ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

น่าน-หลวงพระบาง เส้นทางแห่งอัตลักษณ์เพื่อ Soft Power อย่างยั่งยืน

ยุคของการท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่เพียงการเดินทาง แต่เป็นการเรียนรู้ ซึมซับ และส่งต่อพลังสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมและผู้คนในท้องถิ่น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่าง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เริ่มขับเคลื่อนเส้นทางท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด Soft Power ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพท้องถิ่นผ่านวัฒนธรรมแท้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพสูง

น่าน-หลวงพระบาง เส้นทางแห่งอัตลักษณ์เพื่อ Soft Power อย่างยั่งยืน

อพท. โดยการริเริ่มในปีงบประมาณ 2568 ได้ดำเนินการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว Soft Power น่าน-หลวงพระบาง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและลาว ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นการเดินทางผ่านความเชื่อมโยงของชุมชน มรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยคุณค่า

เส้นทางคุณค่าที่ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม

กิจกรรมหลักประกอบด้วยการประชุมระดมความคิดเห็น การสำรวจ และการทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 16–19 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ร่วมทดสอบเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้าอาหาร และมัคคุเทศก์จากจังหวัดน่าน ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวข้ามพรมแดนระหว่างน่านกับหลวงพระบาง

เส้นทางเริ่มต้นจาก เมืองเก่าน่าน ภายในจังหวัดน่าน ซึ่งมีจุดเยี่ยมชมสำคัญต่างๆ เช่น วัดภูมินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และการสัมผัสอาหารพื้นถิ่นของชาวไทลื้อในชุมชนบ้านหนองบัว ที่อำเภอท่าวังผา รวมถึงกิจกรรม การทำดอกไม้ปันโดง หรือดอกไม้พันดวงที่สะท้อนคติแห่งวิถีชีวิตและแนวคิดทางพุทธศาสนาของชุมชน

จากนั้นเดินทางข้ามแดนไปยัง หลวงพระบาง ผ่านด่าน ห้วยโก๋น-น้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยัง “เมืองเงิน เมืองหงสา และเมืองไชยบุรี” ภายใต้การดูแลของ สปป.ลาว ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บ้านเชียงแมน และสำรวจบทบาททางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

ในหลวงพระบาง มีการเยี่ยมชม วัดเชียงแมน ซึ่งมีเรื่องราวโบราณที่เชื่อมโยงกับชาวไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงการ ตักบาตรข้าวเหนียว และตลาดมืด “ถนนคนเดินของลาว” ซึ่งมีทั้งอาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบ 100% พร้อมเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้าท้องถิ่น Ock Pop Tok ศูนย์สืบสานเทคนิคด้านสิ่งทอและการทอผ้าแบบดั้งเดิมของลาว

การพัฒนาเส้นทางสู่ความยั่งยืน

หลังจากการทดสอบเส้นทาง มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางร่วมในการพัฒนาเส้นทางให้มีคุณภาพ สร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น มีความยั่งยืน ผ่านการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมที่เหมือนกันของ น่าน และ หลวงพระบาง ทั้งด้านอาหาร ประเพณี และงานหัตถกรรม

  • มีโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจท้องถิ่น
  • สร้างตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
  • เป็นเส้นทางที่สะท้อน Soft Power ของประเทศไทย

เส้นทาง “น่าน-หลวงพระบาง” จึงไม่ใช่เพียงเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นสะพานเชื่อมแห่งวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความภาคภูมิใจของผู้คนในท้องถิ่น พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพลังสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และมิตรภาพข้ามพรมแดน เส้นทางนี้คือคำตอบที่คุณต้องไม่พลาด

ที่มา – “น่าน-หลวงพระบาง” เส้นทางแห่งอัตลักษณ์ สู่พลังสร้างสรรค์ Soft Power ที่ยั่งยืน

‘ลิณธิภรณ์’ เยี่ยม สกร.เชียงราย สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ระดับอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ น่าประทับใจ และมีคุณภาพสูง โดยผลงานที่นำเสนอประกอบด้วยงานฝีมือ งานศิลปะ งานอาหาร และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดพัฒนาให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคต

‘ลิณธิภรณ์’ เยี่ยม สกร.เชียงราย สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง

ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมถึงความหลากหลายของนักเรียน สกร.เชียงราย ซึ่งมีนักเรียนจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการศึกษาผ่านระบบ สกร. ช่วยให้เด็กและวัยรุ่นจากพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มชนเผ่าสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม

สกร. ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคตที่มั่นคง

ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ ได้กล่าวเสริมว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของระบบ สกร. คือการสร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถได้เรียนและมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง เช่นเดียวกับในจังหวัดเชียงรายที่นักเรียนหลายรายประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นอาชีพของตนเองได้เป็นอย่างดี

ในโอกาสเดียวกัน รมช.ศึกษาธิการยังได้พบปะพูดคุยและให้กำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาของจังหวัดเชียงราย เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีการเยี่ยมชมห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นห้องสมุดที่มีการใช้งานสูงสุดในประเทศไทยอันดับที่ 3 โดยได้มีการแนะนำแนวทางการจัดการห้องสมุด ทั้งในด้านเทคโนโลยี การบริการ รวมถึงการยกระดับพื้นที่เพื่อให้กลายเป็นCo-Learning Space หรือพื้นที่เรียนร่วมสมัย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเรียน แลกเปลี่ยน และพัฒนาฝีมืออาชีพได้อย่างต่อเนื่อง

  • สกร. สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง
  • นักเรียนที่โชคดีคือผู้ได้เรียนตามระบบ สกร.
  • ห้องสมุดประชาชนเชียงรายมีการใช้งานสูงสุดในประเทศ
  • Co-Learning Space คือแนวทางพัฒนาห้องสมุดในอนาคต

จากกิจกรรมทั้งหมด อ.ดร.ลิณธิภรณ์ ย้ำเตือนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการภูมิใจในตัวเอง เมื่อได้รับโอกาสในการเรียนจาก สกร. เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่มีคุณค่าและมีรายได้ที่มั่นคง

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักดันอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ระบบ สกร. ในจังหวัดเชียงราย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู บุคลากร และนักเรียนให้เดินหน้าฝ่าฟันต่อไปอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การพัฒนาองค์ความรู้ สำนักงาน เครือข่าย และพื้นที่เรียนรู้ ถือเป็นเส้นทางที่”>ทำให้การศึกษาเข้าถึงทุกคนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า การศึกษาแบบ สกร. เป็นสะพานเชื่อมฝันแห่งอนาคตให้เด็กทุกคนในภาคพื้นที่ห่างไกล

ที่มา – ‘ลิณธิภรณ์’ เยี่ยม สกร.เชียงราย สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง

พายุดีเปรสชันฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 เตือนประชาชนเกี่ยวกับ พายุดีเปรสชัน ที่อาจส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคม 2568 โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

พายุดีเปรสชันฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.0 องศาตะวันออก มีลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กม./ชม. พายุเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. และคาดว่าจะทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนก่อนขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วง 25-26 ส.ค. 68

ผลกระทบจากพายุและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน อ่าวไทย และประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ประเทศไทยประสบกับฝนที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ พร้อมลมแรงในหลายภาค ประชาชนควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำ และพื้นที่ลุ่ม

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่

  • ภาคเหนือ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
  • ภาคกลาง
  • ภาคตะวันออก
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ส่วนบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรืออย่างระมัดระวัง และเรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนให้ติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือโทร. 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ฝนตกหนัก

การเฝ้าระวัง พายุดีเปรสชันฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงฤดูมรสุม เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับข้อมูลจาก.sources อย่างกรมอุตุฯ และเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – เตือนฉบับ 3 ‘พายุดีเปรสชัน’ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก

เดนมาร์กเตรียมให้นักเรียนมัธยมปลายใช้ ‘เอไอ’ ในการสอบภาษาอังกฤษ

การศึกษาในประเทศเดนมาร์กกำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มให้นักเรียนระดับมัธยมปลายได้ใช้ เอไอ (AI) ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษ ข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่จากสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่าการนำเอไอมาใช้นี้จะเริ่มในปี 2569 เป็นการทดลองเฉพาะการสอบภาคปฏิบัติ (สอบปากเปล่า) เท่านั้น

การสอบครั้งนี้มีขั้นตอนใหม่ที่น่าสนใจ นักเรียนจะได้รับหัวข้อจากคณะกรรมการ และมีเวลาเตรียมตัว 1 ชั่วโมงก่อนเข้าสอบ ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ รวมทั้ง เอไอเชิงสร้างสรรค์ ช่วยจัดโครงสร้างเนื้อหา เพื่อตอบคำถามหรือนำเสนอผลงานต่อหน้ากรรมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดนมาร์กเตรียมให้นักเรียนมัธยมปลายใช้ ‘เอไอ’ ในการสอบภาษาอังกฤษ

รัฐมนตรีศึกษาธิการของเดนมาร์ก นายมัตเทียส เทสเฟย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า วิธีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับการเรียนรู้เข้ากับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขากล่าวว่า “เราต้องเตรียมเด็กนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคต ที่พวกเขาจะเติบโตอยู่ทั้งในโลกดิจิทัลและอนาล็อกไปพร้อมกัน”

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบ

แม้ว่าในภาคปฏิบัติจะอนุญาตให้ใช้เอไอได้ แต่ในส่วนการสอบภาคทฤษฎีหรือข้อเขียน ทางการกำหนดให้นักเรียนต้องเขียนด้วยลายมือ เนื่องจากต้องการให้เด็กยังคงสามารถแสดงออกทางภาษาได้อย่างแท้จริง โดยไม่พึ่งพาระบบอัตโนมัติ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากแบบเก่าที่ให้นักเรียนพิมพ์คำตอบลงในคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ เทสเฟย์ยังกล่าวว่า “การสอบภาคทฤษฎีที่ไม่ใช่ดิจิทัลช่วยลดโอกาสในการโกง และทำให้นักเรียนได้ฝึกการใช้ภาษาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น”

  • เป้าหมาย: เตรียมเด็กให้พร้อมในโลกดิจิทัล
  • การสอบ: สามารถใช้เอไอเฉพาะภาคปฏิบัติ
  • เปลี่ยนรูปแบบ: ภาคทฤษฎีต้องใช้ลายมือ
  • เข้าร่วม: โรงเรียนต้องสมัครใจ
  • ปีเริ่มต้น: ปีการศึกษา 2569

น่าสนใจว่าเดนมาร์กเลือกที่จะทดลองแนวคิดนี้บนวิชาภาษาอังกฤษก่อน เพราะเป็นหนึ่งในวิชาหลักที่เชื่อมโยงกับทักษะอนาคต และยังสามารถประเมินผลได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งการนำเอไอเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสอบเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ แทนที่จะเป็นสิ่งที่ต้องเกรงกลัว

การเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายได้ใช้ เอไอ ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษนั้น เป็นวิธีหนึ่งที่ประเทศ发达ประเทศอย่างเดนมาร์กเลือกใช้เพื่อปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ในการจัดการศึกษาในระดับโลก คุณคิดอย่างไรกับการใช้เอไอในห้องเรียน? มันคือโอกาส หรือความเสี่ยง?

ที่มา – เดนมาร์กเตรียมให้นักเรียนมัธยมปลายใช้ ‘เอไอ’ ในการสอบภาษาอังกฤษ

ทีมส่งวัตถุดิบขอโทษที่ขายปูให้ ‘เจ๊ไฝ’ แพง

เรื่องราวที่แพร่หลายในโลกโซเชียลเกี่ยวกับกรณีของร้าน ไข่เจียวปู เจ๊ไฝ ที่ไม่ได้ป้ายราคาไว้ล่วงหน้า และทำให้ต้องถูกปรับตามกฎหมาย เป็นประเด็นที่ยังเปิดให้มีการถกเถียงอยู่หลายแง่มุม แต่ล่าสุด “ทีมส่งวัตถุดิบ” ได้ออกมาเปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยให้ความเคารพและขอบคุณ เจ๊ไฝ อย่างลึกซึ้ง

ทีมส่งวัตถุดิบขอโทษที่ขายปูให้ ‘เจ๊ไฝ’ แพง

สมาชิกเฟซบุ๊ก Stang Hst Srisuk ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพระบุชัดเจนว่า “ขอโทษที่ขายปูให้เจ๊ไฝแพงครับ起初 ผมคิดว่าจะไม่พูดอะไร แต่เห็นว่ามีคนเข้ามากล่าวโทษกันมากไปหน่อย เลยอยากออกมาพูดเพื่อปกป้องคนที่มีพระคุณกับพวกเรา หลายคนอาจมองว่าผมขี้หิว เพราะพูดออกมาแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้ว เราทุกคนใน Bird Market ต่างรู้ดีว่าเจ๊ไฝไม่ใช่แค่ลูกค้าทั่วไป แต่คือผู้ที่สนับสนุนเรากับชุมชนชาวประมงทั้งหมด

เบื้องหลังไข่เจียวปูเจ๊ไฝกับคุณค่าของปูพื้นบ้าน

ข้อมูลจากผู้ส่งวัตถุดิบระบุว่า ปูที่นำมาทำ ไข่เจียวปู เจ๊ไฝ เป็นปูคุณภาพสูงที่ได้มาจากชุมชนตีหลัง ซึ่งเป็นประมงพื้นบ้านหรือเรืออวนลอยที่อาศัยการทำประมงวันต่อวัน ซึ่งปูที่ได้แต่ละกิโลกรัม มีอัตราส่วนการprocessable เพียง 10 กิโลกรัมต่อกิโลกรัมเดียว เนื่องจากการจัดการเนื้อปูบริสุทธิ์ การคัดแยก และการพัฒณาคุณภาพ ทำให้ต้นทุนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ปูที่มาใช้มีแหล่งที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช้สารกันเสีย และไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่สิ่งแวดล้อม จึงทำให้ราคาสินค้าไม่มีวัน “ถูก” และ เจ๊ไฝ ต้องยอมรับราคาตามค่าต้นทุนจริงในทุกสถานการณ์ แม้มีกิจกรรมเปลี่ยนแปลงในตลาดหรือจำนวนผลผลิตน้อยลงในบางฤดูกาล

  • เจ๊ไฝเป็นลูกค้าที่ยอมจ่ายราคาสูงโดยไม่มีคำถาม
  • คุณค่าของปูก้อนต้องใช้ปูสด 10 กิโลกรัม ต่อการผลิต 1 กก.
  • การประมงพื้นบ้านไม่ใส่สารกันเสีย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การที่สินค้าไม่มีป้ายราคาก่อนได้นั้น ทีมส่งวัตถุดิบยอมรับว่าผิดพลาด และจะปรับปรุงในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการแบ่งปันความจริงเกี่ยวกับค่าแรงและชีวิตของชุมชนชาวประมงที่ เจ๊ไฝ ช่วยให้อยู่ได้

เพราะฉะนั้นหากใครกำลังมองหาอาหารไทยที่มากไปด้วยความใส่ใจและการให้คุณค่าแก่มาหากิน “ไข่เจียวปูเจ๊ไฝ” ถือเป็นร้านหนึ่งที่ยังคงไว้ซึ่งหลักจริยธรรม และความเชื่อมั่นระหว่างผู้บริโภคกับชุมชน

หากคุณเคยลิ้มลองรสชาติความอร่อยจากไข่เจียวปูของเจ๊ไฝ คุณจะเห็นได้ถึงความตั้งใจในทุกรายละเอียดที่ไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรีของ Street Food ไทยในระดับโลก

อย่าลืมสนับสนุนร้านดี ๆ อย่าง ไข่เจียวปู เจ๊ไฝ ที่ไม่เพียงเสิร์ฟความอร่อย แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนแก่สังคมไทยอีกด้วย

ที่มา – ทีมส่งวัตถุดิบขอโทษที่ขายปูให้ ‘เจ๊ไฝ’ แพง ขอบคุณเห็นคุณค่า-กว่าจะได้ไม่ง่ายเลย

DSI จับตาโฉนดเขากระโดง พิรุธนิติกรรมอำพรางที่ดิน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี ได้เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีพบ พิรุธนิติกรรมอำพรางโฉนดเขากระโดง ซึ่งมีความน่าสงสัยว่านักการเมืองบางคนอาจมีการครอบครองและโอนที่ดินกลับไปกลับมาอย่างผิดปกติก่อนช่วงเลือกตั้งปี 2566

DSI เร่งตรวจสอบโฉนดเขากระโดง

รายงานล่าสุดจาก DSI เปิดเผยว่า พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่อาจเป็นของรัฐ

ในการดำเนินการ ทีมเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานยุติธรรมในพื้นที่ เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้รับรายงานว่าเคยมีชาวบ้านสูงวัยกว่า 300 รายมายื่นคำร้องขอกลับคืนที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว

ค้นพบการวัดพื้นที่ไม่ตรงกับเอกสาร

สถานการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่ที่เคยแสดงในระวางแผนที่ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ระบุไว้ว่ามีขนาด 5,083 ไร่ แต่เมื่อนำมาตรวจสอบโดยใช้ระบบวัดที่ทันสมัยในปี 2567 กลับวัดได้เพียง 4,414 ไร่ ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าโฉนดเดิมมีการระบุพื้นที่เกินจริงหรือไม่ และมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร

การวัดในครั้งนี้ทำตามคำสั่งศาลปกครองที่มีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่การรถไฟโดยไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติงานทั้งจากกองทุนรถไฟและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นร่วมกันตรวจสอบภาคสนาม และได้ผลตามที่ระบุ

เอนเชียท่ามกลางเรื่องราวคือปัญหา ระวางของแผนที่ ที่อาจอยู่บนพื้นที่สาธารณะ เช่น สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างอยู่บนผืนแผ่นดินที่เป็นของ การรถไฟ ทั้งที่ไม่มีโฉนด ไม่มีสิทธิ์ก่อสร้าง และยังไม่มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ

พบการทำนิติกรรมอำพรางโฉนด

ที่น่าจับตามองคือ DSI พบเบาะแสเกี่ยวกับโฉนดหลายแปลงในพื้นที่เขากระโดง ที่มีพฤติกรรมการโอนที่ดินกลับไปกลับมาอย่าง ผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งใกล้ช่วงเลือกตั้ง โดยพบว่ามีกลุ่มบุคคลได้รับการโอนโฉนดในรูปแบบที่อาจมีลักษณะเป็นนิติกรรมอำพราง มีจุดประสงค์เพื่อซ่อนความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

ข้อมูลจากรายงานภายในยังชี้ว่า ในปี พ.ศ. 2513-2539 เคยมีเจ้าหน้าที่ การรถไฟ ลงนามรับรองโฉนดให้กับประชาชนในบางพื้นที่ แม้ว่าจริง ๆ แล้วโฉนดเหล่านั้นอยู่บนที่ดินขององค์กร จำนวน 513 ไร่

อาจเข้าข่ายคดีพิเศษ หากยืนยันความผิด

หากพิสูจน์ได้ว่าการออกโฉนดในพื้นที่ 4,414 ไร่ เป็นการ ออกโฉนดโดยมิชอบ และครอบครองที่ดินเกิน 50 ไร่ ทั้งยังมีการฟอกเงินเกี่ยวข้อง จะเข้าข่ายเป็น คดีพิเศษ ตามประกาศ กคพ. ฉบับที่ 8 เรื่องลักษณะคดีมูลฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง DSI ได้กล่าวชัดเจนว่ากำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจดำเนินคดีอย่างเต็มรูปแบบ

จากกรณีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่สาธารณะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ เช่น บริเวณเขากระโดง ซึ่งหากขาดการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้มงวด อาจเกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในระดับกว้างขวางได้

จากการติดตามของ DSI ยังไม่มีการสรุปตัวตนผู้ที่เกี่ยวข้องในรายละเอียด แต่กล่าวว่าจะมีการเรียกสอบปากคำพยานและรวบรวมเอกสารอย่างเต็มรูปแบบในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะหาข้อเท็จจริงให้ได้เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม

ที่มา – DSI พบพิรุธนิติกรรมอำพรางโฉนดเขากระโดง นักการเมืองครอบครอง-โอนที่ดินกลับไปกลับมา

สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี”

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริเวณศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ได้จัดงาน สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี” ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ชีวิตเปี่ยมสุข” เพื่อส่งเสริมคุณธรรมและสืบสานประเพณีไทยโบราณที่มีความหมาย งานนี้มีผู้ร่วมงานจำนวนมาก ทั้งพุทธศาสนิกชน ประชาชนทั่วไป ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง

สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี”

ปภาวี ด่านชัยวิโรจน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ได้รับเชิญเป็นประธานในพิธี สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี” ซึ่งถือเป็นพิธีมหากุศลที่สำคัญทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนนำหลักธรรมที่ปรากฏในเวสสันดรชาดกมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เกิดความสงบสุขและมีจิตใจที่ผ่องแผ้ว

คณะผู้ทรงคุณวิทยากรเผยแผ่ธรรมะ

ในการเทศน์ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากพระเถระผู้ทรงคุณวิทยากร อาทิ พระเทพวชิรวาที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร และ พระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม วัดเวฬุวนาราม ซึ่งท่านทั้งหลายเป็นพระภิกษุผู้มีความเชี่ยวชาญในการเผยแผ่ธรรมะด้วยภาษาไทยที่เรียบง่าย ไพเราะ และเข้าใจได้ง่าย ทำให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ยังมีผู้ร่วมงานจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และชมรมส่งเสริมวัฒนธรรมเมืองกรุงเก่า รวมถึงประชาชนทั่วไปจำนวนมากร่วมพิธีอย่างตั้งใจ

จิตใจเบิกบานด้วยธรรมะ

หลังจากการฟังเทศน์ในหัวข้อ สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี” ผู้ร่วมฟังหลายคนให้ความรู้สึกว่าจิตใจได้รับกำลังใจ คลายความกังวล และเกิดแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตอย่างมีหลักธรรม โดยเฉพาะในเรื่องการให้และการเสียสละ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “มหาทานบารมี”

ภายในงานยังมีการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรจาก มูลนิธิสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนำผลิตภัณฑ์อินทรีย์อย่างผักสด ผลไม้ ข้าวต้มมัด และสมุนไพรมาวางจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผล ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม

กิจกรรม “ชีวิตเปี่ยมสุข” จะดำเนินต่อในวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 13.30 – 15.30 น. ณ บริเวณชั้น 2 ข้าง Sizzler โดยในครั้งนี้ได้รับเกียรตินิมนต์ พระสุธีวชิรปฏิภาณ (พระมหาวีรพล วีรญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มาเทศน์ในหัวข้อ “ธรรมะ…มองพระเป็นพระ” ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ฟรีที่หมายเลข 0-3580-1919 ต่อ 116

การทำงานด้านพุทธศาสนาอย่าง สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี” เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยยกระดับจิตใจของสังคม ให้ประชาชนมีความเข้าใจและนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตจริง ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานสามัคคี เจริญก้าวหน้า และสุขสงบอย่างยั่งยืน

ที่มา – สืบสานธรรมะเทศน์มหาชาติ เวสสันดรชาดกประยุกต์ 2 ธรรมาสน์ “มหาทานบารมี”

กลุ่มธุรกิจ TCP กับบทบาทเชื่อมไทย-จีน

กลุ่มธุรกิจ TCP มีบทบาทใหม่ในฐานะผู้สร้างสรรค์และสะพานเชื่อมมิตรภาพไทย-จีน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มธุรกิจ TCP กับบทบาทเชื่อมไทย-จีน

คุณศุภชัย จุนเกียรติ ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด กลุ่มธุรกิจ TCP ได้เปิดเผยถึงบทบาทขององค์กรที่ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจที่เติบโตในจีนเท่านั้น แต่เป็นผู้สนับสนุนมิตรภาพระหว่างไทยกับจีนอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน

ในปี 2022 กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ประกาศเป้าหมายองค์กร “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า (Energizing a Better World for All)” ซึ่งเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบทางสังคม กับสามกลยุทธ์หลัก ได้แก่ ปลุกพลังแบรนด์สินค้า (Fulfilling) ปลุกพลังธุรกิจเติบโต (Growing) และปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม (Caring)

กลยุทธ์ด้าน Caring สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่าน “โครงการการศึกษาเพื่ออนาคต” ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน และ “โครงการเกษตรอินทรีย์สู่อาหารกลางวัน” รวมทั้ง “TCP ปลุกความรู้สู่โอกาส” ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาของคนรุ่นใหม่

หนุนความสัมพันธ์ไทย-จีนผ่านวัฒนธรรมและกิจกรรม

กลุ่มธุรกิจ TCP ยังเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพไทย-จีนในด้านวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น เทศกาลดนตรี Very Thai ในจีน และการสนับสนุนการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยอื่นๆ ที่ช่วยเชื่อมความต่างของสองประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว

ไม่เพียงแต่ทางด้านวัฒนธรรม กลุ่มธุรกิจ TCP ยังสนับสนุนกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การจัดแสดง ตัวอย่างดินดวงจันทร์จากภารกิจฉางเอ๋อ 5 ที่ประเทศไทย เพิ่มพูนความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ

เข้าถึงคนรุ่นใหม่ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ทันสมัย

กลุ่มธุรกิจ TCP พัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ต้องการเครื่องดื่มให้พลังงานที่ทั้งมีคุณภาพและคุ้มค่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Red Bull แบบไม่มีน้ำตาล และในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการพกพา ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเยาวชนจีนได้อย่างชัดเจน

การตลาดด้วยประสบการณ์ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยกลุ่มธุรกิจ TCP มีการสนับสนุนเทศกาลและกิจกรรมกีฬาที่นิยม เช่น บาสเกตบอล CUBAL รวมถึงเป็นโพสปัตริอทของเทศกาลดนตรีที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มวัยรุ่น

สร้างความมั่นใจด้วย AI และ Big Data

กลุ่มธุรกิจ TCP นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ คลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งทำให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ตรงใจยิ่งขึ้น ทั้งในตลาดไทยและจีน

แผนลงทุนต่อเนื่องในตลาดจีน

สำหรับแผนการลงทุนครั้งหน้า กลุ่มธุรกิจ TCP ยืนยันว่าประเทศจีนยังคงเป็นตลาดหลัก ด้วยการลงทุนกว่า 4.3 พันล้านหยวน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมวางแผนขยายโรงงานในมณฑลเสฉวน และกว่างซี รวมถึงไม่ลดความมุ่งมั่นในการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกับจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มธุรกิจ TCP ไม่เพียงแค่บริษัทเครื่องดื่มระดับโลก แต่ยังเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและมีวิสัยทัศน์ในระยะยาวที่แข็งแกร่ง ผ่านบทบาทใหม่ในฐานะผู้สร้างสรรค์และสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนที่เปี่ยมด้วยความหมาย

ที่มา – กลุ่มธุรกิจ TCP กับบทบาทใหม่ในฐานะผู้สร้างสรรค์และสะพานเชื่อมมิตรภาพไทย-จีน

จันทบุรีสุดคึกคัก! แห่ยูยิตสูฉลองเหรียญทองเวิลด์เกมส์

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดจันทบุรีกลายเป็นเมืองแห่งความภาคภูมิใจ เมื่อทัพนักกีฬายูยิตสูจันทบุรีเดินทางมายังศาลหลักเมืองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อสักการะขอพร หลังจากสร้างความประทับใจให้แก่ประเทศชาติ เมื่อคว้า เหรียญทองจากการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025 ที่เมืองเฉินตู สาธารณรัฐประชาชนจีน มาได้สำเร็จ

จันทบุรีสุดคึกคัก! แห่ยูยิตสูฉลองเหรียญทองเวิลด์เกมส์

ภายหลังพิธีสักการะที่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยความหวังดี ทางทีมงานได้จัดขบวนแห่ฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วเมือง โดยเริ่มต้นจากศาลหลักเมือง ผ่านโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และโรงเรียนศรียานุสรณ์ ซึ่งถนนด้านข้างเต็มไปด้วยนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ที่มารอต้อนรับและให้กำลังใจนักกีฬาอย่างล้นหลาม

ขบวนแห่ส่งเสริมจิตใจนักกีฬา

บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ ทั้งการปรบมือ โบกมือ และการมอบดอกไม้จากประชาชนให้กับนักกีฬาที่กลับมาเป็นผู้แทนของจังหวัดอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งการแสดงออกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของความรักและสนับสนุนที่มีต่อ “ศิลปะแห่งการต่อสู้” ที่พัฒนาผ่านความอุตสาหะและกำลังใจจากคนในพื้นที่

นักกีฬายูยิตสูจันทบุรีนับเป็นขุนพลสำคัญที่ก้าวไกลบนเวทีนานาชาติมาแล้ว ทั้งในรายการที่ประเทศจอร์แดน และล่าสุดกับความสำเร็จครั้งสำคัญจากเวิลด์เกมส์ นับเป็นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งที่ทำให้ชื่อเสียงของจังหวัดโด่งดังในระดับโลก

สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับชมรมยูยิตสู ได้รับการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากภาคเอกชน และผู้มีจิตศรัทธาอย่าง บริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด ซึ่งประกอบด้วย โชว์รูมอีซูซุ และศูนย์บริการอีซูซุในพื้นที่จันทบุรี เพื่อร่วมฉลองและเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาในภารกิจถัดไป นั่นคือ ซีเกมส์ 2025

  • คว้าเหรียญทองจากเวิลด์เกมส์ 2025 ณ เมืองเฉินตู
  • ขบวนแห่ยูยิตสูจันทบุรีส่งเสริมกำลังใจในจังหวัด
  • เตรียมพร้อมรุกสู่เวทีซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ปี 2025

การฉลองในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่บรรยากาศอันคึกคักของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็งของจิตวิญญาณนักกีฬาไทย ที่ไม่หยุดฝึกฝน เพราะรู้ว่าหนึ่งเหรียญทอง ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำชม แต่คือแรงผลักดันให้ลูกหลานชาวไทยลุยต่อ ไม่ย่อท้อ

หากท่านต้องการเพิ่มเติมข่าวสารเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬากลุ่มจังหวัด ติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวกีฬาและโซเชียลมีเดียที่ประกาศข่าวสารอย่างเป็นทางการ

ที่มา – จันทบุรีสุดคึกคัก! ขบวนแห่นักกีฬายูยิตสูฉลองเหรียญทองเวิลด์เกมส์เมืองจีน มุ่งหน้าซีเกมส์ 2025

พ่อเมืองประจวบฯ จับมือ ผู้ว่าการรถไฟฯ ส่งเสริมท่องเที่ยว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ร่วมประชุมกับ นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการรถไฟฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางในการ ส่งเสริมท่องเที่ยว ทางรถไฟและการเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน

พ่อเมืองประจวบฯ จับมือ ผู้ว่าการรถไฟฯ ส่งเสริมท่องเที่ยว

ในการประชุมครั้งนี้ เทศบาลนครหัวหินได้นำเสนอแผนการขออนุญาตใช้พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น โครงการถนนเลียบทางรถไฟพร้อมระบบระบายน้ำ รวมถึงการขอใช้พื้นที่เพื่อสร้างศาลาชุมชน ลานออกกำลังกาย และสวนสาธารณะในชุมชนรุ่งสว่าง

โครงการท่องเที่ยวเชิงรถไฟ

นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดทำตลาดรถไฟและถนนคนเดินบริเวณชุมชนบ่อนไก่ รวมถึงการสร้างอนุสาวรีย์พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ “พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสักการะและเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำตู้รถไฟเก่าบริเวณห้องสมุดรถไฟไปเชื่อมต่อกับรางรถไฟเก่า (รถไฟเจ้าคุณปู่) ให้สวยงามมากยิ่งขึ้น โดยมีการวางแผนให้อุโมงค์รอดทางรถไฟ และแก้ไขปัญหาเครื่องกั้นรถไฟบริเวณชุมชนหนองแกที่ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากเปลี่ยนเป็นรางคู่ รวมทั้งระบายน้ำท่วมขังในแนวรางรถไฟฝั่งตะวันตก

การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับทราบและจะพิจารณาแต่ละประเด็นตามความเหมาะสมกับการใช้พื้นที่ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่ทรงประสิทธิภาพในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือ การขอใช้พื้นที่การรถไฟฯ เพื่อตั้งจุดจอดรถโดยสารสาธารณะในทุกสถานี เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางด้วยรถไฟกับรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมอย่างเต็มรูปแบบ การรถไฟฯ ยังยืนยันว่าจะร่วมลงพื้นที่เพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการจอดรถในอนาคต

อนาคตของการท่องเที่ยวทางรถไฟ

สำหรับพื้นที่บริเวณตำบลเกาะหลัก อ.เมืองประจวบฯ ที่มีแผนสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสาร ทางจังหวัดได้เสนอต่อคณะกรรมการการรถไฟฯ เพื่อขอให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่ ให้เหมาะสมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้การรถไฟฯ จัดทำจุดกลับรถขนาดเล็ก บริเวณทางข้ามรถไฟบ้านกรูด อ.บางสะพาน และปรับปรุงผิวจราจรที่ขรุขระในพื้นที่ถนนเกาะหลัก ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เรื่องดังกล่าวมีการzendยางมะตอยเพื่อปรับปรุงพื้นผิว และการเสนอเพิ่มจุดจอดรถไฟด่วนพิเศษ บริเวณสถานีอ.บางสะพานน้อยก็ได้รับการพิจารณาอย่างใกล้ชิด

ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางท่องเที่ยวของภาคใต้ การสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวด้วยรถไฟขบวนพิเศษอย่าง Royal Blossom และ KIHA 183 ถือเป็นจุดขายสำคัญอีกด้านที่การรถไฟฯ จะส่งเสริมให้มีการเดินขบวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐและชุมชนในการพัฒนาพื้นที่ประจวบฯ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ

หากทุกแผนสามารถดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวจะก้าวหน้า แต่คุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ก็จะดีขึ้นตามไปด้วย การลงทุนในระบบรail-based transportation คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – พ่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ จับมือ ผู้ว่าการรถไฟฯ หาแนวทางส่งเสริมท่องเที่ยว