ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สกัดจับหกล้อตู้ทืบ ‘ผัวขับ-เมียอุ้มลูกน้อย’ ผงะเจอช่องลับขนยาบ้า 8 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจยาเสพติดของ สภ.แม่พริก จังหวัดลำปาง ได้ตั้งด่านตรวจรถยนต์ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมายจากภาคเหนือมายังเมืองหลวง ขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกหกล้อตู้ทืบคันหนึ่งที่ติดสติกเกอร์เอกชน เข้าสู่ด่านตรวจบนถนนพหลโยธินขาล่อง สายลำปาง-ตาก ตำบลบ้านพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบผู้ขับขี่เป็นชายมีภรรยาและลูกน้อยนั่งอยู่ด้วยกัน โดยจากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ขับขี่ให้ชื่อว่า นายธีรวัฒน์ อายุ 30 ปี เป็นชาวอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีท่าทางแปลกปลอม บอกว่ากำลังขนน้ำดื่มจากเชียงรายไปส่งที่ภาคใต้

สกัดจับหกล้อตู้ทืบ ‘ผัวขับ-เมียอุ้มลูกน้อย’ ผงะเจอช่องลับขนยาบ้า 8 ล้านเม็ด

ท่าทางสงสัยของนายธีรวัฒน์ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความพร้อมใจ เล็งเห็นความผิดปกติและได้ทำการขอตรวจภายในรถ และเมื่อใช้เครื่อง x-ray ตรวจสอบให้ผลปรากฏว่าภายในตู้ทืบมีการทำช่องลับไว้ โดยเมื่อตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่ามีการซ่อนยาบ้าจำนวนมากไว้ในกระสอบลายพราง จำนวน 28 กระสอบ รวมเป็นยาบ้าทั้งสิ้น 8 ล้านเม็ด

ผัวขับ-เมียอุ้มลูกน้อยถูกจับกุม

ภายหลังจากสอบสวน นายธีรวัฒน์ได้สารภาพว่าตนเองรับจ้างจากนายทุนทางภาคใต้ มีหน้าที่ลักลอบขนยาบ้าจากภาคเหนือ โดยได้รับค่าจ้าง 100,000 บาท เมื่อได้งานนี้ นายธี ได้ขับรถบรรทุกจากสุราษฎร์ธานีขึ้นไปรับยาบ้าที่เชียงราย จากนั้นได้รับคำสั่งให้ไปซื้อน้ำดื่มมาวางปกปิดช่องลับเพื่อใช้เป็นการจราจรปกติ

เขาได้นำภรรยากับลูกน้อยมานั่งร่วมด้วย เพื่อให้ดูเป็นครอบครัวธรรมดา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่หลงเชื่อ และยืนยันว่าภรรยาก็มีส่วนรู้เห็นในคดีนี้ จึงมีการแจ้งข้อกล่าวหาทั้งนายธีรวัฒน์ และนางสาวสุนิสา อายุ 19 ปี ภรรยา ด้วยข้อหา ร่วมกันมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) อันมีลักษณะเพื่อการค้า และแพร่กระจายสู่กลุ่มประชาชน

ความพยายามปกปิดของคู่สามีภรรยา

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของวงการค้าเสพติด ที่มีการวางแผนอย่างลึกซึ้งเพื่อลวงตาเจ้าหน้าที่ ทั้งการขับรถพร้อมครอบครัว การใช้สิ่งของปกปิดช่องลับ และการสร้างภาพลักษณ์เฉยเมยต่อเหตุการณ์ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความหวาดระแหวนอย่างมากของผู้กระทำ รวมไปถึงการปลุกให้ประชาชนตระหนักถึงความผิดกฎหมายที่ซ่อนเร้นอยู่รอบตัวเรา

สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือเป็นคดีชัยสำคัญที่สามารถจับกุมยาเสพติดในปริมาณมาก และนำผู้กระทำไปลงโทษได้อย่างถูกกฎหมาย ยังเปิดโอกาสให้สามารถติดตามเครือข่ายนายทุนใหญ่ในภาคใต้ และขยายผลคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอให้ทุกคนตระหนักเสมอว่า ความพยายามปกปิดและหลอกลวงไม่สามารถปกปิดความผิดได้ หากเจ้าหน้าที่มีความระมัดระวัง

ที่มา – สกัดจับหกล้อตู้ทืบ ‘ผัวขับ-เมียอุ้มลูกน้อย’ ผงะเจอช่องลับขนยาบ้า 8 ล้านเม็ด

ดอนนารุมมาตกลงย้ายเฝ้าเสาให้เรือใบสีฟ้าเรียบร้อย

ข่าวดีสำหรับแฟนบอล “เรือใบสีฟ้า” หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เมื่อรายงานล่าสุดระบุว่า “จานลุยจิ ดอนนารุมมา” นายทวารทีมชาติอิตาลีที่กำลัง效力กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยอดทีมจากศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ได้ตกลงใจย้ายมาร่วมทัพ แมนฯ ซิตี อย่างเป็นทางการแล้ว

ดอนนารุมมาตกลงย้ายเฝ้าเสาให้เรือใบสีฟ้าเรียบร้อย

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เหยี่ยวข่าวดังกล่าวออกมาเปิดเผยว่า ดอนนารุมมา หรือที่แฟนบอลเรียกกันติดปากว่า “จิโจ้” สามารถตกลงเรื่องข้อตกลงส่วนตัวกับทางสโมสรได้อย่าง顺利 ขณะนี้เหลือเพียงแค่รอให้ทาง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี ตกลงเรื่องค่าตัวของนักเตะได้เพียงเท่านั้น

หากข้อตกลงด้านค่าตัวเสร็จสิ้น เจ้าตัวก็จะได้ย้ายมาจากถิ่นปาร์ก เดอ พรินซ์ส์ ไปเฝ้าเสาในถิ่น เอติฮัด สเตเดียม อย่างเป็นทางการ โดยคาดว่า ดอนนารุมมา จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของทีมในฤดูกาลหน้า

เป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับ “จิโจ้”

สำหรับ ดอนนารุมมา แล้ว การได้ย้ายมาร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี ถือเป็นโอกาสที่ยากจะหาได้อีกครั้ง เนื่องจากทีมปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในทีมระดับโลกที่มีสไตล์การเล่นที่สูง และมีศักยภาพในการคว้าแชมป์ในทุกรายการแข่งขันทั้งในระดับลีกและถ้วยประเทศทวีป รวมถึง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทาง เปแอสเช ก็พร้อมปล่อยตัว ดอนนารุมมา ออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ เนื่องจากเหลือสัญญาเพียงแค่ปีเดียว และตอนนี้ตั้งค่าตัวไว้ที่ประมาณ 43.3 ล้านปอนด์ (ราว 1,905.2 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าถูกกว่าที่เคยตั้งไว้ รวมทั้งดีลนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของ “เอดิ” เอแดร์ซอน มือกาวทีมชาติบราซิลที่ตกเป็นข่าวว่าอาจย้ายไป กาลาตาซาราย ของตุรกีเช่นกัน

จากการติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นว่า ดอนนารุมมา เองก็ต้องการย้ายออกจากทีมเพื่อหาโอกาสในการเติบโต ผมเชื่อว่าซีซั่นหน้าแฟนบอล “เรือใบสีฟ้า” จะได้เห็นผลงานดีของเขานะครับ อย่าลืมติดตามข่าวโละดราม่ากันต่อ

ที่มา – “ดอนนารุมมา” ตกลงย้ายเฝ้าเสาให้ “เรือใบสีฟ้า” เรียบร้อย

เปิดทำเนียบรัก ‘มารี เบิร์นเนอร์’ นางเอกสาวเสน่ห์แรง

หลังจากข่าวด่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์เมาแล้วขับและมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกนำมาเสนอ ทำให้ความรักของนักแสดงสาว มารี เบิร์นเนอร์ กลับมาเป็นที่กล่าวขวัญอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยผูกโยงความรักกับผู้ชายนานาประการ บันเทิงเดลินิวส์ ได้จัดทำเนียบรักของ มารี เบิร์นเนอร์ มาให้ชมกันอย่างจุใจ

เปิดทำเนียบรัก ‘มารี เบิร์นเนอร์’ นางเอกสาวเสน่ห์แรง

คนที่ติดตามวงการบันเทิงคงได้ยินชื่อของ มารี เบิร์นเนอร์ กันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลงานการแสดง ความสำเร็จในสายอาชีพ หรือแม้แต่ความรักที่เธอเคยแบ่งปันกับคนต่างๆ ซึ่งแต่ละความสัมพันธ์ล้วนมีเรื่องราวชวนให้จับตามอง

รักครั้งแรกกับหนุ่มเซอร์ไพรส์

1.โชแปง เลิศวริศ เลิศวรปรีชา เป็นหนึ่งในคู่รักที่หลายคนยังจำได้ดี ด้วยภาพความหวานที่เคยเผยออกมา แม้จะมีเวลาไม่นาน แต่ก็สร้างความประทับใจให้แฟนคลับไม่น้อยเลย

2.พิชญ์ กาไชย เป็นอีกหนึ่งคนที่มีช่วงเวลาหวานชื่นกับ มารี เบิร์นเนอร์ แม้จะเงียบงันจากสายตาสาธารณะไปบ้าง แต่รอยยิ้มและความอบอุ่นที่เคยมีให้กันนั้น ยังคงเป็นที่จดจำ

ข่าวด่วนพาความรักกลับเป็นที่สนใจ

ล่าสุดเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันมานี้ที่ มารี เบิร์นเนอร์ เกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับ และมีการทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ไป อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับบุคคลในแวดวงธุรกิจชั้นสูง จนทำให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งไปทั่วหน้าสื่อต่างๆ แต่คำถามคือ ตอนนี้เธอยังมีความรักกับใครอยู่หรือไม่?

3.กัน นภัทร ยังนับว่าเป็นคู่รักที่มีชื่อเสียงในวงการ และหลายคนคาดเดาว่าเขากับมารีเคยมีความรักที่หวานชื่นอยู่ไม่นานมานี้

แต่ถ้าพูดถึงคนปัจจุบัน ต้องบอกว่าเธออยู่กับ 4.ไฮโซบอส อัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล โดยความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยความโรแมนติก แถมยังมีงานอีเวนต์หลายครั้งที่ทั้งสองร่วมกัน จนหลายคนเรียกกันเลยว่าเป็นความรักในฝัน

ใครคือคนที่ครองใจ ‘มารี เบิร์นเนอร์’ ได้จริง?

  • มีภาพถ่ายหวานกับ มารี เบิร์นเนอร์ เป็นจำนวนมาก
  • มีความสัมพันธ์ยาวนานกว่าคู่อื่น
  • ทั้งคู่มีกิจกรรมด้านสังคมและธุรกิจร่วมกัน
  • มีนักข่าวติดตามข่าวความรักอย่างต่อเนื่อง

เป็นที่น่าจับตามองว่า แม้แต่ข่าวไม่ดีก็ยังไม่สามารถลดความนิยมของ มารี เบิร์นเนอร์ ลงได้ ในทางตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้คนสนใจเธอและคู่รักปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ใครจะเป็นคนครองหัวใจของนางเอกสาวเสน่ห์แรงไปได้นานแค่ไหน นี่คือความท้าทายของทุกความรักในวงการบันเทิง

หากคุณเป็นแฟนคลับ มารี เบิร์นเนอร์ แล้วละก็ ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของเธออย่างใกล้ชิด เพราะไม่รู้ว่าเรื่องราวใดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เปิดทำเนียบรัก ‘มารี เบิร์นเนอร์’ นางเอกสาวเสน่ห์แรง ล้วงหัวใจมาครองแล้วทั้งนักร้องและไฮโซยังต้องสยบ!

เวียดนามเตรียมอพยพรับไต้ฝุ่นคาจิกิ

ในช่วงสัปดาห์นี้ ประเทศเวียดนามได้ประกาศจัดเตรียมการอพยพผู้ลี้ภัยจำนวนมาก เนื่องจากมีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า ไต้ฝุ่น คาจิกิ กำลังเข้าใกล้ชายฝั่งตอนกลางของเวียดนามอย่างรวดเร็ว โดยมีความเร็วลมสูงสุดถึง 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะขึ้นฝั่งในช่วงวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ตามข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม คณะทำงานด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า มีแผนการอพยพประชาชนมากกว่า 325,500 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดทางตอนกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจาก ไต้ฝุ่นคาจิกิ ซึ่งจะเป็นพายุที่ 5 ที่เข้าโจมตีเวียดนามในปีนี้

เวียดนามเตรียมอพยพรับไต้ฝุ่นคาจิกิ

สถานที่ที่ใช้เป็นจุดอพยพชั่วคราว เช่น โรงเรียนและอาคารราชการ ถูกดัดแปลงเพื่อรองรับจำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญเพื่อปกป้องประชาชน ก่อนที่ ไต้ฝุ่นคาจิกิ จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง

สถานการณ์พายุในเวียดนามช่วงที่ผ่านมา

ไม่เพียงแค่ ไต้ฝุ่นคาจิกิ เท่านั้น แต่พายุ 4 ลูกก่อนหน้านี้ในปีนี้ก็ทำลายความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 100 ราย และความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิน 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 679.98 ล้านบาท

รายงานจากศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมของสหรัฐ (JTW)

  • ไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวจากชายฝั่งใต้ของจีน
  • ความเร็วลมสูงสุด 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • คาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามในวันจันทร์
  • คาดการณ์ว่าจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าของรัฐบาลเวียดนามเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประวัติศาสตร์ของพายุในภูมิภาคนี้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายอย่างหนัก ทั้งในเรื่องของชีวิตและเศรษฐกิจ การสร้างความตระหนักให้กับประชาชน และการมีแผนอพยพที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณติดตามสถานการณ์ในเวียดนามเป็นประจำ การเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเหมาะสมปลอดภัยเป็นที่สุดเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติที่รุนแรง การเฝ้าระวังและรายงานจากหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาเป็นข้อมูลที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – เวียดนามอพยพเตรียมรับมือไต้ฝุ่น “คาจิกิ” อพยพมากกว่า 300,000 คน

‘ปภ.’ เตือนพายุคาจิกิ เฝ้าระวัง 58 จังหวัด 24-27 ส.ค.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมรับมือพายุคาจิกิ ซึ่งมีแนวโน้มจะพัดถล่มประเทศไทยในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ โดยมีผลกระทบต่อพื้นที่ทั่วไปใน 58 จังหวัด พร้อมขอให้พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย

‘ปภ.’ เตือนพายุคาจิกิ เฝ้าระวัง 58 จังหวัด 24-27 ส.ค.

ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 7 (210/2568) ระบุว่า พายุคาจิกิ จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร และคาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมเป็นต้นไป

พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์วันที่ 24 ส.ค.

ในวันแรกของการเฝ้าระวัง ปภ. ได้กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเพื่อป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก โดยในวันที่ 24 ส.ค. จะมีพื้นที่สำคัญที่ต้องระวังโดยเร่งด่วน ทั้งในภาคเหนือ เช่น ลำปาง น่าน ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์, และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น หนองคาย บึงกาฬ และขอนแก่น

  • ภาคเหนือ: ลำปาง, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, ตาก, สุโขทัย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย, บึงกาฬ, ขอนแก่น, มุกดาหาร
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี, ราชบุรี, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

สถานการณ์ในวันที่ 25 ส.ค.

ในวันถัดมา สถานการณ์เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น โดยพื้นที่เฝ้าระวังได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ภาคเหนือ เช่น เชียงราย ลำพูน ไปจนถึงพื้นที่ภาคใต้ และรวมถึงกรุงเทพมหานคร ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากรายการนี้เช่นกัน

  • ภาคเหนือ: เชียงราย, พะเยา, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคกลาง: นครนายก, สระแก้ว, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม
  • ภาคใต้: ชุมพร, กระบี่, ภูเก็ต

อัปเดตล่าสุดวันที่ 26-27 ส.ค.

ในช่วงอีก 2 วันสุดท้าย พื้นที่เฝ้าระวังจะถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ อุดรธานี และสกลนคร เข้าสู่สถานการณ์เสี่ยงสูงขึ้น รวมไปถึงพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, ตาก, กำแพงเพชร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ยโสธร, อุบลราชธานี, กาฬสินธุ์
  • ภาคกลาง: ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ปทุมธานี
  • ภาคใต้: ชุมพร, พังงา, ระนอง

นอกจากพื้นที่เสี่ยงภัยด้านน้ำแล้ว ยังมีพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลต้องเฝ้าระวังคลื่นลมแรงโดยเฉพาะ ดังนี้:

  • ชลบุรี: อ.เมืองชลบุรี, ศรีราชา
  • ระยอง: อ.เมืองระยอง, บ้านฉาง
  • จันทบุรี: อ.ท่าใหม่, แหลมสิงห์
  • ระนอง: อ.เมืองระนอง, สุขสำราญ
  • พังงา: อ.ตะกั่วทุ่ง, คุระบุรี

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางหรืออยู่ในพื้นที่ที่ ‘ปภ.’ เตือนพายุคาจิกิ ควรหลีกเลี่ยงการไปในจุดเสี่ยง ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมแผนอพยพหากจำเป็น การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ปภ.’ แจ้งเตือนพายุ ‘คาจิกิ’ 58 จังหวัดเฝ้าระวังสถานการณ์วันที่ 24-27 ส.ค.นี้

นช.ไม่รอด โดนรวบแล้ว!! ขโมยจยย.หนีจนมุมที่อ่างทอง อ้างคิดถึงลูก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง เมื่อ “นช.อนุชิต” ชายวัย 29 ปี ซึ่งกำลังถูกคุมขังที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี หลบหนีจากเรือนจำขณะทำงานนอกเรือน โดยลักทรัพย์ ขโมยรถจักรยานยนต์ ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และขับหนีไป

นช.ไม่รอด โดนรวบแล้ว!!

ตามรายงาน นช.อนุชิต อายุ 29 ปี ถูกตัดสินจำคุก 1 ปี ในข้อหาพยายามลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 และจะพ้นโทษในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 แต่ในวันเกิดเหตุได้หลบหนีขณะทำงานนอกเรือนจำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยใช้รถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ในการหลบหนี

หลังเกิดเหตุ ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ร่วมกับ ตำรวจสืบสวนจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ ได้เร่งติดตามตัวผู้ต้องขังรายนี้อย่างต่อเนื่อง

จับกุมได้แล้วที่อ่างทอง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่า นช.อนุชิต เดินทางไปซ่อนตัวที่บ้านญาติในอำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง จึงได้เดินทางไปติดตามจนสามารถจับกุมตัวได้สำเร็จที่วัดเขาบวช ในตำบลห้วนไผ่ อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง

หลังจับกุมตัวได้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนช.อนุชิต ไปลงบันทึกประจำวัน ณ สภ.แสวงหา ก่อนจะนำตัวกลับมายัง สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อดำเนินการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

นช.อนุชิต ระหว่างถูกควบคุมตัว

เมื่อเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นช.อนุชิต กลับมายังกองบังคับการ สภ.เมืองนนทบุรี โดยในระหว่างถูกนำตัวไปห้องสอบสวน นช.มีสีหน้าที่แสดงความกังวลและเคร่งเครียดอย่างชัดเจน

ภายหลัง พลตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุเพื่อสอบถามสาเหตุที่นช.หลบหนี โดย นช.อนุชิต ได้กล่าวว่า เหตุผลที่หลบหนีก็เพราะอยากกลับไปพบลูกที่เพิ่งคลอดได้ประมาณ 5 เดือน และที่ทำเช่นนั้นไปเพราะอารมณ์เป็นเหตุ

แม่เข้าใจ แต่เตือนให้กลับตัว

แม่ของหนุ่มคนนี้ ซึ่งรับทราบข่าวว่าลูกชายถูกจับกุม ได้เดินทางมาเยี่ยมก่อนที่ พลตำรวจเอกทวี สอดส่อง จะเข้าไปพูดคุย โดยแม่ได้กล่าวว่า เข้าใจในความคิดถึงลูกของลูกชาย แต่พร้อมเตือนให้ลูกยอมรับผิดและอดทนรอวันพ้นโทษ

  • führtการสืบสวนจนสามารถจับกุมได้
  • หลบหนีจากเรือนจำด้วยการลักทรัพย์รถจักรยานยนต์
  • แม่เข้าใจแต่ให้กลับตัว
  • จะถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมเรื่องลักทรัพย์

หลังจากนี้ นช.อนุชิต จะยังคงถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์เพิ่มเติม เนื่องจากใช้รถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่เรือนจำในการหลบหนี และจะถูกส่งตัวกลับไปยังเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี เพื่อดำเนินคดีจนจบ

เหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาให้เห็นว่า แม้จะผิดหวังในสถานการณ์ส่วนตัว แต่การแก้ปัญหาผิดกฎหมายจะไม่ได้นำพาสู่ทางลัดที่ดี หากต้องใช้เวลาให้มากขึ้นสำหรับการกลับไปใช้ชีวิตอย่างเป็นทางการ

ที่มา – นช.ไม่รอด โดนรวบแล้ว!! ขโมยจยย.หนีจนมุมที่อ่างทอง อ้างคิดถึงลูก

แจงชื่อ “อลงกต พลมุข” ซ้ำกับผู้เสียชีวิต ไม่เกี่ยวกับ “หลวงพ่ออลงกต”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายภายในวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงกรณีมีข่าวลือเกี่ยวกับชื่อ อลงกต พลมุข ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับบุคคลที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยไม่เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ แต่อย่างใด

แจงชื่อ “อลงกต พลมุข” ซ้ำกับผู้เสียชีวิต ไม่เกี่ยวกับ “หลวงพ่ออลงกต”

ในการแถลงดังกล่าว นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ เปิดเผยว่า บุคคลที่เสียชีวิตไปคือญาติใกล้ชิดของตนเอง และตนก็เคยไปร่วมงานศพด้วย ซึ่งญาติ ๆ เองก็มีความสงสัยเช่นเดียวกันว่า ทำไมชื่อของ หลวงพ่ออลงกต จึงซ้ำกับผู้ที่เสียชีวิต มีแม้กระทั่งจดหมายธุรกรรมส่งไปยังบ้านของผู้เสียชีวิตจริง

ควรตรวจสอบเลขบัตรประชาชน

นายเฉลิมพล ระบุเพิ่มเติมว่า ความสับสนที่เกิดขึ้นควรตรวจสอบผ่านเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของทั้งสองฝ่าย ว่ามีการซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรปล่อยให้สื่อหรือสาธารณชนนำไปตีความจนเกินจริง

“เรื่องนี้ผมตอบได้เพียงเท่านี้ หากสื่ออยากได้ข้อเท็จจริง ควรตรวจสอบข้อมูลจากระบบทะเบียนราษฎร์โดยตรง จะมีความชัดเจนที่สุด ไม่ควรขยายความจนเกินเหตุ เพราะทุกวันนี้ญาติ ๆ ต้องพลอยเดือดร้อนและตกใจกับเรื่องที่ถูกนำเสนอออกมา” นายเฉลิมพล กล่าว

จากกรณีนี้ เห็นได้ว่ากรณีชื่อซ้ำกันระหว่างบุคคลหลาย ๆ คน มีมากในสังคมไทย และอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการ เช่น เลขบัตรประชาชน เป็นหลัก เพราะจะช่วยลดความสับสนและป้องกันการเข้าใจผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – แจงชื่อ “อลงกต พลมุข” ซ้ำกับผู้เสียชีวิต ไม่เกี่ยวกับ “หลวงพ่ออลงกต”

อินเดียระงับบริการไปรษณีย์ไปสหรัฐฯ หลังเลิกเว้นภาษี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อินเดียได้ประกาศระงับการให้บริการขนส่งพัสดุทางไปรษณีย์ไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป สาเหตุเกิดจากคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับพัสดุบางประเภทที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์จากต่างประเทศมายังสหรัฐฯ

อินเดียระงับบริการไปรษณีย์ไปสหรัฐฯ หลังเลิกเว้นภาษี

กระทรวงการไปรษณีย์ของอินเดียได้ออกแถลงการณ์แจ้งว่า มีการเปลี่ยนแปลงในแนวทางการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งผ่านสายการบินไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ซึ่งตามคำสั่งของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ต้องจัดเก็บภาษีกับพัสดุที่มีมูลค่าเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

แม้ว่าสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) จะได้ออกแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้นในวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยังมีขั้นตอนมากมายที่ยังไม่ได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเกี่ยวกับกลไกการรายงานและการจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าที่นำเข้าผ่านทางไปรษณีย์

ผลกระทบจากการระงับขั้วโมงบริการ

ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งที่ให้บริการขนส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจงดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านเทคนิคและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น กระทรวงการไปรษณีย์ของอินเดียจึงได้ตัดสินใจ ระงับการรับฝากสิ่งของทางไปรษณีย์ที่มีปลายทางในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังคงให้บริการรับจดหมาย หนังสือ หรือของขวัญประเภทบางอย่างที่มีมูลค่า <= 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากได้รับการรับรองว่าต้องเสียภาษี หรือเป็นสินค้าที่ต้องรายงานตาม “สินค้าที่มีคุณสมบัติ” ก็จะได้รับการคัดแยกและดำเนินการต่อไป ขึ้นอยู่กับคำแนะนำที่สหรัฐฯ จะแจ้งเพิ่มเติม

  • ประกาศระงับของการไปรษณีย์ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อจดหมายและเอกสาร
  • สินค้าที่มีมูลค่าน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ยังคงสามารถจัดส่งได้
  • การเปลี่ยนแปลงอาจกระทบต่อผู้ค้าออนไลน์ในอินเดียที่ส่งสินค้าไปอเมริกา

สรุปสถานการณ์

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศคู่ค้าในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอินเดียที่ตกอยู่ในสถานะจำเป็นต้องปรับระบบต่าง ๆ อย่างทันท่วงที เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับใหม่

ด้านผู้บริโภคและเจ้าของธุรกิจ eCommerce ควรเฝ้าติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในกรณีที่ต้องเสียภาษีศุลกากร

ความไม่ชัดเจนในกรอบกฎหมายอาจนำไปสู่ความล่าช้าและความเสี่ยงในการดำเนินงาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้การประสานงานที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว

เป็นเหตุให้นโยบายครั้งนี้ยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด และอินเดียก็ยังคงอยู่ในช่วงรอคำชี้แจงเพิ่มเติมจากฝ่ายสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

หากคุณกำลังวางแผนจะส่งพัสดุไปสหรัฐในเร็ว ๆ นี้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากระบบไปรษณีย์อินเดียเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายด้านเวลาและค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น

ที่มา – อินเดียระงับบริการไปรษณีย์ไปสหรัฐ หลังทรัมป์เลิกเว้นภาษีพัสดุบางประเภท

จีรติ-กตัญญู คว้าแชมป์คู่ชาย เทคบอลชิงแชมป์ประเทศไทย

ศึกเทคบอลชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 ถือเป็นการแข่งขันที่น่าติดตามอย่างมาก โดยการแข่งขันจัดขึ้นที่โรงยิมอเนกประสงค์ โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นได้รับความสนใจจากแฟนกีฬาชาวไทยและผู้สื่อข่าวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการแข่งขันประเภทคู่ชายที่ถือได้ว่าเป็นไฮไลต์ของรายการ

จีรติ-กตัญญู คว้าแชมป์คู่ชาย เทคบอลชิงแชมป์ประเทศไทย

ในการแข่งขันคู่ชายทีมเชียงใหม่เทคบอล นำโดย “แบมบู” เกศฎา มหาศักดิ์สิทธิ์ และ “อลิต” เขตผาติชโลทร ได้พบกับ “ตุ้ม” จีรติ จันทร์เลียง และ “เอเธนส์” กตัญญู โพธิ์ทอง จากสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดน่าน ซึ่งคู่หลังนี้เป็นคู่ที่มีประสบการณ์อันสูงในระดับแชมป์โลก การแข่งกันในครั้งนี้จึงถูกคาดการณ์แล้วว่าจะเป็นการดวลเดือด

แม้ทีมเชียงใหม่จะคาดหวังชัยชนะ แต่ผลการแข่งขันกลับเป็นของ “จีรติ-กตัญญู” ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะไป 2 เซตรวด ด้วยคะแนน 12-5 และ 12-1 คว้าแชมป์คู่ชายไปครองอย่างสง่างาม และก็กลายเป็นความภาคภูมิใจให้กับแฟนกีฬาจังหวัดน่านอย่างแท้จริง

ผลการแข่งขันไทยชิงฯ อื่นๆ ที่น่สนใจ

นอกจากคู่ชายแล้ว ผลการแข่งขันในประเภทอื่นๆ ก็ถือว่าดุเดือดไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในประเภทคู่หญิง ที่ “หยก” จุฑาทิพย์ กันทะธง และ “ไจแอนท์” รัชญาพร เกนขุนทด จากทีม วูเม็น แอร์ฟอร์ซ 1 คว้าชัยเหนือ “นิด” สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ และ “แป้ง” พนิดา ยืนชีวิต จาก วูเม็น แอร์ฟอร์ซ 2 ไป 2-0 เซต ด้วยคะแนน 12-5 และ 12-5 ทำให้แชมป์คู่หญิงตกเป็นของทีมวูเม็น แอร์ฟอร์ซ 1

ประทับใจไม่แพ้กันในประเภทเดี่ยวชาย ที่ “ธรรมนูญ” โชคกิตติกุล จากสมาคมกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน สามารถเอาชนะ “กตัญญู” โพธิ์ทอง จากจังหวัดน่าน ไป 2-1 เซต ด้วยคะแนน 12-8, 9-12 และ12-8 ทำให้มีชัยชนะอย่างเหนียวแน่น แม้แข่งกับฝ่ายตรงข้ามที่ประสบการณ์ชัดเจนในรายการ

สำหรับรางวัลประเภทอื่นๆ ก็มีการประกาศแล้ว ได้แก่ ประเภทเดี่ยวหญิง “ภัสส์รวรรณ” สีมาวงศ์ จากทีมราชนาวี เอาชนะ “จิรัชญาพร” เกนขุนทด ไปอย่างเหนียวแน่น และประเภทคู่ผสม ที่มี “ภัสส์รวรรณ สีมาวงศ์” และ “พักตร์พงษ์ เดชเจริญ” จากทีมราชนาวี ชนะ “ประกาศิต นามลิวัน” และ “วรรณทิกา อินทร์นุ” จากกองทัพเรือ ในการแข่งแบบสามเซต

รวมพลังเป็นหนึ่งในงานกีฬา

หลังจบการแข่งขันก็มีพิธีมอบรางวัលและปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทรกุล นายกสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมผู้สนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ และบริษัทต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัท เอส.ซี.เอส. สปอร์ตสแวร์ จำกัด ยังเป็นผู้ผลิตรองเท้ากีฬายี่ห้อ Breaker ที่ให้ของที่ระลึกโดยเฉพาะแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และอันดับ 3 ในแต่ละประเภทการแข่งขัน ทำให้ทุกทีมรู้สึกประทับใจ

กีฬาเทคบอลไม่ใช่เพียงแค่การแข่งทนแรง แต่ยังเป็นเวทีแสดงถึงความสามัคคี ความมุ่งมั่น และพรสวรรค์ของนักกีฬาทั่วไทย หากคุณสนใจเรื่องกีฬาหรือข่าวกีฬา ไม่ควรพลาดตามติดการแข่งขันในครั้งหน้า เพราะอาจมีอีกหลายคู่ที่รอใคร่ชมอยู่!

ที่มา – “จีรติ-กตัญญู” ฟาดแชมป์คู่ชาย “จุฑาทิพย์-รัชญาพร” ผงาดแชมป์คู่หญิง เทคบอลชิงแชมป์ประเทศไทย

เจอแล้ว! บ้านเก่าพระอลงกตที่ขอนแก่น ตอนยังเรียกพระจอร์จ

บ้านเก่าของ พระอลงกต ที่ขอนแก่น เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ มักจะกลับมาทุกปีในช่วงวันเกิดโรงเรียนเก่า ซึ่งคนในละแวกนั้นรู้จักในนาม “พระจอร์จ” กว่าจะเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ ชาวบ้านแทบไม่เชื่อว่าพระที่ใจดีและทำบุญเสมอจะมาถึงขั้นนี้

เจอแล้ว! บ้านเก่าพระอลงกตที่ขอนแก่น

ตามรายงานข่าวจากสำนักข่าวรายใหญ่ ได้ทำการตรวจสอบจนพบบ้านเก่าของ พระอลงกต ซึ่งตามทะเบียนบ้านปี พ.ศ. 2526 ระบุว่าตั้งอยู่ที่เลขที่ 37/60 ม.4 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านพักข้าราชการของสำนักงานทางหลวงที่ 7 ขอนแก่น กรมทางหลวง และขณะนี้ไม่มีผู้พักอาศัย

เรียกกันว่าพระจอร์จ คนละแวกพูดถึงอย่างอบอุ่น

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเล่าว่า บ้านหลังนี้เดิมเป็นของพ่อเฉย พ่อของพระอลงกต และพวกเขาไม่เคยเรียก “พระอลงกต” แต่เรียกกันว่า “พระจอร์จ” มาตลอด เพราะเป็นคนมีนิสัยดี ใจบุญ และเคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลในสมัยเรียนที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย

ทุกปีหลังจากดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พระจอร์จจะแวะเวียนกลับมาบ้านเก่าในเดือนพฤษภาคม เพื่อทำบุญวันเกิดโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย และมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนในละแวก

จากความทรงจำของชุมชน

นางจารุณี สุตะชา ประธานชุมชนบะขาม ระบุว่าในช่วงที่พระอลงกตยังเป็นวัยรุ่น จะมาที่บ้านช่วงหลังสงกรานต์ทุกปี เป็นกิจวัตรประจำปี ในวันเกิดของท่าน มีการทำอาหารถวาย และเชิญผู้สูงวัยมาร่วมกิจกรรม ซึ่งแต่ละปีมีคนในย่านมาร่วมงานอย่างคึกคัก

คุณจารุณีเล่าอีกว่า ตอนไปเยี่ยมวัดพระบาทน้ำพุ รู้สึกดีใจและชื่นชมตอนที่เห็นพระอลงกตทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส และยังได้เห็นพี่สาวของเขาคอยดูแลในครัวของวัดด้วยตัวเอง

ตกใจแต่ไม่แปลกใจ

แม้จะได้ยินข่าวเรื่องเงินที่เกี่ยวข้องกับพระอลงกต คุณจารุณีกล่าวว่า “ไม่ได้ตกใจ เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งข่าวแบบนี้คงต้องออกมา พระก็เป็นคน ถ้ามีคนนำทางผิด ก็อาจเผลอเข้าเส้นทางที่ผิดได้เช่นกัน”

จนถึงตอนนี้ ชาวบ้านยังคงมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเลือกทำบุญในวิถีที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ความทรงจำที่มีมานาน กลับกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าของคนในย่านบะขาม ที่เคยมี “พระจอร์จ” กลับมาทุกปี เพื่อทำบุญให้กับบ้านเก่า

หากคุณเคยรู้จักบ้านหลังนี้มาก่อน อาจยังอยากกลับไปเยี่ยมอีกครั้ง แม้จะเป็นบ้านร้าง แต่ยังคงความอบอุ่นในความทรงจำที่ดีไว้ได้เสมอ

ที่มา – เจอแล้ว! บ้านเก่า “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น เมื่อก่อนกลับบ้านทุกปี คนจะเรียก “พระจอร์จ”