ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สุดช็อก! ด.ช.13 ขวบ สาดน้ำมันราดเผาเด็ก 11 ขวบกลางทุ่งนา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ทำเอาคนในพื้นที่แห่งหนึ่งต้องตกใจไม่น้อย ที่หมู่บ้านอาม็อง ตำบลบ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีรายงานว่า เด็กชายวัย 11 ปี ถูก เด็กชายวัย 13 ปี ขี่รถจักรยานยนต์มาสาดน้ำมันราดและจุดไฟเผาที่ใบหน้ากลางทุ่งนา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้มีการนำตัวเด็กชายไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์อย่างเร่งด่วน

สุดช็อก! ด.ช.13 ขวบ สาดน้ำมันราดเผาเด็ก 11 ขวบกลางทุ่งนา

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังที่เกิดเหตุ และได้พูดคุยกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ นายนัฐพล มาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปสอบถามข้อมูลจาก เด็กผู้บาดเจ็บ ว่าตนเองและเพื่อน ๆ กำลังอยู่ที่ทุ่งนาอยู่ดี ๆ ก็มี เด็กชายวัยรุ่น คนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาสาดน้ำมันราดใบหน้า แล้วจุดไฟเผาในทันที จากนั้นก็ขับรถหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์

ในส่วนของผู้รายงานเหตุการณ์ระบุว่า ผู้กระทำ มีชื่อเล่นว่า “โด้” อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นลูกหลานของคนในหมู่บ้านเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปสอบปากคำจำเลยในทันที

ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงบ้านของ “โด้” ก็ได้รับข้อมูลจากญาติซึ่งให้ความเห็นว่า เด็ก ๆ กำลังย่างปลากินกันอยู่ แล้วเกิดเหตุการณ์ลวกน้ำมันเบนซินโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเกิดความขัดแย้งในข้อมูลระหว่างสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์ ได้เข้าไปสอบปากคำทั้งพยานและผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงและชัดเจน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังมีการสอบสวนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเด็กผู้ใช้ความรุนแรง ในฐานะเด็กใต้ 15 ปี ที่ยังไม่มีความผิดทางอาญา

ประเด็นสังคมจากเหตุการณ์นี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด หรือการใช้ความรุนแรงในวัยเยาว์ หากมองลึกเข้าไป คนในสังคมควรตั้งคำถามว่าเราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กอย่างไร และมีการดูแลเยาวชนวันนี้อย่างไร

อีกทั้งยังเปิดประเด็นเรื่อง “การเข้าใจผิด” ระหว่างเด็กในวัยเรียน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็สามารถลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงได้ในพริบตา

ทั้งสองฝ่ายมีประเด็นที่ควรจะได้รับการศึกษาและเยี่ยวยาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “โด้” และเด็กผู้บาดเจ็บที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างขวัญขวาง

ขอให้สังคมเราเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ว่าการเยาะเย้ย ความขัดแย้งในวัยเรียน หากไม่มีผู้ดูแลและคำปรึกษาที่เหมาะสม อาจกลายเป็นความรุนแรงที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้

อย่าให้ความรุนแรงในวัยเยาว์เป็นบทเรียนให้กับคนในอนาคต แต่ให้มันเป็นบทสรุปให้กับสิ่งที่เราล้มเหลวในวันนี้

ที่มา – สุดช็อก!ด.ช.13 ขวบ สาดน้ำมันราดเผาเด็ก 11 ขวบกลางทุ่งนา บาดเจ็บสาหัส!

ฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย เตรียมเซ็นข้อตกลงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวดีจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเกิดขึ้นเมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประเทศฟิลิปปินส์และออสเตรเลียได้เตรียมความพร้อมในการลงนามข้อตกลงที่สำคัญ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยข้อตกลงนี้คาดว่าจะเป็นรูปธรรมในปี 2569

ฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย เตรียมเซ็นข้อตกลงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

ภายหลังการประชุมระหว่างนายริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของออสเตรเลีย กับนายกิลแบร์โต ทีโอโดโร จูเนียร์ รมว.กลาโหมของฟิลิปปินส์ ที่กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีมุมมองร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะแรงกดดันด้านความมั่นคงที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันของฟิลิปปินส์ และการประสานงานซ้อมรบร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

รองนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้กล่าวว่า การลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมระหว่างฟิลิปปินส์กับออสเตรเลีย เป็นการยกระดับความร่วมมือที่จะช่วยให้ประเทศในภูมิภาคมีความมั่นคงเป็นร่วมกัน ฟิลิปปินส์เองก็กำลังเดินหน้าปูทางให้กับความร่วมมือทางทหารกับพันธมิตรที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการรุกรานที่เพิ่มมากขึ้นของจีนในทะเลจีนใต้

รัฐบาลฟิลิปปินส์ในปีนี้ยังได้ลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับการเยือนของกองกำลังทหาร (Visiting Forces Agreement: VFA) กับประเทศนิวซีแลนด์ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตามข้อตกลงที่คล้ายกันกับประเทศอย่างฝรั่งเศสและแคนาดา เพราะมองว่าความร่วมมือด้านการทหารกับชาติพันธมิตรต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศในด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังได้ร่วมมือกับอินเดียในการลาดตระเวนทะเลจีนใต้เป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลมะนิลาในการรับมือกับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และทะเลที่มีความซับซ้อน

นายกิลแบร์โต ทีโอโดโร จูเนียร์ รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ท่าทีของจีนที่มีกิจกรรมฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่องในทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้อง “ยับยั้ง” โดยส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ชุมชนนานาชาติจะไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน

การร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างฟิลิปปินส์กับออสเตรเลียจึงกลายเป็นบทใหม่ของความสัมพันธ์ที่เน้นความมั่นคงและความร่วมมือแบบพันธมิตร

หากคุณติดตามข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การติดตาม ข้อตกลงระหว่างฟิลิปปินส์กับออสเตรเลีย ถือเป็นหัวข้อที่น่าจับตา เพราะอาจเปลี่ยนแผงภูมิศาสตร์ทางทหารของภูมิภาคในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่มา – ‘ฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย’ เตรียมเซ็นข้อตกลง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

โดม ปกรณ์ ลัม เล่นมุกกินปูผัดผงกะหรี่ 2,500 บาท จนต้องชี้แจง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาโลกโซเชียลพูดถึงเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับเมนูไข่เจียวปูของร้านเจ๊ไฝที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเน็ตอย่างมาก จนหลายคนถกเถียงกันเรื่องราคาและคุณค่าในการบริโภค ซึ่งล่าสุดนักร้องหนุ่มหน้าใสอย่างโดม ปกรณ์ ลัมก็ดันกลายเป็นประเด็นที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ตามทัวร์ด้วย

โดม ปกรณ์ ลัม หนุ่มนักแสดงที่หลายคนรู้จักดีจากผลงานละครและเพลง ได้เข้ามาร่วมวงในกระแสปูผัดผง Curry ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยได้โพสต์ภาพเมนูปูผัดผงกะหรี่พร้อมกับข้อความชวนขำว่า:

“ผมจะเล่าให้ฟัง ผมเคยกินปูผัดผงกะหรี่จานละ 2,500 บาท ยังไม่บ่นสักคำ ค่าปู 500”

หลังจากนั้นก็ยังทิ้งมุกจ้าวล้อกับแฟนคลับว่า:

“แนะนำให้ตัดปูออก ก็จะเซฟไป 500 ครับ”

โดม ปกรณ์ ลัม เล่นมุกกินปูผัดผงกะหรี่ 2,500 บาท

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากโพสต์ดังกล่าวไม่ใช่แค่การแซวหรือlolแบบที่คาดเอาไว้ กลับกลายเป็นความเข้าใจผิด ทำให้หลายคนตีความว่านักร้องหนุ่มกำลังบ่นหรือวิจารณ์ราคานั้นแพงเกินจริง ส่งผลให้เกิดการแชร์ต่อในทางลบ

เผื่อปัญหาไม่บานปลาย โดมปกรณ์ลัมจึงรีบออกมาชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้งว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นเพียงการเล่นมุกตลกตามกระแสเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเชิงลบใดๆ และขอให้เพจที่นำข่าวไปลงช่วย”ตบมุกแก้ให้” เพราะความสับสนนี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น

นาทีเดือดของโดม

เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือภาพประกอบที่ถูกเผยแพร่ในโพสต์ของโดม ล้วนมีการใช้ถ้อยคำในการเล่นคำอย่างอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน โดยมีเจตนาล้อเลียนเหตุการณ์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์เท่านั้น

  • โดมปกรณ์ลัมชี้แจงว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ
  • เนื้อความการโพสต์สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การนำประเด็นสังคมมาใช้อย่างมีจังหวะ
  • การตั้งใจแต่งเนื้อหาโดยคำนึงถึงเทรนด์ช่วยให้โดดเด่นและเป็นที่กล่าวถึง

แม้บางครั้งการเล่นมุกเพื่อเก๋าอาจพลาดเป้าหรือโดนอ่านผิดทาง แต่ก็เป็นบทเรียนที่ดีในการเลือกใช้ถ้อยคำในการสื่อสารบนโลกโซเชียลอย่างชาญฉลาด ยิ่งกับคนมีชื่อเสียงแล้ว การทำท่าทางว่าหนักแน่นกับทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม โดม ปกรณ์ ลัม เองก็เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้นในโลกดิจิทัล และดูเหมือนจะยังรักษาความเป็นกันเองของตัวเองไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

ใครจะไปคิดว่าแค่การโพสต์ตัวอย่างมื้ออาหารหนึ่งจาน จะสร้างกระแสระทึกต่อนักเสพโซเชียลอยู่เสมอ การเดินสายตามกระแสอาจเป็นบ่อแหล่งวัสดุที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้พลาดท่าในแบบของโดม ปกรณ์ ลัมเช่นกัน

ที่มา – ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ เล่นมุกกินปูผัดผงกะหรี่ 2,500 ดันเจอทัวร์ลงจนต้องรีบแจง

หลวงพ่ออลงกตเผยมีกำลังใจดี! เตรียมแจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้ตรวจสอบพบว่า ชื่อของ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ไปซ้ำกับ นายอลงกต พลมุข ซึ่งเป็นข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เกิดกระแสข่าวและความสนใจอย่างกว้างขวางจากสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนทั่วไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเดลินิวส์ ได้รับอนุญาตให้เข้าพบหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยในโอกาสนั้น หลวงพ่อเผยว่า ตนเองมีกำลังใจที่ดีมาก จากการสนับสนุนของลูกศิษย์ ลูกหา และผู้ที่มีศรัทธาในธรรมะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลวงพ่อได้ประสานงานกับทีมทางด้านกฎหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อเตรียมชี้แจงประเด็นทั้งหมดอย่างชัดเจนและจริงจังต่อสาธารณะในเร็วๆ นี้

หลวงพ่ออลงกตเผยมีกำลังใจดี! เตรียมแจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

เบื้องต้น ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาเผยให้เห็นว่า หลวงพ่ออลงกต ยังคงมีความพร้อมทางจิตใจ และมุ่งมั่นในการเดินทางทำหน้าที่ทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้คนรอบข้างมาก ทั้งนี้ การเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อสาธารณชน ถือเป็นก้าวสำคัญที่สำคัญในการขจัดข้อสงสัยและความเข้าใจผิดจากสังคม

หลักฐานและการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายคน ไม่ว่าจะทั้งในแง่ของความเป็นจริงและกฎหมาย ซึ่งทางด้านวัดพระบาทน้ำพุและทีมกฎหมายได้ร่วมกันประชุมวางแผนเพื่อดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยเน้นที่ความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย

  • รวบรวมหลักฐานจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
  • เตรียมการชี้แจงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน
  • ตรวจสอบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และความเป็นมา

การดำเนินการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของ หลวงพ่ออลงกต อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในฐานะผู้นำทางศาสนาและผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากร้อยภิยศิษย์ในวงกว้าง

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน นับว่ามีทั้งความท้าทายและความหวัง ซึ่งหากข้อมูลชี้แจงได้รับการเผยแพร่อย่างชัดเจน ก็จะสามารถช่วยให้สาธารณชนเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าติดตามในอนาคต เพราะหากข้อมูลถูกชี้แจงอย่างครบถ้วน ก็จะช่วยรักษาศรัทธาและความนับถือของผู้คนต่อวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต ไว้ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ‘หลวงพ่ออลงกต’เผยมีกำลังใจดี! เตรียมรวบรวมหลักฐานแจงทุกประเด็นเร็วๆนี้

ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์เปิดใจล้มล้างศาสนาเป้าหลวงพ่ออลงกต

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เกิดความเงียบเหงา เนื่องจากการพิธีฌาปนกิจศพของร่างผู้เสียชีวิต 20 ราย ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เหล่าสื่อมวลชนมารอติดตามสถานการณ์ ขณะที่ประชาชนที่ตั้งใจเดินทางมาร่วมพิธีบางส่วนต้องผิดหวัง หลังทราบข่าวการเลื่อนดังกล่าวจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์เปิดใจ! ชี้มีขบวนการล้มล้างศาสนา หวั่น “หลวงพ่ออลงกต” เป็นเป้าโจมตี

นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ชื่อเดิมของหลวงพ่ออลงกต หรือพระราชวิสุทธิประชานาถ คือ “นายอลงกต พลมุข” ซึ่งตรงกับชื่อข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายเฉลิมพลกล่าวว่า ตนเองไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้อง และเพิ่งได้เห็นภาพเก่าของหลวงพ่อที่เคยใช้ชื่อว่า “เกรียงไกร” เป็นครั้งแรกจากสื่อมวลชน

ผลกระทบจากกระแสข่าว

ผลกระทบที่ตามมาคือมีผู้บริจาคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่เดินทางมายังวัดเพื่อทำบุญก็ลดลง บางร้านถึงกับฉีกรูปหลวงพ่อออกไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล ทั้งที่วัดและมูลนิธิยังต้องดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ HIV จำนวนมาก

ทั้งนี้ นายเฉลิมพลได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมี “ขบวนการล้มล้างศาสนาบางอย่าง” ที่กำลังใช้หลวงพ่ออลงกตเป็น “เป้าโจมตี” หากสามารถจัดการกับท่านได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อวงการศาสนาพุทธโดยรวม

ชี้แจงเรื่องทรัพย์สินและการนำเสนอบางข่าว

อีกทั้งยังเน้นย้ำว่าเรื่องของวัดกับมูลนิธิ ต้องถูกแยกออกจากกัน ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 มูลนิธิ และที่ดินที่ถูกนำมาเป็นประเด็นข่าวอยู่ในความครอบครองของมูลนิธิที่อดีตไวยาวัจกรเคยดูแล ซึ่งญาติของท่านกำลังดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับมูลนิธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่เรียกว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิทธิของผู้ป่วย และสิทธิขององค์กร จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายควบคู่กับจริยธรรมสื่อในการเข้าสู่สถานการณ์

หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของขบวนการล้มล้างศาสนาในยุคปัจจุบัน ร่วมกันเฝ้าระวังและปกป้องคุณค่าทางศาสนา อย่าปล่อยให้หมากตัวหนึ่งล้ม ส่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจกู้คืนได้

ที่มา – ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์เปิดใจ! ชี้มีขบวนการล้มล้างศาสนา หวั่น “หลวงพ่ออลงกต” เป็นเป้าโจมตี

หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า ตร.พาค้นไม่เจอ!

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์ที่น่าอึ้งเกิดขึ้นที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อ หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า จนตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง! เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อพลเมืองดีในพื้นที่แจ้งตำรวจว่าพบชายต้องสงสัยที่จอดรถจักรยานยนต์อยู่หน้าร้านคาราโอเกะชื่อดังในพื้นที่

หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า

ชายคนดังกล่าวคือ นายอัครเดช เกตุโชติ อายุ 21 ปี ซึ่งบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เขาเดินทางมายังร้าน นัดพบคาราโอเกะ เพื่อรอรับแฟนสาวที่ทำงานอยู่ในร้านตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน เพราะเข้าใจว่าร้านจะปิดในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ แฟนสาวก็ไม่ปรากฏตัว

เนื่องจากมีข้อตกลงกันก่อนหน้านี้ว่าเมื่อตอนเขาทำงานไม่ให้เข้าไปยุ่ง หนุ่มจึงนั่งรออยู่หน้าร้านโดยไม่เข้าไปถามไถ่ใคร จนกระทั่งเวลาผ่านไปนาน แม้จะพยายามโทรศัพท์ติดต่อหลายครั้งก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย เขาก็ไม่ยอมออกจากที่นั่ง ตัดสินใจยืนยันรอจนถึงเช้าวันใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปถึง 9 โมงเช้า คาดว่าหากตำรวจไม่เข้ามาช่วยคงต้องรอจนถึงเที่ยงวัน

ตำรวจพาค้นหาแฟน กลับเจอเหตุแปลกในร้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง พวกเขานำหนุ่มวัย 21 ปีเข้าไปในร้านเพื่อติดตามหาแฟนสาว แต่กลับพบว่าในร้านไม่มีแฟนสาวอยู่เลย กลับพบร้านปิดตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน และแขกบางส่วนยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร 2 โต๊ะ มีเจ้าของร้านนั่งเฝ้าอยู่ด้วย

เจ้าของร้านเปิดเผยว่าแขกสองโต๊ะไม่มีเงินจ่ายค่าบริการ ราคารวมเกือบ 13,000 บาท โดยโต๊ะหนึ่งค่าใช้จ่ายกว่า 7,000 บาท อีกโต๊ะเกิน 6,000 บาท ถึงจุดนี้ เจ้าของร้านยอมให้แขกนั่งรอจนเช้า เพราะมีข้อตกลงว่าจะไปถอนเงินจากธนาคารมาใช้จ่ายในตอนเช้า ด้วยความกังวลว่าแขกจะหนีไป จึงปิดร้านไว้ทั้งคืน

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะทุกคนในร้าน แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ขณะที่หนุ่มที่มา รอแฟนหน้าโอเกะ กลับต้องเผชิญกับความเสียใจ เพราะไม่เห็นแฟนสาวในร้านเลย และไม่รู้ว่าเธอไปไหน

  • หนุ่มรอนานเกินกว่าที่ควรจะรอ
  • สถานการณ์ในร้านเกินคาดจริงๆ
  • บรรยากาศแปลกในค่ำคืนที่มีเพียงรถจักรยานยนต์นั่งเดียว

เหตุการณ์นี้น่าสนใจเพราะไม่มีเพียงคำถามว่าแฟนสาวไปไหน แต่รวมทั้งความทุ่มเทของแขกในร้าน ที่ยอมนั่งจนเช้า รอเพียงจะได้จ่ายค่าเหล้าที่สั่งไว้

ในความเป็นจริง เรื่องแบบนี้สะท้อนถึงความรักและความรับผิดชอบ หากแต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการรอนานในที่ที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้ชีวิตในร้านโอเกะค่ำคืนจนเกินหนัก หากเกิดขึ้นหลายครั้งอาจกลายเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพจิตหรือการใช้จ่ายได้

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลในการรอคนรัก อย่าลืมระวังเรื่องของตนเองด้วยนะครับ เพราะในบางครั้ง หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างที่คิด

ที่มา – หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า ตร.พาค้นไม่เจอ! อึ้งกว่าแขกโดนขังรอจ่ายค่าเหล้า

ยูเอ็นเรียกร้องยุติความทุกข์ยากของชาวโรฮีนจา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ว่านายเจเรมี ลอว์เรนซ์ โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า เรากำลังจะผ่านพ้นอีกหนึ่งปีที่ปราศจากความยุติธรรม จากความรุนแรงซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 ในรัฐยะไข่ของเมียนมา รวมถึงถูกทิ้งให้ตั้งคำถามว่า ความทุกข์ยาก อันยาวนานจากอาชญากรรมเหล่านี้ และอาชญากรรมที่ยังคงดำเนินอยู่จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุมชนชาวโรฮีนจา

ลอว์เรนซ์กล่าวว่า การยุติการลอยนวลพ้นผิด และการรับรองสิทธิในความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นพลเมือง และความเท่าเทียมของชาวโรฮีนจา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการยุติวงจรแห่งความรุนแรง

ความทุกข์ยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดของชาวโรฮีนจา

สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมในรัฐยะไข่ เลวร้ายลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของชาวโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ที่นั่นยิ่งเลวร้ายลง โดยรัฐที่ยากจนแห่งนี้ได้เผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในสงครามกลางเมืองของเมียนมา ซึ่งเกิดจากการรัฐประหารเมื่อปี 2564

ความช่วยเหลือที่ขาดหายไป

เขาระบุว่า ทั้งทหารและนักรบชาติพันธุ์ท้องถิ่นจากกองทัพอาระกัน ได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อชาวโรฮีนจาโดยไม่ต้องรับโทษ และยังคงอาชญากรรมที่โหดร้ายต่อพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง

นอกจากนี้ ลอเรนซ์เสริมว่า นายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มการสนับสนุนชาวโรฮีนจา ขณะที่การตัดความช่วยเหลือได้ก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างรุนแรง

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทุกฝ่ายควรเร่งหาทางออกเพื่อยุติ ความทุกข์ยาก ที่ชาวโรฮีนจาต้องเผชิญมานานหลายปี เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรมและความสงบสุข

ที่มา – ยูเอ็นเรียกร้องประชาคมโลก ร่วมกันยุติ ‘ความทุกข์ยาก’ ของชาวโรฮีนจา

พลอย เฌอมาลย์ โปรโมตเพลง โต้ง ทูพี ตอกย้ำมิตรภาพกลับมาสวยงาม

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของวงการบันเทิงไทย ล่าสุดเรื่องราวที่กำลังสร้างความฮือฮาไม่แพ้ละครเรื่องไหนก็คือเรื่องของ พลอย เฌอมาลย์ ที่กลับมาให้ความสนใจในผลงานของ โต้ง ทูพี อีกครั้งอย่างเป็นทางการผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่กลับมาสวยงามของทั้งคู่อย่างน่าประทับใจ

พลอย เฌอมาลย์ โปรโมตเพลง โต้ง ทูพี

เมื่อไม่นานมานี้แฟนๆ ต่างแห่คอมเมนต์เป็นจำนวนมากหลังจาก คุณมัม พลอย ได้โพสต์ในสตอรี่ Instagram ไปว่าเธอได้ฟังเพลงใหม่ของโต้ง ทูพีอย่างจงรักภักดี และยังรีบแชร์ให้แฟนๆ ติดตามอีกด้วย แฟนเพลงต่างพากันจับตามองเพราะไม่ค่อยได้เห็นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่นี้ในช่วงที่ผ่านมา

สัญญาณบ่งบอกว่าความสัมพันธ์กลับมาเป็นมิตร

การที่ พลอย เฌอมาลย์ เลือกที่จะนำเพลงของโต้ง ทูพี มาโปรโมตบนแพลตฟอร์มของตัวเอง ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอบอุ่นและความเข้าใจในใจของทั้งคู่อีกครั้ง มีหลายความเห็นว่า ทั้งคู่สามารถผ่านวิกฤติความสัมพันธ์ในอดีตและกลับมาอยู่ในมุมของเพื่อนที่ดีต่อกันได้จริงๆ

สิ่งนี้ยังสะท้อนถึงมุมมองของคนในวงการบันเทิงที่มีต่อ “มิตรภาพหลังความรัก” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่หากทำได้อาจกลายเป็นภาพที่น่าประทับใจมากยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการให้เกียรติในฝีมือของแต่ละคนแล้ว ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนๆ ด้วยเช่นกัน

  • การโปรโมตเพลงของโต้ง ทูพี จาก พลอย เฌอมาลย์ ดึงดูดความสนใจได้มาก
  • มิตรภาพที่กลับมาคืนดีระหว่างศิลปินสองคน สะท้อนความเติบโตทางจิตใจ
  • แฟนๆ ต่างชื่นชมในความสุขที่คุณมัมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การที่ โต้ง ทูพี ได้เปิดตัวเพลงใหม่ในช่วงนี้ก็ยิ่งสร้างกระแสตอบรับดีจากผู้ฟัง และเมื่อได้รับการโปรโมตจาก พลอย เฌอมาลย์ จึงกลายเป็นการเติมพลังบวกไม่น้อยให้ทั้งศิลปินและแฟนเพลง

สิ่งสำคัญคือ เราในฐานะแฟนบันเทิงก็ควรจะให้ความรักและแรงใจแก่ศิลปินในรูปแบบที่ดีเสมอ เพราะการให้กำลังใจไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราวลึกซึ้งเสมอไป การกลับมาเป็นมิตรของ พลอย เฌอมาลย์ กับ โต้ง ทูพี ก็คือตัวอย่างหนึ่งของความเข้าใจและการให้เกียรติกันแบบผู้ใหญ่

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของศิลปินไทยคนอื่นๆ และโอกาสใหม่ๆ ในวงการบันเทิงเฉพาะที่นี่ที่ Daily News

ที่มา – ‘พลอย เฌอมาลย์’ โปรโมตเพลง ‘โต้ง ทูพี’ ตอกย้ำมิตรภาพกลับมาสวยงาม

“กลิ่นประหลาด” ก่อนเพลิงลุก! ไฟไหม้บ้านบางปู ปริศนาไร้ต้นเพลิงชัดเจน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 ส.ค. ร.ต.อ.อำนาจ ตะเคียรราช รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางปู รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านพักในซอยบางปู 85 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนสองชั้น มีรั้วรอบขอบชิด พบต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณหลังบ้านก่อนลุกลามไปยังชั้นสองของตัวบ้าน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและนักผจญเพลิงเร่งเข้าสกัดใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงควบคุมเพลิงได้ โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

“กลิ่นประหลาด” ก่อนเพลิงลุก! ไฟไหม้บ้านบางปู ปริศนาไร้ต้นเพลิงชัดเจน

นายภูธร กองอ่อน อายุ 71 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองนอนอยู่ภายในบ้าน ก่อนจะได้กลิ่นแปลกโชยมาจากหลังบ้าน จึงออกมาดู แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ กระทั่งเพื่อนบ้านตะโกนบอกว่าไฟไหม้ จุดต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณเก็บของเก่า ประกอบด้วยพลาสติกและทินเนอร์ผสมสีต่างๆ ซึ่งไม่ได้เสียบปลั๊กไฟหรือใช้งานอยู่

หนึ่งในกรณีปริศนา “กลิ่นประหลาด” ก่อนเพลิงลุก

“ไม่แน่ใจว่าเกิดจากความร้อนของแสงแดดหรือต้นเพลิงติดขึ้นเอง” นายภูธร กล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุเพลิงไหม้ ต้องรอผลตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมเชิญเจ้าของบ้านให้ปากคำเพิ่มเติม เพื่อคลี่คลายปริศนาต้นเพลิงลึกลับครั้งนี้

เหตุการณ์ครั้งนี้ เตือนเรื่องความปลอดภัยภายในบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีพื้นที่เก็บของ ควรตรวจเช็ควัสดุที่สะสมไว้ให้ดี เพราะของเก่าบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายได้เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม

ยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง แต่กรณีที่เกิด “กลิ่นประหลาด” ก่อนเพลิงลุก นับเป็นปริศนาที่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา – “กลิ่นประหลาด” ก่อนเพลิงลุก! ปริศนาไฟไหม้บ้านในบางปู ไร้ร่องรอยต้นเพลิงชัดเจน

NEXZTER BRIC Superbike จัดอันดับสุดมันส์! “มิกซ์” บด “แสตมป์” คว้าโพลรุ่นใหญ่

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทยในรายการ NEXZTER BRIC Superbike จัดอันดับสุดมันส์! “มิกซ์” บด “แสตมป์” คว้าโพลรุ่นใหญ่ ได้เปิดฉากขึ้นสนามที่ 2 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 22–24 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นเวทีแห่งความเร็วที่รวบรวมนักบิดชั้นแนวหน้าทั้งจากประเทศไทยและนานาชาติ

NEXZTER BRIC Superbike จัดอันดับสุดมันส์! “มิกซ์” บด “แสตมป์” คว้าโพลรุ่นใหญ่

จากการแข่งขันรอบควอลิฟายรุ่นใหญ่ SB1Pro หรือซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เป็น “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว นักบิดดาวรุ่งจากทีมอิเดมิตสึ ฮอนด้า คริสมาส ที่สามารถคว้าโพลไปครองด้วยเวลา 1 นาที 36.176 วินาที ตามด้วย “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ จากอีสต์ เอ็นเจที เรซซิ่ง ที่ตามมาในอันดับที่ 2 ส่วนอันดับที่ 3 เป็นของ “ซุป” อนุชา นาคเจริญศรี จากโปร ฮอนด้า บริดจสโตน อันเดรียนี เบนดิกซ์

ผลการควอลิฟายรุ่น SS1Pro

ในหมวดซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS1Pro) เห็นปรากฏการณ์ดาวรุ่งไทย “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร คว้าโพลด้วยเวลา 1 นาที 41.153 วินาที ส่วนคู่แข่งชาวญี่ปุ่นอย่าง โกยุ นาคากาวะ จากอีสต์ เอ็นเจที พีทีที ลูบริแคนท์ส เรซซิ่ง ตามมาเพียง 0.163 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับที่ 3 เป็นของ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ ดาวรุ่งจากทีมเดียวกันอีกคน

สำหรับการดวลโพลในรุ่น SS1Pro (ซูเปอร์สปอร์ต 250 ซีซี) เป็นของ “ธุรกิจ” บัวผา นักบิดจากไฮสปีด เรซซิ่งทีมที่สามารถทำเวลาได้เร็วที่สุดในรอบควอลิฟาย ขณะที่อันดับ 2 เป็นของ “ศักดิ์ชัย” คงดวงดี อันดับ 3 เป็นของ “พีระพงษ์” หลุยบุญเป็ง นักบิดวัยฉลองจากทีมสปีด800

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันกับทางรุ่นเล็กอย่าง sport production 400cc ที่ซึ่งนักบิดอินเดียรุ่นใหม่ นาคราช จาคาดีส กับทัสมาย คาเรียปปา อยู่ในอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ อีกทั้ง “เอกพันธ์” ยอดเพชร จากคนไทยอีกคนหนึ่งก็ฝ่าวงจรเข้ามาถึงอันดับที่ 3 เช่นกัน

ชมการแข่งขันฟรีและลุ้นรางวัลคุ้มค่า

ใครอยากเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษเช่น Pitwalk ฟรี ตั้งแต่เวลา 11:40 น. – 12:10 น. สามารถเข้าชมได้หากมีบัตรชมการแข่งขัน และยังมีโอกาสลุ้น VIP Pass และรางวัลใหญ่ในกิจกรรม ‘Chang Int’s Friend Pass’ อีกด้วย

สำหรับผู้สนใจอยากติดตามการแข่งขันสามารถรับชมได้ผ่าน True Sports 1 ช่อง 666 วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม เวลา 14:45 – 17:45 น. หรือชม Live Streaming ทางเพจ Chang Circuit Buriram / BRIC Superbike 2025 และ Youtube : Chang International Circuit ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป พร้อมถ่ายทอดสดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว และ เมียนมาร์ ทางช่อง MVL และ MVM ตามลำดับ

หากคุณหลงใหลในความเร็วและเสียงเครื่องยนต์ การกลับมาอัดฉีดน้ำมันเต็มพิกัดของเหล่านักบิดเหล่านี้ถือเป็นความบันเทิงระดับพรีเมียม ที่ไม่ควรพลาดเลยแม้แต่ตาเดียว หากไม่มีโอกาสเข้าสนามจริง ดูสดผ่านช่องทางออนไลน์ก็พร้อมให้ความมันส์ไม่เบาเช่นกัน

ที่มา – NEXZTER BRIC Superbike จัดอันดับสุดมันส์! “มิกซ์” บด “แสตมป์” คว้าโพลรุ่นใหญ่