำโดยเฉพาะอิฐกันน้ำ กระสอบทรายวางรอบตัวอาคาร เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้เข้าไปท่วมภายใน ทำให้ลดความเสียหายด้านทรัพย์สินและสินค้าที่จัดจำหน่าย

ระดับน้ำโขงยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง

แม้จะมีมาตรการเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน แต่พบว่าระดับน้ำโขงยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้อง เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม หากมีน้ำท่วมขึ้นในระดับมากขึ้น หรือพายุคาจิกิพัดถล่มพื้นที่ด้วยแรงที่มาก น้ำท่วมอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำและใกล้โขง กว้างได้

  • ตรวจสอบสภาพอากาศเป็นประจำ
  • เตรียมอุปกรณ์กันน้ำล่วงหน้า
  • ติดตามแนวทางป้องกันน้ำท่วมจากเจ้าหน้าที่
  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในบ้าน

การเตรียมตัวของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดหนองคายภายใต้สถานการณ์น้ำและฝนที่อาจท่วมถล่มในช่วงพายุคาจิกิถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการป้องกันภัยพิบัติ การมีความรู้และแผนการรับมือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทำ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้แม่น้ำโขงหรือพื้นที่ในเมืองข้างใน เพราะในทุกสถานการณ์ ความพร้อมก่อนเกิดเหตุเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตปลอดภัยยิ่งขึ้น

อย่าประมาทกับแรงของพายุ ตื่นตัวแม้เพียงฝนตกหนัก! การรับมืออย่างมีระบบไม่ใช่เพียงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ประชาชนก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน อย่าลืมเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – หนองคาย แจ้งเตือนภัย และติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือพายุ “คาจิกิ”

หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกแรง 12.51 จุด จากสัญญาณเฟดลดดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นไทยในช่วงภาคเช้าของวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เปิดตลาดด้วยความแข็งแกร่งที่ชัดเจน โดยดัชนี SET บวกขึ้น 12.51 จุด ปิดภาคเช้าที่ 1,265.90 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายเบื้องต้นที่ 1,839.14 ล้านบาท ขานรับสัญญาณนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่ส่งสัญญาณเตรียมปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้

หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกแรง 12.51 จุด จากสัญญาณเฟดลดดอกเบี้ย

กลยุทธ์การลงทุนของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ได้เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิม เมื่อพวกเขาประกาศถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้าน “Balance of Risks” ถือเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่ว่าการสร้างจ้างงานเริ่มชะลอตัว และเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นเพียงครั้งเดียวในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนักวิเคราะห์จากหลายบริษัทหลักทรัพย์ ได้วิเคราะห์ไว้ว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณบวกอย่างยิ่งต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

แนวรับและแนวต้านสำคัญในวันนี้

การเคลื่อนไหวของดัชนี SET วันนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการยืนเหนือระดับ 1,255 จุดซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อไป ขณะเดียวกัน มีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ระดับ 1,266 และ 1,280 จุด ซึ่งหากสามารถผ่านได้จะส่งผลให้ตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 1,250 และ 1,245 จุด หากหลุดระดับเหล่านี้ลงไป อาจส่งผลให้ตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย เป็นการเคลื่อนไหวที่นักลงทุนควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

การพิจารณาทางเทคนิคจากนักวิเคราะห์จาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอยู่ในช่วงที่ “ดีต่อการถือหุ้นระยะสั้น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธนาคารและกลุ่มที่รับผลจากดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับลดจริงตามที่ตลาดคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรจับตาคือถ้อยแถลงครั้งต่อไปของ FED ว่าจะกล่าวถึงการยกเลิก “Average Inflation Targeting” หรือไม่ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ แสดงว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางของตลาดทุนทั่วโลกทันที

ในแง่นักลงทุนทั่วไป การติดตามข้อความจาก FED และข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญจากสหรัฐฯ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อขายบนตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงสั้นที่พลังงานของตลาดขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ในทางกลยุทธ์ การลงทุนในวันนี้ควรพิจารณา “พอเหมาะ พอประมาณ” ไม่ก้าวร้าว เพราะยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ หากคุณมีพอร์ตลงทุนอยู่แล้ว อย่าลืมตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานและเทคนิคควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง

หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกแรง 12.51 จุด จากสัญญาณเฟดลดดอกเบี้ย แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองของตลาดต่อปัจจัยภายนอกอย่างรวดเร็ว และนักลงทุนควรติดตามทิศทางนโยบายของประเทศผู้มีอำนาจกำหนดเชื้อเชิญทางเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอย่างใกล้ชิด

หากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ อย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจทุกเช้า เพราะข้อมูลรู้ไว้ก่อนคือโอกาสรับรายได้ที่มากกว่า

ที่มา – หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกแรง 12.51 จุด จากสัญญาณเฟดลดดอกเบี้ย

แฟนบอลผีแดงรุมไล่อโมริมข้องใจไม่ใช้เมนู

ความไม่พอใจของ แฟนบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เริ่มลุกขึ้นเป็นไฟ เมื่อผลงานภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม เริ่มแผ่วเบาลง รวดเร็วในการเรียกร้องให้ปลด อโมริม ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หลังจากใน 2 เกมแรกไม่สามารถคว้าชัยชนะใด ๆ มาได้เลย ความเดือดดาลของแฟนบางรายมาถึงขนาดที่ตั้งคำถามถึงท่าทีของทีมกับดาวรุ่งอย่าง ค็อบบี้ เมนู ที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามแม้แต่ในนาทีสุดท้าย

แฟนบอลผีแดงรุมไล่อโมริมข้องใจไม่ใช้เมนู

ไม่ใช่แค่เรื่องของผลการแข่งขันที่ไม่เอื้ออำนวยต่อมูเต็ด เพราะยูไนเต็ดพึ่งชนะมาต่อเนื่อง 8 เกมที่คราเวน คอตเทจ แต่ภายใต้การนำของ อโมริม ทีมกลับทำผลงานได้ไม่เป็นท่า ทั้งที่เป็นการเริ่มต้นเพียง 2 เกมเท่านั้น การที่ เมนู ถูกกีดกันไม่ให้ลงสนาม กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลทันที โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้ถูกทีมทุ่มเงินถึง 200 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเขามาเสริมทัพ

“เมนู” กับความหวังของผีแดง

ตามรายงานจาก “เดอะ ซัน” อโมริม อธิบายถึงการเลือกตัวผู้เล่นในเกมที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกใช้ มานูเอล อูการ์เต ลงสนามแทน เมนู เพราะเห็นว่าอูการ์เต มีบทบาทสนับสนุนบรูโน่ เฟร์นันเดส ได้ดียิ่งกว่า ส่วน เมนู เองก็ยังต้องต่อสู้กับบรรดากองกลางตัวจริงในทีมเพื่อแย่งตำแหน่ง อย่างไรก็ดี คำอธิบายนี้ไม่ได้สามารถลดความโกรธแค้นของผู้สนับสนุนทีมได้เลย

ประชาชนในโซเชียลมีเดียต่างแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลายคนบอกว่า “ค็อบบี้ เมนู ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นกองกลางตัวเลือกอันดับ 4 ของยูไนเต็ด มันน่าตกใจจริงๆ” ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังที่แฟนบอลมีต่อดาวรุ่งวัยใส่ที่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

  • เทรด “เมนู” เข้าทีมด้วยค่าตัวมหาศาล
  • แฟนบอลมีความคาดหวังสูง
  • ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลย
  • ผลงานภายใต้อโมริม มีเสื่อมถอยชัดเจน

ในทางกลับกัน มีเสียงวิจารณ์อีกมากมายที่มุ่งเป้าไปที่ อโมริม ว่า “การที่เขาไม่ทำให้ทีมดีขึ้นเลย ตลอดปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อทีมเลย” และถึงขั้นเรียกร้องให้ปลดออกจากทีม “เขาไม่ได้ใช้ 4-3-3 ซึ่งเป็นระบบของเขานัก และยังไม่ลงเล่น เมนู ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะให้เขาลาดเต็มหลังแล้ว” เสียงเรียกร้องนี้กลายเป็นกระแสดราม่าออนไลน์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

มันชัดเจนมากว่า ความคาดหวังของ แฟนบอล “ผีแดง” ต่อ “อโมริม” และ “เมนู” นั้นมีสูงมาก และเมื่อความไม่พอใจเพิ่มขึ้น ทุกอย่างก็อาจพุ่งเป้าใส่ผู้จัดการทีมอย่าง อโมริม ได้ในไม่ช้า การให้โอกาสผู้เล่นใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศักดิ์ศรีส่วนตัวของผู้เล่น แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความมั่นคงของตำแหน่งผู้จัดการทีมเลยทีเดียว

หากอโมริมยังยืนยันยุทธวิธีเช่นเดิม และปิดโอกาส เมนู ออกจากแผงผู้เล่นต่อไป คำว่า “ปลด” ก็อาจจะเป็นคำตอบเดียวที่แฟนบอลยอมรับได้

ที่มา – แฟนบอล “ผีแดง” รุมไล่ “อโมริม” ข้องใจไม่ใช้” เมนู”

PEA ลงพื้นที่ สนับสนุนกองทัพไทย ส่งมอบ Power Box

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลและกำกับด้านพลังงานไฟฟ้า ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนกองทัพไทย โดยมีนายขจร โปร่งฟ้า รองผู้ว่าการ รักษาการแทน รองผู้ว่าการภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้นำทีมในการดำเนินการส่งมอบอุปกรณ์ชุดสำรองไฟ “Power Box” ให้กับกองทัพในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

PEA ลงพื้นที่ สนับสนุนกองทัพไทย ส่งมอบ Power Box

“Power Box” ชุดสำรองพลังงานแบบพกพานี้ เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบและประกอบโดยเจ้าหน้าที่ของ กฟภ.สาขาเมืองสุรินทร์โดยใช้งบประมาณของ PEA และการสนับสนุนจากภาคส่วนเกี่ยวข้อง โดยภายในชุดได้จัดเตรียมชิ้นส่วนอุปกรณ์คุณภาพเพื่อให้สามารถใช้งานได้เทียบเท่ากับอุปกรณ์ระดับท้องตลาดในราคาหลักหมื่น แต่สามารถผลิตในราคาหลักพันได้

การส่งมอบในครั้งนี้ถือเป็นการส่งมอบเวอร์ชั่นที่ 2 ที่มีการปรับปรุงให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้นและเหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะที่ยากลำบากของกำลังพลฝ่ายความมั่นคง ซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ปราศจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่อง พร้อมแผงโซลาร์เซลล์ขนาดกะทัดรัด ช่วยให้สามารถชาร์จพลังงานได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อมีแสงแดด

สนับสนุนความมั่นคงของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกเหนือจากการจัดหา”Power Box” แล้ว PEA ยังได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อสนับสนุนด้านระบบไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน โดยปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และได้รับความร่วมมือจากหน่วยความมั่นคงท้องถิ่นในการจัดเตรียมเสื้อเกราะ ชุดทหารคุ้มกัน รวมถึงการยืนยันความปลอดภัยก่อนเข้าไปปฏิบัติงาน

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบลดลง ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่ยังคงพบปัญหาบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากระเบิด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา PEA จึงได้รีบดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้กับพื้นที่เหล่านี้อย่างทันท่วงที

  • Power Box ช่วยสนับสนุนพลังงานในพื้นที่ไม่มีไฟ
  • สามารถชาร์จได้ด้วยแสงแดดจากแผงโซลาร์เซลล์
  • ออกแบบโดยใช้ฝีมือบุคลากรภายใน PEA
  • ช่วยลดต้นทุนการจัดหาอุปกรณ์คุณภาพสูง

นายขจร กล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับการประสานงานจาก มทบ.ที่ 25 (ค่ายวีรวัฒน์โยธิน) เพื่อขอจัดหาอุปกรณ์ Power Box เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยังมีความจำเป็นต่อแรงงานด้านการสื่อสารและการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้า

PEA ถือเป็นหนึ่งในองค์กรพลังงานที่มีบทบาทสำคัญในการระดมทรัพยากร ทั้งทางวัตถุและบุคลากร เพื่อสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการสนับสนุนสาธารณูปโภคในครั้งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมีพลังงานในการทำงาน แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยอันเป็นห่วงอย่างแท้จริง

หากคุณสนใจอุปกรณ์การไฟฟ้าคุณภาพราคาประหยัดแบบนี้ PEA ก็มีแผนจะพัฒนาและขยายการผลิต Power Box ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการการสนับสนุนพลังงานอย่างเร่งด่วนเช่นกัน

ที่มา – PEA ลงพื้นที่ สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย ส่งมอบ “ Power Box”

ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย

วันนี้ (25 ส.ค.) เงินบาทปรับตัวแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 32.40-32.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นจากช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้วที่ปิดที่ 32.65 บาท ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภูมิภาค รวมถึง Sentiment ของดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การปรับตัวขึ้นของเงินบาทในช่วงเช้าของวันนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มของสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความคาดหวังของตลาดที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท

ทิศทางของเงินบาทในวันนี้ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ที่มีสัญญาณในเชิง Dovish หลังจากประธาน FED ออกมาแสดงความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเริ่มชะลอตัว ซึ่งทำให้ความคาดหวังในการปรับขึ้นดอกเบี้ยลดลง
  • บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวลง ทำให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์ในสหรัฐลดลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดู ตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคมของไทย ที่จะมีการประกาศวันนี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ Sentiment ของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.25-32.55 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากตัวเลขการส่งออกออกมาดี จะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อไป แต่หากไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจเป็นปัจจัยลบต่อมูลค่าเงินบาท

ปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ได้แก่:

  • ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
  • ราคาทองคำในตลาดโลกระหว่างวัน
  • ตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม

ทั้งนี้ แม้เงินบาทจะปรับตัวแข็งในช่วงเช้า แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าได้หากปัจจัยภายนอกมีความผันผวน เช่น การลงคะแนนเสียงของสภาสหรัฐ หรือข่าวเศรษฐกิจโลกที่ออกมา

สรุปแนวโน้มเงินบาทในช่วงบ่ายวันนี้

ภายใต้สถานการณ์ในตอนนี้ การติดตาม ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าสินค้า เนื่องจากสกุลเงินที่แข็งค่าอาจส่งผลต้นทุนและกำไรในเชิงลบหรือบวกได้ในทางใดทางหนึ่ง

สำหรับนักลงทุนรายย่อย ควรติดตามข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเชิงเทคนิคของเงินบาทเพื่อประเมินจังหวะซื้อขายให้เหมาะสม ไม่ควรตัดสินใจด้วยความรู้สึกแฝงความคาดเดา หากสามารถวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุด

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า แม้เงินบาทจะมาแรงในวันนี้ แต่ความไม่แน่นอนในตลาดโลกยังมีอยู่มาก ส่งผลให้ควรเน้นการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการแสวงหาผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ค่าเงินบาท 32.40 แข็งค่าตามภูมิภาค เกาะติดตัวเลขการส่งออกไทย

เอ็นที จับมือ กพท. พัฒนาระบบโดรนเดลิเวอรี่

ล่าสุด เอ็นที หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศความร่วมมือกับ กพท. หรือ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนา ระบบขนส่งโดรนเดลิเวอรี่ อย่างเป็นระบบและปลอดภัย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการห้วงอากาศ และส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวทันเทคโนโลยีการบินไร้นักบินในอนาคต

เอ็นที จับมือ กพท. พัฒนาระบบโดรนเดลิเวอรี่

งานนี้ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็นที ได้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี โดรนเดลิเวอรี่ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความปลอดภัย การควบคุม และความสามารถในการบริหารจัดการภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับระบบขนส่งไร้นักบินในอนาคต

โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสนับสนุน

เอ็นที ในฐานะผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ ไม่เพียงแต่มีโครงข่ายเสาโทรคมนาคมกว่า 24,700 ต้นทั่วประเทศ ที่สามารถรองรับสัญญาณเชื่อมต่อของโดรนได้อย่างครอบคลุม แต่ยังเปิดให้บริการเกตเวย์ใบอนุญาตสำหรับเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งเป็นศักยภาพในการควบคุมโดรนผ่านดาวเทียมอีกด้วย

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวด้วยว่า การร่วมมือครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์ของนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติในด้านการพัฒนาระบบขนส่งและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค

เป้าหมายและประโยชน์ที่คาดหวัง

การพัฒนา ระบบขนส่งโดรนเดลิเวอรี่ นี้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ลดเวลาในการขนส่ง และช่วยให้การบริการถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น ทั้งในพื้นที่เมืองใหญ่และพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจร และลดการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางบก

  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบควบคุมและบริหารจัดการห้วงอากาศ
  • สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในระบบขนส่งไร้นักบิน
  • ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับนานาชาติ
  • ลดต้นทุนและเวลาในห่วงโซ่อุปทาน

นับเป็นความร่วมมือที่มีคุณค่าสูง ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี การมองไกล และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ระบบขนส่งโดรนเดลิเวอรี่ ที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและธุรกิจของไทยในอีกไม่ช้า

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่งหรือสนใจด้านนวัตกรรมการขนส่ง การติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณไม่ตกเทรนด์ และสามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อระบบเริ่มเปิดให้ใช้งานจริง

ที่มา – “เอ็นที” จับมือ “กพท.”พัฒนา ระบบขนส่ง “โดรน เดลิเวอรี่”