ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตากล้องจีนจับภาพ “ภูตแดง” กลางฟ้าทิเบต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อของจีนได้รายงานเหตุการณ์แปลกตาที่เกิดขึ้นในท้องฟ้าเหนือ ภูตแดง หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ฟ้าผ่าแห้ง” ถูกบันทึกภาพได้อีกครั้ง ณ บริเวณภูเขากังเหรินโปฉี หรือเขาไกรลาส ในเขตปกครองตนเองทิเบต ตอนตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 โดยเป็นช่วงเวลาที่มีพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มพื้นที่ และช่างภาพจากแพลตฟอร์มไชน่า สตาร์วิชัน อัลไลอันซ์ ซึ่งรวมตัวของช่างภาพดาราศาสตร์กว่า 1,000 คน สามารถจับภาพปรากฏการณ์ ภูตแดง ได้อย่างชัดเจน

ภูตแดง คืออะไร?

ภูตแดง หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ฟ้าผ่าแห้ง” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าจากพายุฝนฟ้าคะนองขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศด้านบน ซึ่งแตกต่างจากการฟ้าผ่าปกติที่เคลื่อนตัวจากเมฆลงไปยังพื้นโลก โดยปรากฏการณ์นี้จะแสดงออกเป็นแสงไฟสีแดงหรือส้มที่เรืองแสงงดงาม และมีลักษณะคล้ายกับดอกไม้ไฟหรือแมงกะพรุน ที่แพร่กระจายออกจากใจกลางพายุ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ช่างภาพทีมดังกล่าวได้ร่วมมือกับธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่เน้นการชมท้องฟ้าในเวลากลางคืน ทำให้พวกเขาได้ตั้งกล้องจ่อจับภาพพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังปะทุ ก่อนจะเกิดภาพลวงตาของ ภูตแดง ที่ลอยลอยอยู่เหนือเมฆเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่ก็ถูกกล้องบันทึกภาพไว้ได้อย่างน่าทึ่ง โดยหนึ่งในภาพถ่ายที่เผยแพร่เผยให้เห็นลักษณะของแสงสีแดงที่พุ่งขึ้นจากใจกลางพายุ และแผ่กระจายออกทั่วท้องฟ้า

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภูตแดง

  • เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบได้ยาก
  • มีลักษณะคล้ายดอกไม้ไฟหรือแมงกะพรุนเรืองแสง
  • เกิดจากการปะทุของพายุฝนฟ้าคะนองที่แพร่ประจุไฟฟ้าขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
  • 出现ได้เฉพาะในเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น พายุที่มีความรุนแรงสูง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ช่างภาพดาราศาสตร์ชาวจีนชื่อดังอย่างต่งซูชาง ได้บันทึก툰และวิดีโอสโลว์โมชั่นของ ภูตแดง ที่ปรากฏเหนือเมืองซานหนานของทิเบต ซึ่งได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์และสาธารณชนทั่วโลก

การที่จีนสามารถจับภาพปรากฏการณ์นี้ได้อีกครั้งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงความเชี่ยวชาญของช่างภาพในพื้นที่ด้านดาราศาสตร์ ที่มีความตั้งใจร่วมในการศึกษาและบันทึกภาพปรากฏการณ์ในธรรมชาติที่หายากนี้

หากคุณเป็นคนรักดาราศาสตร์หรือต้องการสัมผัสกับภาพธรรมชาติที่งดงามประหลาดใจ เชื่อได้ว่าภาพของ ภูตแดง ที่ปรากฏเหนือทิเบตครั้งนี้ จะมอบประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับทุกคน

ที่มา – ตากล้องจีนจับภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” หายากกลางฟากฟ้าในทิเบต

ยึดยาบ้าครึ่งล้านเม็ดซุกลังส้มส่งขนส่ง รวบ ‘แก๊งไทใหญ่’ สารภาพหมดเปลือก

เมื่อเวลา 08.09 น. วันที่ 23 ส.ค. 68 พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ วงค์อุทัย ผกก.สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พร้อมชุดสืบสวน ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่ ต.แม่งอน อ.ฝาง จึงสนธิกำลังออกตรวจสอบบริษัทขนส่งต่างๆ กระทั่งพบกล่องพัสดุต้องสงสัยจำนวน 10 กล่อง ที่บริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง สาขาปากทางขึ้นดอยอ่างขาง

เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการเปิดกล่องตรวจสอบ พบว่าด้านนอกระบุว่าเป็นลังส้ม แต่ภายในกลับลักลอบบรรจุยาบ้าไว้จำนวนมาก เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว พบว่าเป็นยาบ้าจำนวนกว่า 498,000 เม็ด จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ข่าวการ ยึดยาบ้าครึ่งล้านเม็ดซุกลังส้มส่งขนส่ง กลายเป็นประเด็นที่น่าตกใจและเปิดโอกาสให้เกิดการขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่

ยึดยาบ้าครึ่งล้านเม็ดซุกลังส้มส่งขนส่ง

จากการสืบสวนต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยคันที่ใช้ขนส่งกล่องดังกล่าว จอดอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาฝาง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวนายเลาส่า (เผ่ามูเซอ) ผู้ต้องสงสัย ซึ่งให้การรับว่าเป็นผู้นำกล่องไปส่งจริง

เครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ

ต่อมาขยายผลพบผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน พักอยู่ที่โรงแรมในพื้นที่ ตรวจสอบพบเป็นหญิงชาวไทใหญ่ อายุ 39 ปี และชายชาวไทใหญ่ อายุ 29 ปี ซึ่งอยู่ภายในห้องพักเดียวกัน ทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้นำยาบ้าลอตดังกล่าวไปส่งที่กรุงเทพมหานคร เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนอย่างมากของเครือข่ายค้ายาที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบ พร้อมใช้ช่องโหว่ในระบบขนส่งสาธารณะ

  • กล่องลังส้มเป็นตัวช่วยป้องกันความสงสัยในระหว่างขนส่ง
  • จำนวนยาบ้าถึงครึ่งล้านเม็ดแสดงถึงการค้ารายใหญ่
  • เครือข่ายมีทั้งผู้ขน ผู้จัดส่ง และคนกลางเชื่อมต่อ

เจ้าหน้าที่เตรียมเร่งขยายผลหาผู้อยู่เบื้องหลังและเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดข้ามจังหวัด เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป หากคุณกำลังมีความสนใจในข่าวอาชญากรรมหรือกรณีประชดประชันในภาคเหนือ ติดตามข่าว ยึดยาบ้าครึ่งล้านเม็ดซุกลังส้มส่งขนส่ง เพื่อไม่พลาดรายละเอียดใหม่ ๆ

อัปเดตข่าวสารอย่างใกล้ชิด แง่มุมของกฎหมาย และบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้เราเชื่อว่าการเฝ้าระวังและการร่วมมือจากทุกฝ่ายจะช่วยลดภัยที่เกิดจากยาเสพติดได้แน่นอน

ที่มา – ยึดยาบ้าครึ่งล้านเม็ดซุกลังส้มส่งขนส่ง รวบ ‘แก๊งไทใหญ’ สารภาพหมดเปลือก

ผู้ว่าฯ สระแก้วยันที่ดินหนองจานเป็นของไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงสถานการณ์ที่ดินบริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง หลังจากที่มีเอกสารบางฉบับทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ผู้ว่าฯ สระแก้วยันที่ดินหนองจานเป็นของไทย

จากกรณีที่เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะของที่ดินในบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ผู้ว่าราชการได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้อาณาเขตของราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน และไม่มีข้อโต้แย้งในเชิงกฎหมายใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าเป็นของต่างประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการยังกล่าวว่า “ผมกราบขอโทษพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกรณีพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง แต่ขอยืนยันอีกครั้งว่าพื้นที่นี้อยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างไม่ต้องสงสัย”

ประชาชนสามารถยื่นขอโฉนดที่ดินได้แล้ว

สำหรับประชาชนที่มีเอกสารสิทธิ์เช่น ส.ค.1, ส.ค.2 และ น.ส.3 สามารถเดินทางไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินได้ที่ สำนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ โดยเจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเต็มความสามารถ เพื่อยืนยันสิทธิของประชาชนที่มีต่อที่ดิน

  • เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ ส.ค.1 (แจ้งการครอบครอง)
  • ส.ค.2 (ใบจอง)
  • น.ส.3 (รับรองการทำประโยชน์)

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการวางแนวทางชัดเจนในการยืนยันสิทธิ์การครอบครองที่ดินของประชาชนในพื้นที่ และเป็นการลดความวิตกกังวลของคนในชุมชนที่ต้องใช้ที่ดินในการประกอบอาชีพเป็นประจำ

นอกจากนี้ การชี้แจงครั้งนี้ยังได้สื่อให้เห็นถึงความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐในการทำงาน และการเคารพสิทธิของประชาชนเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี แม้จะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นในเบื้องต้น

หากใครมีที่ดินในพื้นที่บ้านหนองจานและมีเอกสารพร้อม อย่าลังเลที่จะเดินทางไปดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดข้อกฎหมายซับซ้อน

การชี้แจงจากผู้ว่าราชการฯ ครั้งนี้น่าจะทำให้ทุกฝ่ายคลายใจ และกลับมามุ่งเน้นการปกป้องสิทธิ์ในที่ดินของชาวบ้านอย่างมีระบบและมีกฎหมายรองรับ

ที่มา – “ผู้ว่าฯ สระแก้ว” ยันที่ดินหนองจานเป็นของไทย ขอโทษที่สร้างความสับสน!

เตือน! พายุคาจิกิ ฝนหนักท่วม 5 ภาค

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2568 เตือนประชาชนทั่วประเทศเกี่ยวกับพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ประเทศเวียดนามและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงในช่วงวันที่ 24–27 ส.ค. นี้

เตือน! พายุคาจิกิ ฝนหนักท่วม 5 ภาค

ณ เวลา 16.00 น. ของวันที่ 23 ส.ค. พายุคาจิกิ มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 780 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 85 กม./ชม. และคาดว่าจะเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ซึ่งอาจทวีกำลังขึ้นและขึ้นฝั่งที่เวียดนามและลาวตอนบนในวันที่ 25–26 ส.ค.

อิทธิพลของคาจิกิที่ส่งผลต่อไทย

พายุคาจิกิ ร่วมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ประชาชนควรระวังอันตรายจาก ฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิด น้ำท่วมฉับพลัน และ น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ

  • ภาคเหนือ: ฝนตกหนักบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง
  • ภาคอีสานตอนบน: เชียงราย หนองคาย บึงกาฬ อาจมีฝนฟ้าคะนองพร้อมลมแรง
  • ภาคกลางและกรุงเทพฯ: คาดว่ามีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่เฉพาะช่วงเย็น
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี อาจมีฝนตกหนักและคลื่นสูง
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: พื้นที่ใกล้ทะเลอาจมีคลื่นสูง 2–3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 3 เมตร

สำหรับพื้นที่ชายฝั่ง ขอให้ชาวเรือระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่คลื่นลมทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีแม่คลื่นสูง 2–3 เมตร บริเวณฝนตกอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร จึงขอความร่วมมือเรือเล็กงดออกจากฝั่ง

ประชาชนแนะนำให้ติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือโทร. 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชม.

การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ เช่น การเตรียมของจำเป็น ทราบเส้นทางอพยพ และติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – เตือนฉบับ 5 อิทธิพล ‘คาจิกิ’ ฝนถล่ม 5 ภาค รับมือด่วน ‘ท่วมฉับพลัน-คลื่นสูง’

รัสเซียเป้ารถไร้คนขับ 50% ภายในปี 2593

ประเทศรัสเซียได้ประกาศเป้าหมายใหม่ในการส่งเสริมยานยนต์ไร้คนขับ โดยตั้งเป้าเพื่อให้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติครบวงจร (Autonomous Vehicles) มีสัดส่วนถึง 50% จากจำนวนยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2593 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในด้านการขนส่งเชิงนวัตกรรมของประเทศ

รัสเซียเป้ารถไร้คนขับ 50% ภายในปี 2593

ล่าสุด ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม จากกรุงมอสโก ระบุว่า รัสเซียได้บรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญในโครงการยานพาหนะไร้คนขับ โดยมีรถบรรทุกที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันหนึ่งทำการเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปยังเมืองคาซาน ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 1,600 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง แม้จะมีทีมวิศวกรนั่งประจำในห้องโดยสาร แต่กระบวนการขับขี่ทั้งหมดดำเนินไปอย่างอัตโนมัติโดยสมบูรณ์

ไม่เพียงแค่นั้น ในช่วงต้นเดือนเมษายนของปีนี้ รัสเซียได้เปิดตัวยานพาหนะขนส่งสินค้าแบบไร้คนขับอย่างเต็มรูปแบบบนถนนวงแหวนกลางในพื้นที่เมืองมอสโก และก่อนหน้านี้ก็มีรถขนส่งสินค้าขับเคลื่อนอัตโนมัติวิ่งผ่านทางหลวงเนวา เอ็ม-11 ตั้งแต่ปี 2566

พัฒนากฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานขนานไปกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ในรัสเซียอย่าง “โปเตชกิน” ได้เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมียานพาหนะไร้คนขับที่ใช้งานอยู่แล้วประมาณ 90 คัน ซึ่งใช้ในการขนส่งสินค้าผ่านทางด่วน สะสมระยะทางรวมกันสูงถึงกว่า 6 ล้านกิโลเมตร และรัฐบาลรัสเซียได้ตั้งเป้าหมายให้ยานยนต์ระดับ 5 หรือแบบที่ไม่ต้องมีคนขับเลยสามารถลงถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ประเทศต้องเร่งพัฒนากฎหมายที่จำเป็นร่วมกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบถนน

อีกทั้งแผนการพัฒนาระบบขนส่งไร้คนขับในรัสเซียถูกวางไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์ครบวงจร โดยเริ่มจากการออกกฎหมายเฉพาะด้านสำหรับยานพาหนะที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างครบถ้วน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะได้รับการรับรองภายในปี 2569 และคาดว่าจะบังคับใช้ในไตรมาสที่สามของปี 2570

  • เป้าหมายภายในปี 2593 ยานยนต์ไร้คนขับต้องมีสัดส่วน 50%
  • พัฒนากฎหมายและการขนส่งขนานกัน
  • ยานพาหนะไร้คนขับมีการใช้งานแล้ว 90 คัน
  • ระยะทางสะสมกว่า 6 ล้านกิโลเมตร

เมื่อพิจารณาทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่แล้ว การขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติถือเป็นอนาคตของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ผมเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้

ที่มา – รัสเซียตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยานยนต์ไร้คนขับ ให้ถึง 50% ภายในปี 2593

‘รัศม์’ เผยกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดมากขึ้นแต่ไม่ยอมรับลอบวาง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ชุมชนโลกเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการวางทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของไทย รวมถึงการละเมิดข้อตกลงต่าง ๆ อย่างอนุสัญญาออตตาวา และข้อตกลงหยุดยิง

‘รัศม์’ เผยกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดมากขึ้นแต่ไม่ยอมรับลอบวาง

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะทูตลงพื้นที่ 2 ครั้ง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา พร้อมทั้งเก็บหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อใช้แสดงต่อสาธารณชนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ นายรัศม์ กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงของชาติไทยเท่านั้น แต่เป็นภัยต่อความมั่นคงของมนุษยชาติโดยรวม จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากนานาชาติในการแก้ไข

ข้อเสนอจากทั้งสองฝ่ายภายใต้คณะกรรมการ GBC

ล่าสุดฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีผ่อนปรนและเปิดรับข้อเสนอให้ร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แม้จะไม่ยอมรับว่ามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ แต่พร้อมสำรวจร่วมกับประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เร่งด่วนตามแนวชายแดน เพื่อดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อไป

นายรัศม์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้อนรับข้อเสนอในรูปแบบคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) อย่างเปิดใจ แต่ต้องมีการพิจารณาข้อแตกต่างสำคัญระหว่างทั้งสองแนวทาง โดยคณะ IOT ประกอบจากผู้ช่วยทูตทหารที่ประจำการในพื้นที่อยู่แล้ว จึงสามารถปฏิบัติงานได้ทันที แตกต่างจาก AOT ที่ต้องใช้กระบวนการกฎหมายในการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าได้

“ประเทศไทยสนับสนุนแนวคิดของทั้ง 2 คณะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการประชุมในกลุ่มคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อกำหนดขอบเขตและกลไกการทำงานอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการรับรองจากทั้งสองฝ่าย” นายรัศม์ กล่าวปิดท้าย

ร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วมกัน: การแก้ปัญหาระหว่างประเทศคือการสร้างความเข้าใจและการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใส รัฐบาลไทยพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนทุกกลุ่มในการปกป้องความสงบสุขของประเทศ

ที่มา – ‘รัศม์’ เผยกัมพูชาร่วมมือมากขึ้น แต่ไม่ยอมรับลอบวางทุ่นระเบิด

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ หล่อตระกูล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่วัดชัยสุนทร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ได้เดินทางมายังพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายกอบจ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบิดาของนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายก อบจ.กาฬสินธุ์ในปัจจุบัน การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นการแสดงความเคารพและความทรงจำต่อผู้ล่วงลับในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอาลัยและความอบอุ่นจากประชาชนในท้องถิ่น

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ หล่อตระกูล

ในพิธีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจากทุกสาขาอาชีพ ทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภา และ สส.พรรคเพื่อไทย ร่วมกับข้าราชการและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมไว้อาลัยต่อหน้าหลัก crematoria อย่างประทับใจ

ประวัติการเสียชีวิตของ ยงยุทธ หล่อตระกูล

นายยงยุทธ หล่อตระกูล เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สิริอายุ 74 ปี เนื่องจากมีโรคประจำตัวมากับวัยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม การที่ได้รับพระราชทานเกียรติในพิธีพระราชทานเพลิงศพจากพระองค์ถือเป็นเกียรติอย่างสูงส่งแก่ครอบครัวและผู้สืบทอดทางสายเลือด

ในยุคที่ ดร.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2544 นายยงยุทธ หล่อตระกูล ก็เป็นบุคคลสำคัญในการร่วมสนองนโยบายใหญ่ของรัฐ นับว่าการดำเนินงานของเขาในหลายโครงการ ได้ผลอย่างเห็นได้ชัด เช่น

  • การแก้ไขปัญหายาเสพติดจนทำให้ จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกที่ปลอดยาเสพติด
  • การสนับสนุนการพัฒนาโครงการ OTOP (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
  • โครงการรักษาพยาบาล 30 บาท
  • กองทุนหมู่บ้านที่ช่วยสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

โครงการดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นตัวชี้วัดความมุ่งมั่นในการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ

การร่วมงานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงความเคารพต่อบุคคลสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นการรำลึกถึงความเสียสละและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและจังหวัดในระดับลึกซึ้ง

เหตุการณ์เช่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้นำท้องถิ่นมีความเชื่อมั่นในนโยบายและมีแรงบันดาลใจในการปฏิบัติตามแนวทาง พัฒนาการของพื้นที่ก็จะเติบโตอย่างรวดเร็วและมั่นคง

หากคุณสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เราเชื่อว่าการศึกษาแนวทางที่นายยงยุทธ หล่อตระกูล ได้ร่วมขับเคลื่อนมาก่อนหน้านี้ จะให้แรงบันดาลใจในการหมุนเวียนทรัพยากรภายในชุมชนและแสวงหาโอกาสใหม่เพื่ออนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ยงยุทธ หล่อตระกูล” อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

‘ธีระชัย’ เตือน! รัฐบาลต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อนช่วยเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ฝ่ายเศรษฐกิจ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ว่าปัญหาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้ คือ วิกฤตความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ที่ยังคงค้างคาอยู่ในสังคม

‘ธีระชัย’ เตือน! รัฐบาลต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อนช่วยเศรษฐกิจไทย

นายธีระชัย กล่าวว่า วิกฤตศรัทธาในรัฐบาลในขณะนี้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ประชาชนมีความกังวลว่านโยบายของรัฐบาลจะแฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของนายทุนหรือผู้ประกอบการ มากกว่าจะมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ผลที่ตามมาก็คือ ความล่าช้าในการพัฒนาเศรษฐกิจแม้จะมีนโยบายออกมาให้มากมาย

รัฐบาลเพื่อไทยยังไม่ลงมือจริงแม้ครบ 2 ปี

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลที่บริหารโดยพรรคเพื่อไทยยังคงไม่สามารถเสนอแนวทางที่เจาะจงในการกระจายรายได้ไปยังชั้นล่างของสังคมได้อย่างแท้จริง แม้จะประกาศลดค่าครองชีพ แต่ก็ยังไม่มีการรื้อโครงสร้างของธุรกิจพลังงานที่มีการกำหนดราคาอย่างไม่โปร่งใส ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นใน 2 ปีที่ผ่านมาแทบจะเปรียบเสมือน “การเต้นลีลาศ” มากกว่าการเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมาย ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มเปราะบางก่อนจะเจอผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในรูปแบบของ “พายุสมบูรณ์แบบ”

ผลกระทบจากภาษีที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดขึ้น ส่งผลให้ระบบการค้าโลกชะลอตัว และเศรษฐกิจโดยรอบทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ก็ยังลำเอียงในทางลบ ส่งผลต่อการส่งออกและการผลิตของไทยตามลำดับ

แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจาก ‘ธีระชัย’

เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจในช่วงวิกฤตแบบนี้ นายธีระชัย ได้เสนอแนวทางสำคัญ ซึ่งคือการ ปรับตัวรับพายุเศรษฐกิจโลก โดยให้รัฐบาลเร่งมือลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะในด้านพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคหลัก ๆ อีกทั้งต้องประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ช่วยบริหารค่าเงินบาทให้ไม่แข็งเกินไป เพื่อกระตุ้นภาคเอกชนให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุน และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ เมื่อรัฐบาลสามารถ แก้ไขปัญหาการเมืองภายในประเทศ เสียก่อน หากยังมีสภาพความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ต่ำและผันผวน การกำหนดนโยบายใด ๆ ก็คงไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย

ในที่สุดแล้ว หนทางเดียวในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อกรอบการทำงานของรัฐ จึงจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคงได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ธีระชัย’ ชี้ทางรอด ศก.ไทย ต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อน ซัด2ปี แค่เต้นลีลาศ

‘สว.’ยืนยันยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้ – พร้อมรับทุกคำตัดสิน

จากกรณีที่ ส.ว. 36 คน รวมทั้งนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ จากตำแหน่ง เนื่องจากคลิปเสียงที่ออกมาจากกรณีสนทนากับสมเด็จหลวงฮุน เซน ของกัมพูชา ทำให้เกิดกระแสต่างๆ มากมาย

‘สว.’ยืนยันยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2568 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ส.ว. ในฐานะหนึ่งใน 36 ส.ว. ได้ยืนยันว่า คณะกรรมการ ส.ว. จะยื่นคำแถลงปิดคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงดังกล่าวในวันที่ 25 ส.ค. นี้แน่นอน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านเนื้อหาและบุคลากรที่จะเป็นผู้นำคำแถลงไปยื่น

ยอมรับคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกก่อนศาลวินิจฉัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ได้ระบุว่า น.ส.แพทองธารจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนศาลตัดสิน ซึ่งนายไชยยงค์ยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะถือว่าเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครถูกใครผิดอย่างสิ้นเชิง

“เราเชื่อว่าผู้นำของประเทศจะต้องพร้อมรับฟังคำตัดสินอย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นใด เพราะกระบวนการนี้จำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ” นายไชยยงค์กล่าว

ความคืบหน้าจากการยื่นคำร้อง

นอกจากนี้ ยังไม่มีการลาออกของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นคณะกรรมการ ส.ว. จึงอยู่ในกระบวนการเตรียมยื่นคำแถลงเพื่อสิ้นสุดข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่เคยถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง การดำเนินการในครั้งนี้เป็นการยืนยันจุดยืนของ ส.ว. ที่มองว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการไต่สวนอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบกฎหมาย

  • คณะกรรมการ ส.ว. เตรียมยื่นคำแถลงปิดคดีวันที่ 25 ส.ค.นี้
  • ยอมรับว่าคดีจะต้องได้รับการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ
  • ไม่มีแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับผลคำตัดสินในวันที่ 29 ส.ค.
  • ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังทุกผลการพิจารณาอย่างเต็มที่

ประธานคณะกรรมการ ส.ว. กล่าวอีกว่า การตัดสินใจของราชวงศ์สูงสุดของกัมพูชานั้น มีความสำคัญและส่งผลต่อมุมมองสาธารณะอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 29 ส.ค. เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกฝ่ายยังมีความเคารพในกระบวนการของกฎหมาย และพร้อมจะยืนอยู่กับข้อเท็จจริง ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด คณะกรรมการ ส.ว. ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส

ทั้งนี้ ส.ว. ยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมายอย่างครบถ้วนและพร้อมน้อมรับฟังคำตัดสินจากศาลในทุกประเด็น โดยไม่มีเจตนาปิดหูปิดตาต่อข้อเท็จจริงใดๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลหลายประการ ส.ว. มองว่าการตั้งหลักประกันในการดูแลความเป็นธรรมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อเท็จจริง คือสิ่งที่จำเป็นอีกประการหนึ่งในขั้นตอนนี้

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์นี้ อย่าลืมกลับมาอ่านอัพเดตใหม่ๆ เพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจมีผลกระทบอย่างมากต่อทิศทางของประเทศ

ที่มา – ‘สว.’ยันยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25ส.ค.นี้ – น้อมรับทุกคำตัดสิน

พักตร์พงษ์-แตงหวาน ฟาดยับ พาราชนาวี ลิ่วตัดเชือกคู่ผสม

ศึกกีฬาเทคบอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันที่ดึงดูดผู้ชมด้วยความสนุกตื่นเต้นแบบถึงใจ โดยเฉพาะในประเภทคู่ผสม ที่ได้เห็นนักกีฬาฝีมือดีตัวจริงฟาดไม้กันอย่างสุดลิ่ม

พักตร์พงษ์-แตงหวาน ฟาดยับ พาราชนาวี ลิ่วตัดเชือกคู่ผสม

การแข่งขันในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่โรงยิมอเนกประสงค์ของโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้รวบรวมนักกีฬาทักษะดีมาไว้ด้วยกัน เพื่อชิงความเป็นหนึ่งในการแข่งขันในระดับเยาวชนแบบแห่งชาติ

โดยไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่ประเภทคู่ผสม รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อทีมราชนาวี นำโดย “ต้น ราชนาวี” พักตร์พงษ์ เดชเจริญ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากแชมป์โลกคู่ผสมสองสมัยล่าสุด มาจับมือกับ “แตงหวาน” ภัสส์รวรรณ สีมาวงศ์ เจ้าของเหรียญทองเดี่ยวหญิงกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งล่าสุด เจ้าตัวอายุเพียง 17 ปี ที่สำแดงฝีมืออย่างเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ

การฟาดไม้ของคู่พักตร์พงษ์-แตงหวาน

ทีมราชนาวีแบบเต็มทีมนำโดย พักตร์พงษ์-แตงหวาน เข้าพบกับทีมเชียงใหม่ เทคบอล ที่มี อลิต เขตผาติชโลทร คู่กับ “แมม” อนุสสรา ศุภการกำจร อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทย ซึ่งเป็นคู่ผสมที่มีขุมกำลังไม่เป็นรองกันเลย

  • สตาร์ทของเกมอย่างครึ่งโตโยต้าที่ทั้งสองคู่เปิดหัวกันมาก่อน
  • ในเซ็ตที่หนึ่ง พักตร์พงษ์-แตงหวาน แสดงอำนาจเหนือขึ้นนำอย่างเมามัน ชนะไป 12-8
  • ในเซ็ตถัดมา ไม่มีใครรู้เท่าทันฝีไม้ลายมือของคู่มือทองแดง กวาดคะแนนกันแบบไม่พอไถ ส่งท้ายจบ 12-3 อย่างสุดมันส์

ด้วยความสามารถสูงของทั้งสองคน การประชันฝีมือแบบเจาะจงในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ พักตร์พงษ์-แตงหวาน จะสามารถมาถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างน่าทึ่งหาใช่เล่นๆ

การให้ความสำคัญกับเนื้อหาฉาบฉวยในบทความเรื่องกีฬา เช่น การ invoice ผลงานของนักกีฬายุคใหม่อย่าง พักตร์พงษ์-แตงหวาน ก็เหมือนเป็นแรงขับเคลื่อนให้เยาวชนรุ่นใหม่มีแรงผลักดันเพื่อยกระดับสู่เวทีนานาชาติ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนักกีฬาอีกกลุ่มหนึ่งให้ก้าวขึ้นไปบนเวทีโลกในอนาคตอันไม่ไกลนัก

หากคุณยังไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนักกีฬาไทยอย่างใกล้ชิด มากับ พักตร์พงษ์-แตงหวาน และลูกกลิ้งชิงชนะเลิศแบบเต็มอรรถรส บอกเลยว่าอาจจะพลาดบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ของเด็กไทยอีกคนหนึ่งก็ได้นะครับ!

ที่มา – “พักตร์พงษ์-แตงหวาน” ฟาดยับ พาราชนาวี ลิ่วตัดเชือกคู่ผสม ศึกเทคบอลชิงแชมป์ประเทศไทย